มติครม. “พล.อ. ประยุทธ์” วอนพ่อค้าซื้อยาง 60 บาท/กิโลกรัม – อนุมัติเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา เตรียมลงทุนเมกะโปรเจกต์พัฒนาที่ดินริมเจ้าพระยา 20 กิโลเมตร

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/091214_tro.html
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/091214_tro.html

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า มีการพูดคุยกับผู้แทนจากกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางแล้ว ในเรื่องที่ไม่เข้าใจก็จะมีการมาทำการตกลงให้เข้าใจกัน วันนี้ในกลุ่มของการแก้ปัญหาใน 3 มาตรการเกี่ยวกับเรื่องเงินที่ลงไปปัญหาคือเงินยังลงไปไม่ทันเวลา คือไม่พร้อมกัน เพราะว่าอยู่ที่ขั้นตอนกระบวนการของรัฐบาลด้วย ตอนนี้ก็ได้เร่งรัดลงไป กลุ่มผู้ชุมนุมก็เข้าใจในประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นต่อมาคือการจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนขึ้น แล้วก็การแก้ปัญหาในปัจจุบันก็เห็นว่ามีการพูดคุยกันกับทางรัฐมนตรีช่วยว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการมาร่วมกันทำต่อจากนี้ไป ก็มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ราคายางก็พันกันอยู่กับราคาน้ำมันด้วยตอนนี้ น้ำมันทั้งโลก มันเป็นปัญหา ทุกประเทศในโลกก็ประสบปัญหาเหมือนกันหมดตอนนี้ ก็จะพยายามเร่งเรื่องเงินช่วยเหลือให้ลงไปให้ได้ก่อน จึงจะดำเนินการเรื่องเงินรับซื้อ แต่คิดว่าในห้วงต่อไปน่าจะดีขึ้นในส่วนของราคาน้ำมันกับราคายาง

สำหรับเรื่องราคานั้นยังประเมินไม่ได้ว่าจะอยู่ที่เท่าไร แต่จะพยายามให้ตัวเลขไม่ต่ำกว่า 50-60 บาทต่อกิโลกรัม ก็พยายามกันเต็มที่ จะไปตั้งราคาให้สูงมากไปก็ไม่มีเงินซื้อ ตอนนี้ก็จะเร่งทั้ง 3 กองทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว ซึ่งเงินยังลงไปไม่ครบ หากลงไปครบก็จะสามารถซื้อไว้ได้บ้าง เพราะรัฐเราไม่สามารถจะทำการรับซื้อได้ ต้องให้สหกรณ์และผู้ประกอบการช่วยกันซื้อ ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนหรือภาคเอกชนที่ทำการรับซื้อ เขาก็รับปากว่าจะให้ความร่วมมือ ว่าจะซื้อในราคาที่สูงขึ้น แต่ระยะเวลาที่ปรับราคานั้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าเมื่อไร่ แต่ก็ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ก็เป็นการพูดคุยกันขอความร่วมมืออะไรต่างๆ ซึ่งก็ต้องการมาตรการอื่นๆ รองรับอีกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

“รัฐบาลไม่ได้รับซื้อ รัฐบาลบอกเพียงแต่ว่าพูดคุยกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในการที่จะให้เขาช่วยรับซื้อในราคาที่สูงขึ้นถึง 60 บาทได้ไหม ซึ่งเขาก็รับข้อเสนอไป กำลังจะพิจารณาดำเนินการอยู่ ถ้าไม่ได้ 60 บาท จะได้เท่าไรก็ต้องไปว่ากันตรงนั้น แต่ในกระบวนการขั้นที่ 2 ที่ต้องเร่งก็คือเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท ก็ต้องดำเนินการให้เร็ว เพื่อให้สหกรณ์ยางหรือนิติบุคคลสามารถหาเงินกู้มาซื้อยางได้ แต่การที่รัฐจะทำการซื้อเก็บไว้ไม่ไหว ก็ต้องเห็นใจรัฐบาล ท่านก็เป็นเจ้าของเงินเหมือนกัน เงินก็เงินภาษีทั้งหมดที่ใช้ในปัจจุบัน วันนี้ก็ดูแลชาวนาไปไร่ละ 1,000 บาท ชาวสวนยางก็ไร่ละ 1,000 บาท ก็มีเงินกู้อะไรต่างๆ อีกมาก ใช้ในเรื่องการเกษตรไปแล้ว จะกล่าวว่ารัฐบาลไม่ดูแลไม่ได้หรอก อันนี้ก็ต้องดูปัจจัยภายในภายนอกด้วย ทุกคนก็ลำบากเหมือนกันหมดทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะเกษตรกร”

สำหรับข้อเสนอที่ชาวสวนยางต้องการให้ออกพันธบัตรเพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องส่วนต่างราคา นายกรัฐมนตรีกล่าว่า เงินของรัฐบาลไม่สามารถนำมาใช้สำหรับแก้ปัญหาเรื่องส่วนต่างได้ เนื่องจากหากใช้เงินงบกลางไปเรื่อยๆ แล้วเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาจะนำเงินที่ไหนมาช่วยในส่วนนั้น ก็คงต้องล้มละลายกันทั้งประเทศ ก็ต้องช่วยกัน ก็ต้องเข้าใจว่าเงินงบกลางก็มีอยู่เพียงส่วนหนึ่ง ประมาณ 10,000 ล้านบาท หากใช้ช่วยเหลือไปหมดตอนนี้ ก็ไม่มีงบสำหรับแก้ปัญหาในอนาคต

สำหรับการทำความเข้าใจเรื่องการจ่ายเงินให้ชาวสวนยาง คาดว่าจะเร็วขึ้นเนื่องจากเกษตรกรสวนยางเคยลงทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งมีเกษตรกรทั้งระบบมีประมาณ 8.6 แสนราย แต่มีผู้ที่มีบัญชีอยู่แล้วเกือบ 8 แสนราย

ด้านเรื่องการลงนาม MOU รถไฟกับประเทศจีน นายกรัฐมนตรีจีนให้เกียรติประเทศไทยโดยการเดินทางมาลงนามที่ประเทศไทยในงานประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS ในวันที่ 20 ธันวาคม 2557 โดยข้อกำหนดรถไฟที่ร่วมลงนามคือรถไฟความเร็วปานกลาง 160-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งทางประเทศจีนก็มีการแลกเปลี่ยนรับซื้อผลผลิตของไทยอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง คือข้าวและยางพารา ก็เป็นความช่วยเหลือระหว่างกันอยู่แล้ว ส่วนเรื่องรถไฟเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคต เป็นการสร้างความต่อเนื่องเชื่อมโยงของอาเซียน เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างจีนกับไทยในลักษณะที่เป็นเงินกู้ คือกู้มาแล้วลงทุนร่วมกัน ซึ่งก็ต้องมีการตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดต่างๆ อีก คาดว่าสามารถเริ่มดำเนินการสร้างได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2559

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน มีการอนุมัติงบประมาณ มาตรการที่สำคัญ ตามที่ ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงร่วมกัน ส่วนมาตรการด้านการคลังนั้น นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงด้วยตนเอง ดังนี้

ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงวาระที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการและมีความห่วงใยถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นเรื่องของการจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว ยาง การให้สินเชื่อเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพเสริม ได้มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ในแนวทางที่จะกำหนดนโยบายน่าจะมีความสมบูรณ์แล้ว แต่จะติดขัดล่าช้าในขั้นปฏิบัติ ซึ่งก็ได้มีการมอบหมายเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบความล่าช้าในกระบวนการดำเนินงานแล้วว่าเกิดจากอะไร และแก้ในส่วนนั้น ซึ่งนายกรัฐมนตรียังคงเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของรัฐสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 กรณีควบคู่กันไป คือความรวดเร็วและความละเอียดรอบครอบ

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานเกี่ยวกับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางว่ามีความก้าวหน้าโดยมีโรงงานที่จัดตั้งแล้วที่จังหวัดระยอง 1 โรง และมีบรรษัทจากต่างประเทศแสดงความจำนงของจัดตั้งโรงงานอีก 9-10 โรง ซึ่งน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า ตรงนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่าแรงซื้อจะมีมากขึ้น

ส่วนประเด็น “ของขัวญปีใหม่” นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องมาตรการที่จะเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงปีใหม่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนอย่าไปเป็นกังวลมาก อะไรที่เป็นของขวัญก็เป็นของขวัญ อะไรที่ไม่ใช่ของขวัญก็อย่าพยายามผลักให้เป็นของขวัญ ยกตัวอย่างเรื่องภาษี เนื่องจากเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของอนาคตในวันข้างหน้า ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ อย่าเป็นกังวลมาก สังคมเข้าใจได้ว่ารัฐบาลกำลังทำให้แล้วมีผลต่อการดำรงชีวิตในวันนี้ สิ่งนี้ต่างหากคือของขวัญ

ส่วนมาตการการจำกัดการขายสุราในช่วงวันปีใหม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้จริง หากไปกำหนดมากอาจเกิดเป็นการกีดกันทางการค้า คือจำหน่ายได้ตามปกติ แต่ต้องรณรงค์ให้ตระหนักถึงภัยของการดื่มสุราว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร หากดื่มสุราแล้วขับ ผนวกกับสถานประกอบการที่เป็นสาเหตุหลักในการดื่มสุราและการทะเลาะวิวาทหากต้องดำเนินการสั่งปิดก็ต้องดำเนินการ เพราะความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงระดับราคาพลังงานของไทย และราคาพลังงานของโลกที่ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากขณะนี้ราคาพลังงานโลกปรับตัวต่ำลง แต่ราคาพลังงานไทยยังไม่ปรับลงตาม เบื้องต้นนายณรงค์ชัยระบุว่า ราคาพลังงานของไทยและของโลกสอดคล้องกัน แต่การที่ราคาพลังงานไทยยังไม่ปรับตัวลดตามเป็นผลสืบเนื่องจากการขาดทุนในกองทุนน้ำมันประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท จึงต้องคงราคาน้ำมันอยู่ แต่จะปรับตัวลงในไม่ช้า

เปลี่ยนของขวัญปีใหม่เป็น 4 มาตรการคลัง รัฐสูญ 8 พันล้าน

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงว่า กระทรวงการคลังจะรายงานมาตรการที่จะมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนตามข้อสั่งการของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ พล.อ. ประยุทธ์ได้กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงการคลังเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาษี อย่าไปเรียกว่าเป็นของขวัญ ดังนั้นจึงขอเรียกมาตรการที่ ครม. ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอว่า โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและช่วยเหลือคนจน มีทั้งหมด 6 เรื่อง ซึ่ง ครม. ให้ความเห็นชอบ 4 เรื่อง อีก 2 เรื่องจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในสัปดาห์หน้า

สำหรับ 4 โครงการที่ ครม. ให้ความเห็นชอบประกอบด้วย 1. โครงการนาโนไฟแนนซ์ ที่จะจัดแหล่งเงินไปช่วยผู้มีหนี้สิน คนจน พ่อค้า แม่ค้า ที่ขาดเงินทุนในการประกอบอาชีพ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องไปกู้เงินนอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยเดือนละ 10-20% โดยจะเปิดโอกาสให้เอกชนมาจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลเป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับประชาชนในวงเงินไม่เกินรายละ 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปีหรือเดือนละ 3% และได้ให้บริษัทที่สนใจปล่อยกู้จดทะเบียนในเดือนธันวาคม 2557 คาดว่าจะเริ่มปล่อยกู้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558

“นาโนไฟแนนซ์ต่างจากไมโครไฟแนนซ์ ไมโครไฟแนนซ์ดำเนินการปล่อยกู้โดยสถาบันการเงิน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี ขณะที่นาโนไฟแนนซ์คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ดำเนินการโดยบุคคลธรรมดา ไม่ต้องเป็นสถาบันการเงิน และไม่ให้รับเงินฝาก ส่วนสถาบันการเงินจะมาทำนาโนไฟแนนซ์ก็ต้องตั้งบริษัทใหม่มาดำเนินการ”

2. โครงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมกรมสรรพากรให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งตามคำนิยามเอสเอ็มอีคือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการลดภาษีนิติบุคคลดังนี้คือ เอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นการเสียภาษี จากเดิมกำหนดไว้ 150,000 บาท ส่วนเอสเอ็มอีที่มีรายได้เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษี 15% เท่าเดิม ส่วนเอสเอ็มอีที่มีรายได้เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท จากเดิมเสียภาษี 20% ลดลงเหลือ 15% หากรายได้เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษี 20% เท่าเดิม โดยจะมีเอสเอ็มอีจำนวน 28,000 ราย ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ รัฐบาลสูญเสียรายได้ปีละ 1,900 ล้านบาท เริ่มมาตรการตั้งแต่ 1 มกราคม 2558

3. มาตรการปรับโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรขาเข้า แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าวัตถุดิบซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่มีในประเทศ จำนวน 1,274 รายการ เช่น สินแร่ต่างๆ ก๊าซธรรมชาติ สังกะสี เนื้อสัตว์ ไม้สน ปลาแซลม่อน จากที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 1, 3, 5 และ 10% 2) ลดอัตราภาษีอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต จากเดิมเก็บ 20-30% ลดเหลือ 10% มีประมาณ 258 รายการ เช่นเครื่องจักรกล เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ ในส่วนนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 6,100 ล้านต่อปี

4. มาตรการออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล ที่ออกเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ปี 2558 วงเงิน 50,000 ล้านบาท อายุ 10 ปี และ 2) พันธบัตรออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกเพื่อชดเชยการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 50,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี จะเสนอขายในวันที่ 12-16 มกราคม 2558 วงเงินไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท หลังจากนั้นจะเปิดให้ซื้อแบบไม่จำกัดวงเงินในวันที่ 19-20 มกราคม 2558 ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้กำหนดเพราะต้องดูอัตราดอกเบี้ยในตลาดในขณะนั้น แต่จะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิน 4%

ด้าน พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในขณะที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการปรับโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 6,100 ล้านบาท มีรัฐมนตรีบางคนถามว่าจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า อย่าเพิ่งไปสนใจตัวเลขมาก แต่ขอยืนยันว่าจะได้มากกว่าที่เสียไป ส่วนจะเป็นหมื่นล้านหรือแสนล้าน อยู่ที่วิธีคิดว่าเป็นแบบไหน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปประเมินภายใน 1 ปี ว่าได้อะไรกลับมาบ้างและเป็นตัวเลขเท่าใด

อนุมัติเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาที่มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจ โดยก่อนหน้านี้เคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2554 ที่ ป.ป.ช. เสนอแนวคิดดังกล่าวมาแล้วเพราะเห็นว่าโรงเรียนกวดวิชาลงทุนไม่มากแต่ได้ผลกำไรค่อนข้างสูง ขณะที่รัฐบาลมีช่องโหว่ในการจัดเก็บภาษีธุรกิจนี้ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมการเก็บภาษีได้เพราะเป็นเรื่องของกรมสรรพากร จึงได้เสนอแนะตั้งแต่ขณะนั้นให้กระทรวงการคลังเข้ามาเก็บภาษี และให้กระทรวงศึกษาเข้ามาดูเรื่องความปลอดภัยของอาคารสถานที่ แต่หลังจากนั้นมา การเข้าไปตรวจสอบแก้ไขก็ยังไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

ดังนั้น ทาง ป.ป.ช. จึงเสนอข้อเสนอแนะใหม่ ซึ่ง ครม. เห็นชอบด้วยและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำแนวทางปฏิบัติและนำกลับมาเสนอ ครม. ภายใน 30 วัน คือให้กระทรวงศึกษาธิการไปแก้ไขประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเกี่ยวกับโรงเรียนกวดวิชา โดยจำแนกประเภทให้ชัดเจนเพื่อเป็นฐานข้อมูลกระทรวงการคลังในการจัดเก็บภาษี และให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีในลักษณะการประกอบธุรกิจ โดยให้แก้ไขกฎหมายทั้งหมดให้สอดคล้องกัน และให้กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและจัดโครงการสอนเสริม จัดหาครูเก่งๆ ที่สอนดีมาสอน และในการสอบคัดเลือกเข้าต่อระดับอุดมศึกษาต้องออกข้อสอบให้เหมือนสิ่งที่สอนในห้องเรียนด้วย

เตรียมเพิกถอนสิทธิบีโอไอกรณีโกงค่าท่าเทียบเรือ

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอ ป.ป.ช. ไปจัดทำแนวทางแก้ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการท่าเทียบเรือของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กรณีศึกษาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเทียบเรือ A0 โดยบริษัท แอล ซีเอ็ม ที จำกัด และท่าเทียบเรือ B1 โดยบริษัท แอลซีบี คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล 1 จำกัด) ภายหลังพบพฤติการณ์ในลักษณะถ่ายโอนรายได้จากการให้บริการกับบริษัทตัวแทนเรือที่นำเรือเข้าเทียบท่าเรือ B1 ไปเป็นรายได้ของท่าเทียบเรือ A0 ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งหากปล่อยปะละเลยจะเป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ ทั้งนี้ ครม. จึงเห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการให้สัมปทานประกอบกิจการท่าเรือที่อยู่ในกำกับของการท่าเรือแห่งประเทศไทยทั้งหมด และให้บีโอไอพิจารณายกเลิกเพิกถอนการให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกอบการที่มีพฤติการณ์เอาเปรียบรัฐ และให้กรมศุลกากรเพิ่มโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายอีก

เตรียมลงทุนพัฒนาที่ดินริมเจ้าพระยา 20 กิโลเมตร

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ปรารภและมีวาระสั่งการพิเศษเพิ่มเติมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาปกติ ตามที่ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของเรา แต่ภูมิทัศน์ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันไม่ค่อยร่มรื่นตานัก จากการที่เราปล่อยปละละเลยการจัดระเบียบมาเป็นเวลานาน และอยากให้มีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สำหรับประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการทางด้านสันทนาการ มีโอกาสที่จะทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว มีเส้นทางปั่นจักรยาน บริเวณสำหรับออกกำลังกาย ให้เหมือนกับต่างประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการในเบื้องต้นว่าจะมีแนวทางในการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวอย่างไรสำหรับการปรับโครงสร้างขั้นต้น

โดยกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการทำโครงสร้างขั้นต้นเสนอที่ประชุมแล้ว ในโครงสร้างขั้นต้นนี้วางแนวทางไว้ว่าระยะทางที่จะทำการปรับภูมิทัศน์ริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 20 กิโลเมตร แต่ในส่วนว่าจะเริ่มต้นในจุดไหน และจะสิ้นสุดในจุดไหน ยังอยู่ในขั้นของการสำรวจข้อมูลอยู่ และในส่วนที่จะต้องเว้าเข้ามาในฝั่งมากขึ้นส่วนนั้นก็จะทำการปรับเป็นลานกิจกรรม

พล.ต. สรรเสริญระบุว่า ในโครงการดังกล่าวเริ่มแรกนายกรัฐมนตรีมีแนวทางที่จะสร้างแนวกั้นน้ำ แต่เมื่อทำการประเมินแล้วค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงจึงมีการปรับรูปแบบให้เป็นสะพานที่ประกบติดกับชายฝั่งแม่น้ำ โดยให้ความสำคัญกับระดับน้ำสูงสุดของริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเกิดขึ้นนั้นจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 2 เมตรกว่า แต่พื้นในส่วนที่สร้างเพิ่มเติมจะทำให้สูงกว่าระดับน้ำสูงสุด 80 เซนติเมตรเป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อประชาชนเรื่องพื้นที่ พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า ฝากทำความเข้าใจกับสังคมในเบื้องต้นว่า ไม่ว่าโครงการอะไรก็แล้วแต่จะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ก็ขอให้ช่วยกันคิดว่าประโยชน์นั้นเป็นประโยชน์โดยรวมของสังคม ผู้ที่เสียประโยชน์ต้องมีแน่นอนแต่มีจำนวนน้อย จะเป็นใครเท่านั้นเอง ซึ่งผู้ที่เสียประโยชน์ก็ต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยา

ผลประเมินรัฐวิสาหกิจ 55 แห่ง ทีโอที-การบินไทยรั้งท้าย

ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ว่า คณะกรรมการประเมินผลงานของรัฐวิสาหกิจได้แบ่งการประเมินผลงานปี 2556 ของรัฐวิสาหกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ รัฐวิสาหกิจในระบบปัจจุบัน จำนวน 36 แห่ง และรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมและได้รับความเห็นชอบให้เข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Performance Appraisal: SEPA) จำนวน 19 แห่ง รวมทั้งหมด 55 แห่ง

สำหรับผลการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจในระบบปัจจุบัน ที่มีการดำเนินการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) 4.06 คะแนน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) 4.02 คะแนน และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 4.01 คะแนน สำหรับหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานต่ำสุด 3 อันดับ ได้แก่ องค์การการตลาด (อต.) 2.11 คะแนน อุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) 2.24 คะแนน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 2.33 คะแนน

ด้านรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อม และได้รับความเห็นชอบให้เข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ ที่มีผลการดำเนินงาน 3 อันดับแรก ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 4.88 คะแนน การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) 4.79 คะแนน การประปานครหลวง (กปน.) 4.76 คะแนน สำหรับหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานต่ำสุด 3 อันดับ ได้แก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทีโอที) 2.47 คะแนน องค์การเภสัชกรรม (อภ.) 3.28 คะแนน และบริษัท การบินไทย จำกัด 3.39 คะแนน

ร.อ. นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนน้อยจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหาจากการแข่งขันของธุรกิจอย่างรุนแรง ต้นทุนการทำงานสูง ซึ่งในปี 2556 ที่ผ่านมามีรัฐวิสาหกิจจำนวน 7 แห่งปรับเปลี่ยนคณะการทำงานทั้งคณะ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านนโยบาย และแนวทางการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา) และ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(ซ้าย) ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/091214_tro.html
ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา) และ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(ซ้าย) ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/091214_tro.html