คดี “EARTH” เรียกค่าเสียหายแบงก์ธนชาต 6 หมื่นล้าน ศาลยังไม่ประทับรับฟ้อง – ยื่นแบบขอยกเว้นค่าธรรมเนียม 60 ล้าน

จากกรณีที่บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ “EARTH” เป็นโจทก์ ยื่นคำฟ้อง “ธนาคารธนชาต” เป็นจำเลยที่ 1 และผู้จัดการสาขา เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ในข้อหาละเมิด นำข้อมูลทางการเงินของ EARTH ไปแจ้งธนาคารกรุงไทยโดยไม่ได้รับความยินยอม จนเป็นเหตุให้ EARTH ถูกศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สั่งอายัดเงินในบัญชีตามคำร้องขอของธนาคารกรุงไทย (เจ้าหนี้) ทำให้ EARTH ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ตามปกติ ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ตั๋วแลกเงิน (B/E) และเจ้าหนี้ ทางบริษัท EARTH จึงไปยื่นคำฟ้องเรียกค่าเสียหายจากธนาคารธนชาตเป็นวงเงิน 60,000 ล้านบาท โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้รับคำฟ้องดังกล่าว พร้อมกับลงบันทึกเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.1552/2560

จากนั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 นายขจรพงศ์ คำดี ประธานกรรมการบริหาร EARTH ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า“ศาลแพ่งฯ ได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำ เลขที่ พ.1552/2560 เนื่องจากธนาคารธนชาตนำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของ EARTH ไปเปิดเผยกับธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขออายัดเงินของ EARTH ที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทเตรียมที่จะโอนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้สำหรับดำเนินธุรกิจซื้อขายถ่านหินกับคู่ค้าในจีน และขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ การทำธุรกรรมดังกล่าวนี้ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วเช่นกัน การกระทำของธนาคารธนชาต เข้าข่ายความผิดพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยถูกระบุไว้ในคำฟ้องของธนาคารกรุงไทย ตามคดีดำเลขที่ กค.129/2560 และ กค.131/2560

หลังจากที่มีข่าวธนาคารธนชาตถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทำให้ราคาหุ้นของบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ “TCAP” (บริษัทแม่ของธนาคารธนชาต) ในช่วงบ่ายของวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ก่อนปิดทำการซื้อขาย ปรับราคาลดลงกว่า 2% เวลา 21.25 น.ของวันเดียวกันนั้น บริษัททุนธนชาตได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

1. ธนาคารธนชาตยังไม่ได้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาลแต่ประการใด

2. คำแถลงข่าวของ EARTH ที่กล่าวหาธนาคารฯ ผ่านการแถลงข่าวนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริง จึงขอปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยสิ้นเชิง เพราะธนาคารฯ ไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหา ธนาคารฯ ยืนยันมีนโยบาย ขั้นตอน วิธีการ ที่ชัดเจนและเข้มงวด ด้วยมาตรฐานระดับสูง ในการดูแลรักษาความลับของลูกค้า

3. ธนาคารฯ ไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือปล่อยกู้ให้กับ EARTH ธนาคารฯ เป็นเพียงผู้รับฝากเงินของ EARTH เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนที่ EARTH กล่าวอ้างเรียกร้อง

4. ธนาคารฯ อายัดบัญชีเงินฝากของ EARTH เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล

5. การที่ EARTH แถลงข่าว/แจก Press Release และถ่ายทอดสดทาง Facebook Live พาดพิงธนาคารธนชาตในทางเสียหายนั้น ธนาคารฯ สงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายต่อ EARTH ทั้งทางแพ่งและอาญาต่อไป

ทั้งนี้สาเหตุที่ธนาคารธนชาต ยังไม่ได้รับหมายเรียกจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เนื่องจากศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้องคดี แต่รับเรื่องไว้พิจารณา ธนาคารจึงยังไม่ออกหมายเรียกธนาคารมาไต่สวน นอกจากนี้ ในการดำเนินคดีฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทางฝ่ายโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมศาล(ค่าขึ้นศาล) ตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หากทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท ชำระค่าขึ้นศาลในอัตรา 2% แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ชำระค่าขึ้นศาล 0.1% ของทุนทรัพย์ ในกรณี EARTH ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากธนชาต 60,000 ล้านบาท จะต้องชำระค่าขึ้นศาลประมาณ 60 ล้านบาท และ EARTH ได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียม (อนาถา) โดยศาลจะพิจารณาสถานะของผู้ยื่นคำร้องมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่หลังจากนั้น(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมมหากาพย์หุ้น EARTH)

สำหรับพยานหลักฐานสำคัญที่ EARTH ใช้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายกับธนาคารธนชาต ถ้าดูจากสำนวนคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ พ.1552/2560 คือ คำให้การของเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย 2 ราย ซึ่งไปเป็นพยานเบิกความที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 2 คดีดังนี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ธนาคารกรุงไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เป็นคดีหมายเลขดำที่ กค. 129/2560 ขอให้จำเลย (EARTH) ชำระเงิน 511.36 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ธนาคารกรุงไทยยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เป็นคดีหมายเลขดำที่ กค.131/2560 ขอให้จำเลยชำระเงิน 386.43 ล้านบาท โดยทั้ง 2 คดี ธนาคารกรุงไทยได้ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ขอคุ้มครองชั่วคราว และขออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของ EARTH ที่ฝากไว้กับธนาคารธนชาต รวมทั้งขอไต่สวนฉุกเฉิน โดยในคำร้องของธนาคารกรุงไทย อ้างว่าจำเลยกำลังยักย้ายเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปประเทศจีน เพื่อให้พ้นอำนาจศาล

ทั้งนี้ ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและขอไต่สวนฉุกเฉินของธนาคารกรุงไทยทั้ง 2 คดี ได้อ้างถึงเจ้าหน้าที่สินเชื่อและติดตามหนี้ของธนาคารกรุงไทย ในฐานะพยานเบิกความต่อศาลตอนหนึ่งว่า “เหตุที่ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวด้วยเหตุฉุกเฉินในวันนี้ เนื่องจากได้ประสานกับธนาคารธนชาต ทราบว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าประสงค์ขอโอนเงิน 800 ล้านบาท ไปยังประเทศจีน..”

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูง ของธนาคารกรุงไทย ให้การต่อศาลฯ ว่า “เนื่องจากผู้บริหารของโจทก์ (ธนาคารกรุงไทย) มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหารของธนาคารธนชาต ทางผู้บริหารของธนาคารธนชาต แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จำเลยที่ 1 เตรียมโอนเงิน 800 ล้านบาทไปประเทศจีน”

จากบันทึกถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยทั้ง 2 ราย แสดงให้เห็นว่าธนาคารธนชาตนำข้อมูลการทำธุรกรรมของ EARTH ไปแจ้งธนาคารกรุงไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้รับคำยินยอมจาก EARTH โดยในวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 เป็นวันที่ EARTH ได้ไปติดต่อขอทำธุรกรรมโอนเงินให้กับบริษัทย่อยที่อยู่ในประเทศจีน ปรากฏว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวล่าช้าผิดปกติ จึงสอบถามผู้จัดการสาขาของธนาคารธนชาต แต่ไม่ได้รับคำตอบ อ้างว่าไม่ทราบ โดยในคำฟ้องของ EARTH ระบุว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง (ธนาคารธนชาตและผู้จัดการสาขา) มีเจตนาเพื่อถ่วงเวลาให้ธนาคารกรุงไทยได้นำพยานเข้าไต่สวนต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จนกระทั่ง EARTH ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ เนื่องจากมีหมายอายัดจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ข้อมูลของจำเลยทั้งสองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ช่วงท้ายของคำฟ้องระบุว่า หาก EARTH ไม่ถูกระงับเงิน (อายัด) สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ ก็จะมีเงินชำระหนี้และจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ เจ้าหนี้ตั๋ว B/E และเจ้าหนี้ทางการค้าทุกราย ให้ได้รับเงินจาก EARTH ครบถ้วน จึงขอให้ศาลฯ บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ EARTH เป็นเงิน 60,000 ล้านบาท รวมทั้งชดใช้ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

หมายเหตุ : แก้ไขล่าสุดวันที่ 15 สิงหาคม 2560 เวลา 17.42 น.