ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: พ่อปล่อยลูก 9 ขวบขับรถไปโรงเรียน!- “ไอซีที” เตรียมเปลี่ยนเป็นกระทรวงดิจิตอลเศรษฐกิจและสังคม

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2557

  • กระทรวงไอซีทีเตรียมแปลงร่างเป็น “กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”
  • พ่อปล่อยลูก 9 ขวบขับรถไปโรงเรียน!
  • 3 แกนนำออคคิวพายฮ่องกงยอมแพ้-โจชัวสู้ต่อ
  • หนุ่มรัสเซียใช้มวยไทยซัดโจรพัทยา
  • วัยรุ่นเสพน้ำท่อมพาเพื่อนรุมพ่อยับ

นายกฯจะเปลี่ยนชื่อกระทรวงไอซีทีเป็น “กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”

PNICT570524002000301_24052014_040512

เมื่อ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวเปิดงานสัมมนาโพสต์ทูเดย์ฟอรัม และกล่าวปาฐกถา “เศรษฐกิจดิจิตอล พลิกโฉมประเทศไทย” โดยมีประเด็นน่าสนใจนั่นคือจะเปลี่ยนชื่อ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและสิ่อสาร (ไอซีที) เป็น “กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า “กระทรวงนี้อาจจะมีการเปลี่ยนชื่อของตัวเองบ่อย หากทำแล้วไม่ได้ผล”

พร้อมกันนี้ยังได้เร่งปรับปรุงกฎหมายด้านไอซีที 6 ฉบับ โดยจะนำเข้า สนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเดือนมกราคม 2558 ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมจะลงทุนใน National Broadband และ National Gateway นอกจากนี้นายกฯ กล่าวอีกด้วยว่า คนไทยต้องรู้จักประวัติศาสตร์ตัวเองก่อน ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการทำ “แผ่นดิสก์ประวัติศาสตร์” แต่เด็กไม่ตอบสนองจึงเสนอให้นำเนื้อหาลงยูทูบแทน

นอกจากนี้ มติชนออนไลน์รายงานเพิ่มเติมว่า พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า อดีตการส่งออกมีเกณฑ์ต่ำ นวัตกรรมช้า การลงทุนต่ำ ทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ซึ่งหกเดือนที่รัฐบาลเข้ามาได้ขับเคลื่อนทุกอย่าง มีแนวโน้มดีขึ้น เศรษฐกิจต้องเข้มแข็ง การส่งออก อุตสาหกรรม และทุกอย่าง วันนี้ประเทศไทยติดกับดักความต่างด้านรายได้ของประชาชน ซึ่งทำให้เท่ากันไม่ได้ ต้องเฉลี่ย แบ่งปัน ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเดินหน้าประเทศ ซึ่งไม่ปฏิเสธความเป็นประชาธิปไตย

ดังนั้น อะไรที่เป็นไปได้ในการพัฒนาประเทศต้องดูเทคโนโลยีดิจิตอล ซึ่งเป็นถือเป็นวิกฤติและโอกาส เป็นความท้าทายความขัดแย้งยังมีอยู่ ต้องทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาดิจิตอลก้าวหน้าเพื่อสนับสนุน เศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลมีความต้องการดำเนินการใน 3 เรื่องคือ จัดระเบียบสังคม ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และสร้างบรรยากาศปรองดอง ทุกวันนี้ดิจิตอลเป็นสิ่งที่ทำให้สื่อสารพูดคุยทำความเข้าใจกัน ต้องเข้าถึงให้รวดเร็ว แต่ต้องแก้ไขข้อจำกัด การไปศึกษาเทคโนโลยีต่างประเทศก็หยิบสิ่งดีมาสอนลูกน้องตลอด

ต้องสู้กันด้วยนวัตกรรม ทั้งภายในและชายแดน รวมถึงเพื่อนบ้าน ต้องเชื่อมโยงทุกอย่าง มีโครงข่ายรัฐวิสาหกิจ ที่จะสื่อสารข้อมูลขนาดใหญ่ไปต่างประเทศ ต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดี เพื่อให้ข้อมูลตรงกัน เพราะที่ผ่านมาข้อมูลไม่ตรงกันทำให้ติดขัดเรื่องการบริหารประเทศ เนชั่นแนลบอร์ดแบรนด์ เนชั่นแนลเกตเวย์ ที่มีคุณภาพ ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนในส่วนของการลงทุน เพื่อสิ่งที่ได้จากการพัฒนาจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างรวดเร็ว

พ่อปล่อยลูก 9 ขวบขับรถไปโรงเรียน!

EyWwB5WU57MYnKOuFIwwbBXbfdAIKlehk5XmSsD01M9BjVddGc8Fq6
ที่มาภาพ: คลิป https://www.youtube.com/watch?v=Ro4f7_W98_M

เป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลขึ้นมาทันที หลังจากเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ไทยรัฐออนไลน์รายงาน มีการเผยแพร่คลิปเด็กหญิง วัย 9 ขวบ ขับรถยนต์สีแดง บนท้องถนนแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยความคล่องแคล่ว จนเกิดเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม รวมถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

โดยไทยรัฐออนไลน์เปิดเผยว่า ได้สอบถามไปยังบิดาของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ระบุให้ลูกสาวเริ่มขับรถตั้งแต่ 7 ขวบ เนื่องจากอะไรที่เกี่ยวกับรถ เช่น รถบังคับ น้องเอ (นามสมมติ) จะชอบมาก ปกติให้ขับจากบ้านในตัวเมืองสุราษฎร์ฯ ไปโรงเรียนประมาณ 8 กิโลเมตร ที่น้องขับไกลที่สุดก็คือจากสุราษฎร์ธานีไปภูเก็ต เพื่อไปเที่ยว และให้น้องเอขับแลนด์โรเวอร์ ก็ไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเคยปล่อยให้ลูกขับคนเดียวและบิดาก็คอยขับตามอยู่ข้างหลัง (ที่บ้านมีรถ 4 คัน) สุดท้ายตนคิดว่าผิดที่ปล่อยลูกมาขับบนถนน แต่ก็ลืมคิด ทั้งนี้ยังไม่เคยถูกตำรวจจับและยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหลังจากเกิดเป็นข่าวก็คงไม่ให้ขับอีก นอกจากนี้บิดาของน้องยอมรับผิด เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่วิงวอนชาวเน็ต ไม่ควรใช้คำแรงๆ ประณามครอบครัวตน

ส่วนความคืบหน้าของกรณีนี้รายงานโดยเว็บไซต์เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ศูนย์จราจร สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี นายยงยุทธ ฆังคะประทุม อายุ 38 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี บิดาของน้องอิง หรือ ด.ญ.จินต์จุฑา ฆังคะประทุม อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป. 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีความสามารถด้านการขับขี่รถยนต์ ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ณรงค์ กิตติพงศ์วิวัฒน์ รอง ผกก.จร.สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เบื้องต้น พ.ต.ท.ณรงค์ มอบหมายให้ ร.ต.อ.หญิงอ้อมใจ รุ่งกลางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ดำเนินการ โดยแจ้งข้อหาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กมาตรา 26 (3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิด โดยมีการสอบปากคำ น้องอิงเป็นพยาน และสอบสวนปากคำ นายยงยุทธผู้ถูกกล่าวหาในชั้นพนักงานสอบสวน ทั้งนี้นายยงยุทธให้การรับสารภาพ โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนการสอบสวนส่งอัยการฟ้องศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อไป

นอกจากนี้พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับฐานความผิดยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถขับรถของตน จำนวน 1,000 บาท สำหรับความผิดมาตรา 26 (3) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภายหลัง นายยงยุทธกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ก็ส่งผลต่อครอบครัวตนเป็นอย่างมาก เกิดความเครียดทั้งครอบครัว โดยเฉพาะตัวบุตรสาว น้องอิง มีความกังวลเป็นอย่างมาก ไม่อยากไปโรงเรียน ทางตนซึ่งเป็นพ่อก็ต้องปลอบใจ และบอกลูกว่าไม่เป็นไรให้ไปเรียนหนังสือตามปกติ ตนจะเป็นคนคอยชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ และขอโทษสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถือว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของชีวิต ขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

3 แกนนำออคคิวพายฮ่องกงยอมแพ้-โจชัวสู้ต่อ

presser-joshua
ที่มาภาพ: http://www.scmp.com/news/hong-kong/article/1652860/live-occupy-students-clash-police-near-hong-kongs-government

เมื่อ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมาเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงาน กลุ่มออคคิวพายเซ็นทรัล ที่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว พร้อมเตรียมเข้ามอบตัวกับตำรวจ และเรียกร้องให้ผู้ประท้วงที่ยังปักหลักบนท้องถนนให้สลายการชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุรุนแรง

ศาสตราจารย์วิชากฎหมายของมหาวิทยาลัยฮ่องกง นายเบนนี ไต๋ หนึ่งในสามแกนนำกลุ่มออคคิวพายเซ็นทรัล ประกาศทั้งน้ำตาว่า เขาและแกนนำอีกสองคน คือ นายชาน คิน-มัน ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม และนายฉู่ อยู่ หมิง ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง ประกาศยอมแพ้ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ และเตรียมมอบตัวกับตำรวจในวันพุธที่ 3 ธ.ค. พร้อมขอให้กลุ่มนักศึกษาสลายการชุมนุม เนื่องจากสถานการณ์เริ่มอันตรายและตำรวจเริ่มรุกเข้ามามากขึ้น และบอกว่า หากไม่สามารถควบคุมได้สถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย และเกรงว่าจะทำให้ผู้คนบาดเจ็บรุนแรงได้

การประกาศครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผู้ประท้วงหลายร้อยคนปะทะกับตำรวจเมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มประท้วงเมื่อสองเดือนก่อน

นายไต๋กล่าวอีกว่า การยอมแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ขี้ขลาดหรือความล้มเหลว แต่เป็นการประณามความไร้หัวใจของคณะผู้บริหารฮ่องกง นอกจากนี้ เขายังชื่นชมความกล้าหาญของบรรดานักเคลื่อนไหวแนวหน้า และวิจารณ์ตำรวจว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ อีกทั้งบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประท้วงจะต้องออกจากพื้นที่อันตรายนี้

อย่างไรก็ตาม นายโจชัว หว่อง วัย 18 ปี ผู้นำกลุ่มสกอลาริซึม หนึ่งในแกนนำกลุ่มนักศึกษา ยังคงปักหลักประท้วงต่อไป โดยประกาศเมื่อเช้านี้หลังอดอาหารประท้วงได้นาน 12 ชั่วโมงว่า ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะยกระดับการชุมนุมในอนาคต และนอกจากความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีด้วยกระบองและการถูกยิงแก๊สน้ำตา เขาพร้อมจะใช้ร่างกายตัวเองเพื่อเรียกมวลชนให้ออกมาชุมนุมอีกครั้ง และประกาศจะอดอาหารประท้วงโดยไม่มีกำหนด

หนุ่มรัสเซียใช้มวยไทยซัดโจรพัทยา

l35-85a
ที่มาภาพ: http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=35&chap=3&page=t35-3-detail.html

เว็บไซต์สนุกรายงานเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เวลา 02.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ชลบุรี รับแจ้งเหตุนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกทำร้ายร่างกายแล้วชิงทรัพย์ บริเวณโขดหินริมชายหาดวงศ์อมาตย์ หลังโรงแรมอีสท์ซี พาราไดซ์ รีสอร์ท โดยพบว่าที่เกิดเหตุเป็นที่มืดไม่มีไฟฟ้า ขณะที่นายโลชา ลีฮาโซฟ อายุ 27 ปี สัญชาติรัสเซีย ลูกชายเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ได้รับบาดเจ็บจากการถูกของแข็งตีที่ศีรษะจนเป็นแผลฉกรรจ์ เลือดอาบเต็มเสื้อผ้า โดยมีแฟนสาวสัญชาติเดียวกันยืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุด้วยอาการตกใจ ตรวจสอบบริเวณโขดหินพบคราบเลือดติดอยู่เป็นแห่งๆ นอกจากนี้ยังพบขวดสุราและรองเท้าแตะ 1 ข้าง ตกอยู่ จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

ด้านนายโลชา ผู้เสียหาย ให้การด้วยภาษาไทยว่า ก่อนเกิดเหตุได้พาแฟนสาวมานั่งคุยกัน ในระหว่างนั้นอยู่ ๆ ก็มีคนร้าย 3 คน ใช้ขวดสุราตีศีรษะตนเอง 1 ครั้ง เมื่อตั้งตัวได้จึงลุกขึ้นสู้กับคนร้ายทั้ง 3 คน เนื่องจากมีวิชามวยไทยที่ฝึกอยู่ในค่ายชื่อดังเมืองพัทยา เมื่อคนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกระชากเอากระเป๋าสะพายติดมือไปด้วย ซึ่งภายในมีทรัพย์สิน กุญแจรถจักรยานยนต์ และกุญแจคอนโดมิเนียม

ขณะเดียวกัน พลเมืองดีคือ นายสดายุ ทองคง อายุ 18 ปี เห็นเหตุการณ์พอดี จึงช่วยวิ่งไล่ตามจับกุมตัวคนร้ายได้ 1 คน คือ นายเขื่อน อายุ 18 ปี สัญชาติกัมพูชา ซึ่งจากการสอบสวนให้การอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมนายไวส์และนายเนส รวม 3 คน มีอาชีพทำงานก่อสร้าง ได้มานั่งดื่มสุรากันบริเวณดังกล่าว พอสุราหมดและไม่มีเงินซื้อ ก็เห็นนายไวส์และนายเนสซุบซิบกัน ก่อนลงมือก่อเหตุ ส่วนตนไม่มีส่วนรู้เห็น เพราะขณะเกิดเหตุได้วิ่งหลบหนีออกมา แต่มีพลเมืองดีเข้าใจผิดตามจับกุมตัวไว้ได้

วัยรุ่นเสพน้ำท่อมพาเพื่อนรุมพ่อยับ

kratom
ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/387400

ไทยรัฐออนไลน์รายงานเรื่องหดหู่ใจรับวันพ่อแห่งชาติ เมื่อเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ธ.ค. 57 มีรายงานว่า ร.ต.ท. พิเชษฐ์ เรียบร้อย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุวัยรุ่นมั่วสุมกันเสพยาเสพติด และรุมทำร้ายพ่อของตนเอง ที่บ้านพักหลังหนึ่งใน ม.2 ต.นาทราย อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.ท. พนม บุญช้าง สวป.สภ.เมือง นำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจป้อมเบญจมราชูทิศ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิประชาร่วมใจ รุดตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงคนที่อยู่ภายในทะเลาะกันส่งเสียงดัง โดยมีชาวบ้านในละแวกดังกล่าว มายืนมุงดูกันจำนวนมาก ทันใดนั้น ทุกคนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมา 1 ครั้ง ทำให้ทุกคนต่างพากันวิ่งและหมอบเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าว หลังสิ้นเสียงปืน พบว่า ภายในบ้านได้มีกลุ่มวัยรุ่น จำนวน 3 คน กำลังรุมทำร้ายชายวัยกลางคนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมกับให้ทุกคนหยุดการกระทำ และเปิดประตูพร้อมออกมามอบตัว ขณะเดียวกัน ได้มีชายชรารายหนึ่ง วิ่งออกมาจากทางด้านหลังของตัวบ้าน ด้วยท่าทางตื่นตกใจและมีพิรุธ จึงควบคุมตัวไว้สอบสวน

สอบสวนชายคนดังกล่าว ให้การอ้างตัวว่า เป็นพ่อของเจ้าของบ้านที่กำลังถูกทำร้ายอยู่ในบ้าน และวิ่งมาเพื่อต้องการจะมาช่วยลูก ทราบชื่อต่อมาคือ นายเดช (นามสมมติ) อายุ 80 ปี เหตุการณ์ผ่านไปกว่า 30 นาที วัยรุ่นที่อยู่ภายในจึงยินยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเข้าทำการควบคุมตัววัยรุ่นทั้งหมดไว้ได้ รวมทั้งหมด 5 คน เป็นหญิง 2 ชาย 3 ซึ่งทั้งหมดเป็นเยาวชน อายุ 15-16 ปี ซึ่งทุกคนมีลักษณะอาการมึนเมา คล้ายคนเสพสารเสพติด และภายในบ้านยังพบ นายชัย (นามสมมติ) อายุประมาณ 50 ปี ซึ่งคาดว่า เป็นพ่อของเด็กวัยรุ่นที่ถูกทำร้าย ยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่ปูดบวม เจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงให้การปฐมพยาบาลเป็นการเบื้องต้น

จากการตรวจสอบภายในบ้านพบกระเป๋าสะพายสีดำ 1 ใบวางอยู่ ภายในพบอาวุธปืนขนาด .22 ชนิดปากกาจำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง 3 นัด ใบพืชกระท่อม 2 มัดใหญ่ ยาแก้ไอ 1 ขวด อุปกรณ์การเสพยา และน้ำพืชกระท่อมต้มสุก บรรจุขวดน้ำดื่มอีกครึ่งขวด และนอกจากนี้ ยังพบอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์อีก 1 กระบอก จึงควบคุมตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวนที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช

จากการสอบสวนสวน นายชัย บิดาของ นายแกน (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ซึ่งวัยรุ่น 1 ในนั้น เปิดเผยว่า ตนและภรรยา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ ร.ร.แห่งหนึ่งที่ จ.นราธิวาส ได้เดินกลับมายังบ้านพักหลังดังกล่าว เพื่อมาหาลูกชายเนื่องจากวันนี้เป็นวันพ่อ เมื่อมาถึงบ้าน พบว่าปิดบ้านสนิท จึงตะโกนเรียกลูก แต่ไม่มีใครเปิดประตู จึงไปที่หลังบ้านเพื่อพบกับนายจวน เพชรปราง ซึ่งเป็นพ่อของตน โดยนายเดชบอกกับตนว่า นายแกน บุตรชาย อยู่ในบ้านกับเพื่อนๆ หลายคน ตนจึงเคาะประตูหลังบ้าน เมื่อไม่มีเสียงตอบ ตนจึงตัดสินใจงัดประตูเข้าไป พบว่าลูกชายและเพื่อนๆ รวม 5 คน กำลังนอนกันอยู่ภายในห้องโถงกลางบ้าน และพบว่า ทั้งหมดมีอาการเหมือนคนเมายา งัวเงีย ไม่ได้สติ จึงได้ส่งเสียงต่อว่าลูกชายและกลุ่มวัยรุ่นเพื่อนลูกชาย พร้อมกับขับไล่พวกวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ประกอบกับตนได้เข้าไปกระชากลูกออกมาจากกลุ่มเพื่อน จากนั้นเพื่อนๆ ของลูกชายจึงเข้ามารุมกระชากลูกชายกลับไปมา จนเกิดการชกต่อยกันขึ้น

นายชัยให้การต่อว่า ลูกชายของตนร่วมกับเพื่อนๆ ได้รุมชกต่อยตน ส่วนนายเดช พ่อของตน เห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งกลับไปเอาปืนพกขนาด .357 ซึ่งเป็นปืนของลูกชายอีกคน เข้ามาจ่อไปที่กลุ่มวัยรุ่น เพื่อให้ทุกคนหยุด แต่ทุกคนไม่หยุดยังรุมทำร้ายนายชัย ลูกชายของตนอยู่ ซึ่งเกรงว่าจะได้รับอันตรายไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อให้ทั้งหมดหยุดรุมชกต่อยตน เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในที่เกิดเหตุพอดี จึงเข้าระงับเหตุ

นายเดชกล่าวน้ำตาคลอเบ้าว่า ตนไม่ได้ตั้งใจจะยิงใคร แต่ตนเห็นหลานกับเพื่อนๆ รุมทำร้ายพ่อตัวเอง ตนรับไม่ได้ จึงกลับไปเอาปืนที่บ้านมายิงขู่เท่านั้น ด้วยความรักลูกและไม่อยากเห็นหลานของตนทำร้ายพ่อบังเกิดเกล้า ประกอบกับเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้ เนื่องจากเห็นว่าเพื่อนของหลานชายมีอาวุธปืน จึงตัดสินใจกระทำการดังกล่าว เพื่อปกป้องทุกคนไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต โดยไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด