hacklink paykwik al
ThaiPublica > เกาะกระแส > นายกฯยันยังไม่ใช้ ม.44 แก้ “ทีวีดิจิทัล” – มติ ครม. จัดงบกลาง 1,390 ล้าน ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ 115,000 คน

นายกฯยันยังไม่ใช้ ม.44 แก้ “ทีวีดิจิทัล” – มติ ครม. จัดงบกลาง 1,390 ล้าน ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ 115,000 คน

24 เมษายน 2018


พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน โดยวันนี้นายกรัฐมนตรีเดินเข้ามาพร้อมทำท่าเต้นเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ของวง BNK48 ที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีในช่วงเช้า พร้อมกล่าวว่า

“BNK 48 สักหน่อย วัยรุ่นๆ วันนี้ผมให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ เยาวชน นิสิต นักศึกษา ในเมื่อเราเป็นคนรุ่นเก่า เราก็ต้องพยายามตอบรับเปิดกว้างรับความคิดเห็นของเขามา แล้วก็มาทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ผมถือว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่เราต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อายุ 18 ปี วันนี้มีจำนวนกว่า 6 ล้านคน คนเหล่านี้แหละจะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงประเทศได้ ก็อยากจะให้มาร่วมมือกันไม่ใช่ขัดแย้งกัน รัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะขับเคลื่อนคนทุกช่วงทุกวัย ในการร่วมมือพัฒนาประเทศ อนาคตเป็นของเขาในวันหน้า”

ยันยังไม่ใช้ ม.44 แก้ “ทีวีดิจิทัล” – ขอพิจารณาให้รอบครอบก่อน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีการพิจารณาใช้คำสั่งตาม มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลว่า วันนี้ก็มีการหารือกันว่าจะมีมาตรการใดที่เหมาะสมออกมาดูแลในเรื่องของทีวีดิจิทัล ซึ่งแยกออกจากเรื่องคลื่นความถี่ ซึ่งต้องดูบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความเดือดร้อน ความพร้อม ไม่พร้อม อะไรต่างๆ ของระบบ มันต้องมาหาวิธีการแก้ไข รัฐบาลยืนยันอยู่แล้วว่าประเทศชาติต้องไม่เสียประโยชน์ จะหาทางออกให้ดีที่สุด มีการหารือในรายละเอียดให้เพิ่มมากขึ้น แต่จะทำอย่างไร ทุกอย่างต้องมีทางแก้ไข หากสังคมพยายามเข้าใจสักนิดว่ารัฐบาลนี้เข้ามาไม่ได้เอื้อประโยชน์กับใคร แต่หากไม่ทำอะไรเลยจะเสียหายหรือไม่ ก็ต้องว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

”ตอนนี้ยังไม่ออก ม.44 จะมีความชัดเจนเร็วที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผ่านมาเค้กมีอยู่ก้อนเดียวคนกินเค้กมี 10 คนแต่ตอนนี้มี 20-30 คน แล้วจะพอกินไหมในเมื่อแหล่งสปอนเซอร์มีอยู่จำนวนเท่าเดิม ภาคธุรกิจก็เห็นใจแต่ก็คิดอยู่เรื่องคือทุกอย่างเป็นความสมัครใจตั้งแต่ต้น แต่เมื่อมีปัญหารัฐบาลก็ต้องหามาตรการที่เหมาะสม ไว้ใจกันหน่อย ไม่เอื้ออะไรใครทั้งนั้น ดูเหตุผลและความจำเป็น มันจะเสียหายอะไรตรงไหนต้องไปดูตรงนั้นแล้วแก้ให้ได้ วันนี้ก็มีการประชุมมาหลายครั้งมาแล้ว มีการประชุมร่วมระหว่างผู้ประกอบการร่วมกับ คสช. มีคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายมาดู ก็กำลังหามาตรการที่เหมาะสมมาแก้ปัญหาให้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คสช. มีแนวทางความช่วยเหลือกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล จากกรณีที่มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 13 บริษัท จาก 22 บริษัท ส่งหนังสือร้องเรียนมายัง คสช. และ กสทช. เพื่อขอให้ออกมาตรการความช่วยเหลือจากการประกอบกิจการ ผู้ประกอบการดังกล่าวประกอบด้วย บางกอกมีเดีย, ไทยรัฐทีวี, อัมรินทร์ทีวี, จีเอ็มเอ็มแกรมมี่, เนชั่นทีวี, วอยซ์ทีวี, เดลินิวส์, ทีเอ็นเอ็น 24 และ สปริงนิวส์ จำนวน 13 บริษัท ขณะที่ บีบีอีซี 3 ช่อง, อสมท 2 ช่อง, อาร์เอส, โมโน, ช่อง 7 และเวิร์คพอยท์ ไม่ได้ร้องขอเข้ามา ซึ่งทั้งหมดยังเหลือค้างชำระค่างวดที่เหลืออีก 5 งวด เป็นมาตรการให้ขยายเวลาชำระก่อนหน้านี้ คือปี 2561-2565 เพื่อให้มีสภาพคล่องต่อการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 ผู้ประกอบการยังประสบปัญหาอยู่ ที่ประชุม คสช. จึงได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นเป็นมาตรการความช่วยเหลือเบื้องต้น 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1) อนุญาตให้พักการชำระค่างวดได้  3 งวด จาก 5 งวดที่เหลือ ในปี 2561-2565 แต่จะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5 ในระหว่างพักการชำระหนี้ 2) กรณีการเช่าโครงข่ายจากระบบแอนะล็อกเป็นดิจิทัลที่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 3 ราย ประกอบด้วย ไทยทีพีบีเอส อสมท และ ช่อง 5  โดย กสทช. จะช่วยเหลือจ่ายเงินให้ครึ่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 2 ปี และ 3) อนุญาตให้สามารถโอนใบอนุญาตต่อได้ โดยยังต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดให้รอบครอบอีกครั้ง ว่าต้องเพิ่มเติมประเด็นอะไรก่อนจะมีการยกร่างคำสั่งมาพิจารณา

“เดิมย้อนไปเมื่อการประมูลในปี 2556 มูลค่ากลางที่กำหนดไว้ในการให้ใบอนุญาต 15 ปี คือประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่จากการแข่งขันที่สูงทำให้สุดท้ายการประมูลไปจบที่ 50,000 กว่าล้านบาท โดยกำหนดให้แต่ละแห่งชำระค่าใบอนุญาต 6 งวดตั้งแต่ปี 2557-2562 อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก 3 งวดผ่านไป ในปี 2560 ผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาและได้ร้องขอความช่วยเหลือ คสช. ก็ได้ขยายให้จาก 3 งวดที่เหลือเป็น 6 งวดตั้งแต่ปี 2560-2565 เพื่อให้มีสภาพคล่องและบริหารจัดการได้ง่ายมากขึ้น แต่ต่อมาหลังจากจ่ายงวดปี 2560 ซึ่งรวมแล้วคือชำระไปแล้ว 4 งวด รวมวงเงินประมาณ 33,000 ล้านบาท พอมาปี 2561 ผู้ประกอบการก็ยังประสบปัญหาไม่สามารถจ่ายได้และเหลือค้างชำระอีก 5 งวด และร้องขอความช่วยเหลืออีก ซึ่ง คสช. ได้พิจารณาฟังเสียงจากหลายภาคส่วน” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นอกจากนี้ คสช. ยังมีมติให้ยกเลิกการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ไว้ก่อน และให้คณะกรรมการ กสทช. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ไปพลางๆ ก่อน และหากมีกรรมการบางส่วนพ้นจากตำแหน่งไปด้วเหตุใดก็ตาม ยังให้คณะกรรมการที่เหลือทำหน้าที่ต่อไปด้วย หลังจากมีข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่ผ่านการคัดเลือก รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ไม่ได้รับรองและให้คณะกรรมการกลับมาสรรหาใหม่ภายใน 30 วัน

พร้อมเปิดรับ สหรัฐฯ-โสมแดง

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ากรุงเทพมหานครติดหนึ่งในสถานที่ทั่วโลกที่มีโอกาสจัดประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ว่าตนนั้นยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของ 2 ประเทศที่ตัดสินใจกันเอง แต่อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็มีความพร้อมในทุกเรื่อง ใครไปใครมาประเทศเราก็ต้อนรับในฐานะเจ้าบ้านที่ดี

นายกฯไม่นิ่งนอนใจ เหลือ 3 เดือนลุยแก้ IUU เต็มที่

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีการแก้ปัญหากองเรือประมงเถื่อนว่า รัฐบาลพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งตนนั้นเข้าใจดีถึงความเป็นห่วงกังวลของทางคณะผู้แทนจากสหภาพยุโรป เรื่องปัญหาไอยูยู ซึ่งไทยเองนั้นกังวลยิ่งกว่า เพราะจะต้องพยายามสร้างความสมดุลให้ได้ในเรื่องของกองเรือประมงของไทยกับปริมาณสัตว์น้ำที่มีอยู่ในประเทศ รวมไปถึงที่มีอยู่ในน่านน้ำอื่นๆ ด้วย ว่ากองเรือนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ จะเป็นการทำลายทรัพยากรมากไปหรือเปล่า

“หลักเกณฑ์เหล่านี้เป็นข้อพิจารณาของทางคณะผู้แทนฯ อยู่แล้ว ซึ่งไทยเองนั้นจำเป็นต้องทำเพราะเราต้องการรักษาทรัพยากรประมงของไทยไว้ให้นานที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน่านน้ำไทย ในน่านน้ำสากลต่างๆ เพราะเป็นเรื่องของประชาคมโลกด้วย ก็ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันนี้ที่เราทำมาแล้วก็ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถิติการจับปลาของประมงพื้นบ้าน ที่สามารถจับปลาได้มากขึ้น ได้ปลาตัวใหญ่ขึ้นทำให้มีรายได้พอเพียงที่จะเลี้ยงชีพได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ยืนยันว่า จะดำเนินการต่อไปในทุกเรื่องที่เป็นความห่วงกังวลของคณะผู้แทนฯ และจะทำอย่างเต็มที่ในกรอบเวลา 3 เดือน สิ่งที่เราทำวันนี้คือต้องการปรับปรุงการทำประมงของไทยให้ได้รับการยอมรับจากเวทีประชาคมโลก และไม่มีผลต่อตลาดค้าขายสัตว์น้ำของไทยซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในวันนี้ แต่ผลจะออกมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณา

ยอมรับไทยอาจเข้าร่วม “ทีพีพี”

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงการตัดสินใจของไทยในการเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะทำงาน จึงต้องมาดูในส่วนของทีพีพีใหม่นั้นกติกาต่างๆ เป็นอย่างไร อะไรที่เป็นผลดี-ผลเสีย อะไรที่ไทยจะได้ประโยชน์หรืออะไรที่ต้องเสียประโยชน์ ซึ่งส่วนที่เสียประโยชน์ก็ต้องเจรจากันต่อไปว่าจะทำอย่างไร เพราะคงไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว มีหลายประเทศ แต่เมื่อเราไม่ร่วมก็ต้องไปดูว่าเราจะเสียประโยชน์อะไรไปบ้าง เพราะมีหลายประเทศที่เข้าร่วมในเวลานี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นประเทศในอาเซียน ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดอย่างรอบครอบ

“แนวโน้มอาจจะเข้าร่วมแต่จะเข้าร่วมกันอย่างไรนั้นต้องพิจารณาอีกครั้ง ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือระหว่างคณะกรรมการกับประเทศที่มีการก่อตั้งทีพีพีนี้ขึ้นมา ซึ่งสหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในพีพีพีใหม่นี้ คาดว่าจะหารือได้มากขึ้นในประเด็นที่มีปัญหาอยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โต้ “มาร์ค” ไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น – ปัดดึง “ตระกูลชิดชอบ” ร่วมงาน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า คสช. เดินสายใช้พลังดูดกับอดีตนักการเมืองโดยใช้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นตัวล่อ ว่า ตนไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น ฉะนั้นต้องไปดูหากบอกว่า คสช. หรือรัฐบาลนี้ไปบังคับคนนั้นคนนี้ บังคับนักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ตนนั้นจะเอาอำนาจอะไรไปบังคับเขา ดังนั้น คำพูดดังกล่าวก็เป็นเรื่องของท่านเอง การที่บอกว่านักธุรกิจจะต้องสนับสนุนสิ่งต่างๆ ให้กับนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น ควรไปดูข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ เพราะถ้ากฎหมายระบุว่าทำไม่ได้ ก็ทำไม่ได้อยู่ดี เรื่องนี้ไม่ต้องไปห้ามใครเขา และเรื่องเหล่านี้ก็มีการตรวจสอบกันอยู่

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องตระกูลชิดชอบเป็นคิวต่อไปที่ถูกดูด ตนไม่อยากให้ใช้คำนี้ตามนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่พูดออกมา เพราะการจะกล่าวว่าใครดูดใครก็ต้องไปดูผลงานของพรรคการเมืองที่ผ่านมา มีการดูและสมาชิกพรรคการเมืองอย่างไร สมาชิกได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น หรือนำความต้องการของประชาชนมาเป็นส่วนในการขับเคลื่อนพรรคของตนหรือไม่ ในขณะที่พรรคตัวเองเป็นรัฐบาลหรือไม่ได้เป็นก็แล้วแต่ ได้ให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรคหรือไม่

เมื่อถามว่า มีเสียงสะท้อนว่าหากนายกฯ จะดึงนักการเมืองก็ควรดึงนักการเมืองที่ดีๆ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า แน่นอน แต่อะไรคือที่ว่าดีๆ ที่ดีๆ คืออะไร หลายคนอาจจะอยากทำความดี แต่มันทำดีไม่ได้ ท้ายที่สุดถูกนโยบายพรรค ถูกอะไรต่างๆ มันก็ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลง ปรับตัวเอง ก็เลยเสียไปทั้งหมด ตนไม่ได้รังเกียจนักการเมือง หากใครมาแสดงบทบาทว่าจะร่วมกันพัฒนาประเทศ ทำเพื่อประเทศชาติ เราจะไม่ทำการเมืองแบบเดิมๆ ผมก็ยินดีกับทุกคน จะมาอยู่ตรงไหนก็อยู่ไปเถอะ วันหน้าเขาเลือกตั้งมาเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องหาคนที่จะทำให้การทำงานเดินหน้าไปได้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

“ผมเข้าใจว่านักการเมืองทุกคนเขาก็อยากจะเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง แต่อาจไปติดด้วยนโยบายพรรค นโยบายหัวหน้าพรรค หรือผู้สนับสนุน ซึ่งรัฐบาล คสช. ไม่มี ไม่มีใครมามีบทบาทเหนือกว่าตรงนี้ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างอิสระ ฉะนั้นเราก็ดูที่ผลงาน ผลเคยฟังนักการเมืองบอกว่า การเข้ามาทำงานบริหารประเทศสำหรับการเป็นพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลเขาก็อยากจะทำตลอด 4 ปี ตามอายุรัฐบาล แต่ไม่สามารถทำได้มากนัก เพราะ 2 ปีแรกนั้นเริ่มทำได้ดีอยู่ แต่พอต่อไปทำไม่ค่อยได้ เพราะเขาต้องเตรียมตัวยุบสภา เขาพูดกับผมอย่างนี้เลย ทำให้เขาต้องดำเนินการอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางนโยบายพรรคหรือหัวหน้าพรรค ซึ่งคิดว่าไม่ถูกต้อง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ยันโปร่งใส 100% เตือนสื่อไม่มีหลักฐาน – ระวังผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณี นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่า คสช. เตรียมสืบทอดอำนาจโดยใช้เงินตั้งพรรคทหารถึง 40,000 ล้านบาท ว่า นายวัชระ เพชรทอง พูดมาหลายครั้งแล้วว่ามีประเด็นทุจริตตรงนั้นตรงนี้แล้วก็เงียบหายไป แล้วก็มีประเด็นมาใหม่ ฉะนั้นกรุณาหาข้อมูลมาว่า 40,000 ล้านบาทนั้นมาจากไหน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่น้อย จะเอามาได้อย่างไร ใครจะให้ โครงการทุกโครงการมีการตรวจสอบทุกโครงการแล้วจะเอาเงินมาจากได้อย่างไร หากจะเอาไปตั้งพรรคการเมือง เอาเงินนี้ไปดูแลประชาชนไม่ดีกว่าหรือ หากได้เงินมาขนาดนั้น

“ผมพูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผมไม่มีทุจริตใดๆ ทั้งสิ้นในตัวผมเอง ถ้าเป็นในระบบก็ไปว่ากันมาว่าใครรับผิดชอบ ไปแก้ตรงนั้น แต่รัฐบาลจะเป็นผู้มองดูในภาพรวม แล้วนำสู่กระบวนการพิจารณาในเรื่องการทุจริต ซึ่งมีการนำเข้าสู่กระบวนการทุกวัน ซึ่งว่ากันด้วยหลักฐาน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ตนได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ การออกมาพูดอย่างนี้ทำให้เกิดความเสียหายอะไรหรือไม่อย่างไร รวมไปถึงสื่อที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ ซึ่งหากไม่มีหลักฐาน กรณีนี้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 กำกับอยู่ ขอให้ระมัดระวังด้วย ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน รัฐบาลไม่ได้ขู่ กฎหมายนั้นมีอยู่แล้ว ตนเพียงเตือนให้ทุกคนทราบ

วอนนักการเมือง อย่าใช้ปม “บ้านพักตุลาการ” เป็นเครื่องมือหาแนวร่วม

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีปัญหาโครงการบ้านพักตุลาการ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คิดมาตลอด เพราะกรณีดังกล่าวมีหลายปัญหา ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ โดยจะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมประกอบด้วยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไข ซึ่งต้องรวบรวมข้อเสนอ รับฟังความคิดเห็นและข้อโต้แย้งจากผู้เรียกร้องต่างๆ

“มีหลายประเด็นด้วยกัน มีการพูดคุยกันมาบ้างแล้ว อะไรทำได้ ทำไม่ได้ กฎหมายมีตรงไหนที่มีความสำคัญบ้าง ผมไม่อยากให้ไปฟังผู้เกี่ยวข้องพูดกันไปมามากนัก เราต้องใช้หลักการของกฎหมาย การชะลอการใช้อาคารมันทำได้หรือไม่ ก็ต้องไปดูที่กฎหมาย การก่อสร้างนั้นเมื่อก่อสร้างแล้วจะทำอย่างไร ทั้งในเรื่องของสัญญา และจะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไรเมื่อมีแรงต้าน ก็ต้องไปหาทางออกให้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนกลับมาดูคือ การฟื้นฟูสภาพป่านั้นจะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่า มีการปลูกต้นไม้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และในระหว่างนั้นก็เป็นการแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรกับอาคารที่สร้างมาแล้วในส่วนของที่ทำงานต่างๆ ต้องใช้ประโยชน์ตรงไหนก็ว่าไป ตรงไหนที่ไม่มีผลกระทบ ไม่ใช่อะไรก็พังไปทั้งหมด ล้มไปทั้งหมดก็ลำบาก เพราะงบประมาณแผ่นดินใช้มาแล้ว ตอนนี้ขออย่าเอามาตีกันทั้งหมด เพราะจะแก้ไม่ได้สักอัน

“มีหลายคนบอกว่า ไม่อยากให้นักการเมืองเอาสิ่งนี้มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาแนวร่วม เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าตัวเองเป็นรัฐบาลแล้วจะทำหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ยืนยันว่าทุกฝ่ายพยายามจะแก้ปัญหาให้ได้ รวมถึงศาลเองด้วย ในส่วนของคนที่ไม่อยู่ในระบบ พูดอะไรออกมาอย่าถือเป็นประเด็นนักเลย เพราะเขาก็มีสิทธิจะพูด แต่ในการตัดสินใจการดำเนินการก็เป็นเรื่องของรัฐบาล รัฐบาลยืนยันว่าจะแก้ปัญหานี้ให้ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกฯ ป้อง “พงศ์พร” ย้อนถาม “กลุ่มชาวพุทธฯ” ผอ.พศ. ผิดตรงไหน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามึงความคืบหน้าปราบทุจริตเงินทอนวัดว่า กรณีดังกล่าวต้องย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมา เรื่องนี้เริ่มมาจากที่ไหน เริ่มมาจากการมีการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มีการใช้เงินงบประมาณตรงนี้สนับสนุนไปยังวัดหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งถูกหรือผิดก็ต้องไปว่ากันตรงนั้น ต้องมีการสอบส่วนว่าเงินจำนวนนี้ไปอยู่ที่ไหนบ้าง ปลายทางว่าบัญชีเป็นของใคร ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครผิด-ถูก หากมีการชี้แจงได้แล้วถูกต้องตามกฎหมายดำเนินการได้ก็จบไป ยืนยันว่า ตนเองนั้นเคารพพระทุกรูปที่อยู่ในกระบวนการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดความเชื่อถือขึ้น

ต่อคำถามกรณีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินพร้อมเครือข่าย เดินสายยื่นเรื่องให้ปลด พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกจากตำแหน่ง พล.อ. ประยุทธ์ ย้อนถามว่า เขามีความผิด ทำนอกกติกาหรือยัง ดังนั้นกรณีดังกล่าวต้องเป็นไปตามขั้นตอนการตรวจสอบแล้วนำเข้าสู่กระบวนการ ส่วนการเคลื่อนไหว ต้องดูว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ขออย่าไปตีกันไปมา เพราะท้ายที่สุดก็ไปลงโทษเฉพาะข้าราชการอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่เป็นธรรม

“กฎหมายต้องเป็นธรรมเพราะใช้กับทุกคน ดังนั้นไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายขึ้น หากรู้ว่าจะวุ่นวายก็อย่าทำเพียงเท่านั้นเองกฎหมายมีอยู่” นายกรัฐมนตรี กล่าว

แจงตั้ง “สนธยา” นั่งที่ปรึกษา ดูภาคตะวันออก – ไม่เกี่ยวการเมือง

พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แจงกรณีตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม นั่งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่า จริงๆ แล้วอยากให้เขาดูแลภาคตะวันออกเท่านั้นเอง ปรึกษาเขา เพราะเขาดูภาคตะวันออกอยู่แล้ว ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนพอสมควร ก็เพียงแค่นั้น ไม่ได้มุ่งหวังทางการเมืองอะไร ไม่ใช่หรอก วันนั้นตนตอบเร็วไปนิด ตนยังไม่ได้ปรึกษาเขาสักคำ เพราะยังไม่ได้เดินการเมืองเลย ใครจะเดินก็ว่าไป

“ก็ปรึกษา เขาอยู่ในคณะที่ปรึกษามีอะไรเขาก็รายงานส่งขึ้นมา ก็ทำงานกับคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั้นมีหลายคน หลายฝ่าย ซึ่งสิ่งที่ได้รับคำปรึกษามาก็นำมาขับเคลื่อน มาสร้างความรับรู้ต่างๆ มาใช้ในการทำงาน คณะที่ปรึกษาผมทุกคน ทุกคณะผมปรึกษาหมด ไม่ใช่ตั้งคณะที่ปรึกษามาแล้ว ไม่ปรึกษา แล้วจะตั้งมาทำไม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการลงพื้นที่การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า เป็นการลงพื้นที่ปกติ เหมือนกับไปจังหวัดอื่นๆ นั่นแหละ ไม่มีการพบใครเป็นการส่วนตัว ไม่มีการพบใครในที่รโหฐาน พบในพื้นที่ใหญ่ๆ กว้างๆ ประชาชนทั่วไป พบร่วมใคร เพราะใครจะมารับผมก็เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ดีเขาก็มารับเป็นธรรมดา ผมไม่ได้ไปตกลงการเมืองอะไรกับใครทั้งสิ้น ผมไม่สามารถตกลงกับใครได้เพราะผมยังไม่ไปสู่ตรงนั้นเลย เป็นเรื่องของกระบวนการทางการเมือง ใครจะทำอะไรก็ทำไปแต่อย่าเอาผมไปเกี่ยวข้องตรงนี้

มติ ครม. มีดังนี้

นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

จัดงบกลาง 1,390 ล้านบาท ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ 115,000 คน

นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และอาชีวะพันธุ์ใหม่ ระยะเวลา 5 ปี (2561-2565) วงเงินรวม 14,135.52 ล้านบาท เพื่อรองรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนเป็นแรงจูงใจสถาบันการศึกษารายหัวที่ปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามมาตรฐานโลก โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ในปีแรก ครม. อนุมัติงบกลาง ประจำปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 1,396.74 ล้านบาท และหลังจากนั้นในปีถัดๆ ไปให้สถาบันศึกษาของรัฐปรับหลักสูตรและงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และอาชีวะพันธุ์ใหม่ โดยพยายามไม่ให้กระทบกับวงเงินงบประมาณโดยรวม

ในรายละเอียด โครงการจะแบ่งเป็น 1) กลุ่มปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จำนวน 56,478 คน 117 หลักสูตร ได้รับเงินอุดหนุนรายละ 120,000-150,000 บาท 2) กลุ่มฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะใหม่ ระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี จำนวน 52,899 คน 120 หลักสูตร อุดหนุนรายละ 60,000 บาท และ 3) กลุ่มอาชีวะ จำนวน 6,249 คน รวมทั้งหมด 115,626 คน 235 หลักสูตร ซึ่งจะเน้นไปที่หลักสูตรวิทยาศาสตร์ก่อน

นอกจากการเรียนตามปกติแล้ว กระทรวงยังกำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนและทำงานกับสถานประกอบการของเอกชนในสัดส่วน 50% ของเวลาเรียน เพื่อส่งเสริมให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีประสบการณ์และพร้อมทำงานในภาคอุตสาหกรรมจริง และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานของเอกชน ซึ่งที่ผ่านมามักเป็นปัญหามาโดยตลอด และเอกชนยินดีที่จะเข้าร่วม

สำหรับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้คัดเลือกสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพ 20 แห่ง เข้าร่วมโครงการ โดยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้การอุดหนุนแก่เอกชน เนื่องจากที่ผ่านสถาบันเหล่านี้ได้พัฒนาศักยภาพจนได้มาตรฐานที่กำหนด จึงไม่ควรต้องแบ่งแยกระหว่างรัฐหรือเอกชน และต้องให้โอกาสจัดสรรเงินอุดหนุนไปอย่างเท่าเทียม ขณะที่การผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่ กระทรวงศึกษาธิการคัดเลือกวิทยาลัยอาชีวะ 27 แห่งจากกว่า 400 แห่งเข้าร่วมโครงการ

“หลายคนสงสัยว่าจริงๆ เราต้องการกลุ่มช่างเทคนิคจำนวนมาก แต่ทำไมผลิตออกมาน้อย ต้องเรียนตามตรงว่าหลักสูตรอาชีวะปัจจุบันยังมีหลายแห่งไม่ได้มาตรฐานที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงฯ ไม่สามารถยอมได้ จะเห็นว่าผ่านเกณฑ์มา 27 แห่งเท่านั้นจากที่สมัครมา 60 แห่งและจากทั้งหมด 400 กว่าแห่ง ส่วนที่เหลือจะต้องไปพัฒนาหลักสูตรต่อไปให้สอดคล้องกับมาตรฐาน นอกจากนี้ กระทรวงยังเตรียมเจรจากับสำนักงาน ก.พ. กำหนดฐานเงินเดือนขั้นต่ำของด้านวิชาชีพให้สูงเท่ากับระดับปริญญาตรี และมีโอกาสในการก้าวหน้าในวิชาชีพสอดคล้องกับความสามารถที่มี”

แก้กฎหมาย กบข. – บริหารสินทรัพย์ยืดหยุ่นมากขึ้น

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญคือ

    1) ให้ กบข. สามารถจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำกัด เพื่อขยายโอกาสในการหาผลประโยชน์ตอบแทนจากการรับบริหารเงินทุนให้แก่บุคคลภายนอก และนำผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของเงินปันผลจนกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำกัดส่งกลับคืนมาให้แก่ กบข.

    2) กำหนดเพิ่มเติมประเภททรัพย์สินของกองทุนโดยสามารถโอนย้ายมาทั้งจำนวนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเอกชน เพื่อรองรับกลุ่มที่ย้ายการทำงานมาจากภาคเอกชน

    3) กำหนดให้สมาชิกสามารถส่งเงินสะสมเข้ากองทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือนจากเดิมไม่เกิน 15% ของเงินเดือน

    4) กำหนดให้สมาชิกซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แต่สมาชิกภาพยังไม่สิ้นสุดลง ให้มีสิทธิขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว ตั้งแต่สิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรอเกษียณก่อน

    5) กำหนดให้เงินของกองทุนที่อยู่ในบัญชีเงินสำรองและบัญชีเงินกองกลางสามารถไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น พันธบัตรเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง จากเดิมที่อาจจะลงทุนได้เพียงพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น

ขยายเวลาสำรวจบัตรคนจน-จ้างหมอประชารัฐอีก 500 คน ใช้งบฯ เพิ่ม 103 ล้าน

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. เห็นชอบขยายเวลาทีมหมอประชารัฐสุขใจหรือ Account Officer ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ถือบัตร หลังพบว่ามีจำนวนผู้ถือบัตรยังเหลืออีก 4.5 ล้านรายที่ต้องสัมภาษณ์ โดยขอขยายเวลาจากต้องสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2561 เป็นเดือนพฤษภาคม 2561 พร้อมทั้งจัดหาทีมหมอประชารัฐเพิ่มอีก 500 คน และใช้เงินรองรับการทำงานของทีมลงพื้นที่อีก 103 ล้านบาท ทั้งนี้ เดิมมีจำนวนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด 11.4 ล้านคน โดยมีผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการ 6.4 ล้านราย รวมกับกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้มีทีมหมอประชารัฐสุขใจลงไปสัมภาษณ์อีก 2.1 ล้านราย รวมเป็น 8.5 ล้านราย ซึ่งที่ผ่านมาทีมงานได้ลงไปสัมภาษณ์แล้วประมาณ 4 ล้านรายเท่านั้น ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มที่อาจจะย้ายที่อยู่และยังประสงค์จะเข้าร่วมโครงการให้ไปแจ้งยังเขตที่จะต้องการเข้าร่วมโครงการในปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มที่เคยเข้าร่วมและจะไม่เข้าร่วมโครงการต่อ รัฐบาลจะหยุดจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบให้ลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งสามารถร่วมมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ แต่ขณะที่สมัครกรอกอาชีพเป็นอาชีพอื่น สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

อนุมัติ 1,872 ล้านบาท อุดหนุนดอกเบี้ยเกษตรประชารัฐ

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. อนุมัติมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ประกอบด้วย 1) โครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร 3 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินสินเชื่อ 90,000 ล้านบาท รายละไม่เกิน 30,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ย MRR-3% หรือคิดเป็น 4% ซึ่งรัฐบาลจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2% หรือคิดเป็นเงิน 1,800 ล้านบาท ส่วน ธ.ก.ส. จะรับภาระดอกเบี้ยให้อีก 1% 2) โครงการสินเชื่อผลิตปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งดำเนินการผ่านสหกรณ์การเกษตร 500 แห่งทั่วประเทศ วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ 300 แห่งและวิสาหกิจชุมชน 200 แห่ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ย MLR-3 หรือ 2% ซึ่งรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ทั้งหมดเป็นเงิน 72 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาทั้ง 2 โครงการ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 – 30 เมษายน 2563 และมีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 – 30 เมษายน 2562

ตั้งงบฯ 21,000 ล้าน พัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง

นายณัฐพรกล่าวว่า ครม. อนุมัติโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย กำหนดแผนการดำเนินงาน 9 ปี (ปีงบประมาณ 2561 – 2569) ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท และให้กรมชลประทานเริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ พร้อมส่วนประกอบอื่น ในปีงบประมาณ 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคายและอุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่ 54,390 ไร่ รวมทั้งเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในลำน้ำห้วยหลวงและแก้มลิงต่างๆ 245.87 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค การเกษตร การอุตสาหกรรม การปศุสัตว์ และการรักษาระบบนิเวศในเขตพื้นที่จังหวัดหนองคาย และอุดรธานี ตลอดจนเพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี (อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย และอำเภอเมือง อำเภอหนองหาน อำเภอเพ็ญ อำเภอบ้านดุง และอำเภอสร้างคอม อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี) ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่

นายกฯ เตรียมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่สิงคโปร์

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ มีกำหนดการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยในการประชุมจะมีการรับรองเอกสารโดยผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ฉบับ ประกอบด้วย

    1) ร่างเอกสารวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียน เพื่ออาเซียนที่มีความเข้มแข็งและนวัตกรรม ประเด็นสำคัญ คือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแผนปฏิบัติการอาเซียนว่าด้วยการป้องกันและการต่อต้านแนวความคิดหัวรุนแรงของลัทธิสุดโต่ง การจัดทำถ้อยแถลงร่วมของอาเซียนเพื่อย้ำความสำคัญของกฎระเบียบทางไซเบอร์ และความจำเป็นที่จะต้องมีบรรทัดฐานของพฤติกรรมไซเบอร์ขั้นพื้นฐาน และย้ำข้อริเริ่มสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ และส่งเสริมศักยภาพในอาเซียน

    2) ร่างถ้อยแถลงผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นการตระหนักถึงความจำเป็นสำหรับสมาชิกอาเซียนทั้งหมดในการปฏิบัติตามมาตรการการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและรับรองบรรทัดฐานร่วมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ โดยไม่ผูกพัน เพื่อให้รัฐมีพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบในพื้นที่ไซเบอร์ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นในการใช้พื้นที่ไซเบอร์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเกิดการบูรณาการและความมั่งคั่งมากขึ้น

    3) ร่างเอกสารแนวคิดเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกความร่วมมือในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยสมาชิกและผู้แทนระดับชาติ โดยร่วมกันสำรวจความส่งเสริมระหว่างกันที่สามารถเกิดขึ้นได้ การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี พัฒนาแผนปฏิบัติการเฉพาะเมืองสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระหว่างปี 61-68 และจัดทำกรอบการดำเนินงานในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับอาเซียน

เห็นชอบร่างแถลงการณ์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโด-มาเล-ไทย

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมในการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT-GT) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนของไทยและเป็นประธานการประชุม ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2561 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีสาระสำคัญ คือ การรับทราบและแสดงความชื่นชมต่อการสำเร็จที่ผ่านมาของโครงการความร่วมมือภายใต้แผนงาน IMT-GT เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และพัฒนาแผนปฏิบัติการเมืองสีเขียว รวมทั้งจะกำหนดกรอบทิศทางการขับเคลื่อนแผนงานที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในอนาคต เช่น การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่ 6 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส กับรัฐเประ และรัฐกลันตัน ของประเทศมาเลเซีย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงการจัดมหกรรมสินค้า IMT-GT ครั้งที่ 4 ที่ จังหวัดสงขลา ในเดือนกรกฎาคม 2561

ไทยเตรียมตัวนั่งประธานอาเซียนปี 2562

รายงานข่าวระบุว่า ครม. มีมติเห็นชอบให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยในปี 2562 เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้หน่วยราชการ องค์กรต่างๆ และทุกภาคส่วน ร่วมให้การสนับสนุนการจัดการประชุมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อริเริ่มอาเซียนต่างๆ ของไทยในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ เกิดผลที่เป็นรูปธรรม และส่งเสริมสถานะและบทบาทของไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ และเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตระหนักถึงโอกาสและความท้าทาย สามารถเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือของอาเซียนอย่างเต็มที่ต่อไป

โยกผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือยกยวง

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบโยกย้ายบัญชีรายชื่อข้าราชการระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย ดังนี้

    1. ให้นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการขังหวัด (ผวจ.) เชียงใหม่

    2. ให้นายปวิณ ชำนิประศาสน์ พ้นจาก ผวจ.เชียงใหม่ และแต่งตั้งให้เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

    3. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร พ้นจาก ผวจ.เชียงราย และแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.พะเยา

    4. ให้นายประจญ ปรัชญ์สกุล พ้นจาก ผวจ.พะเยา และแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.เชียงราย

    5. ให้นายณรงค์ พลละเอียด พ้นจาก ผวจ.ชุมพร และแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

    6. ให้นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ พ้นจาก ผวจ.บึงกาฬ และแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย

    7. ให้นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยและแต่งตั้งเป็น ผวจ.ชุมพร

    8. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยและแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.บึงกาฬ

    9. ให้นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ พ้นจากตำแหน่ง ผวจ.ปราจีนบุรี และแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.อำนาจเจริญ

    10. ให้นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล พ้นจาก ผวจ.เพชรบูรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.ปราจีนบุรี

    11. ให้นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ พ้นจาก ผวจ.แม่ฮ่องสอน และแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์

    12. ให้นายสิริรัฐ ชุมอุปการ พ้นจาก ผวจ.อำนาจเจริญ และแต่งตั้งให้เป็น ผวจ.แม่ฮ่องสอน

    ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

เตรียมสัญจร สุรินทร์-บุรีรัมย์

พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2561 เพื่อประชุม ครม.สัญจร โดยช่วงเช้าวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่เยี่ยมชมจุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง เยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จากนั้นช่วงบ่ายเดินไป จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบปะประชาชนที่สนามช้างอารีน่า ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก สนามที่ 15 รายการพีทีทีไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เยี่ยมชมถนนคนเดินเซราะกราวเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ถนนสายวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ส่วนวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ก่อนการประชุม ครม. จะมีการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ต่อด้วยการประชุม ครม. หลังจากนั้นนายกฯ จะเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนโฮมสเตย์บ้านสนวนนอกและเยี่ยมชมท่ากาศยานบุรีรัมย์ และเดินทางกลับ กทม.

อ่าน มติ ครม. วันที่ 24 เมษายน 2561 ที่นี่