“บิ๊กตู่” เตรียม ม.44 จัดระเบียบรถโดยสารก่อนสงกรานต์ ยันไม่เลื่อนโรดแมปเลือกตั้ง ชี้จับพระธัมมชโยเมื่อถึงเวลา ไฟเขียวร่าง กม. บังคับนายจ้างจ่ายชดเชยหลังเกษียณ

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี ร่วมถ่ายภาพหมู่ บริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี ร่วมถ่ายภาพหมู่ บริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปีนี้ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังการประชุม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า วันนี้ประเด็นที่หารือกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นานพอสมควรคือสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ผมบอกต่อที่ประชุมว่าวิธีแก้ปัญหามีวิธีเดียว คือ ดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ คนขับ รถโดยสารประจำทางที่ไม่ได้มาตรฐาน รถตู้ที่นั่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เบียดเสียด ยัดเยียด ต่อไปนี้รถตู้โดยสารประจำทางทั้งหมดต้องมีสมุดประจำรถ ลงชื่อคนขับทุกเส้นทาง พลขับชื่ออะไร ขับเวลาเท่าไหร่ ให้ทุกด่านตรวจทั้งหมด หากขับเกินเวลาก็ต้องให้คนขับลง หาคนขับใหม่ อย่าโอดครวญ ในช่วง 3 เดือนก่อนที่จะถึงวันหยุดสงกรานต์ ผมจะดำเนินมาตรการแก้ปัญหาอย่างเข้มงวด หากทุกคนต้องการความปลอดภัย ก็ต้องร่วมมือกับผม

“วันนี้หากไปตรวจดูรถตู้ รถเขาทำมาให้บรรทุก 7 คน บรรทุกกันไปถึง 13-14 คน ตามระเบียบกำหนดให้ต้องคาดสายนิรภัย ก็ไม่ได้คาด เพราะนั่งกันเกินจำนวนที่นั่ง รถปิ๊กอัพเขาทำมาให้บรรทุกของก็เอาไปใช้บรรทุกคน นั่งท้ายกระบะหลังกว่า 10 คน ถ้าไม่อยากประสบอุบัติเหตุ ทุกคนก็ต้องร่วมมือ ขนาดตั้งด่านกันมากกว่าปีก่อน เจ้าหน้าที่มากกว่าปีก่อน ยึดรถเป็นรถยนต์ รถโดยสารกว่าหมื่นคัน มีทั้งดื่มสุราขณะขับขี่ และคนขับพักผ่อนไม่เพียงพอ หลับใน ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันในระยะยาว แต่วันนี้ผมจะใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาให้ได้ในระยะสั้น” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขก่อนถึงวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง รถตู้ผิดกฎมาย ที่ผ่านมาทำไมยังปล่อยให้รถตู้เหล่านี้วิ่งรับผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ต้องเอาเข้ามาจดทะเบียนใช้ป้ายเหลือง อนาคตค่อยเปลี่ยนเป็นป้ายปกติ ด้านบริษัทขนส่งเองก็ต้องดูแลต่อกรมธรรม์ประกันภัยให้เรียบร้อย ต่อไปนี้หากรถโดยสารประจำทางคันไหนไม่พร้อม ห้ามขับออกจากท่ารถ เรื่องการนำเชื้อเพลิงแอลพีจีมาใช้ในภาคขนส่งพูดมานานแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับให้เปลี่ยนเป็นเอ็นจีวีให้ได้ รวมทั้งเรื่องค่าปรับที่เจ้าหน้าที่ทำหนังสือแจ้งเตือนไปแล้วก็ยังไม่มาชำระ 3 เดือนต่อจากนี้ไป ผมจะเข้มงวด ใครวิ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องวิ่ง ผมจะหารถมาวิ่งแทน

ชี้จับพระธัมมชโยเมื่อถึงเวลาเหมาะสม

ส่วนเรื่องคดีความที่เกิดขึ้นกับพระธัมมชโย พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องดำเนินคดีกันต่อไป เพราะเป็นคดีความไปแล้ว วันนี้ออกมานอกวัดไม่ได้ เพราะออกมาก็โดนจับ แต่ถ้าอยู่ในวัด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็เข้าไปจับ ก็ขอความกรุณาพุทธศาสนิกชนช่วยพิจารณาด้วยว่าอะไรถูกอะไรผิด ส่วนผู้ที่อยู่ในวัด ตอนนี้ยังไม่ผิดอะไร แต่ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ พวกที่อยู่ข้างในวัดก็มีความผิดกันหมด ถามว่าจะดำเนินคดีกับคน 4,000-5,000 คน ได้หรือไม่

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

“ผมเคยบอกไว้แล้วว่าปี 2560 จะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติ 20 ปีข้างหน้า หลายเรื่องผมได้ทำไปแล้ว และในวันนี้ผมได้สั่งที่ประชุม ครม. ให้แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งเรื่องของการปรองดองเข้าไปด้วย จริงๆ แล้วการปฏิรูปต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมการ รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปัญหาซ้ำซาก ปัญหาทับซ้อน และลงมือแก้ไขไปบ้างแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องการ หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ช่วง 2 ปี เป็นช่วงของการรวบรวมปัญหา ทุกข์มีอะไรบ้าง จากนั้นก็มาหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทั้งภาคการเกษตร เศรษฐกิจ นี่คือสมุทัย แต่ปัญหาของประเทศจะหารายได้จากไหนเพื่อนำไปสู่นิโรธหรือหนทางแห่งการดับทุกข์ ทุกอย่างยังเดินตามขั้นตอนอยู่แล้ว มรรค คือหนทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคตอย่างยั่งยืน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงวันหยุดปีใหม่ ผมมานั่งคิดกลไกในการขับเคลื่อนกระบวนการทั้งหมด โดยยกร่างคร่าวๆ ขึ้นมาว่าจะทำงานกันอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ในช่วงปี 2560 เป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ หากยังขัดแย้งทุกกันทุกเรื่องมันก็ปรองดองกันไม่ได้ ส่วนข้อเสนอที่ให้ผมใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรม ใครอยากเสนอก็เสนอไป อย่ามายุ่งกับมาตรา 44 ของผม ไปหาวิธีการอื่น ที่สำคัญ ต้องดูด้วยว่าสังคมไทยยอมรับได้ไหม ถ้ารับไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้ คำถาม แล้วเราจะไปถึงจุดมุ่งหมายในการสร้างประเทศเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างไร ถ้าวันนี้ทุกคนไม่ร่วมมือ วันนี้เห็นมีหลายฝ่ายออกมาพูดว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้งโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จะเลือกตั้งอย่างเดียว ผมอยากถามว่า ท่านเคยพูดหรือไม่ว่าท่านจะปฏิรูปประเทศอย่างไร

ปฏิเสธเลื่อน “โรดแมป” เลือกตั้ง

“เรื่องโรดแมปของรัฐบาล ถามกันตลอด อยากให้ทุกคนเข้าใจ สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป คือ 1. ต้องมีรัฐธรรมนูญ 2. เร่งผ่านกฎหมายลูกให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา 3. ผ่านกฎหมายลูกเสร็จ ก็ต้องเตรียมการเลือกตั้ง เปิดให้ผู้สมัครหาเสียง ซึ่งก็รู้อยู่ว่ามันวุ่นวาย และควรทำกันช่วงไหน หาเสียงเสร็จก็ให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน และจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จภายใน 90 วัน นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิด ผมไปเลื่อนโรดแมปตรงไหน ถ้าทุกคนเอาเร็ว อยากเลือกตั้งเร็วๆ แล้วเรื่องปฏิรูปอย่างอื่นทำอย่างไร ต้องถามว่า คนเร่งคือใคร และต้องการอะไร เรื่องปฏิรูปเคยพูดถึงคำนี้หรือไม่ และที่ผมพูดอยู่ทุกวันไม่ใช่เรื่องปฏิรูปหรือ ที่ผ่านมาหลายเรื่องไม่เคยทำได้ ผมก็ทำออกมาได้ นี่ไม่ใช่ปฏิรูปหรือ วันนี้ผมวางกรอบยุทธศาสตร์ของชาติ 6 ข้อ เช่น พาประเทศให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ต้องมีการศึกษา สาธารณสุข ลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ และนำไปสู่สังคม 4.0 ถามว่านี่คือกรอบของรัฐบาลหน้าต้องทำหรือไม่ หัวข้อเดียวกัน ถ้าไม่ทำก็เรื่องของเขา ถ้าคิดว่าทำใหม่แล้วดีกว่าก็ทำไป หากไม่ปฏิรูป ประเทศชาติก็จะกลับไปอยู่ที่เดิม นักการเมืองกลับมาด้วยคะแนนเสียง เกิดแรงต่อต้าน พรรคไหนได้คะแนนมาก แผนงานพัฒนาเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่นั้น วันนี้หากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ท่านจะเอาเงินที่ไหนมาทำตามที่ท่านหาเสียงไว้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

กรณีที่มีข่าวฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ผมสั่งฝ่ายความมั่นคงไปแล้ว ให้ช่วยดูแลความปลอดภัยให้ แต่อย่าไปถ่ายรูปมาก อาจจะถูกกล่าวหาว่าทำให้เขาไม่มีความเป็นส่วนตัว ต้องไปดูแล หากเกิดอะไรขึ้นมา ก็จะมาโทษรัฐบาลไม่ดูแลอีก สำหรับคำขวัญของเด็กไทยปี 2560 คือ “เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ส่วนเพลงที่ออกมาวันนี้ ผมถือว่าปีนี้เป็นปีที่สำคัญ เป็นปีที่เราจะมีประชาธิปไตยอย่างที่ทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้น ข้าราชการการเมือง รัฐมนตรีทุกคน ต้องทำตัวเป็นสะพานให้ทุกคนก้าวข้ามให้ได้ ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมเขียนเพลงนี้ให้คนทั้งชาติ

มติครม.

ทุ่มงบกลาง 125.6 ล้านบาท – โปรโมทงาน “Thailand 4.0”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมเพื่อพลิกโฉมประเทศสู่ “Thailand 4.0” โดยใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2559 วงเงิน 125.605 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสนอโดยมีสาระสำคัญดังนี้

1) การจัดนิทรรศการและงานสัมมนาระดับนานาชาติในประเทศภายใต้ชื่อ “Opportunity Thailand” ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (Gateway of ASEAN) และเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก โดยประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่

1.1 การจัดกิจกรรมนิทรรศการที่แสดงให้เห็นภาพจำลองของประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้า

1.2 การจัดงานสัมมนาโดยเชิญนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลกในหลายภูมิภาคขึ้นเวทีเสวนา เพื่อบรรยายเรื่องศักยภาพ โอกาสการลงทุน และความพร้อมของประเทศไทยในอนาคต

2) การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์งาน “Opportunity Thailand” ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการจัดงาน เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การเข้าร่วมงาน รวมทั้งจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์หลังการจัดงานเพื่อขยายผลจากการจัดงาน พร้อมทั้งตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมในด้านต่างๆ ของประเทศไทยในการพัฒนาสู่ “Thailand 4.0”

ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2559 เนื่องจากบีโอไอไม่ได้จัดตั้งงบประมาณดังกล่าวในงบประมาณปี 2560 ดังนั้น “เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามโครงการที่กำหนดจึงจำเป็นต้องขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น”

ไฟเขียวร่าง กม.คุ้มครองแรงงาน – บังคับนายจ้างจ่ายชดเชยให้ลูกจ้างเกษียณ

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ…. โดยแก้ไขกฎหมายฉบับที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2541 ใน 3 ประเด็น ดังนี้

1) เพิ่มอำนาจคณะกรรมการค่าจ้างในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับกลุ่มลูกจ้างครอบคลุมทุกประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษา คนพิการ ผู้สูงอายุ โดยเพิ่มข้อความ “ลูกจ้างกลุ่มใด” เข้ามาในมาตรา 87 วรรค 2 จากเดิมที่ระบุเพียง “การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการ งาน หรือสาขาอาชีพ ประเภทใด เพียงใด ในท้องถิ่นใดก็ได้” เท่านั้น

2) ยกเลิกการส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสำหรับนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างมากกว่า 10 คนขึ้นไปให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายภายใน 7 วัน หลังจากประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าว ตามมาตรา 108 ของกฎหมายฉบับเดิมและให้เหลือเพียงการจัดเก็บสำเนาข้อบังคับนั้นไว้ ณ สถานประกอบกิจการ หรือสำนักงานของนายจ้างตลอดเวลาเท่านั้น เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ หรือรายงาน Doing Business ที่จัดทำโดยธนาคารโลก

3) กำหนดให้การเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง ตามมาตรา 188 วรรค 2 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องชดเชยลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงาน หากบอกเลิกจ้างลูกจ้าง นอกจากนี้ หากไม่ได้กำหนดการเกษียณอายุลูกจ้างไว้ให้ถือว่าลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวด้วย และหลังจากจ่ายเงินชดเชยแล้วจะทำสัญญาจ้างใหม่เหมือนเดิมหรือแตกต่างจากเดิมก็ได้

“ประเด็นหลักของการกำหนดให้การเกษียณอายุถือว่าเป็นการเลิกจ้าง เพราะเคยมีกรณีลักษณะว่าเมื่อลูกจ้างครบกำหนดอายุ นายจ้างทำไม่รู้ไม่ชี้ให้เราทำงานต่อไป จนสุดท้ายเราทำงานไม่ไหวแล้วต้องขอเลิก ออกจากงานเอง เราก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย เพราะขอลาออกเอง เราจึงต้องการตัดปัญหาเหล่านี้ว่า ถ้าให้เกษียณอายุคือการเลิกจ้าง และต้องจ่ายชดเชยตามกฎหมาย แตกต่างจากปัจจุบันที่เงินที่ให้ถือว่าเป็นการให้เงินโดยเสน่หา นายจ้างให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ การแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการปกป้องแรงงานที่เกษียณอายุ กฎหมายจะบังคับให้นายจ้างจ่ายชดเชย เพราะถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย แล้วถ้าไม่กำหนดอายุเกษียณไว้ ก็ถือว่า 60 ปีเป็นการเกษียณอายุตามกฎหมายด้วย คาดว่าจะให้แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2560 ก่อนที่ทางธนาคารโลกจะเริ่มประเมิน Doning Business ของปีถัดไป” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ไม่จ่ายค่าปรับผิดกฎจราจร-ห้ามขนส่งออกป้ายวงกลม

ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. กำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องจัดให้คนโดยสารซึ่งนั่งในรถทุกคนต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์

2. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรการบังคับสำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งโดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติฯ (ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร) มีหน้าที่ออกหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งมาชำระค่าปรับภายใน 15 วัน โดยหากบุคคลดังกล่าวยังไม่ปฏิบัติตามหนังสือแจ้งเตือนข้างต้น ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกให้ชะลอการรับชำระภาษีประจำปีไว้ก่อน พร้อมทั้งให้นายทะเบียนดังกล่าวมีอำนาจสั่งยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของบุคคลนั้นด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการชะลอรับภาษีประจำปีฯ โดยหลักการเป็นการเก็บภาษีจากการใช้รถยนต์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ใช้มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ต่างจากหลักการการชำระค่าปรับซึ่งเป็นการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้ง 2 กรณีจึงมีเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน การชะลอการรับชำระภาษีจึงทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวขัดแย้งกันและส่งผลให้กรมการขนส่งทางบกไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับได้

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเบื้องต้นที่ประชุมมีความเห็น ควรให้ผู้กระทำความผิดสามารถชำระภาษีรถยนต์ได้ แต่ทางกรมการขนส่งทางบกจะยังไม่ออกป้ายวงกลมใหม่ให้จนกว่าจะมาชำระค่าปรับดังกล่าว

3. กำหนดให้เจ้าหน้าที่พนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ด้วยวิธีการตรวจทดสอบลมหายใจ ปัสสาวะ เลือด หรือวิธีการอื่นอย่างชัดแจ้ง

4. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการตรวจทดสอบว่าผู้ขับขี่เมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่สั่งจ่ายจากงบประมาณที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

5. แก้ไขอัตราโทษสำหรับความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษให้สอดคล้องกับการแก้ไขอัตราโทษสำหรับความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญาแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2558

6. แก้ไขเพิ่มเติมน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจาก 1,600 กก. เป็น 2,200 กก. ที่ไม่ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2557 โดยหลังจากนี้ ครม. จะส่งเรื่องดังกล่าวต่อไปยังสำนักงานกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและรับความเห็นอื่นๆ ของกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง สำนักงานศาลยุติธรรมไปพิจารณาด้วย ก่อนจะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์

ผ่าน พ.ร.บ.สมุนไพร ดึงระบบกำกับออกจากกฎหมาย อย.

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสำนักงานศาลยุติธรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

โดย สธ. ระบุว่า ในปัจจุบัน สำหรับการควบคุมสมุนไพรนั้น หากเป็นผลิตภัณฑ์ยาแผนไทย ยาแผนโบราณ ต้องอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยยา ส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพต้องอาศัยบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอาหาร ซึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ยังไม่เหมาะสมกับการควบคุม กำกับ ดูแล ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบันและอาหารเสริมจากต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรอย่างเป็นระบบและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างชัดเจน รวมถึงยังขาดการประสานงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควรให้มีกฎหมายเพื่อควบคุม กำกับ ดูแล ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นการเฉพาะ อันจะเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการผลิตและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรอย่างมีคุณภาพและครบวงจร กำหนดมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพ กำกับดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค การให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ตลอดจนให้มีกลไกเพื่อควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นยาแผนไทย ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กลไกการกำกับดูแลจะอาศัยคณะกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งจะดูแลนโยบายในภาพรวม มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการผลิตภัณฑ์สมุนไพร รับผิดชอบการทำงานในรายละเอียด