ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 3-9 ก.ย. 2559: “ศาลฎีกาพิพากษายืน คุก 20 ปี ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ คดีเอกสารเท็จ” และ ระเบิดหน้าโรงเรียนที่ตากใบ ‘พ่อ-ลูก’ เสียชีวิตคู่ – ‘ประวิตร’ บอก ‘รู้ล่วงหน้า'”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 3-9 ก.ย. 2559

  • ศาลฎีกาพิพากษายืน คุก 20 ปี “สนธิ ลิ้มทองกุล” คดีเอกสารเท็จ
  • อย. ยัน ยังไม่ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด
  • ศาลปกครองกลางชี้ เผาไล่ที่กะเหรี่ยงบางกลอย “ถูกกฎหมาย”
  • บรรจุมะเร็งปากมดลูกเข้าบัญชียาหลักฯ
  • ระเบิดหน้าโรงเรียนที่ตากใบ “พ่อ-ลูก” เสียชีวิตคู่ – “ประวิตร” บอก “รู้ล่วงหน้า”
  • ศาลฎีกาพิพากษายืน คุก 20 ปี “สนธิ ลิ้มทองกุล” คดีเอกสารเท็จ

    นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์ (https://www.matichonweekly.com/scoop/article_6438)
    นายสนธิ ลิ้มทองกุล
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์ (https://www.matichonweekly.com/scoop/article_6438)

    วันที่ 6 ก.ย. 2559 เว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์รายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่อัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 ยื่นฟ้องนายสนธิ พร้อมด้วยนายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัทแมเนเจอร์ฯ และนางสาวยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บริษัทแมเนเจอร์ฯ ฐานกระทำผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

    จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 29 เมษายน 2539 – 31 มีนาคม 2540 จำเลยทั้งสี่ เป็นกรรมการ บริษัทแมเนเจอร์ฯ ได้ร่วมทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จว่า มีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายสนธิ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่ รวม 6 ครั้ง จำนวน 1,078 ล้านบาท โดยไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมกรรมการบริษัท และยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง บัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นบริษัทแมเนเจอร์ฯ ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ดังกล่าว

    คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 1 และนางสาวเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน จำคุกนายสุรเดช จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน ส่วนนางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 จำคุกเป็นเวลา 32 ปี 6 เดือน

    แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1,3,4 สูงสุดตามกฎหมายมาตรา คนละ 20 ปี

    ต่อมาจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยื่นอุทธรณ์ ส่วนนายสุรเดช จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีจึงถือที่สุดตามกฎหมายรับโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน

    ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

    ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมแล้วเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่าการทำรายงานการประชุมเพียงหนึ่งครั้งแต่นำไปค้ำประกันการกู้ยืมเงิน 6 ครั้ง ในวันเวลาที่แตกต่างกัน เป็นเวลา 1 ปี และ มีจำนวนเงินแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

    ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลเห็นว่า บริษัทของจำเลยเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องมีหลักธรรมมาภิบาล หากกรรมการบริษัทกระทำผิดเสียเอง ย่อมสร้างผลกระทบต่อบริษัท ขณะที่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง ส่งผลกระทบจำนวนมาก ที่จำเลยอ้างถึงคุณงามความดียังไม่เพียงพอที่จะให้รอการลงโทษได้

    ฏีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน

    ภายหลังคำฟังคำพิพากษานายสนธิ ได้โอบกอดให้กำลังใจจำเลยร่วม ก่อนที่นายสนธิจะออกมาโทรศัพท์ แจ้งข่าวรายงาน จากนั้น ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวทั้งสามมายังห้องควบคุมตัวใต้ถุนศาลเพื่อรอส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป

    อย. ยัน ยังไม่ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด

     ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กบีบีซีไทย (https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1816711528549879:0)

    ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กบีบีซีไทย (https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1816711528549879:0)

    วันที่ 4 ก.ย. 2559 เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวแพร่ไปในโซเชียลมีเดียว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษตามที่ อย. เสนอ โดยให้ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ซึ่งเดิมห้ามครอบครอง แล้วมาจัดอยู่ในกลุ่มยาสมุนไพร หรือยาควบคุมเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการรักษามะเร็งแทนนั้น

    อย. ขอชี้แจงว่าปัจจุบันกัญชายังจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะอนุญาตโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

    นอกจากนี้ นพ.บุญชัยยังกล่าวว่า อย. ยังไม่มีการรับรองให้ใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง หรือรับขึ้นทะเบียนยาที่ทำจากกัญชาแต่อย่างใดเนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยทางวิชาการเพียงพอที่จะยืนยันว่า กัญชาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ส่วนที่ต่างประเทศในปัจจุบันมีการใช้ยาที่ได้จากสารสกัดของกัญชา เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ รักษาภาวะปวดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และรักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งเท่านั้น ส่วนการนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งโดยตรง ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย

    ด้านนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ขอให้ผู้ที่เผยแพร่ข้อความเรื่องถอนกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดหยุดการกระทำดังกล่าว เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งนี้ การถอนกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดจะทำได้ ก็ต่อเมื่อมีความพร้อม 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. ประชาชนต้องยอมรับและมีความเข้าใจ 2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องมีความพร้อมในการดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและตำรวจ 3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมในการดูแลเรื่องนี้ ซึ่งหากขาด 1 ใน 3 ข้อ ก็ไม่สามารถถอนกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดได้

    ศาลปกครองกลางชี้ เผาไล่ที่กะเหรี่ยงบางกลอย “ถูกกฎหมาย”

     ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กบีบีซีไทย (https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1817868038434228)

    ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กบีบีซีไทย (https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1817868038434228)

    วันที่ 7 ก.ย. 2559 เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า ศาลปกครองกลางอ่านคำตัดสินคดีที่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับชาวกะเหรี่ยงอีก 6 คน ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จากกรณีที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาทำลายบ้านและยุ้งข้าว รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ โดยศาลชี้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำถูกตามกฎหมายแล้ว เนื่องจากผู้ฟ้องทั้งหมดไม่ใช่ชุมชนดั้งเดิม ไม่มีสิทธิในที่ทำกินซึ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

    อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการทำลายข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านให้เสียหายเป็นการกระทำที่ไม่สมควร สั่งให้ผู้ถูกฟ้องชดใช้ชาวบ้านคนละ 10,000 บาท

    คดีนี้ นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ซึ่งปีนี้มีอายุ 105 ปี เป็นผู้ฟ้องร่วมกับพวกรวม 6 คน ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในฐานะหน่วยงานซึ่งกำกับดูแลอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพราะเหตุที่นายชัยวัฒน์ นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบริเวณตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว โดยมีการเผาทรัพย์สิน บ้านพักอาศัย และยุ้งฉาง ถูกจุดไฟเผาราว 100 หลังตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดันหรือจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ที่มีชื่อเรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี” และกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน เป็นชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายทะเบียนราษฎรของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน รวมถึงไม่ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมเสียก่อน

    นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาซึ่งเข้าร่วมฟังคำตัดสินวันนี้ระบุว่า เท่าที่ทางศูนย์ฯ มีข้อมูลนั้น ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่บ้านบางกลอยบนและประชากรทั้งหมดมีบัตรประชาชน มีบ้านเลขที่ชัดเจน มาก่อนปี 2528 แต่หลังจากนั้นถูกเจ้าหน้าที่ขอให้อพยพมาตั้งรกรากในบ้านบางกลอยล่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด และยังมีเวลาในการอุทธรณ์ 1 เดือน ซึ่งเห็นว่าประเด็นความเป็นชุมชนดั้งเดิมนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่อาจจะต้องต่อสู้ต่อไป

    ขณะเดียวกัน นายสุรพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของอุทยานจะมีมาตรการเจรจากับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยาน เช่น ติดป้ายเตือนก่อน แต่คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการเผาบ้านชาวบ้าน ซึ่งถ้ายึดตามคำพิพากษานี้ ก็จะมีอีกหลายชุมชนที่อาจจะกลายเป็นชุมชนผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่สามารถเผาบ้านชาวบ้านได้ อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์เห็นว่าคำพิพากษามีแนวทางที่น่าสนใจคือ การชี้ว่ากรณีที่เจ้าหน้าที่เผาสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและสั่งให้ชดใช้ ซึ่งหากยึดแนวคำพิพากษานี้ ชาวบ้านที่เสียหายยังสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ฐานละเมิดทางแพ่ง ทำให้เสียทรัพย์ และความผิดอาญา ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ด้วย

    บรรจุมะเร็งปากมดลูกเข้าบัญชียาหลักฯ

     ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/716849)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/716849)

    วันที่ 8 ก.ย. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติครั้งที่6/2559 เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้มีการพิจาณาโครงการขยายการให้บริการวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (วัคซีนเอชพีวี) ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2560 ตามที่กรมควบคุมโรคได้เร่งรัดการผลักดันให้นำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกบรรจุในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากหน่วยบริการจะสามารถใช้วัคซีนได้เฉพาะที่อยู่ภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาตินั้น ในขณะนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติมีมติเห็นชอบและให้บรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว ทำให้วัคซีนเอชพีวีเป็นวัคซีนตัวที่ 11 ในรอบ 17 ปี ประโยชน์สูงสุดจะเกิดแก่ประชาชนในการมีวัคซีนที่ดี มีความปลอดภัยไว้ใช้ป้องกันโรคได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

    “คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถให้บริการฉีดวัคซีนเอชพีวีได้ภายในปี 2560 นี้ และจะมีการนำร่องให้บริการวัคซีนเอชพีวีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กหญิงที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 400,000 คนทั่วประเทศ ถือเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับวัคซีนและสอดคล้องตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก จากเดิมที่ต้องฉีดถึง 3 เข็ม จะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน นอกจากจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว ยังนับเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มทุนกับการนำมาใช้และช่วยให้ทุ่นค่าใช้จ่ายลงได้” นพ.อำนวยกล่าว

    นพ.อำนวยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการที่กำหนดชนิดวัคซีนและตารางการให้วัคซีนที่เหมาะสมสำหรับประชากรไทยได้มีมติเห็นชอบ แนะนำให้นำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโดยเร็ว เนื่องจากเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง สอดคล้องกับผลการศึกษานำร่องใน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ที่พบว่าได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี มีความครอบคลุมการได้รับวัคซีนของกลุ่มเป้าหมายในเกณฑ์ดี ไม่มีอาการภายหลังได้รับวัคซีนที่รุนแรง และไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในพื้นที่

    “ทั้งนี้ มะเร็งปากมดลูกนับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในหญิงไทย ที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากถึงปีละประมาณ 5,000 ราย และมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละกว่า 10,000 ราย การให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจะช่วยลดความสูญเสียชีวิตอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีการตรวจอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนี้ วัคซีนเอชพีวียังเป็นวัคซีนที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เตรียมที่จะขยายสิทธิประโยชน์ด้านวัคซีนสำหรับเด็กเพิ่มเติม โดยได้จัดทำคำของบประมาณปี 2560 เพื่อรองรับการให้บริการวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือวัคซีนเอชพีวีในสิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้ว” นพ.อำนวยกล่าว

    ระเบิดหน้าโรงเรียน “พ่อ-ลูก” เสียชีวิตคู่ – “ประวิตร” บอก “รู้ล่วงหน้า”

     ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนออนไลน​์ (http://www.matichon.co.th/news/275101)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนออนไลน​์ (http://www.matichon.co.th/news/275101)

    เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดเมื่อเวลาประมาณ 08.25 น. ของวันที่ 6 ก.ย. 2559 โดยเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าโรงเรียนตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส คนร้ายซุกซ่อนวัตถุระเบิดในถังขยะหน้าโรงเรียน เบื้องต้นทำให้เด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ตำรวจจราจร บาดเจ็บ 2 นาย โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่เครือข่ายจราจรอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอยู่ เป็นเหตุให้ร้อยตำรวจตรี ประพิศ บุญสร้าง ได้รับบาดเจ็บ และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย ซึ่งล่าสุดมีรายงานที่น่าสลดใจคือ นายมะเย็ง เว๊าะบ๊ะ และ ด.ญ.มิตรา เว๊าะบ๊ะ ซึ่งเป็นพ่อลูกกัน เสียชีวิตทั้งคู่

    เวลาต่อมา เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ตอนนี้งานด้านการข่าวกำลังปรับปรุงอยู่ ต้องบูรณาการและช่วยกัน เจ้าหน้าที่ทุกคนก็พยายามทำงานเพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุรุนแรง เมื่อถามว่า ถือว่าการข่าวมีการคลาดเคลื่อนหรือไม่ เพราะเกิดเหตุการณ์รุนแรง 2 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถป้องกันได้ พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า การข่าวไม่ได้คลาดเคลื่อนและเราก็รู้ก่อน อย่างกรณีของรถไฟก็รู้ (อ่านรายละเอียดที่นี่) แต่ขั้นตอนและกระบวนการมันช้า อย่างเหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนบ้านตาบานั้นก็รู้ก่อน ทางเจ้าหน้าที่แจ้งมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กันยายน ซึ่งตนก็ได้เตือนไปตั้งแต่วานนี้แล้ว แต่อย่าไปพูดว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ทุกคนพยายามทำงานอย่าไปซ้ำเติม เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ทุกคนก็เสียใจเต็มที่อยู่แล้ว สื่ออย่าไปซ้ำเติมอีก นอกจากจะไม่ทำแล้วชอบไปพูดกันอีก