ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: ชาวญี่ปุ่นเจอแท็กซี่เหมาสนามบิน-สะพานควาย 700 บาท แถมดราม่าขอขึ้นเพิ่มอีก พระเกษมเสพเมถุนลูกวัด – อ้างทดสอบวิชา

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 18-24 มกราคม 2558

  • ชาวญี่ปุ่นเจอแท็กซี่เหมาสนามบิน-สะพานควาย 700 บาท แถมดราม่าขอขึ้นเพิ่มอีก
  • พระเกษมเสพเมถุนลูกวัด อ้างทดสอบวิชา
  • “ยิ่งลักษณ์” ถูกถอดถอนซ้ำสอง หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ แล้ว
  • ถ่ายมุมไหนก็ติด! นศ.-พ่อแม่ มช. โวย “ตัน” ตั้งขวดชาวเขียวยักษ์ในงานรับปริญญา
  • “บุ๋ม ปนัดดา” ปล่อยโคมลอยงานแต่ง ชาวเน็ตตั้งคำถามเหมาะสมหรือไม่

ชาวญี่ปุ่นเจอแท็กซี่เหมาสนามบิน-สะพานควาย 700 บาท แถมดราม่าขอขึ้นเพิ่มอีก

news_img_630279_1
ที่มาภาพ: http://goo.gl/ft06Vv

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแท็กซี่ไทยตกเป็นข่าวดังอีกครั้ง หลังมีชาวญี่ปุ่นโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก วิจารณ์สนามบินสุวรรณภูมิว่า “สนามบินที่แพงที่สุด คือสนามบินที่น่ารังเกียจมากที่สุด ผมพูดได้เลยว่า สนามบินสุวรรณภูมิคือความน่าอายของประเทศไทย” พร้อมเล่ารายละเอียดเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วมีภาษาไทยแปลประกอบทุกประโยคว่า เมื่อ 17 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถแท็กซี่ คนขับก็พูดว่า ไปสะพานควายต้องจ่าย 700 บาท แต่ปกติแล้วไปสะพานควายเสียค่ารถเพียงแค่ประมาณ 350 บาทเท่านั้น ตนรู้สึกเหมือนถูกโกง เมื่อทักท้วงคนขับอ้างว่าเลือกรถใหญ่เอง จึงได้ราคาแพง

ต่อมานายประพนธ์ ปัทมกิจสกุล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยกับข่าวสดว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติที่ผิดระเบียบของผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) กำหนดไว้เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ปรากฏตามมาตรมิเตอร์ค่าโดยสาร และความผิดดังกล่าว ทสภ. ได้กำหนดบทลงโทษให้พักการให้บริการในเขต ทสภ. ตลอดไป ซึ่งในกรณีนี้ ทสภ. ได้มีการยกเลิกรหัสของนายไชยยันต์ เจริญโสภา ผู้ขับแท็กซี่คนดังกล่าว และสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาให้บริการรับผู้โดยสารที่ ทสภ. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพป้าย “งดรับผู้โดยสารชาวญี่ปุ่น จากสมาคมผู้ขับรถแท็กซี่เพื่อไทยสุวรรณภูมิ” จนเกิดเป็นประเด็นอีกระลอก แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าป้ายนั้นมีที่มาจากแหล่งใด และใครเป็นผู้ติดป้าย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามบินดังกล่าว ทางกลุ่มคนขับแท็กซี่ที่สุวรรณภูมิ จึงได้มีข้อเสนอในการคิดค่าระวางสัมภาระ ในรายการเจาะข่าวเด่น เมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา โดยจะใช้แบบของเครื่องบิน จากเดิมที่บริการให้ฟรีมาโดยตลอด เป็นคิดเงินเพิ่มจากค่าโดยสาร เพราะผู้โดยสารจากสุวรรณภูมิ 99% มีกระเป๋าเดินทางมาด้วย ซึ่งทำให้เสียเชื้อเพลิงมากขึ้น ในเมื่ออัตราค่าโดยสารคิดให้เฉพาะเป็นรถนั่ง ไม่ได้คิดเรื่องที่เป็นรถบรรทุกสัมภาระ นี่เป็นข้อเสนอที่มีมาตั้งแต่สมัยอยู่สนามบินดอนเมืองแล้ว สุวรรณภูมิยังไม่เปิด แต่ก็ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา

โดยข้อเสนอของคนขับแท็กซี่สุวรรณภูมิ เรื่องเก็บค่าระวางสัมภาระ (กระเป๋าเดินทาง) มีดังนี้ ใบแรก (ไม่เกิน 15 กก.) ไม่คิดราคา ใบที่ 2-3-4 คิดราคาเหมาใบละ 30 บาท ทุกขนาด ใบที่ 5-6 คิดราคาเหมาใบละ 50 บาท ทุกขนาด ใบที่ 7 คิดราคาเหมาใบละ 80 บาท ทุกขนาด

แต่ด้านกรมขนส่งทางบกเปิดเผยกับเว็บไซต์เดลินิวส์ว่า การคิดคำนวณค่าโดยสารของแท็กซี่มิเตอร์ กรมการขนส่งทางบกได้พิจารณาครอบคลุมไปถึงการให้บริการของแท็กซี่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ต้องให้บริการผู้โดยสารในต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี หรือพัทยา ซึ่งจะมีการคำนวณเผื่อการขับรถเปล่าที่ไม่มีค่าโดยสารตอนกลับมาด้วย ดังนั้นอัตราค่าโดยสารที่กำหนดจึงครอบคลุมการให้บริการรถแท็กซี่ทุกกลุ่มทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว

ส่วนการเรียกร้องขอเก็บค่าสัมภาระของผู้โดยสารเพิ่มนั้น เรื่องนี้กรมการขนส่งทางบกขอเวลาศึกษารายละเอียดทั้งหมดก่อน เนื่องจากต้องพิจารณาวางระบบใหม่ เพราะหากจะเก็บจริงแท็กซี่ทุกคันจะต้องได้ค่าสัมภาระเท่าเทียบกันทั้งหมดในทุกท่าอากาศยาน รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารต่างๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะแท็กซี่สุวรรณภูมิเท่านั้น เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งต้องแก้ไขกฎหมายซึ่งใช้เวลาอีกนาน ดังนั้น ระหว่างที่ผลการศึกษายังไม่ออกมา รถแท็กซี่คันไหนที่เรียกเก็บค่าสัมภาระเพิ่มเติมสำหรับรถแท็กซี่ขนาดใหญ่จากค่าโดยสารจะมีความผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน หลังมีข่าวฉาวเกี่ยวกับแท็กซี่ไทยนี้เกิดขึ้น ทางอูเบอร์ (Uber) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ใช้โอกาสออกโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ สำหรับการเรียกอูเบอร์ออกจากสนามบินในกรุงเทพ (ride from airport) แล้ว โดยผู้ใช้งานอูเบอร์ครั้งแรกจะได้ส่วนลด 400 บาทสำหรับการเดินทางจากสนามบิน ซึ่งตามปกติแล้วคิดราคาเหมาจ่าย 1,000 บาท ยังไม่รวมค่าทางด่วน โปรโมชั่นนี้มีผลถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2015 นี้ ทั้งนี้อูเบอร์ออกโปรโมชั่นนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นกำกับด้วย

พระเกษมเสพเมถุนลูกวัด อ้างทดสอบวิชา

ที่มาภาพ : http://news.voicetv.co.th/thailand/155955.html
ที่มาภาพ : http://news.voicetv.co.th/thailand/155955.html

เมื่อ 18 มกราคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์มติชนรายงานว่า จากกรณีพระเกษม อาจิณฺณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์ป่าสามแยก อ.น้ำหนาว ยอมรับว่ามีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมลูกศิษย์ ซึ่งต่อมาพระเกษม หรือนายเกษม ดวงแพงมาก ได้ยอมถอดผ้าเหลืองและนุ่งขาวห่มขาวแทนแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าไม่ต้องอาบัติถึงขั้นปาราชิก เนื่องจากกระทำไปโดยไม่รู้ตัวและไม่ยินดี ขอนุ่งขาวห่มขาวถือศีล 8 แทน

อดีตเจ้าสำนักสงฆ์ป่าสามแยกกล่าวว่า ที่ทำไปนั้นทำไปโดยไม่รู้ตัวและอารมณ์ชั่ววูบ มารู้สึกตัวเมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว และเสพมาเป็น 10 ครั้ง และยังได้เริ่มทดสอบวิชา (จิต) โดยเฉพาะเรื่องญาณสมาบัติว่าจะหายไปหรือไม่ โดยครั้งแรกตั้งแต่ปลายปี 2556 ซึ่งเริ่มจากพระลูกวัดบางรูป โดยการลูบคลำก่อนแต่ไม่รู้สึกอะไร และยังเข้าญาณได้

แต่หลังจากเริ่มทดสอบกับลูกศิษย์ ช่วงระยะหลังเริ่มรู้สึกเสื่อมจนไม่สามารถเข้าญาณได้ จากนั้นเกิดความรู้สึกละอายและเกรงกลัว เหมือนปถุชนทั่วไป ทำให้รู้ว่าญาณที่เคยมีหมดแล้วและไม่มีอะไรมาปกป้อง จึงได้แจ้งให้พระในวัดไปบอกกรรมการวัดและลูกศิษย์

นายเกษมยังบอกย้ำด้วยว่า “ไม่ได้ชอบผู้ชาย หากจะมีชีวิตคู่ก็จะมีภรรยาเป็นผู้หญิง และยังจะดำรงชีวิตอยู่ในวัดนี้ต่อไปในฐานะญาติโยม และเป็นพี่เลี้ยงสอนพระไตรปิฎกให้กับญาติธรรมที่เดินทางมาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ แต่จะอยู่ได้นานมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ญาติโยมและประชาชนที่มาปฏิบัติธรรม”

ต่อมา 21 มกราคม ด้านคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ฝ่ายธรรมยุติ โดยพระราชปริยัติบัณฑิต เจ้าคณะจังหวัด (ธ) ได้ประชุมที่วัดสนธิกรประชาราม อ.เมืองเพชรบูรณ์ เพื่อพิจารณากรณี อดีตพระเกษม อาจิณฺณสีโล ต้องอาบัติปาราชิก เพราะเสพเมถุนกับลูกศิษย์ใกล้ชิด โดยมีนายธัญเทพ หมื่นยุทธ ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วม โดยเว็บไซต์สนุกรายงานว่า การประชุมใช้ระยะเวลาราว 2 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้น จากนั้น นายธัญเทพได้แถลงผลการประชุมว่า ทางคณะสงฆ์มีมติอดีตพระเกษมปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชได้อีก เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินและเรื่องอื่นๆ รวมถึงการจัดระเบียบภายในที่พักสงฆ์แห่งนี้ มอบให้ทางฝ่ายบ้านเมืองดำเนินการ

นายธัญเทพกล่าวอีกว่า ทางคณะสงฆ์ยังให้นโยบายเรื่องการขึ้นไปตรวจสอบ โดยให้ปล่อยทิ้งสักระยะ ไม่ควรเร่งรีบเพราะอาจจะถูกต่อต้าน หรือเจอม็อบลูกศิษย์อดีตพระเกษม ซึ่งตั้งป้อมรออยู่ในเวลานี้ สำหรับหนังสือแจ้งประกาศทางสงฆ์รับว่าจะส่งไปตามสายงานเอง

“ยิ่งลักษณ์” ถูกถอดถอนซ้ำสอง หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ แล้ว

_80152598_80152597
ที่มาภาพ: http://www.bbc.com/news/world-asia-pacific-13723451

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่เป็นประเด็นซึ่งมีผู้จับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าว “ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แถลงคัดค้านและโตแย้งการแถลงปิดคดีถอดถอนคดีนี้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. แล้ว

ต่อมา 23 มกราคม ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยคะแนนเสียง 190-18 งดออกเสียง 8 คะแนน บัตรเสีย 3 คะแนน ซึ่งมีคะแนนถอดถอนเกิน 132 คะแนน ถือว่า ที่ประชุม สนช. มีมติให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้โดนลงโทษถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีด้วย

ขณะที่ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่ประชุม สนช. ลงมติไม่ถอดถอนด้วยคะแนน 120 เสียง ถอดถอน 95 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ขณะที่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ประชุม สนช. ลงมติไม่ถอดถอน 115 เสียง ถอดถอน 100 เสียง ไม่ออกเสียง 4 เสียง ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์โดนโทษถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ส่วนนายสมศักดิ์และนายนิคมรอดพ้นมลทิน ไม่ถูกถอดถอนโดย สนช.

อย่างไรก็ตาม การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก สนช. ลงมติถอดถอนดังกล่าว นับเป็นอดีตนักการเมืองคนแรก ที่ถูกกระบวนการถอดถอนจากรัฐสภาดำเนินการ ขณะที่ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา สภาฯ ยังไม่เคยถอดถอนนักการเมืองคนใดได้

ถ่ายมุมไหนก็ติด! นศ.-พ่อแม่ มช. โวย “ตัน” ตั้งขวดชาเขียวยักษ์ในงานรับปริญญา

558000000870301
ที่มาภาพ: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000008423

กระแสต้านสร้างเมืองหิมะจากเกลือของ “นายตัน ภาสกรนที” ดับไปไม่นาน กระแสใหม่จากเหล่าบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ตามมา โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา มีพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรจริง หลังในช่วงวันที่ 19-21 มกราคม มีการซ้อมรับฯ บัณฑิตและญาติบัณฑิตต่างก็ต้องบ่นไปตามๆ กัน เมื่อบริเวณสวนแปลงดอกไม้ของมหาวิทยาลัย อันเป็นจุดที่มีการเข้าไปถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก มี “ขวดชาเขียวยักษ์” สูงประมาณ 5 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวน บดบังทัศนียภาพอันงดงามของดอยสุเทพไปจนหมดสิ้น กระทั่งกรณีเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยขวดชาเขียวยักษ์นี้มีเพื่อโปรโมทสินค้าตัวใหม่ของนายตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าขวดขนาดเดิมนั่นเอง

tan
ที่มาภาพ: http://goo.gl/Xl683G

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเสียงตำหนิจากหลายฝ่าย ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้สั่งให้ยกลูกโป่งรูปขวดชายักษ์ที่ได้รับสิทธิ์นำมาตั้งไว้เพื่อโปรโมตสินค้าออกจากบริเวณดังกล่าวทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงเต็นท์พลาสติกสีเหลืองสกรีนโลโก้อิชิตัน ที่มีความสูงราว 1-2 เมตรตั้งอยู่เท่านั้น

ทำให้ในวันรับพระราชาทานปริญญาจริง ทิวทัศน์บริเวณหน้าหอประชุม มช. สถานที่รับพระราชทานปริญญาบัตรโล่ง สามารถมองเห็นทิวเขาดอยสุเทพได้อย่างชัดเจน บรรดาบัณฑิต และญาติๆ สามารถถ่ายภาพที่มีแปลงดอกไม้หลากสีสันเป็นฉากหน้า และทิวเขาดอยสุเทพเป็นฉากหลัง ไว้เป็นที่ระลึกได้อย่างสวยงาม

“บุ๋ม ปนัดดา” ปล่อยโคมลอยงานแต่ง ชาวเน็ตตั้งคำถามเหมาะสมหรือไม่

boom
ที่มาภาพ: http://goo.gl/MOGMeq

เกิดเป็นกระแสดราม่าอย่างหนักกรณีงานแต่งของสาว บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กับแฟนหนุ่ม เอก เอกริน นิลเศรษฐี เรื่องที่มีการปล่อยโคมลอยจนเพจดังนำไปวิจารณ์กันยกใหญ่ ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ได้โพสต์อินสตาแกรมชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า ได้ขออนุญาตกับผู้อำนวยการท่าอากาศยานเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้พื้นที่ที่จะทำการปล่อยโคมนั้นอยู่กลางป่าและไม่ผ่านร่องการบิน รวมถึงมีเวลาปล่อยโคมชัดเจน

นอกจากนี้ บุ๋ม ปนัดดา ยังได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ ว่า “การปล่อยโคมทำกันได้ ถ้ามีการขออนุญาต ทำอย่างถูกต้อง เหมือนงานสงกรานต์ ถ้าเราใช้ปืนฉีดน้ำที่มีแรงดันน้ำมากๆ มันก็ไม่ถูก เราควรทำให้ถูก ใจบุ๋มไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ อยู่แล้ว บุ๋มยังยืนยันที่จะปล่อยโคมอยู่ เพราะเราทำอย่างถูกต้อง อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ว่าเรามีประเพณีล้านนาที่ดีอันงดงาม ทำเพื่อความเป็นมงคล ซึ่งบุ๋มได้ไปขออนุญาตกรมเจ้าท่าเรียบร้อยแล้ว ทางกรมก็จะกำหนดเวลาให้เราเลยว่า ต้องปล่อยโคมช่วงไหน ไม่ใช่จะปล่อยตอนไหนก็ได้ กรมเจ้าท่าจะดูเลยว่า ร่องการบินของเครื่องบินเป็นอย่างไร ดูทิศทางลม ปล่อยไกลบ้านคนมั้ย บุ๋มขออนุญาตแล้ว ยืนยันจะทำกันอยู่ ทำเพื่อความมงคล อีกอย่างการปล่อยโคมครั้งนี้ ททท. ก็จะนำไปเผยแพร่ทั่วโลก เพื่อโปรโมตประเพณีวัฒนธรรมการแต่งงานในไทย ซึ่งก็เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง นำรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง ที่สำคัญการจัดพิธีแต่งงานแบบล้านนาครั้งนี้ บุ๋มอยากให้เราได้เห็นว่า การแต่งงานที่ใช้ธรรมะนำทางเป็นอย่างไรค่ะ”

อย่างไรก็ดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมามีผู้นิยมปล่อยโคมลอยกันอย่างมาก แต่เนื่องจากในบางพื้นที่มีการปล่อยโคมลอยใกล้ชุมชนและสนามบิน จึงมีข่าวเหตุไฟไหม้และอันตรายจากโคมลอย สร้างความเสียหายและอาจก่ออันตรายถึงชีวิตหากไปติดอยู่กับเครื่องบิน จากนั้นจึงมีการตั้งคำถามในโลกออนไลน์ว่า ประเพณีการปล่อยโคมลอยเหมาะสมสำหรับสังคมไทยขณะนี้อยู่หรือไม่