สมาชิกสหกรณ์แห่ถอนเงิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ยันภาพรวมสหกรณ์เข้มแข็ง ไม่กระทบ คาดแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น 5 เดือนเสร็จ ถ้าศาลอนุมัติ 20 มี.ค. นี้

นายโอภาส  กลั่นบุศย์ (ขวา) อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นายชวลิต ชูขจร (กลาง) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข (ซ้าย) และอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันความเข้มแข็งระบบสหกรณ์
นายโอภาส กลั่นบุศย์ (ขวา) อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นายชวลิต ชูขจร (กลาง) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข (ซ้าย) และอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันความเข้มแข็งระบบสหกรณ์

วันนี้ (12 มีนาคม 2558) นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และการถอนเงินจากสหกรณ์ 76 แห่ง ที่ทำธุรกรรมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีมีสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา พากันถอนเงินออก 68 ล้านบาท ภายในวันเดียว เนื่องจากไม่มั่นใจในการทำธุรกิจของสหกรณ์หลังจากเกิดเหตุการขาดสภาพคล่องของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่าในกรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูโคราชนั้นมีฝากเงินไว้กับสหกรณ์ฯ คลองจั่นจำนวน 500 ล้านบาท ในช่วง 10 วันที่ผ่านมามีการถอนเงินกว่า 227 ล้านบาท โดยสหกรณ์มีทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท แต่สหกรณ์มีการสำรองเงินสำหรับเบิกจ่ายไว้ 3,400 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เบิกถอนน้อยกว่าเงินที่สำรองที่มีไว้

ส่วนสหกรณ์อีก 76 สหกรณ์ ที่ฝากเงินกับสหกรณ์ฯ คลองจั่นก่อนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องนั้น ได้ฝากเงินทั้งหมด 7,400 ล้านบาท โดยมีทุนจดทะเบียน 80,716 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,400 ล้านบาท โดย 10 วันที่ผ่านมามี 76 สหกรณ์ที่ฝากเงินกับสหกรณ์คลองจั่นและมีสมาชิกมาถอนเงินแล้วจำนวนกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อยมากที่ฝากเงินไว้กับสหกรณ์คลองจั่น

ทั้งนี้มีสหกรณ์อื่นที่ถอนเงินเช่นเดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมากว่า 300 ล้านบาท อาทิ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัชดา 5 ล้านบาท สหกรณ์มหาวิทยาสงขลานครินทร์ 66 ล้านบาท สหกรณ์ครูสงขลา 100 ล้านบาท

สำหรับสหกรณ์ที่ฝากเงินกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก ไม่ถึง 15 ล้านบาท มีจำนวนไม่มากซึ่งถือว่าไม่มีปัญหา

ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศ 8,000 แห่ง มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวน 2.25 ล้านล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้มีเงินฝากในระบบสหกรณ์ 6 แสนล้านบาท มีสมาชิกสหกรณ์ 11.2 ล้านคน และพบว่ามีปัญหา 2.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

สำหรับกรณีที่มีการทะเลาะวิวาทกันเมื่อหลายวันก่อน ระหว่างสมาชิกสหกรณ์และคณะกรรมการชุดที่ 30 ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกับคณะกรรมการเพื่อแสดงความโปร่งใสในการบริหารงาน

นอกจากนี้ กรณีแผนฟื้นฟูที่ศาลล้มละลายนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ว่าจะประกาศให้สหกรณ์คลองจั่นล้มละลายหรือให้ฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมี 3 ทางเลือก คือ กรณีแรก ศาลยกคำร้องและประกาศให้สหกรณ์ล้มละลาย ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิทวงทรัพย์สินคืนจากสหกรณ์ ซึ่งหากกรณีนี้เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมมือกับคณะกรรมการเพื่อขอยื่นแผนฟื้นฟูกับศาลใหม่อีกครั้ง

ส่วนกรณีต่อมา หากศาลอนุมัติให้สหกรณ์ฟื้นฟูกิจการ แต่ปฏิเสธให้ลูกหนี้คือคณะกรรมการชุดที่ 30 เป็นผู้ทำแผน จะต้องมีการประชุมเจ้าหนี้เพื่อเสนอให้มีผู้ทำแผนขึ้นใหม่ โดยจะจัดหารายชื่อจากกระทรวงยุติธรรม

และกรณีสุดท้าย หากศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูและอนุญาตให้ลูกหนี้หรือคณะกรรมการชุดที่ 30 เป็นผู้ฟื้นฟูกิจการ กระทรวงเกษตรจะทำหน้าที่หาแหล่งเงินทุน โดยเสนอรัฐบาลผ่านธนาคารรัฐให้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินดังกล่าวมาทำธุรกรรมทางการเงิน คาดว่าจะใช้เวลา 3 เดือน และสามารถเลื่อนได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เดือน รวม 5 เดือน ส่งผลให้อย่างช้าแผนจะเสร็จช่วงเดือนตุลาคม 2558 ทั้งนี้การฟื้นฟูกิจการจะใช้เวลาฟื้นฟู 5-7 ปี

ด้านนางนฤมล พนาวงศ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเบิกถอนเงินของสหกรณ์ข้างต้นไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด เป็นภารกิจปกติของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีการเบิกถอนเงินเหมือนในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจำนวนเงินที่ถูกถอนถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินฝากที่มีอยู่ ส่วนอาการความไม่ปกติของสหกรณ์อื่นๆ ในระบบ ปัจจุบันยังไม่พบแต่อย่างใด

อนึ่ง ปัจจุบัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ออกมาตรการเร่งด่วน 4 มาตรการ คือ 1) การป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสอบบัญชี เช่น จัดระบบกลุ่มสหกรณ์ (จัดเกรด) แบ่งเป็นกลุ่มดี พอใช้ ต้องแก้ไข อาจถูกยกเลิก เพื่อให้สามารถเข้าตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ, พัฒนาความรู้ความสามารถของผู้สอบบัญชี, สร้างทีมงานตรวจสอบสหกรณ์เฉพาะกิจ, ให้ความรู้แก่บุคลากรสหกรณ์เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ, สร้างความเข้มแข็งของผู้ตรวจสอบสหกรณ์ และส่งเสริมธรรมาภิบาลระยะยาว

2) มาตรการแก้ไขปัญหาทุจริต จะเร่งตรวจสอบทันทีเมื่อตรวจพบ โดยจะสั่งให้กรรมการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ร่วมกันค้นหาหลักฐาน ให้ผู้ทำผิดชดใช้เงินหรือฟ้องร้องต่อไป กรณีที่มีปัญหาการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง กรมตรวจสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์จะร่วมกันกำหนดแนวทางต่อไป

3) มาตรการเฝ้าระวัง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะกำกับและติดตามอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีสัญญาณบอกเหตุจะต้องรีบแจ้งให้สหกรณ์แก้ไขทันที

4) ส่งเสริมและสนับสนุน ให้สหกรณ์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องสหกรณ์, จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาความมั่นคง และเข้าระบบเครดิตบูโร

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจะตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากขึ้น