การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) เเละความสงสาร (sympathy) เเตกต่างกันตรงไหน

ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
https://www.wbs.ac.uk/about/person/nattavudh-powdthavee

ที่มาภาพ : https://www.youtube.com/watch?v=1Evwgu369Jw
ที่มาภาพ : https://www.youtube.com/watch?v=1Evwgu369Jw

คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะคิดว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) เเละความสงสาร (sympathy) นั้นก็คือสิ่งเดียวกัน คือถ้าเรามีความสงสารใครซักคนหนึ่งมันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง

เเต่ในความเป็นจริงเเล้วนั้น empathy เเละ sympathy นั้นมีข้อเเตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมาก เเละการที่เราสามารถรู้จักเเยกเเยะได้ว่าทั้งสองความหมายนั้นเเตกต่างกันอย่างไรก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อเเละบำรุงรักษาความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นๆ

จากการบรรยายของ Brene Brown ทำให้เรารู้ว่าจุดประสงค์ของ empathy นั้นก็คือการ “เชื่อมต่อสายสัมพันธ์ผ่านความรู้สึก” ระหว่างคนสองคน ส่วนจุดประสงค์ของ sympathy ก็คือการ “ตัดสายสัมพันธ์ทางด้านความรู้สึก”

Empathy มีเอกลักษณ์ในคุณสมบัติที่เป็นของตัวเองอยู่สี่อย่าง อย่างที่หนึ่งก็คือ empathy คือการเอาทัศนคติของคนอื่นมาใส่ในใจเรา (perspective-taking) ซึ่งทัศนคติของคนอื่นตัวนี้ตัวเราเองอาจจะไม่เห็นด้วย หรืออาจจะไม่เข้าใจเลยก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นเราอาจจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพื่อนสนิทของเรายังคบกับคนที่ทำให้เขาต้องมาร้องไห้กับเราถึงขนาดนี้ เเต่ perspective-taking ก็คือการเข้าใจว่าในสิ่งที่เราไม่เข้าใจนั้นมันอาจจะเป็นความจริง (truth) สำหรับคนอื่นๆก็ได้

อย่างที่สองก็คือการไม่ตัดสินใจความผิดถูกชั่วดีในสิ่งที่คนอื่นนำมาเล่าให้เราฟัง (หรือ staying out of judgment)

อย่างที่สามเเละสี่ก็คือการอ่านความรู้สึกของคนอื่นเป็นเเละการสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างที่เขากำลังรู้สึกอยู่

Brene Brown ก็เลยสรุปว่า empathy ก็คือการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาเป็นความรู้สึกของตัวเอง

เเล้วการปฎิบัติที่เป็น empathy เเละ sympathy นั้นเเตกต่างกันตรงไหน

สมมติว่าเพื่อนของเรากำลังตกอยู่ในหลุมชีวิตที่ลึกเเละมืดมิด เขากำลังรู้สึกมืดเเปดด้าน เเละไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตของเขาดี

การมี empathy ในที่นี้ก็คือการที่เราบอกกับเพื่อนของเราว่า “เราเข้าใจถึงความรู้สึกของนายในขณะนี้ เเละเราอยากให้นายรู้ว่านายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว นายยังมีเราอยู่”

ส่วน sympathy ก็คือการที่เราบอกกับเพื่อนเราว่า “เฮ้ย เป็นไงบ้าง มันจะเเย่ขนาดนั้นเลยเหรอชีวิตนายน่ะ อืม มันไม่น่าจะเเย่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง อย่าไปคิดถึงมันดีกว่า เสียเวลา”

สำหรับคนหลายๆคน empathy นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆเลย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า empathy เป็น choice ที่สร้างความอ่อนเเอให้กับภูมิคุ้มกันความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจที่เรามี การที่เรามี empathy นั้นหมายความว่าเราจำเป็นที่จะต้องค้นหาความรู้สึกที่อาจจะไม่ดีในใจของเราเองเพื่อที่เราจะได้สามารถรู้สึกถึงความรู้สึกที่ไม่ดีที่คนอื่นๆอาจจะกำลังรู้สึกอยู่

ส่วน sympathy เป็นการที่เราพยายามจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องที่เเย่ๆของเพื่อน พูดอีกอย่างก็คือ sympathy ก็คือการที่เรามีความพยายามที่มากจนเกินไปในการที่จะทำให้คนที่กำลังทุกข์นั้นรู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อย

เเละด้วยเหตุผลนี้นี่เอง sympathy มักจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “อย่างน้อย”

ยกตัวอย่างของ sympathy

คนอื่น: “เธอ ฉันพึ่งเเท้งลูกไป”
เรา: “อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าท้องได้”

คนอื่น: “เธอ ฉันคิดว่าสามีฉันเขาไปมีเมียน้อย”
เรา: “อย่างน้อยเธอก็มีโอกาสได้เเต่งงาน”

คนอื่น: “เธอ ลูกสาวเราเรียนตกป.3”
เรา: “อย่างน้อยลูกชายเธอก็เรียนดี”

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า sympathy นั้นมาจากความรู้สึกที่เรา “อยากจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น” ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่เรามีบ่อยๆเวลาที่มีคนมาเล่าเรื่องที่ทำให้เขาต้องทุกข์ให้เราฟัง

เเต่ Brene Brown บอกว่า ถ้าฉันกำลังเล่าเรื่องที่ทำให้ฉันทุกข์ใจให้ใครฟัง ส่วนใหญ่เเล้วฉันไม่ได้ต้องการให้เขาคนนั้นมาเเก้ปัญหาให้กับฉัน

เเต่สิ่งที่ฉันอยากจะได้ยินมากกว่าก็คือ “I don’t even know what to say right now. I’m just glad you told me.”

“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกัน ฉันเเค่ดีใจที่เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง”

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าน้อยครั้งมากที่คำเเนะนำที่ฉันได้รับจากการเเชร์ความรู้สึกเเย่ๆที่ฉันมีให้คนอื่นฟังจะสามารถช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของฉันได้จริงๆ เเต่สิ่งที่สามารถช่วยฉันได้ทันทีก็คือ connection หรือความรู้สึกที่ว่าเขาเข้าใจเเละรู้สึกตามความรู้สึกที่ฉันมีจริงๆ

รับชมเพิ่มเติม

  • Kosin Panyaatisin

    Empathy – การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (หรือ ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น?)
    Sympathy- ความสงสาร (ความเห็นใจ?)

    จากคำนิยาม จากตัวอย่าง ทั้งในตัวภาษาและ clip จะเห็นว่า ข้อแตกต่างของคำสองคำนี้คือว่า connection/ non-involvement การมีส่วนร่วม จริงๆ เรื่องนี้ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก ผมคิดว่า คนในกลุ่มเอเชีย อาจจะไม่เข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้เลย เพราะ การ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และความ “สงสาร” เกือบจะเป็นการอ้างถึงสิ่งเดียวกัน เป็นมโนทัศน์ที่ซับซ้อนมาก ผูกโยงกันหมดและมุ่งไปในทางเดียวกัน
    ผมไม่แน่ใจว่า ปัญหาอาจจะมาจากการแปลศัพท์ระหว่างภาษาหรือไม่ กล่าวคือ concept คำว่า “สงสาร” อาจจะไม่ได้แปลตรงกันกับภาษาอังกฤษได้อย่างเทียบเท่ากัน ผมเห็นว่า พระธรรมในพระพุทธศาสนาน่าจะให้คำจำกัดความตรงนี้ได้เหมาะสมกว่า และในระดับที่เหมาะสมกว่า ดังนั้น ผมจึงขอยกธรรมของพระพุทธองค์เรื่อง พรหมวิหาร 4 หรือ อัปปมัญญา 4 ตามที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้รวบรวมและวิเคราะห์ไว้ ดังนี้
    “…พรหมวิหาร 4 (ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ – holy abidings; sublime states of mind)
    1. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า – loving-kindness; friendliness; goodwill)
    2. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ – compassion)
    3. มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป – sympathetic joy; altruistic joy)
    4. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน – equanimity; neutrality; poise)

    พรหมวิหาร 4 เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา 4 (unbounded states of mind; illimitables) …ความหมายโดยวิเคราะห์ศัพท์
    1. เมตตา = (มีน้ำใจ)เยื่อใยใฝ่ประโยชน์สุขแก่คนทั้งหลาย หรือน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เป็นไปต่อมิตร
    2. กรุณา = ทำความสะเทือนใจแก่สาธุชน เมื่อคนอื่นประสบทุกข์ หรือถ่ายถอนทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป หรือแผ่ใจไปรับรู้ต่อคนสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์
    3. มุทิตา = โมทนายินดีต่อผู้ประกอบด้วยสมบัติหรือผลดีนั้นๆ
    4. อุเบกขา = คอยมองดูอยู่ โดยละความขวนขวายว่า สัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน เป็นต้น และโดยเข้าถึงความเป็นกลาง…”

    ผมเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อธรรมที่ได้อธิบายแล้ว คำว่า”สงสาร”นั้น อาจจะเข้าใกล้คำว่า “ความกรุณา” มากที่สุด ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้เราอาจจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันอีกเพราะจบในตัวเองตามคำนิยามเดิม แสดงว่า คำว่า “สงสาร” คำนิยามตามแนวคิดฝรั่งตะวันตก (คนนี้) และแบบพุทธศาสนาแตกต่างกันหลายล้านปีแสง

    ประเด็นต่อมาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแปลศัพท์ถอดออกมาเป็นภาษาไทย แต่เป็นเรื่องความ (น่าจะ)เข้าใจผิด เรื่อง การไม่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้อง ผมเห็นว่าไมได้ผิด ไมได้เสียหายอะไรเลย ทว่า หากเป็นการกระทำแบบใน clip ของ Brene Brown ตามที่ยกมานั้นต้องแย่แน่ๆ เพราะ เหมือนกับว่าตัวละครนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย ทื่อๆ และ อุดมไปด้วยความเย้ยหยัน ผมคิดว่า clip นี้ หากเปลี่ยนตัวละครจาก antelope (? ผมว่าน่าจะใช่ ละมั่งเขาเกลียว? มักจะเป็นสัญลักษณ์ของความแห้งแล้ง ทะเลทราย ความดารดาษ และขี้ตระหนกไร้สติ) มาเป็นแม่หมูตัวอ้วนผู้อบอุ่น (แบบในการ์ตูนเรื่อง Sing) นุ่งผ้ากันเปื้อน ท่วมน้ำตา พูดน้ำเสียงที่อ่อนโยนและสั่นเครือกับจิ้งจอกน้อย ผลก็จะแตกต่างกันมาก ไม่ดูทื่อๆ เย้ยหยัน และไร้เมตตาขนาดนั้น (จะเห็นได้ว่า การสร้างอัตลักษณ์จากสภาพแวดล้อมนั้นสำคัญมากในเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวถูกบิดเบือนได้อย่างแยบยล)

    ผมไม่ค่อยพึงใจกับน้ำเสียงแนวเย้ยหยันของ clip เลย เอาจริงๆ แล้ว (misleading มากๆ เหมือนเอาสะใจว่า เพื่อให้คำศัพท์สองคำนี้แตกต่างกัน) ผมกลับมองว่าที่ antelope แสดงความเห็นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ดี เป็นเรื่องดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ทั้งน้ำเสียง ภาพประกอบ คำแนะนำ ทำให้เรื่องของการ “สงสาร – sympathy” ดูเป็นเรื่องเลวร้าย เย้ยหยัน และ เต็มไปด้วยการตัดสินแบบทื่อๆ ซึ่งจริงๆ แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ shade ของความช่วยเหลือมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทั้งระดับความสามารถของทั้งสองฝ่าย คนบางคนอาจจะต้องการความช่วยเหลืออย่างจับต้องได้ หรือ ด้วยวาจา และคนบางคนอาจจะต้องการเพียงผู้รับฟัง ผมคิดว่า จิตวิทยาให้คำปรึกษาน่าจะตอบโจทย์ ผมคิดว่า คำว่า “สงสาร” ไม่ได้มีปัญหาอะไรในตัวมันเลย ผมว่าคนจำกัดคำนิยามน่าจะนิยามไม่ค่อยถูกต้องมากกว่า เหมือนให้มองเป็นเรื่องชวนหัว

    อีกประการหนึ่ง การพยายามเชื่อมโยง connect แบบที่พี่วัวทำ (ใช่วัวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจ) altruism อย่างใน clip จะแน่ใจว่านั่นคือทางออกของปัญหาได้อย่างไร หรือ ไม่ยิ่งทำให้จมดำดิ่งกับความทุกข์หรือไม่ หรือ ควรจะปฏิบัติ เยียวยาอย่างเหมาะสม ด้วยความเข้ารู้ความเข้าใจ (อนึ่งเราอาจจะลองหว่านคำถามกับชาวอังกฤษดูว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่กับคำนิยามแบบนี้ ทำเชิงปริมาณก็ได้ แล้วมาหา prototype ระหว่างสองคำนี้ดู)

    ผมว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ interaction ของทั้งผู้พูดผู้ฟัง ซึ่งควรจะได้รับการตระหนักมากกว่านี้ กล่าวคือ ระดับการเข้าร่วมเพื่อการช่วยเหลือ ควรจะจัดเป็น scale มากกว่า ซึ่ง ควรจะพิจารณาจากทั้งสองฝ่าย คือ ความพร้อมและความรู้ของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ผมว่า เรื่องนี้นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาจะเข้าใจดี เขาจึงต้องทำการซักถามสอบประวัติคนไข้เป็นเวลานานๆ
    อีกอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเรื่องราว ด้วยเช่นกัน ความเร่งด่วนของเรื่องราว อำนาจการช่วยเหลือของเรา ความสามารถในการเข้าใจความช่วยเหลือเรื่องราว ถ้าน้องจิ้งจอกใน clip เพิ่งโดนต่อยมาซะน่วม เลือดโทรมกายหายใจรวยริน ผมว่าพี่วัว ก็คงไม่แค่กอดแน่ๆ

    ผมเห็นว่า การนิ่งแล้วพยายามทำความเข้าใจไม่ใช่เรื่องดีที่สุดเสมอไป (อย่างที่พี่วัวทำ) ควรทำให้เหมาะกับสถาการณ์มากกว่า บ่อยครั้ง เราก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ฟังเงียบ แต่เราต้องการคำแนะนำ หรือ การปฏิบัติ (take action) เพื่อการช่วยแก้ปัญหา กล่าวคือ การพยายามช่วยรับฟัง ทั้งๆ ที่ตนเองเข้าใจ และมีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้าง แต่ไม่เข้าไปยื่นมือช่วยเหลืออะไรเลยเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ แล้วมันจะต่างอะไรกับการที่คนเรามากด (emoji) like (ชูนิ้วโป้ง) หรือ เสียใจ เวลาเกิดโศกนาฏกรรมที่เห็นใน facebook แล้วมันช่วยอะไรได้ นี่ก็ภาพสะท้อนที่ดีว่า การไม่ทำอะไร แต่พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยไม่ยุ่งเกี่ยวนั้นดีจริงๆ หรือ

    สุดท้ายนี้ จริงๆ แล้ว concept ของ sympathy vs. empathy นี้น่าตกอยู่ภายใต้ concept เรื่องหน้าทางลบ negative face ของ Goffman (1955) Brown & Levinson (1987) ใน pragmatics วิชาทางภาษาศาสตร์ เรื่องนี้น่าจะอธิบายวิธีคิดของผู้นิยามได้ดีว่า ทำไมเขาเห็นว่า การออกความเห็น การแนะนำ การเข้าไปช่วยเหลือไม่เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในสังคมตะวันตก แตกต่างจากสังคมเอเชียโดยสิ้นเชิงที่ผู้คนมักจะช่วยเหลือ ออกความเห็น และมีส่วนร่วม (แต่บางทีก็มากเกินไป หรือ แสดงความรักมากเกินไป) จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนหนึ่งๆ พยายามจะไปช่วยเหลือก็สามารถ connect กันได้หมดในด้านจิตใจ อย่างน้อยที่สุดผู้ฟังน่าจะรับรู้ได้จากน้ำเสียง (ว่าเต็มใจเพียงใด) การแก้เข้าไปปัญหาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ กลับน่าจะเป็นเรื่องการพิจารณาความเหมาะสมระหว่างบุคคล ความสามารถ ความรู้ ระดับความรุนแรงของปัญหา และเวลาสำคัญมากกว่าในเรื่องนี้

    เพราะฉะนั้นอาจะสรุปได้ว่า ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำนิยามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวทางการปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อกันตามหลักสากลต่างหาก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต่างกัน

    อ้างอิง
    Brown, Penelope and Stephen C. Levinson. 1987. Politeness: Some universals in language usage. Cambridge: Cambridge University Press. [First published 1978 as part of Esther N. Goody (ed.): Questions and Politeness. Cambridge University Press]
    Goffman, Erving. 1955. On Face-Work: An analysis of ritual elements in social interaction, Psychiatry: Journal of Interpersonal Relations 18:3, pp. 213–231 [reprinted in Interaction Ritual, pp. 5–46].
    พระพรหมคุณาภรณ์ . 2546. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. retrieved form: http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=161

    • Nattavudh Powdthavee

      น่าสนใจมากครับ ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดเห็น 🙂

      • Kosin Panyaatisin

        ขอบพระคุณมากครับอาจารย์ 🙂

        • Nattavudh Powdthavee

          ด้วยความยินดีครับ ตัวผมก็ไม่ใช่ expert ทางด้านนี้ โดยเฉพาะการเเปลด้วย เเต่ก็เห็นว่าการเขียนเรื่องพวกนี้เป็นการเปิดให้คนอื่นๆเข้าใจถึงมุมมองต่างๆนาๆ That’s how we grow intellectually, I think 🙂

          • Kosin Panyaatisin

            เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่งครับ ผมเองนั้นก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเลย ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์มากๆ ที่นำเสนอบทความที่ยอดเยี่ยม น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ เปิดโลกทัศน์ผู้อ่านด้วยแนวคิดสากลที่หลากหลายด้วยรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงผู้อ่านได้รวดเร็วมากๆ ครับ 🙂