โครงการท่อร้อยสายลงดิน(1) : กฟน. ชี้เสาไฟฟ้าอาการโคม่า แบกน้ำหนักสายสื่อสารเกินมาตรฐาน

ก่อนหน้านี้ประเด็นเรื่องสายไฟเป็นที่ฮือฮาในช่วงที่ บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ได้โพสต์ภาพสายที่ห้อยระโยงระยางบนเสาไฟฟ้าของไทยลงในเฟซบุ๊ก“Bill Gates” ซึ่งเป็นข่าวในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา

โดยเรื่องนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของกรุงเทพมหานครและหัวเมืองสำคัญให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม จึงมอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินมาตั้งแต่ปี 2530 โดย กฟน. ได้นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว 6 โครงการ เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร รวมวงเงินลงทุน 2,200 ล้านบาท ได้แก่ โครงการสีลม, โครงการปทุมวัน, โครงการจิตรลดา, โครงการพญาไท, โครงการพหลโยธิน และโครงการสุขุมวิทบางส่วน และอยู่ระหว่างการดำเนินงานอีก 6 โครงการ ระยะทาง 53.3 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 15,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการต่อเนื่องจากโครงการเดิม เช่น สุขุมวิท, ปทุมวัน, จิตรลดา, พญาไท ส่วนโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการนนทรี โครงการพระราม 3 โครงการรัชดาภิเษก-อโศก และโครงการรัชดาภิเษก-พระราม 9

ต่อมา การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 กันยายน 2558 มีมติเห็นชอบให้ กฟน. ดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศลงใต้ดิน เพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียนรวมระยะทาง 261.6 กิโลเมตร ภายใต้วงเงินลงทุน 143,092 ล้านบาท จากนั้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ครม. มีมติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ระยะที่ 1 ภายใน 5 ปี (2559-2563) วงเงินลงทุน 11,668 ล้านบาท โดยเริ่มโครงการนำร่องกับเทศบาลเมืองและเทศบาลนคร 4 แห่ง คือ เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา และหาดใหญ่ หลังจากนั้นจะทยอยเพิ่มเติมอีก 8 เมือง เพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง เชื่อถือได้ รองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม

โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินบริเวณปทุมวัน

โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย, การปรับปรุงทัศนียภาพเพื่อความสวยงามของเมือง และการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ กรณีการพาดสายและติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของ กฟน. และ กฟภ. ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คณะอนุกรรมาธิการศึกษาเสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ทำการศึกษาเรื่องนี้ จึงเชิญเจ้าหน้าที่ กฟน. และ กฟภ. มาสอบถาม สรุปปัญหาอุปสรรคดังนี้

1. ปัญหารื้อถอนเสา หลังจากที่ กฟน. นำสายไฟฟ้าจากเสาลงสู่ใต้ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ายังไม่สามารถรื้อถอนเสาไฟฟ้าออกจากพื้นที่ได้ เนื่องจากมีสายสื่อสารและอุปกรณ์ของผู้ประกอบการโทรคมนาคม และสายเคเบิลทีวีจำนวนมาก พาดอยู่บนเสาไฟฟ้าของ กฟน. ส่วนบริเวณที่ได้มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้าออกไปแล้ว ก็พบว่ามีการนำสายสื่อสารและสายเคเบิลทีวีไปพาดบนต้นไม้ริมทางซึ่งเป็นทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อให้เกิดผลเสียต่อทัศนียภาพ และเป็นอันตรายต่อประชาชนที่สัญจรไปมา

บริเวณถนนพระรามที่ 1 สยามเซ็นเตอร์-เซ็นทรัลเวิลด์
บริเวณถนนสีลม พาดบนหลังคา-กันสาด
บริเวณซอยศาลาแดง สีลม

2. ปัญหาการลักลอบพาดสายที่กระทำผิดต่อเนื่อง ในช่วงปี 2556-2558 กฟน. ได้ดำเนินการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ สถานีท้องที่ที่เกิดเหตุแล้ว (เฉพาะกรณีที่รู้ตัวผู้กระทำการละเมิดพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของ กฟน.) จำนวน 1,187 เส้นทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี และเนื่องจากคดีละเมิดมีอายุความ 1 ปี ผู้ละเมิดบางรายไม่ยอมรื้อถอนสายสื่อสาร และอุปกรณ์สื่อสารออกจากเสาไฟฟ้าของ กฟน. และยังคงพาดสายสื่อสารเพิ่มเติมต่อไปอีก

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ กฟน. ที่มาชี้แจงคณะอนุกรรมาธิการฯ พบว่า ปัจจุบัน กฟน. ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายใดพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานครได้อีกต่อไป เนื่องจากสายสื่อสารที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากมีน้ำหนักเกินมาตรฐานและข้อกำหนดในการรับน้ำหนักของเสาไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “เส้นทางวิกฤติ” แต่ในสภาพความเป็นจริง ยังมีการลักลอบพาดสายสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ชำระค่าเช่าพาดสายให้กับ กฟน. ด้วย ทั้งๆ ที่บางพื้นที่มีบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการเช่าท่อร้อยสายลงใต้ดิน แต่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมกลับเพิกเฉย ไม่นำสายสื่อสารลงใต้ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ โดยอ้างว่าจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่า (ปกติ กฟน. คิดค่าเช่าพาดสายในอัตรา 2,975 บาทต่อระยะทาง 1 กิโลเมตรต่อปี ขณะที่ กฟน. ก็ไม่อนุญาตให้เอกชนขุดวางท่อเอง

บริเวณถนนเพชรบุรี

ส่วนเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ชี้แจงว่า ภายหลังรู้ตัวผู้กระทำการละเมิดพาดสายหรืออุปกรณ์สื่อสารบนเสาไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง กฟภ. ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ สถานีที่เกิดเหตุแล้ว เมื่อผู้ประกอบการได้รับหนังสือแจ้งจาก กฟภ. ส่วนใหญ่ก็ยอมรับผิดและชำระค่าสินไหมทดแทนจากการใช้ประโยชน์พาดสายตามอัตราที่ กฟภ. กำหนด พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ กฟภ. ตรวจพบจนถึงวันที่ กฟภ. ได้รับชำระค่าสินไหมครบถ้วน แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนสายหรืออุปกรณ์ออกจากเสาไฟฟ้าตามระเบียบของ กฟภ. ยังคงลักลอบพาดสายสื่อสารเพิ่มต่อไปอีก

ส่วนกรณีไม่รู้ตัวผู้กระทำการละเมิด กฟภ. ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ สถานีที่เกิดเหตุ รวมทั้งติดประกาศ ณ สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบ และประชาสัมพันธ์ประกาศของการไฟฟ้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุที่ กฟน. และ กฟภ. ไม่สามารถรื้อถอนหรือดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบของการพาดสาย และติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารบนเสาไฟฟ้าได้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้บริการสายสื่อสารโทรคมนาคม ขณะที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมอ้างเหตุผลว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประชาชนมีความต้องการใช้บริการเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงต้องพาดสายสื่อสารเพิ่มบนเสาไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังพบผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งที่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตพาดสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า พาดสารสื่อสารสำรองและที่ไม่ได้ใช้งาน หรือสายที่ถูกลูกค้ายกเลิกการใช้บริการ ทิ้งไว้บนเสาไฟฟ้าจำนวนมาก (ม้วนเป็นวงกลมๆ แขวนไว้) โดยไม่ตัดเก็บเข้าบริษัท รวมทั้งปล่อยทิ้งสายที่ชำรุดและสายที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เช่น ถูกลูกค้าบอกเลิกบริการ ชำรุด หรือเสื่อมสภาพ ทิ้งคาไว้ปะปนกับสายที่ใช้งานบนเสาของการไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้เสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น

สายสำรองสื่อสารที่รอการติดตั้งให้ลูกค้า บริเวณถนนพระรามที่ 1