10 ปีประกันสุขภาพถ้วนหน้า – โรงพยาบาลรัฐขาดทุนถ้วนหน้ากว่า 7,000 ล้านบาท

10 ปี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า โรงพยาบาลรัฐขาดทุนกันถ้วนหน้าเช่นกัน กางตัวเลขปี ’53 ขาดทุนทั้งระบบ 7,388 ล้านบาท ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน แถมเงินกองทุนแต่ละโรงพยาบาลถูกดูดจนร่อยหรอ วอนสปสช.จ่ายเงินชดเชยให้ครบ อย่าเบี้ยวหนี้

จากคำถามเรื่องโรงพยาบาลรัฐขาดทุน เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปได้ยินมาหลายปีแล้ว นับจากประเทศไทยเริ่มมีบริการสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2544 จนถึงขณะนี้ปรากฏว่าสถานการณ์ของโรงพยาบาลภาครัฐมีผลประกอบการขาดทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงอย่างฮวบฮาบ

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระดมความเห็นการจัดการงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขาลง ปีงบประมาณ 2555 เมื่อวันที่ 7 –8 กรกฏาคม 2554 ที่จังหวัดชลบุรี ได้รายงานสถานการณ์การเงินการคลังโรงพยาบาลรัฐจำนวน 832 แห่ง ปี 2553 – 2554 กลุ่มประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้เสนอปัญหาทางการเงิน สาเหตุของปัญหา และแนวทางที่ควรพิจารณาเพื่อการแก้ปัญหา

ในรายงานได้สรุปปัญหาการเงินโรงพยาบาลรัฐ 1.โรงพยาบาลที่มีผลประกอบการขาดทุนมีมากขึ้นทุกระดับ 2.โรงพยาบาลประสบวิกฤตทางการเงินระดับรุนแรงขึ้น 3.เงินบำรุงในกลุ่มโรงพยาบาลทั่วไปลดลงระดับน่าวิตกที่สุด 4.ปัญหาทางการเงินมีผลกระทบต่อการบริการและบุคลากร 5.ทิศทางการเงินยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่าจากข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยศูนย์ปฏิบัติการการเงินการคลัง กลุ่มประกันสุขภาพ ซึ่งรวบรวมสถานการณ์การเงินการคลังโรงพยาบาลภาครัฐปี 2553-2554 ได้สรุปว่าปริมาณโรงพยาบาลที่ขาดทุนมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 505 โรงหรือ 63% ในไตรมาสสี่ของปี 2552 เพิ่มเป็น 540 โรงหรือ 67% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2553 และเพิ่มเป็น 579 โรงหรือ 70% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2553 ทำให้ปี 2553 ทุกโรงพยาบาลขาดทุนรวม 7,388 ล้านบาท

ทั้งนี้โรงพยาบาลยิ่งใหญ่ยิ่งขาดทุนมาก โดยโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) ขาดทุนสูงถึงเฉลี่ยโรงละ 46.2 ล้านบาท โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ขาดทุนเฉลี่ยโรงละ 22.4 ล้านบาท และโรงพยาบาลชุมชนขาดทุนเฉลี่ยโรงละ 2.7 ล้านบาท

เงินบำรุงโรงพยาบาลเหือดแห้ง

จากตัวเลขข้างต้นสะท้อนว่าโรงพยาบาลขาดทุน แต่นักวิชาการมีความเห็นแย้งว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังมีเงินบำรุงซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณอยู่ โรงพยาบาลจึงน่าที่จะอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดตัวลง แต่จากข้อมูลปี 2550 เป็นต้นมา ปรากฏว่าปริมาณเงินบำรุงของแต่ละโรงพยาบาลได้ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะขาดทุนต่อเนื่อง

ทั้งนี้เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐมีเงินบำรุงของตัวเอง จากการที่ 1.สามารถเก็บค่าบริการเป็นของโรงพยาบาลเอง แต่หลังจากที่มีกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนไข้ที่เรียกเก็บเงินได้ลดลงอย่างมาก ยิ่งระดับโรงพยาบาลชุมชน แทบจะไม่มีเลย ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปมีการเก็บเงินจากผู้ป่วยจ่ายเงินบ้างประมาณร้อยละ 10%

2. เงินบำรุงที่มาจากกองทุนและสิทธิรักษาพยาบาลซึ่งมีหน่วยผู้จ่ายเข้ามาควบคุม โดยไม่มีระบบการต่อรองใดๆ จากโรงพยาบาลรัฐเลย ปัจจุบันมีการจัดสรรรายปี เมื่อจัดสรรไม่เพียงพอ ย่อมไม่สามารถนำเงินบำรุงใดมาชดเชยได้อีกต่อไปแล้ว

จากข้อมูลในปี 2550 มีเงินบำรุงของโรงพยาบาลทั้งประเทศรวมกัน 15,058 ล้านบาท ได้ลดลงเหลือเพียง 7,146 ล้านบาทในปี 2553 ทั้งนี้แยกเป็น 1.เงินบำรุงคงเหลือของโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) จาก 5,968 ล้านบาทในปี 2550 เหลือเพียง 1,493 ล้านบาทในปี 2553 2. เงินบำรุงคงเหลือของโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) จาก 6,474 ล้านบาท ในปี 2550 เหลือ 2,738 ล้านบาท และ3. เงินบำรุงคงเหลือของโรงพยาบาลศูนย์จาก 2,614 ล้านบาท เหลือ 2,914 ล้านบาท ในปี 2553 ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชน

เฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุข ป่วนหนี้บาน

รายงานระบุว่าสาเหตุที่โรงพยาบาลมีเงินบำรุงลดลงเรื่อยๆ เพราะมีหนี้สินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสปสช ไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาลตามที่เรียกเก็บ โดยค้างชำระจำนวนมาก จึงต้องดึงเงินบำรุงมาชดเชย พบว่า 1.รายได้ที่มาจากการรักษาพยาบาลในปี 2553 มีจำนวน 22,145 ล้านบาท แต่มีหนี้ค้างชำระจำนวน 27,009 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น 31,444 ล้านบาท 2.ค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มขึ้นทุกประเภท (เงินเดือน,ค่าตอบแทน,ค่าจ้าง) ปี 2551-2553 จำนวน 59,390 ล้านบาท เป็น 65,795 ล้านบาท และเป็น 68,593 ล้านบาท ตามลำดับ 3.หนี้ค้างชำระเฉพาะในส่วนค่ารักษาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเกิดจากการให้บริการที่มาก ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาที่เพิ่มมากขึ้น จำนวน 27,009 ล้านบาท หากได้รับการชำระในส่วนต่างนี้ ก็จะแก้ไขปัญหาทั้งค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอได้ทั้งระบบ ซึ่งมียอดขาดทุนจำนวน 4,689 ล้านบาท ซึ่งกำลังขอจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในรายงานนี้ระบุสาเหตุที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรสูงขึ้น เนื่องจากการให้บริการผู้ป่วยด้วยนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปริมาณผู้ป่วยมากขึ้น โรงพยาบาลต้องจ้างลูกจ้างชั่วคราว โดยเฉพาะลูกจ้างวิชาชีพและมีค่าตอบแทนนอกเวลาราชการมากขึ้น ทำให้มีการใช้จ่ายด้านบุคลากรจากเงินบำรุงค่อนข้างสูง เมื่อกองทุนจัดสรรไม่เพียงพอ หลายโรงพยาบาลมีปัญหาจ่ายเงินค่าตอบแทน ซึ่งมีโรงพยาบาลประสบปัญหาการเงินรุนแรงจำนวน 304 โรงพยาบาล จากทั้งหมด 832 โรงพยาบาล

  • Konikawayaki Nongteng Society

    อย่างนี้นี่เอง….. ผู้บริหารต้องแสดงความสามารถแล้วละ ว่าจะนำพา รพ. ให้อยู่รอดได้อย่างไร ??? ผมตั้งโจทย์ให้ละกัน อิอิ…

  • Narincher

    ถ้าทางรพ.ขาดทุน อย่างเห็นตัวเลขอย่างนี้จริงๆ ทางสภาแพทย์ฯหรือหน่วยงาน ฯลฯ ภายใน รพ.รัฐ ไม่ได้ออกมามีปากมีเสียงให้ทราบเลยหรือ แต่คงเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ในรพ.สามารถเดินทางไปเที่ยวตปท.ในแต่ละปีด้วยเงินทุนของบริษัทขายยาหรือของใช้ทางการแพทย์ให้รพ.รัฐด้วยเลยหักลบกลบหนี้กันไปได้มั๊งครับ…

    • คนที่เค้าได้รับผลกระทบจริงๆ คือ ลูกจ้างระดับเล็กๆ ครับ เค้าจะไปมีปากเสียงได้อย่างไร เพราะสถานะก็แค่ลูกจ้าง ส่วนคนได้ผลประโยชน์ เค้าก็สบายครับ ถ้า รพ. ต้องปิดตัวไป ยังไงเค้าก็หาที่ทำงานใหม่ได้ เค้าก็มีเงินเก็บเลี้ยงครอบครัวเค้าได้ แล้วคนที่เป็นลูกจ้าง รพ. หาเช้ากินค่ำ เมื่อ รพ. ปิดตัวไปเค้าจะทำอย่างไร ?

  • Nhfsch

    ข้อสรุปว่า รพ ขาดทุนหรือไม่ เป็นข้อสรุปหนึ่งที่น่าเวียนหัวที่สุด เท่าที่เคยได้ยินมา ถ้าใชข้ตัวเลขเฉลี่ย ขาดทุน ไม่กี่โรงก็พาค่าเฉลี่ยเป็นลบได้ เพียงเพราะบริหารไม่ดี อยู่ไม่กี่โรง (โดยเฉพาะ รพ ขนดใหญ่ซึ่งมีจำนวนไม่มาก)

    นี่ไม่นับข้อเท็จจริงว่า ที่บอกว่าเดี๋ยวนี้เก็บเงินไม่ได้ ก็ไม่จริง โดยเฉพาะ รพ ใหญ่ที่อ้างว่ายาตัวนี้ไม่อยู่ในรายการ บริการโน้นไม่เกี่ยว หมอด้วยกันเองบางทียังงง เพราะคนไข้มาเปรยให้ฟังว่าต้องกู้เงินมาจ่ายส่วนต่าง ทั้งที่เป็นรพรัฐ

    • ผมว่าบทความนี้เค้าพูดถึง รพ. ต่างจังหวัดด้วยนะครับ ถ้าเรามอง รพ. ใหญ่ หรือ รพ. เอกชน ไม่มอง รพ.ต่างจังหวัด หรือ รพ. ขนาดเล็ก เราก็จะได้ตัวเลขเป็นบวกทั้งนั้นหละครับ แต่ในความเป็นจริงคนทั่วประเทศใช้บริการ รพ. ต่างจังหวัดมากกว่า

  • Pingback: 10 ปี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โรงพยาบาลรัฐขาดทุนกันถ้วนหน้าเช่นกัน) | Elec Tutor : by Electrical Engineering()

  • Farm_boon

    กรุณาคิดใหม่ทำใหม่เถอะค่ะ โรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่มีประชากรไม่มาก แต่ต้องบริหารจัดการภายใต้งบที่จำกัด แถมยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการการเท่าเทียมในการรักษาเหมือนโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองใหญ่ จนพวกเราเริ่มท้อต่อการทำงานที่หนักมากขึ้น คนทำงานมีน้อยลงทุกวัน คนรุ่นใหม่เค้าไม่มาอยู่ชนบทกันแล้วเพราะเมืองใหญ่ทำงานง่ายกว่า เครียดมากค่ะ

  • Sasuk

    ผมว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่ขาดทุนมาจากการบริหารจัดการ คื่อแพทย์ที่เรียนมาทางด้านรักษา แต่บางคนต้องมาทำหน้าที่บริหารโรงพยาบาลด้วย คือเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เหมือนเป็นผู้จัดการบริษัท มีอำนาจในการใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละท่าน บางโรงพยาลที่ ผอ.บริหารจัดการไม่เก่งก็มีปัญหาขาดทุน กระทรวงสาธารณสุขควรจะใช้รูปแบบบริหารจัดการแบบภาคเอกชน ไม่ควรกำหนดระเบียบว่าผู้อำนวยการโรงพยาลต้องเป็นแพทย์เท่านั้น คือ
    ใช้มืออาชีพที่จบทางบริหารจัดการและมีประสบการ มาบริหาร ส่วนแพทย์ก็ให้รักษาคนไข้ตามบทบาทภารกิจ ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาการขาดทุนของ รพ. และจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ได้อีกทางหนึ่งด้วย อีกปัญหาหนึ่งก็คือ การออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนแพทย์ ฉบับที่ 4 , 6 และ 7 ทำให้โรงพยาบาลมีภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากรสูงมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง แต่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง จะสังเกตุได้ว่าหลังจากมีระเบียบจ่ายค่าตอบแทนแพทย์ออกมา ทำให้โรงพยาลหลายแห่งขาดทุน เพราะต้องจ่ายเงินอัดฉีดให้กับแพทย์เป็นเงินกินเปล่า เพื่อดึงแพทย์ให้อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน เดือนละ 30,000 – 60,000 บาท/คน ไม่รวมเงินเดือนและค่าอยู่เวรอีกต่างหาก (ปัจจุบัน แพทย์ที่จบมา 5 ปี และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน จะมีรายได้รวมทั้งสิ้นประมาณเดือนละ 100,000 บาท/คน/)

  • เนตรชนก

    มันจะขาดทุนอะไร 30 บาทก้อได้ ต่อ 1 หัวแล้ว

    • อ้อมใจ ป่าลานปาร์ม อินทร์เฉลีย

      มันรักษาได้ทุกโรคไหมเล่าสามสิบบาทน่ะค่ะ

  • mnif9

    ถ้าผู้บริหารทำแผนการเงินดีๆ ไม่มีติดลบขนาดนั้นหรอกครับ ค่าล่วงเวลาถ้าตรวจสอบกันจริงนี่เรียกคืนได้เยอะมาก เพราะอยู่กันแบบไม่จำเป็นเยอะ อาศัยช่องว่างของระเบียบมาเรียกร้องกัน ส่วนมากเป็นระบบพี่สอนน้อง ถ่ายทอดกันมา ส่วนไอ้ที่ต้องจ้างเข้ามาเพิ่มก็เพราะแต่ละคนล้วนอ้างว่า งานเยอะทำไม่ไหว และติดภาพคนรวยแต่เดิม โรงพยาบาลที่เคยรวยใช้เงินอย่างไรก็ได้แล้วติดนิสัยจมไม่ลง จะเป็นปัญหามาก แต่ดรงไหนปรับตัวรับกับการจัดงบได้ จะผ่านไปได้ การทำงานมันต้องทำเป็นระบบ คนมีหน้าที่สร้างเสริมก็ต้องตั้งใจทำงาน ลดจำนวนการเจ็บป่วย แต่ในแง่มุมกลับกัน ความเจ็บป่วยเป็นภาวะที่ควรจะต้องรับผิดชอบตัวเองส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ภาระของทางภาครัฐทั้งหมด ยิ่งในต่างจังหวัดการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยความเร็วสูง ไม่ใส่หมวกนิรภัย ขับขี่ขณะมึนเมาสารเสพติดสารพัดอย่าง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 1 ราย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นเทียบได้กับค่าใช้จ่ายของการป่วยปกติ 10 กว่าราย หากบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ค่าใช้จ่ายก็เทียบเป็น 100 ราย แบบนี้จะให้คนอื่นเอาค่าใช้จ่ายจากที่ไหน ในเมื่อคนกลุ่มนี้ดึงไปใช้ซะแล้ว ค่าตอบแทนบุคลากรบางประเภทอาจจะดูเยอะ แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น หากอยากอยู่ต่อในพื้นที่ เงินส่วนนี้คือสิ่งที่ต้องจ่ายออกไปชดเชย ไม่มีการช่วยเหลือใดๆจากทางภาครัฐนะ บุคลากรบางคน มีรอยกระสุนอยู่ตามประตูบ้านพักด้วยซ้ำไป แต่เวลาออกสื่อไม่เคยมีการพูดถึงกัน