“บิ๊กตู่” ขอรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. ก่อน ค่อยโยนแม่น้ำ 5 สายถกทำประชามติ – สั่งคุย 2 ชาติแก้ปัญหาโรฮิงญา – ขึ้นเงินเดือนกำลังพล คสช. กว่าพันนาย

“ประยุทธ์” ขอรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. ก่อน ค่อยโยนแม่น้ำ 5 สาย พิจารณาทำประชามติหรือไม่ – สั่งคุย “พม่า-มาเลเซีย” แก้ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา – ไฟเขียว 2.6 หมื่นล้านสร้างรถไฟทางคู่ จิระ-ขอนแก่น พ่วงขึ้นเงินเดือนกรณีพิเศษกำลังพล คสช. กว่า 1 พันนาย

ที่มาภาพ: http://www.thaigov.go.th/en/photo/070515_tro/070515tro-57493.html
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/en/photo/070515_tro/070515tro-57493.html

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนได้ให้แนวทางไปหมดแล้ว ทุกอย่างอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ระหว่างนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งคำขอให้แก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่อยากให้แก้ไขไปให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ทั้ง ครม. และ คสช. ก็เป็นหน่วยงานที่ต้องส่งคำขอให้แก้ไข โดยจะมีการหารือในวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 แต่อำนาจในการแก้หรือไม่แก้อยู่ที่ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งหลังจาก กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาคำขอให้แก้ไขเนื้อหาเสร็จสิ้น ก็จะส่งให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ผ่านก็ต้องไปยกร่างใหม่ ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“หาก สปช. ให้ความเห็นชอบ กระบวนการต่อมาถึงจะเป็นการลงความเห็นจากแม่น้ำ 5 สาย ว่าจะให้มีการทำประชามติหรือไม่ แต่การทำประชามติจะต้องใช้งบประมาณถึงกว่า 3,000 ล้านบาท ใช้เวลาอีกประมาณ 1-3 เดือน หากทำประชามติผ่าน ก็จะไปสู่การเลือกตั้ง กระบวนการต่างๆ มีสูตรอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับผม อยู่ที่แม่น้ำ 5 สายและประชาชนทั้งประเทศว่าจะร่วมมือกันในช่วงไหน แต่ผมยังยืนยันว่าจะเดินหน้าไปตามโรดแมป เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท หากไม่ผิด ก็ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญและมาทำประชามติใหม่อีกรอบ ก็ต้องเสียอีก 3,000 ล้านบาท หากอยากจะให้ทำก็ต้องยอมรับสภาพว่าต้องใช้เงินที่มีอยู่แทนที่จะนำไปใช้ทำประโยชน์ด้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดการทะเลาะกันแบบเดิมอีก เพราะเสียงในการทำประชามติอาจออกมาไม่ต่างกันมาก”

เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญใส่เนื้อหามากเกินไปหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่นักกฎหมาย ก็ต้องมาดูกันว่าข้อใดควรอยู่ในกฎหมายลูก ข้อใดควรอยู่ในรัฐธรรมนูญ หากทะเลาะกันจะได้ไปแก้ในกฎหมายลูก ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญบ่อย แล้วเรื่องของการปฏิรูปจะไปใส่ไว้ตรงไหน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ตนก็ให้รัฐมนตรีแต่ละคนไปดูว่ามีเนื้อหาส่วนใดเกี่ยวข้องกับกระทรวงของตนบ้าง เพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด

ย้ำห้ามฝ่ายการเมืองเคลื่อนไหว – สั่ง “ประวิตร” จับตาประชุมพรรค

เมื่อถามถึงเสียงเรียกร้องของฝ่ายการเมืองที่อยากให้ คสช. ผ่อนปรนคำสั่งห้ามเคลื่อนไหว พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเคยบอกไปแล้วว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทำไม่ได้ทั้งหมด หากต้องการประชุมพรรค ตนสั่งการให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปดูว่าประชุมกันที่ไหน ให้ส่งคนไปนั่งฟังด้วย การประชุมพรรคแบบอิสระยังทำไม่ได้ในเวลานี้

เมื่อถามถึงกรณี พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ลงพื้นที่พบปะชาวนาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า พล.อ. ชวลิตควรจะรู้ว่าทำอะไรได้บ้าง เพราะเคยอยู่กับรัฐบาลชุดที่แล้ว จึงอยู่ในข่ายเช่นเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ ยืนยันว่าตนยังเคารพ พล.อ. ชวลิตอยู่ เพราะเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและเป็นผู้ใหญ่ แต่หากทำอะไรมากกว่านี้แล้วมีการผิดพลาด คนก็จะมาเล่นงานตนอีก

คุย “พม่า-มาเลเซีย” แก้ปัญหาค้ามนุษย์โรฮิงญา

นายกฯ ยังกล่าวถึงผลการพิจารณาแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะ 10 ปี ระหว่างปี 2558-2569 ในที่ประชุม ครม. ว่า วัตถุประสงค์หลักคือการโอนอำนาจจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่มี พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นประธาน (ตามคำสั่ง คสช. ที่ 85/2557) ไปให้คณะกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อลดอำนาจของ คสช. ลง โดยตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รายงานความคืบหน้าการปฏิบัติงานต่างๆ กลับมาให้ ครม. ทราบภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2558 นี้ว่าได้ดำเนินการเรื่องใดไปแล้วบ้าง เรื่องใดอยู่ระหว่างดำเนินการ และเรื่องใดไม่สามารถทำได้เสร็จในรัฐบาลชุดนี้แน่ๆ เพื่อจะได้ส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไป

ส่วนการแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญา พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเจรจากับประเทศพม่าและมาเลเซียเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ และต่างประเทศกำลังจับตาไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเพียงแค่ทางผ่าน จึงควรไปแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ ยังต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อพยพ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตนได้ให้ออกจากตำแหน่งทั้งหมดแล้ว

ครม. แก้ ป.รัษฎากร เงินบริจาคช่วยคนพิการลดหย่อนภาษีได้

สำหรับผลการประชุม ครม. ที่สำคัญ

ร.อ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้แก้ไขประมวลรัษฎากร ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่บริจาคเงินให้กับสถานศึกษา หอสมุด หรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ สามารถนำเงินบริจาคเหล่านั้นมาลดหย่อนภาษีได้เท่าที่มีการจ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ หรือ 2% ของกำไรสุทธิ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้เป็นมาตรการสนับสนุนการบริจาคเงินให้แก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้แก้ไขประมวลรัษฎากร แก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษี กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีความสัมพันธ์กันขายหรือโอนทรัพย์สินให้กันในราคาที่ต่ำเกินจริง โดยร่างประมวลรัษฎากรที่มีการแก้ไข จะกำหนดราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด ป้องกันการสมยอมราคาเพื่อเลี่ยงภาษี

ไฟเขียวสร้างรถไฟทางคู่ จิระ-ขอนแก่น วงเงิน 2.6 หมื่นล้าน

ด้าน พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า นายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ว่า ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2558 นี้ ให้ทุกกระทรวง ทบวง และกรม รวบรวมผลงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่มี คสช. ไปจนถึงแผนงานที่จะทำต่อไป เพื่อนำมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-จ.ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.6 หมื่นล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2558 ไปจนถึงปี 2561 คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 2-3 หมื่นคน/วัน และจะเพิ่มเป็น 3-5 หมื่นคน ในอีก 10 ปีข้างหน้า สามารถขนส่งสินค้าได้ 1 หมื่นตัน/วัน และจะเพิ่มเป็น 1.6 หมื่นตัน/วัน ในอนาคต ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

ปล่อยกู้พม่าสร้างถนนไปทวาย คิดดอกเบี้ย 0%

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กรมหาชน) หรือ สพพ. ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศพม่า เพื่อนำไปก่อสร้างถนน 2 ช่องทาง เชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตามแนวทางให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับเมียนมาร์ วงเงิน 4,500 ล้านบาท มีระยะเวลาเบิกจ่ายเงินกู้ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลาปลอดหนี้ 10 ปี และระยะเวลาคืนเงินกู้ 20 ปี ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะใช้งบประมาณประจำปี 2559-2561 ปีละ 1,500 ล้านบาท โดย สพพ. จะไปทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

กำหนดเบี้ยประชุม กก.ดิจิทัลอีโคโนมี – เลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ 3% กำลังพล คสช.

ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบ อัตราค่าตอบแทนคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอ โดยจะให้เบี้ยประชุมสำหรับผู้ที่มาประชุมเป็นรายครั้ง ไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน ในอัตราดังนี้

– ประธานกรรมการ 7,500 บาท/ครั้ง

– รองประธานกรรมการ 6,750 บาท/ครั้ง

– กรรมการ หรือกรรมการและเลขานุการ หรือกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 6,000 บาท/ครั้ง

– ประธานอนุกรรมการ หรือประธานคณะทำงาน 3,750 บาท/ครั้ง

– รองประธานอนุกรรมการ หรือรองประธานคณะทำงาน 3,375 บาท/ครั้ง

– อนุกรรมการ หรืออนุกรรมการและเลขานุการ หรือคณะทำงาน หรือคณะทำงานและเลขานุการ 3,000 บาท/ครั้ง

– ผู้ช่วยเลขานุการ 2,400 บาท/ครั้ง

ส่วนบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญที่มาช่วยปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการฯ มอบหมาย ให้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เฉพาะเดือนที่ได้เข้าประชุม ในอัตราเดือนละไม่เกิน 70,000 บาท โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนด

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้เลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น (หรือเพิ่มขึ้น 3%) นอกเหนือโควตาปกติ จากงบกลางเพิ่มเติมให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คสช. ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 จำนวน 1,033 นาย จากที่เสนอขอมาทั้งสิ้น 2,348 นาย ให้มีผลทันทีในปีงบประมาณ 2558 โดยให้ใช้งบประมาณของต้นสังกัดก่อน หากไม่พอให้มาขอใช้งบกลางได้.