ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “ตั้ง กก. สอบ ‘เอไอเอส’ ข้อมูลลูกค้าหลุด หากผิดจริง ‘ยึดใบอนุญาต'” และ “ปิดตำนาน ’61 ปี’ สกุลไทย”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 10-16 ก.ย. 2559

  • ตั้ง กก. สอบ “เอไอเอส” ข้อมูลลูกค้าหลุด หากผิดจริง “ยึดใบอนุญาต”
  • ถอด “วิมานพระอินทร์” พ้น “แลนด์มาร์กเจ้าพระยา”
  • สพฐ. สั่งเร่งสอบ ครูปาแก้วใส่นักเรียนเสียโฉม
  • เตรียมตั้งชุดเฉพาะกิจจับกุมต่างด้าว “แย่งอาชีพคนไทย-แรงงานผิดกฎหมาย”
  • ปิดตำนาน “61 ปี” สกุลไทย

ตั้ง กก. สอบ “เอไอเอส” ข้อมูลลูกค้าหลุด หากผิดจริง “ยึดใบอนุญาต”

ที่มาภาพ: เว็บไซต์พันทิป (http://pantip.com/topic/35589452)
ที่มาภาพ: เว็บไซต์พันทิป (http://pantip.com/topic/35589452)

13 ก.ย. 2559 เว็บไซต์บล็อกนันรายงานว่า มีผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป ร้องเรียนกรณีถูกพนักงานของ AIS นำข้อมูลส่วนบุคคลทั้งบันทึกการโทรเข้าโทรออกและพิกัดสถานที่ของเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้งาน ส่งไปให้กับบุคคลภายนอกเป็นไฟล์ excel และผู้ตั้งกระทู้นี้ยังอ้างว่าพนักงาน AIS คนนี้ไม่ได้ทำเช่นนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากพบหลักฐานการได้รับเงินจากบุคคลที่ 3 ให้ดึงข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้ของคนอื่นๆ อีกมาก

ต่อมา วันที่ 14 ก.ย. 2559 เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ที่ประชุมมีการประชุมวาระพิเศษ และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยแต่งตั้งให้นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร เป็นประธานคณะกรรมการสอบฯ ซึ่งประเด็นที่จะมีการสอบนั้นแยกออกเป็น 2 ส่วนในการสอบ ได้แก่ 1. สอบข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีโอเปอเรเตอร์เปิดเผยข้อมูลลูกค้า จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 74 ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท ส่วนความผิดด้านการนำคลื่นความถี่นำไปใช้งานมีโทษถึงขั้นยึดใบอนุญาตประกอบกิจการ และมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

ส่วนประเด็นที่ 2. โอเปอเรเตอร์ที่ได้ดำเนินแจ้งความกับผู้ที่กระทำความผิด กสทช. จะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฏหมายของ กสทช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 หรือไม่ โดยจะมีการสอบเท็จจริงนัดแรกในวันที่ 19 กันยายน 2559 ขณะเดียวกันยังให้สำนักงาน กสทช. ส่งหนังสือกำชับไปยังโอเปอเรเตอร์ทุกราย หากเปิดเผยข้อมูลลูกค้าจะมีความผิดตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการ พ.ศ. 2544

“การเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้บริการถือว่าเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ ยกเว้นแต่มีกรณี เช่น มีหมายศาลผู้ที่ไปกระทำความผิด สามารถเปิดเผยข้อมูลได้” เลขาธิการ กสทช. กล่าว

ถอด “วิมานพระอินทร์” พ้น “แลนด์มาร์กเจ้าพระยา”

ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Friends of the River (https://www.facebook.com/friendsofthechaophrayariver/posts/952413848220249:0)
ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก Friends of the River (https://www.facebook.com/friendsofthechaophrayariver/posts/952413848220249:0)

12 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2559 กลุ่ม Friends of the River ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า อาคารพิพิธภัณฑ์ที่เรียกว่า “วิมานพระอินทร์” ออกแบบโดยทีมที่ปรึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ปรึกษาโครงการสำรวจ ออกแบบ และจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะคล้ายกับหอคอย The Crystal Island ที่ริมแม่น้ำมอสโก ประเทศรัสเซีย ออกแบบโดย นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ โดยเหมือนกันราวกับลอกแบบมา

ต่อการตั้งข้อสังเกตดังกล่าว ตัวแทนของ สจล. ได้ชี้แจงกับมติชนออนไลน์ว่า อาคารดังกล่าวซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเครื่องยอดทรงจอมแห ส่วนผนังได้รับแรงบันดาลใจจาดเกล็ดพญานาค โดยยังเป็นแนวความคิดเบื้องต้นเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ดี ในที่สุด ในวันที่ 14 ก.ย. 2559 เว็บไซต์เนชั่นรายงานว่า โฆษกโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อันธิกา สวัสดิ์ศรี บอกว่า คณะทำงานได้ลงความเห็นให้ถอนวิมานพระอินทร์ ออกจากรายงานที่ต้องส่งให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้สังคมมีข้อกังขาต่อไป

ทว่า ถึงแม้คณะทำงานจะถอนแบบวิมานพระอินทร์ออกจากรายงาน แต่ยืนยันว่าไม่ได้ลอกเลียนมาจากต่างชาติ เพราะมีแนวคิดจากเรื่อง “นาคนาม” ตามความเชื่อของคนไทย และรูปทรงของโครงสร้างได้รับแรงบันดาลใจมาจากจอมแหที่เป็นอุปกรณ์จับปลาของคนไทยริมน้ำมาตั้งแต่ยุคโบราณ

สพฐ. สั่งเร่งสอบ ครูปาแก้วใส่นักเรียนเสียโฉม

วันที่ 14 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยกรณีที่นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียร้องเรียนว่าถูกคุณครูชายที่สอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนขว้างปาถ้วยแก้วถูกกกหูด้านซ้าย ทำให้ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อบวมทับเส้นประสาทคู่ที่ 7 ส่งผลให้ใบหน้าเสียโฉม ปากเบี้ยว ตาซ้ายปิดไม่สนิท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) ว่า เรื่องนี้ถือว่ารุนแรง เพราะทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 31 ลงไปดูแลตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงให้ทางโรงเรียนชี้แจงด้วยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนแล้วทำไมกระบวนตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาถึงมีความล่าช้า จนนักเรียนต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านโซเชียล และขอให้รายงานข้อมูลกลับที่ตนโดยเร็วที่สุด

เตรียมตั้งชุดเฉพาะกิจจับกุมต่างด้าว “แย่งอาชีพคนไทย-แรงงานผิดกฎหมาย”

screen-shot-2016-09-16-at-8-09-44-am

วันที่ 13 ก.ย. 2559 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการประชุมแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย และเร่งรัดการดำเนินงานตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 100/2557 และ 101/2557 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแผนการตรวจของชุดเฉพาะกิจในระยะเร่งด่วน และระยะยาว โดยในระยะสั้นระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดชุดเฉพาะกิจเพื่อออกตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินการคดีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย โดยตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 5 ครั้งต่อเดือน ส่วนในระยะยาวตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2560 จะจัดตั้งชุดเฉพาะกิจจำนวน 6 ชุด ในโครงการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงานต่างด้าว เพื่อออกตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินคดีเช่นกัน

ม.ล.ปุณฑริกกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในปี 2560 กรมการจัดหางาน จะจัดอบรมและออกใบรับรองให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 100 คนเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจแรงงานได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ กรมการจัดหางานได้รายงานการตรวจและจับกุมแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยทำและแรงงานผิดกฎหมายรวมกว่า 1 แสนคน พบเป็นเป็นหาบเร่แผงลอยจำนวน 100 กว่าคน

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้กรมการจัดหางานประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคงจัดชุดเฉพาะกิจออกตรวจปราบปรามการลักลอบทำงานของคนต่างด้าว และจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาวิเคราะห์ความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถบังคับใช้และป้องปรามการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 9-11 กันยายน สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดนได้จำนวน 297 ราย

ปิดตำนาน “61 ปี” สกุลไทย

ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1163103337069261&id=127756083937330
ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1163103337069261&id=127756083937330

วันที่ 14 ก.ย. 2559 เฟซบุ๊กสกุลไทยรายสัปดาห์ (Sakulthai Weekly Magazine) ได้โพสต์ข้อความประกาศยุติการจัดพิมพ์นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ โดยมีใจความดังนี้

“เรียนผู้อ่านสกุลไทยทุกท่าน

เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเอเย่นต์จัดจำหน่ายที่ลดลง ทำให้นิตยสารกระดาษค่อยๆลดบทบาทลงในในยุคของสื่อดิจิตอลเช่นทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้ สกุลไทยจำเป็นอย่างที่สุดที่ต้องแจ้งต่อท่านผู้อ่านว่า คณะผู้บริหารนิตยสารสกุลไทยได้มีมติให้ยุติการจัดทำนิตยสารสกุลไทย โดยฉบับที่ ๓๒๓๗ ซึ่งจะวางจำหน่ายวันจันทร์ที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ จะเป็นฉบับสุดท้าย

ส่วนสำนักพิมพ์เพื่อนดี สำนักพิมพ์ทรีบีส์ยังคงดำเนินการต่อไป สำหรับนวนิยายที่กำลังตีพิมพ์ในสกุลไทยขณะนี้และดำเนินเรื่องยังไม่จบ สำนักพิมพ์เพื่อนดี และทรีบีส์ จะดำเนินการรวมเล่มต่อ คือ กระจกขอบทอง ความฝันครั้งที่สอง ร้านน้ำชาชื่อดูฌอนเบ บอกให้รู้ว่า…รัก แสง เสียง ใน ศิลป์ สี แผนรักยักษ์จัดให้

สำหรับสมาชิกนิตยสารสกุลไทย ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์จะติดต่อกลับไปยังสมาชิกทุกท่าน หรือหากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อที่ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ โทร.๐-๒๒๕๘-๕๘๖๑-๒ (โปรดติดตามรายละเอียดแถลงการณ์ฉบับเต็มอีกครั้งในสกุลไทย ฉบับ ๓๒๓๒ วางตลาดวันจันทร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๙)

อนึ่ง นิตยสารสกุลไทยฉบับ ๓๒๓๗ ได้จัดทำเป็นฉบับพิเศษที่มีเนื้อหาควรค่าแก่การสะสม โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางของนิตยสารสกุลไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บทความและภาพถ่ายที่หาชมได้ยาก และข้อเขียนจากนักเขียนที่เคยฝากผลงานไว้ใน “สกุลไทย” โปรดติดตามข่าวสารของฉบับพิเศษนี้ในนิตยสารสกุลไทยต่อไป

นิตยสารสกุลไทยขอกราบพระคุณในน้ำใจไมตรีของผู้อ่านทุกท่าน ที่ได้ให้ความกรุณาสนับสนุนสกุลไทยตลอดระยะเวลาอันยาวนานบนถนนสายนี้ และได้กรุณาแสดงความห่วงใยต่อสกุลไทยมาเป็นจำนวนมาก น้ำใจของท่าน คณะผู้บริหาร กองบรรณาธิการ พนักงานบริษัทอักษรโสภณ จำกัด ขอรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง ด้วยเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่าถนนสายนี้มิได้โดดเดี่ยว แต่งดงามและอบอุ่นด้วยน้ำใจของท่านผู้อ่านที่มอบให้สกุลไทยตลอด ๖๑ ปีที่ผ่านมา

ด้วยจิตคารวะ
คณะผู้บริหาร และกองบรรณาธิการ นิตยสารสกุลไทย”