ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: พบศพในตึกร้าง จนท. 191 ปัดไม่ได้รับแจ้งความ – UberX ยอมเลิกวิ่ง แท็กซี่ไทยได้ขึ้นราคารถติดนาทีละ 2 บาท

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 7-13 ธันวาคม 2557

  • พบศพในตึกร้าง จนท. 191 ปัดไม่ได้รับแจ้งความ
  • UberX ยอมเลิกวิ่ง แท็กซี่ไทยได้ขึ้นราคารถติดนาทีละ 2 บาท
  • รถตู้เร็วท้านรกถามผู้โดยสาร “ขับแบบนี้แล้วตายหรือยัง”
  • ดราม่าฮิตเลอร์ในหนัง “ค่านิยม 12 ประการ” ทูตอิสราเอลเสียใจ
  • โซนีถูกแฮกครั้งใหญ่ หนัง/ซุบซิบดาราดังหลุดเพียบ

พบศพในตึกร้าง จนท. 191 ปัดไม่ได้รับแจ้งความ

14108917411410891793l
ที่มาภาพ: https://www.flickr.com/photos/trustedsource/

เว็บไซต์สนุก เรียบเรียงเหตุการณ์ จากกรณีเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ในสังคมออนไลน์มีการส่งต่อข้อความจากกระทู้ในเว็บบอร์ดชื่อดังพันทิปดอทคอม ถึงกรณีที่มีช่างภาพสมัครเล่นรายหนึ่งพบศพผูกคอตาย ขณะขึ้นไปถ่ายภาพที่ตึกสาทรยูนิคทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกร้างที่อยู่ตรงข้ามวัดยานนาวา มีความสูง 49 ชั้น แต่ปรากฏว่าเจ้าของกระทู้พบศพคนผูกคอตาย ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งลงมาข้างล่าง และพยายามโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือ ก่อนที่จะกลับบ้านและโพสต์ข้อความดังกล่าว และได้มีการประสานสถานีวิทยุ จส.100 ซึ่งทาง จส.100 ได้ประสานไปยังมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเพื่อขึ้นไปค้นหา จนช่วงดึกก็พบศพผูกคอตายตามที่ได้รับแจ้ง

ต่อมา 7 ธ.ค. เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า ได้มีการโทรสอบถามไปยัง พล.ต.ต. ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ เพื่อสอบถามถึงกรณีที่ผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวระบุว่าโทรศัพท์ติดต่อ 191 ไม่ติด หรือโทรติดแต่ไม่มีผู้รับนั้น

พล.ต.ต. ภาณุรัตน์กล่าวว่า ได้ดำเนินการติดต่อกลับไปที่ผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวแล้ว เพื่อสอบถามว่าใช้หมายเลขใดโทรมา และโทรมาในช่วงเวลาใด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือโทรมา อีกทั้งผู้โพสต์แจ้งว่าได้ใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรมา เบื้องต้น ได้สั่งให้สายตรวจและผู้ใต้บังคับบัญชา ลงไปตรวจสอบหมายเลขตู้โทรศัพท์ตามพื้นที่ที่ผู้โพสต์ข้อความให้ข้อมูล เพื่อนำไปเช็คกับฐานข้อมูลในระบบ ปรากฏว่าไม่มีหมายเลขดังกล่าวโทรเข้ามาแต่อย่างใด

Screen Shot 2557-12-12 at 8.52.20 PM
ที่มาภาพ: ข้อความในกระทู้พันทิป http://pantip.com/topic/32943074

ล่าสุดเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานความคืบหน้าประเด็นการโทรเข้าเบอร์ 191 ไม่ติดว่า พล.ต.อ. เรืองศักดิ์ จริตเอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชุมผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษหรือ 191 เร่งแก้ไขปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุของศูนย์วิทยุ 191 หลังมีประชาชนร้องเรียนว่าโทรไม่ติด จากการหารือเบื้องต้น ได้ข้อสรุปแก้ปัญหาโทรไม่ติดหรือไม่มีผู้รับสาย ว่าจะจ้างเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุเพิ่มอีก 40 คน ซ่อมแซมเคาน์เตอร์รับสายและเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สอดรับกับจำนวนคู่สายที่มีอยู่ 60 คู่สายที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนการพิจารณาว่าจ้างเอกชนเข้าไปดูแลระบบรับแจ้งเหตุ อยู่ระหว่างการเสนอของบประมาณให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ขณะที่การแก้ปัญหาระยะยาว จะพิจารณาเพิ่มเคาน์เตอร์รับแจ้งเหตุอีก 15 เคาน์เตอร์ ให้คลอบคลุมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดสายด่วน 1599 เป็นสายสำรอง ให้ประชาชนโทรมาแจ้งเหตุและความเดือดร้อนได้เช่นกัน พร้อมขอความร่วมมือ สายที่โทรมาป่วน โทรเล่น งดโทรมาแกล้ง ส่วนการแก้ปัญหาจุดเสี่ยง ขณะนี้มีการปรับปรุงพื้นที่เพิ่มไฟส่องสว่างแล้ว 283 จุด อีก 2 เดือนข้างหน้าจะติดไฟส่องสว่างเพิ่มอีก 244 จุด

UberX ยอมเลิกวิ่ง แท็กซี่ไทยได้ขึ้นราคารถติดนาทีละ 2 บาท

8_9
ที่มาภาพ: http://www.online-station.net/entertainment/story/304

เมื่อ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์รายงาน http://www.thairath.co.th/content/468296 จากกรณีกรมขนส่งทางบกได้หารือร่วมกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่ 3 ราย อาทิ แกร็บแท็กซี่ อีซี่แท็กซี่ และอูเบอร์ประเทศไทย จนมีคำสั่งให้อูเบอร์ประเทศไทยหยุดให้บริการรถแท็กซี่ป้ายดำ หรือ อูเบอร์เอ็กซ์ (UberX) ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. เป็นต้นไป ส่วนแท็กซี่ป้ายเขียว หรือ อูเบอร์แบล็ก (Uber Black) นั้นสามารถให้บริการได้ต่อไปเฉพาะในพื้นที่สนามบิน โรงแรม และเพื่อการทัศนาจรหรือนำเที่ยวเท่านั้น

อูเบอร์ประเทศไทยได้มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมา ในวันที่ 9 ธ.ค. เช่นกัน โดยระบุว่า “ด้วยการให้บริการกว่า 250 เมือง จาก 50 ประเทศทั่วโลก อูเบอร์ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทางในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่ากระแสการตอบรับบริการของอูเบอร์บนท้องถนนทั้งใน กรุงเทพมหานครและภูเก็ตเป็นไปอย่างดีมาก ผู้ใช้บริการคนไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใช้บริการผ่านระบบของอูเบอร์ที่ใครหลายๆ คนชื่นชอบ

อูเบอร์ คือ บริษัทเทคโนโลยีที่ผลิตแอปพลิเคชันเชื่อมต่อผู้โดยสารกับบริการเดินทางบนสมาร์ทโฟน ซึ่งทางอูเบอร์มีความตั้งใจและมุ่งหวังที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ด้วยการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย และช่วยลดสภาพการจราจรหนาแน่นบนท้องถนน ทำให้อูเบอร์เป็นหนึ่งในทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างงานในประเทศ การให้บริการในลักษณะนี้จะยกระดับระบบการคมนาคมและนำพาประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจแบบดิจิตอลตามแนวนโยบายที่รัฐต้องการขับเคลื่อน

เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้านความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของโลกดิจิตอลถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดัน แนวคิด “การแบ่งปันทรัพยากรเศรษฐกิจ หรือ Sharing Economy” โดยเชื่อว่าระบบสังคมที่ดีย่อมแบ่งปันและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้วระบบการคมนาคมในเมืองจะก้าวไปสู่การพึ่งพาทางสังคม ช่วยให้ทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการอยู่ในระบบได้อย่างมีความสุข ปรากฏการณ์นี้ได้พัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

ในยุคพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล และ sharing economy นี้ อูเบอร์ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการและภาครัฐ เพื่อส่งเสริมมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนการบริหารจัดการประสิทธิภาพของระบบการคมนาคม ด้วยการเข้าหารือและร่วมสร้างระเบียบอย่างมีตรรกะยึดหลักความต้องการและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคมา ในปัจจุบัน 14 เขตการปกครองได้ยอมรับและนำโครงสร้างการขับขี่แบบแบ่งปัน หรือที่เราเรียกว่า UberX มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ในท้ายที่สุดระบบจะพัฒนาจนนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบของโครงสร้างสำหรับการขับขี่แบบแบ่งปัน การขับขี่แบบแบ่งปันเป็นแนวคิดและระบบที่ใหม่มาก ซึ่งหากพูดเรื่องนี้เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว คงไม่มีใครเข้าใจเพราะยังไม่มีทางเลือกของการบริการแบบนี้เลย

อูเบอร์ขอยืนยันในความตั้งใจอันดี และเคารพในการทำหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก ในการรักษากฎเกณฑ์ของระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทย อูเบอร์พร้อมที่จะร่วมมือกันกับทางกรมฯ เพื่อให้การสนับสนุนและนำพาศักยภาพการคมนาคมที่ทันสมัยมาประยุกต์ให้เข้ากับประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือและหารือถึงกระบวนการด้านกฎระเบียบที่เหมาะสมต่อไป”

ในขณะเดียวกัน http://www.thairath.co.th/content/468711 วันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไฟเขียวขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์อัตราใหม่ 8-13% รถติดนาทีละ 2 บาท มีผลวันที่ 13 ธ.ค. 2557 มีเนื้อหาดังนี้

ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุก คนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (Taximeter) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ให้อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับราคาเชื้อเพลิง และค่าครองชีพได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 15 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550 ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ฉบับประกาศ ณ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ข้อ 2 อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารให้กำหนดดังนี้

ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35.00 บาท

ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.00 บาท

ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 80 กิโลเมตรละ 9.00 บาท

ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท

กรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ 2.00 บาท

ข้อ 3 อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กำหนด ดังนี้

(1) กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท

(2) กรณีการจ้างจากท่าอากาศยานดอนเมือง หรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยรถยนต์รับจ้างนั้น จอดรอคนโดยสารอยู่ในท่าอากาศยาน ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท

ข้อ 4 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

รถตู้เร็วท้านรกถามผู้โดยสาร “ขับแบบนี้แล้วตายหรือยัง”

cats10
ที่มาภาพ: http://news.mthai.com/hot-news/404358.html

เว็บไซต์สนุกรายงาน เมื่อ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนบนโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ หลังจากสมาชิกยูทูปชื่อ complain van ได้นำคลิป คนขับรถตู้นิสัยแย่ ถามมาได้ “ขับแบบนี้แล้วตายหรือยัง” ภายในคลิปเป็นเหตุการณ์ปะทะฝีปากระหว่างโชเฟอร์รถตู้กับผู้โดยสารหญิงท่านหนึ่ง

ส่วนสาเหตุที่ทั้งคู่โต้เถียงกันเกิดจากตัวผู้โดยสารไม่พอใจที่โชเฟอร์ขับรถด้วยความเร็วสูง จึงมีการพูดตักเตือนให้ลดความเร็วเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารคนอื่นๆ แต่ทางโชเฟอร์ก็ได้โต้ตอบกลับมาว่า “ขับแบบนี้แล้วตายหรือยัง” ที่ต้องขับเร็วเพราะต้องเร่งทำเวลา

เมื่อคลิปถูกเผยแพร่ ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ในมุมมองที่ต่างกัน บ้างก็มองว่าโชเฟอร์รถตู้ขับรถเร็วเกินไปแม้ครั้งนี้จะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่การขับรถเช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารในภายภาคหน้า ขณะที่อีกฝั่งมองว่า แม้ทางโชเฟอร์จะผิดทีขับรถเร็ว แต่ผู้โดยสารเองก็ผิดที่ทำลายสมาธิโชเฟอร์

จากกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องของคนขับรถตู้กรุงเทพฯ-ชลบุรี จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่มีพฤติกรรมแย่ ขับรถเร็ว ทั้งยังปาดซ้ายปาดขวาจนน่าหวาดเสียว ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าล่าสุด วันที่ 8 ธ.ค. พ.ต.ท. จุมพล คณานุรักษ์ รอง ผกก.จร.สน.พญาไท เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีมาตรการจัดระเบียบรถตู้ แท็กซี่ ตามข้อกฎหมายบังคับ โดยคุมเข้มความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะ พบขับรถเร็วเกินอัตรากฎหมายกำหนด และไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ปรับ 5,000 บาททุกราย โดยผิดครั้งที่ 1 กรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการปรับ 5,000 บาท และแจ้งผู้ประกอบการ (บขส. หรือ ขสมก.) ปรับเพิ่มอีก 5,000 บาท ผิดครั้งที่ 2 กรมการขนส่งทางบก ปรับ 5,000 บาท และแจ้งผู้ประกอบการ (บขส. หรือ ขสมก.) ปรับเพิ่มอีก 5,000 บาท

พร้อมทั้งให้พักใช้รถ 15 วัน ผิดครั้งที่ 3 กรมการขนส่งทางบก ปรับ 5,000 บาท และแจ้งผู้ประกอบการ (บขส. หรือ ขสมก.) ปรับเพิ่มอีก 5,000 บาท พร้อมถอนรถออกจากการประกอบการ (บัญชี ขส.บ.11) รถหมวด 3 และหมวด 4 (รถที่วิ่งระหว่างจังหวัดกับจังหวัด และรถที่วิ่งภายในจังหวัด) ผิดครั้งที่ 1 กรมการขนส่งทางบก ปรับ 5,000 บาท ผิดครั้งที่ 2 กรมการขนส่งทางบก ปรับ 5,000 บาท และแจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการถอนรถออกจากการประกอบการขนส่ง (บัญชี ขส.บ.11) ผิดครั้งที่ 3 กรมการขนส่งทางบก ปรับ 5,000 บาท และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมิให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งให้กับผู้ประกอบการรายดังกล่าว

ดราม่าฮิตเลอร์ในหนัง “ค่านิยม 12 ประการ” ทูตอิสราเอลเสียใจ

mac

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ รายงานว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงภาพยนตรสั้นเรื่อง “30” ซึ่งเป็นเรื่องที่ 7 ในโครงการ “ไทยนิยม ภาพยนตร์แห่งการสร้างสรรค์ความดี ค่านิยมหลัก 12 ประการ” ภายใต้ชื่อตอนว่า “เรียนรู้ อธิปไตย ของประชา” กำกับการแสดงโดย กัลป์ กัลย์จาฤก จัดทำโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย

โดยพบว่าในช่วงไตเติลเริ่มเรื่องของภาพยนตร์ บอกเล่าถึงเด็กชายเพื่อนสนิทกัน 2 คน ทำกิจกรรมต่างๆในโรงเรียน มีทั้งการเรียน การแข่งขันกีฬา ทดลองวิทยาศาสตร์ แต่มาสะดุดตรงที่เรื่องของศิลปะ ปรากฏว่าเป็นภาพเด็กชายวาดรูป “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” จอมเผด็จการของโลกที่ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว โดยมีเพื่อนข้างๆ ปรบมือชื่นชมผลงาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้จัดสร้างเลือกนำรูป “ฮิตเลอร์” มาเป็นภาพประกอบ

ทั้งนี้ ในปี 2556 เคยเกิดกรณีนิสิตสโมสรนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตั้งป้ายแบนเนอร์เพื่อใช้ในงานรับปริญญาบัตรเป็นภาพซูเปอร์ฮีโร่ ปรากฏ “ฮิตเลอร์” รวมอยู่ด้วย ทำให้ถูกประณามจากองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวยิว ในนามศูนย์ซีมอน วีเซนธาล ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา จนทางคณบดีของคณะศิลปกรรมศาสตร์ต้องทำหนังสือขอโทษมาแล้ว

ส่วนเมื่อปี 2555 ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มนักศึกษามัธยมแต่งกายด้วยชุดนาซีในวันกีฬาสี พร้อมกับปลอกแขนสวัสติกะและปืนเด็กเล่น โดยผู้หญิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเป็นเด็กสาวที่แต่งกายในชุดกองทัพนาซีติดหนวดปลอมฮิตเลอร์ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเฝ้ามองอย่างตกตะลึง จนปรากฏเป็นข่าวและเกิดเสียงประณามจากนานาชาติ บรรดาครูอาจารย์โรงเรียนแห่งนี้ต่างออกมาขอโทษ

ต่อมาวันที่ 10 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เอกอัครราชทูตอิสราเอล ไซมอน โรเดด (Simon Roded) ได้ระบุถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก Israel in Thailand โดยมีเนื้อหาทำนองว่า รู้สึกเสียใจและประหลาดใจต่อการนำสัญลักษณ์นาซีและภาพฮิตเลอร์มาใช้ประกอบในภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งฮิตเลอร์และระบอบนาซีเป็นความโหดร้ายของการเหยียดชาติพันธุ์ และนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 11 ล้านคน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก ทุกคนได้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมอีกด้วย

ล่าสุดมติชนออนไลน์รายงานว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลแล้ว โดยตนได้ชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับแจ้งว่าผู้จัดทำภาพยนตร์ดังกล่าวได้ตัดภาพของฮิตเลอร์ออกไปแล้ว ซึ่งเอกอัครราชทูตอิสราเอลแสดงความเข้าใจและไม่รู้สึกติดใจต่อเรื่องดังกล่าว อีกทั้งเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล

ชมคลิปภาพยนตร์สั้น เรียนรู้ อธิปไตย ของประชา]

โซนีถูกแฮกครั้งใหญ่ หนัง/ซุบซิบดาราดังหลุดเพียบ

sony1-300x336
ที่มาภาพ: http://www.lokwannee.com/web2013/?p=108641

เมื่อ 8 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานความคืบหน้ากรณีมีทีมแฮกเกอร์เจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบริษัท โซนี พิกเจอส์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดในสหรัฐฯ ขณะที่คาดการณ์ว่าอาจเป็นฝีมือของรัฐบาลเกาหลีเหนือนั้น ปรากฏว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ในสหรัฐฯ ได้ระบุถึงสถานที่ที่ทีมแฮกเกอร์ใช้ในปฏิบัติการเจาะข้อมูลของบริษัท โซนี พิกเจอส์ คือโรงแรมรีจิส โรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพมหานคร

ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กชี้ว่า ทีมแฮกเกอร์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสืบทราบเป็นคนชาติใด ได้ใช้โรงแรมรีจิสในกรุงเทพฯ เป็นสถานที่แฮกข้อมูลของบริษัท โซนี พิกเจอส์ เมื่อเวลา 12.25 น. ของวันที่ 2 ธ.ค. ตามเวลาในไทย หรือตรงกับเช้าวันที่ 1 ธ.ค. ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ โดยทีมแฮกเกอร์ได้ทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงแรมรีจิส ซึ่งอาจเป็นที่ห้องรับแขก หรืออาจเป็นพื้นที่ส่วนรวมสาธารณะในโรงแรม อย่างเช่นล็อบบี้

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อมูลเกี่ยวกับทีมแฮกเกอร์ใช้โรงแรมรีจิส ในกรุงเทพฯ เป็นสถานที่แฮกระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท โซนี พิกเจอส์ นั้น ได้มาจากการเปิดเผยของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับทีมเจ้าหน้าที่สอบสวนในเรื่องนี้ และไม่สามารถจะเผยชื่อได้ เนื่องจากกำลังมีการดำเนินคดีนี้อยู่

สำหรับข้อมูลที่ทีมแฮกเกอร์เข้าไปเจาะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของ โซนี พิกเจอส์ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย นั้น จะเป็นข้อมูลส่วนตัวของพนักงานบริษัท โซนี พิกเจอส์ จำนวน 47,000 คน ซึ่งมีทั้งพนักงานที่ยังทำงานอยู่ รวมทั้งเกษียณ หรือลาออกไปแล้ว และพนักงานประเภทฟรีแลนซ์ ทั้งนี้ เมื่อ 7 ธ.ค. สำนักข่าวเคซีเอ็น กระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ เพิ่งรายงานว่า คณะกรรมาธิการกลาโหมแห่งชาติเกาหลีเหนือ ได้ปฏิเสธว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแฮกข้อมูลของบริษัท โซนี พิกเจอร์ แต่อย่างใด

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ด้านเกาหลีเหนือได้ออกมาประกาศ เมื่อ 7 ธ.ค. ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแฮกโซนี พิกเจอส์ แต่ได้กล่าวยกย่องว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องชอบธรรมแล้ว และอาจเป็นไปได้ที่จะมีผู้สนับสนุนเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง เพราะโกรธแค้นภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการลอบสังหารผู้นำโสมแดง

Screen Shot 2557-12-12 at 9.51.21 PM
ที่มาภาพ: http://www.bbc.com/news/world-asia-28014069

มีการคาดเดาว่า ต้นเหตุของการถูกแฮกน่าจะมาจากภาพยนต์ตลก “ดิ อินเทอร์วิว” ที่นำแสดงโดย “เซธ โรเกน” และ “เจมส์ แฟรนโก” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับนักข่าว 2 คน ที่ถูกซีไอเอใช้ให้ไปลอบสังหารผู้นำคิมของเกาหลีเหนือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับโสมแดงเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้เคยมีการเตือนให้ระวังการตอบโต้แบบไร้ปรานี

การแฮกค่ายหนังโซนี พิกเจอส์ ของอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว มีการเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันว่าอาจมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวของผู้คนราวๆ 47,000 ราย ซึ่งรวมถึงข้อมูลของบรรดาคนดังที่มีชื่อเสียงด้วย เช่น แองเจลิน่า โจลี่ (Angelina Jolie) ที่มีอีเมล์ของ สก็อตต์ รูดิน (Scott Rudin) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์จากบริษัทผลิตภาพยนตร์ใน Sony Pictures บอกเล่าถึงความเรื่องมากของดาราสาว ซึ่งกำลังจะร่วมงานกับ Sony Pictures ในภาพยนตร์รีเมค คลีโอพัตรา (Cleopatra) โดยเธอกดดันให้ทางค่ายหนังเลือกผู้กำกับดัง เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าทางค่ายจะวางตัวให้เดวิดไปกำกับภาพยนตร์ชีวประวัติเจ้าพ่อ Apple ผู้ล่วงลับ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)

การโจมตีบนโลกไซเบอร์ครั้งนั้น ยังมีการนำเอาภาพยนต์ที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ของโซนี พิกเจอส์ ไปปล่อยไว้ตามเว็บไซต์แชร์ข้อมูลแบบผิดกฏหมายอีกด้วย ขณะที่รายงานของสื่อ บ่งชี้ว่า รูปแบบของการแฮ็คนั้นสอดคล้องกับที่เกาหลีเหนือเคยทำในอดีต อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้ปฏิเสธรายงานของสื่อ โดยระบุว่าเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง พร้อมทั้งกล่าวโจมตีโซนี พิกเจอส์ ผู้ผลิตภาพยนต์ดังกล่าวว่า ลบหลู่เกียรติของผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ

“ก่อนหน้านี้ เราไม่รู้ว่าโซนี พิกเจอส์ ตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของอเมริกา ไม่รู้ว่าไปทำอะไรผิดถึงได้กลายเป็นเป้าการโจมตีของแฮกเกอร์ เราไม่เคยอยากจะรู้เรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้เราได้รู้แล้วว่าพวกเขาคือผู้ทำภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสนับสนุนก่อการร้าย พร้อมทั้งลบหลู่เกียรติของผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ” โฆษก คณะกรรมาธิการ กล่าว

เขาได้เตือนด้วยว่า เกาหลีเหนือมีผู้สนับสนุนและเห็นอกเห็นใจอยู่ทั่วโลก ซึ่งน่าจะรวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีโซนี พิกเจอส์ ครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ ภาพยนตร์ “ดิ อินเทอร์วิว” มีกำหนดเข้าโรงฉายที่สหรัฐอเมริกาในช่วงคริสต์มาส แต่จะไม่มีการนำไปฉายที่เกาหลีใต้เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาตามมา

หลังจากที่ระบบคอมพิวเตอร์ของโซนีโดนโจมตีด้วยวิธี DDoS มาหลายครั้ง เว็บไซต์บล็อกนัน รายงานว่า ตอนนี้โซนี พิกเจอส์ เหยื่อการแฮกครั้งใหญ่รายล่าสุดก็หันมาใช้วิธีนี้โจมตีเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของข้อมูลบริษัทที่โดนล้วงไป

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัวตน 2 รายระบุว่าโซนี พิกเจอส์ ได้ลงมือตอบโต้แฮกเกอร์ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ใช้คอมพิวเตอร์ในเอเชียหลายร้อยตัว ร่วมกันโจมตีผ่านทาง Amazon Web Services ที่อยู่ในโตเกียวและสิงคโปร์ โดยหวังจะทำให้ไม่มีใครสามารถดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลของบริษัทจากเซิร์ฟเวอร์เป้าหมายได้อีกต่อไป ซึ่งวิธีนี้หลายบริษัทสื่อบันเทิงก็เคยใช้ในการยับยั้งการแพร่กระจายของไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ่อยครั้

อย่างไรก็ตาม Amazon ได้ออกมากล่าวปฏิเสธโดยระบุว่าในช่วงวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมานี้ ไม่มีการโจมตีอย่างที่ว่าเกิดขึ้น แต่มิได้ระบุว่าก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่