“ประยุทธ์” ขอเป็นนายกฯ แค่สิ้นโรดแมป ไม่ลากยาว 3 ปี – สั่งอพยพ 200 คนไทยออกจากเยเมน – ครม. ไฟเขียวเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพนักงาน บขส.

“พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ย้ำอยู่เป็นนายกฯ แค่ตามโรดแมป ไม่ยาว 3 ปีตามโหร คมช. ทำนาย ชี้ รธน. ใหม่ต้องแจงให้เข้าใจทั้งในและนอกประเทศ ยันไม่ปลด ผบ.ตร. เพราะไม่มีความผิดและทำงานดี สั่งอพยพ 200 คนไทยออกจากเยเมน ด้าน ครม. ควัก 308 ดันรถไฟทางคู่จีน – หางานให้อดีตนักโทษ 3.8 หมื่นคน – เพิ่มเบี้ยเลี้ยงพนักงาน บขส.

070415_tro_20150407_1601355979
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/070415_tro/070415tro-56475.html#joomimg

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จะไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นไปตามกระแสข่าวทั้งหมด เนื่องจากเรื่องของรัฐธรรมนูญต้องมีการสร้างความรับรู้ สร้างความเข้าใจกับทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยมีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมาอย่างไร ด้วยเหตุผลใด ประเทศอื่นๆ ในต่างชาติจะรู้สึกอย่างไร ต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนจะทำอย่างไรนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

“ผมไม่ห่วงในประเทศเดี๋ยวก็คุยกันรู้เรื่อง แต่หากต่างประเทศรับไม่ได้เขาก็บอกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยอีก เหมือนวันนี้เราใช้มาตรา 44 (ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557) ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เขายังกล่าวหาว่าเราไปบังคับขู่เข็ญคน ซึ่งไม่ใช่เลย”

เมื่อถามว่า หากต่างชาติยังไม่ให้การยอมรับจะมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาใช้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่ได้เขียนใหม่ทุกมาตรา มีการนำข้อกฎหมายจากทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาพิจารณาเป็นหลัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามีทั้งที่ดีและที่เป็นปัญหา ก็ต้องคัดกรองในสิ่งที่สามารถใช้ได้ออกมา หากใช้ไม่ได้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน

“ปัจจุบันยังคงมีปัญหากันเรื่องนายกฯ ที่มาจากคนนอก กรณีนี้ ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม ต่างชาติไม่เข้าใจ ก็ต้องสร้างความเข้าใจในจุดนี้ว่าการเลือกตั้งแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ เพราะเมื่อเลือกตั้งเสร็จปัญหาก็วนอยู่ในจุดเดิม ซึ่งกฎหมายที่ออกมาไม่ควรให้เกิดการโต้แย้งได้ รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ไม่ว่าประเทศชาติจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่า จะมีการนำกลไกท้องถิ่นมาใช้ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมีก็มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ยังคงมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนยังไม่ยอมรับกติกา คนต่างจังหวัดอาจจะยังไม่เห็นว่า กทม. เกิดอะไรขึ้น หลายคนยังไม่รู้สึกว่าต้องเลือกตั้ง เพราะเขาลืมไปว่ามาตรฐานของคนแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

ขออยู่เป็นนายกฯ แค่ตามโรดแมป ไม่ลากยาว 3 ปีตามโหร คมช. ทำนาย

ส่วนกรณีนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช. ออกมาทำนายว่า นายกรัฐมนตรีจะอยู่ในเก้าอี้ยาว 3 ปี พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ตนก็อยู่ของตน ส่วนโหรมีความคิดเห็นออกมาก็เป็นเรื่องของท่าน โดยได้ส่งข่าวไปแล้วว่าอย่านำเรื่องดังกล่าวออกมาพูดอีกเลย ทุกอย่างที่ตนดำเนินการเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้

“คือมันไม่ได้ช่วยอะไรผม และผมก็ไม่ได้ไปทำตามท่านทุกเรื่อง ไม่ใช่ ผมใช้สติปัญญาที่ผมมี กับความร่วมมือของทุกคน ดวงดาวก็คือดวงดาว ถ้าเราไม่ทำตัวให้ดี ไม่ทำตัวให้มีคุณธรรม ศีลธรรม ต่อให้ดวงดาวดีขนาดไหน จะกี่ดวงมาซ้อนกันก็ไปไม่ได้เพราะคนไม่ดี ผมไม่ได้อยากจะอยู่ ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมปของผม โรดแมปว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีความตั้งใจทั้งหมด ในการทำบทเรียนที่ผ่านมามาคิดแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องที่มาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) ไม่ให้เป็นการใช้อำนาจแบบเผด็จการรัฐสภาอีก รวมถึงการสานต่อนโยบาย เพราะของไทยเมื่อพรรคหนึ่งขึ้นมาก็ล้มนโยบายที่อีกพรรคทำไว้ ทั้งที่ในต่างประเทศ อะไรที่เป็นไปเพื่อชาติ เขาจะมาสานต่อกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ตนแก้อยู่ทุกวัน แก้ในเวลาอันสั้นไม่ได้เลยสักเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง ต้องมีการปรับการบริหารจัดการใหม่ ซึ่งต้องเริ่มจากการรับรู้รับทราบ เข้าใจซึ่งกันและกัน นโยบายที่รัฐดำเนินการต่างมีเหตุมีผลทั้งสิ้น ต้องนำข้อเท็จจริงมาพูดกัน หากนำประเด็นการเมืองมาโจมตีรัฐบาลของตนที่เข้ามาบริหารงานในสถานการณ์พิเศษ ก็ไม่ตรงประเด็น

“ทุกอย่างอย่าคิดว่ามันสงบ ยังมีการเคลื่อนไหวกันอยู่ทั้งคู่ 2-3 ฝ่าย ท้ายสุดไม่ว่าสิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือล้มเหลว คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือผม ดังนั้น ผมจะไม่ทำตามใจใครสักคน เพราะมันชีวิตของผม”

ยังไม่คิดปลด ผบ.ตร. – รอเช็คซ้ำรายชื่อ ขรก. เอี่ยวทุจริต

สำหรับกรณีที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) จะนำรายชื่อข้าราชการประมาณ 100 คน ที่พัวพันการทุจริตมาเสนอให้โยกย้ายออกจากตำแหน่ง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า การประชุม ครม. วันนี้ยังไม่มีการเสนอรายชื่อดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยได้มอบให้แต่ละกระทรวงไปตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอย่างไร ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย หากไม่ได้ทำผิดก็ไม่จำเป็นจะต้องเกรงกลัวอะไร ทั้งนี้อาจจะเป็นกรณีไม่เข้าใจกันบ้าง หรือหากไม่ผิดแล้วมีรายชื่อส่งมาก็ต้องชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวให้ได้

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะปลด พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า อำนาจการปลด ผบ.ตร. ไม่ได้อยู่ที่นายกฯ แต่ถึงจะอยู่ในมือของนายกฯ จริงก็ยังไม่คิดจะปลด เพราะไม่มีความผิดอะไร และที่ผ่านมา ผบ.ตร. ดำเนินการตามนโยบาย มีผลงานในการดำเนินคดีจับกุมผู้ทำความผิดได้หลายคดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปลด

ส่วนกรณีที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางไปยื่นหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คัดค้านการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนในคดีสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานนั้น ในรัฐบาลที่ผ่านมา ก็มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนคดีนี้ ทำไมไม่เห็นออกมาว่าอะไร การอ้างความไม่เป็นธรรมนั้นไม่เกี่ยวข้องเพราะพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน พยานบุคคล

เชิญ “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้” ส่ง จนท. ตรวจสอบมาตรฐานการบิน หวังช่วยแจง ICAO เข้าใจ

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า สินค้าบางอย่างราคาสูงขึ้น บางอย่างราคาลดลง เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้มีหลายองค์ประกอบด้วยกัน เหมือนกับยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ที่ลดลงจากปี 2557 แต่ผลประกอบการกลับสูงขึ้น ซึ่งอาจสืบเนื่องจากมีผู้ที่ซื้อรถยนต์ราคาเกิน 1 ล้านเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการตลาดล่างลดลง เพราะไม่มีนโยบายรถคันแรก

ส่วนการแก้ไขปัญหากรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทย สอบตกมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จนทำให้ทางการญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จำกัดเที่ยวบินจากไทย พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างหารือระหว่างกัน ตนได้พูดคุยกับผู้นำทั้ง 2 ประเทศแล้ว จะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบว่าประเทศไทยผ่านเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งต้องเห็นใจทั้งทางญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นคำสั่งของ ICAO และการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ทั้ง 2 ประเทศจะได้ช่วยชี้แจงกับทาง ICAO ด้วยว่า ไทยไม่ได้มีปัญหาอย่างที่เข้าใจ

สั่งอพยพ 200 คนไทยกลับเยเมน-เกาะอัมบน

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการอพยพคนไทยออกจากประเทศเยเมนว่า สถานการณ์ในเยเมนมีความรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลได้สั่งให้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับคนไทย ที่มีจำนวนประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา กลับประเทศแล้ว เช่นเดียวกับแรงงานไทยบนเกาะอัมบน อินโดนีเซีย โดยเมื่อกลับมาจะต้องมารายงานตัว ตรวจสอบ และให้กระทรวงแรงงานหางานให้ทำ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะลงพื้นที่ติดตามเรื่องความเป็นอยู่อาศัย และตรวจสอบบริษัทที่จัดหางานให้ไปทำที่เยเมน เรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งไปทำงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

070415_krit_1_20150407_1425902921
ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/070415_krit_1/070415krit1-56482.html

3 เดือนแรก ท่องเที่ยวโต 23% – คาดสงกรานต์คนมาครึ่งล้าน

ด้านนายชาญวิทย์ ผลชีวิน โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ หรือระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2558 การท่องเที่ยวค่อนข้างขยายตัวได้ดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในไทยทั้งหมด 7.8 ล้านคน ประเทศที่เข้ามามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และญี่ปุ่น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้น 23% แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวยุโรปบ้าง แต่ก็ได้นักท่องเที่ยวจากเอเชียมาทดแทน นักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงวันที่ 1-4 เมษายน 2558 มีทั้งหมด 3.3 แสนคน ส่วนช่วงเทศกาลสงกรานต์ คาดว่าจะมีราว 5 แสนคน เป็นผลจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก และปีนี้ตั้งเป้านักท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมดไว้ที่ 28.8 ล้านคน รวมคนไทยและชาวต่างชาติ

มติ ครม. อื่นๆ ที่สำคัญมีดังนี้

ครม. ควัก 308 ล้าน ดันรถไฟทางคู่จีน

ร.อ. ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-จีน ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟทางคู่ เส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะทาง 873 กม. และเห็นชอบในหลักการร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทย กับคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน โดยให้ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รมว.กระทรวงคมนาคม ลงนามในบันทึกความร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติในหลักการเบิกจ่ายงบกลาง 308 ล้านบาท สำหรับการดำเนินการในช่วงแรก

เร่งหางานให้อดีตนักโทษ – ให้ คตร. รวมโครงการมูลค่าเกิน 50 ล.

ด้าน พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ได้สั่งให้ทุกกระทรวงรวบรวมโครงการที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท เสนอต่อคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งโครงการที่ดำเนินการแล้วและจะทำภายใน 3 เดือนนี้ จากทั้งให้ คตร. นำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ภายในเดือนเมษายน 2558 เพื่อความสะดวกในการชี้แจงกับประชาชน

ส่วนกรณีที่มีนักโทษ 3.8 หมื่นรายได้รับการพระราชทานอภัยโทษ แล้วสังคมมีความเป็นห่วงว่าจะกลับมาก่อคดีอีกหรือไม่ นายกฯ ได้สั่งการให้กรมราชทัณฑ์และกรมการปกครองเข้าไปสำรวจว่าอดีตนักโทษเหล่านี้มีความเป็นอยู่อย่างไร และช่วยหางานให้ จากนั้นจะดำเนินการอีก 3 ขั้นตอน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทำเอ็มโอยู 2. ให้ใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เรียกอดีตนักโทษเหล่านี้มารายงานตัวเพื่อสอบถามความเป็นอยู่และอาชีพ และ 3. ให้จัดทำข้อกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับนักโทษที่ได้รับการอภัยโทษในอนาคตต่อไป

ไฟเขียว จ่าย 582 ล. ชดเชยเก็บสต็อกข้าวนาปี – เพิ่มเบี้ยเลี้ยงพนักงาน บขส.

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่าอีกว่า ที่ประชุม ครม. ยังได้รับทราบกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ ขอขยายเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้ายในเก็บสต็อกข้าวนาปรัง ประจำปีการผลิต 2558 เนื่องจากยังมีงบประมาณเหลือจากโครงการเดิมฯ ที่ใช้ในการเก็บสต็อกข้าวนาปี ประจำปีการผลิต 2557/2558 ประมาณ 582 ล้านบาทมาดำเนินการ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเพิ่มอัตราเบี้ยเลี้ยงพนักงานบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. หลังจากไม่ได้ปรับขึ้นเลยตั้งแต่ปี 2533 โดยพนักงานประจำรถโดยสารประจำทาง เพิ่มขึ้น 5 สตางค์/กม. ส่วนพนักงานประจำรถโดยสารไม่ประจำทาง เพิ่มขึ้น 25 บาท/วัน พนักงานต้อนรับและพนักงานบริการ จากเดิม 120 บาท/วัน มาเป็น 145 บาท/วัน

ส่วนความคืบหน้าในการไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือน หนี้รายย่อย หนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และหนี้กองทุนเงินให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของกรมบังคับคดี ในชั้นของการบังคับคดี มีผู้มาร่วมไกล่เกลี่ย 2,407 เรื่อง คิดเป็น 1,333 ล้านบาท เสร็จสิ้นไปแล้ว 2,100 เรื่อง คิดเป็น 800 กว่าล้านบาท ทำให้การบังคับคดีเป็นไปด้วยความอะลุ่มอล่วยและลดความเหลื่อมล้ำ

“แม่น้ำ 5 สาย” เล็งเชิญต่างชาติให้ประสบการณ์ฝ่าวิกฤติ

ขณะที่ในช่วงเย็น ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี มีการประชุมองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จำนวน 5 องค์กร ประกอบด้วย ครม. คสช. สนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกกันว่า แม่น้ำ 5 สาย เพื่อพิจารณาถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะแถลงผลการประชุมว่า วันนี้ได้ให้นโยบายไปว่า ขณะนี้กำลังจะมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งตามโรดแมป ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น ดังนั้น ระหว่างวันที่ 20-22 เมษายน 2558 จะมีการเชิญตัวแทนจากประเทศที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกันไทย คือมีการรัฐประหารและต้องมีการปฏิรูป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน มาให้ข้อคิดเห็นว่าผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาได้อย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในประเทศว่าขณะนี้เราต้องการการปฏิรูปมากแค่ไหน

“ถ้ามีประเด็นที่ต้องทำ 100% ขณะนี้ คสช. ทำไปได้ไม่ถึง 30% เพราะปัญหามีเยอะมาก จึงต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะหากประชาชนไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันก็เดินต่อไปไม่ได้ จึงขอร้องอย่าเพิ่งนำเรื่องนี้ไปเป็นประเด็น ยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีเลือกตั้ง มันหนีไม่พ้น เพราะมีโรดแมปอยู่ แต่ถ้าวุ่นวายมาก มันก็เลือกไม่ได้” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว.