
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้โจทย์ของไทยคือ สร้าง “ภูมิคุ้มกัน” และขีดความสามารถใหม่เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว กาง 4 เสาหลักภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ให้น้ำหนักกับ Digital and AI Transformation ที่ต้องเดินควบคู่กับการสร้าง “Trust” ท่ามกลางภัยไซเบอร์ การฉ้อโกงทางการเงิน พร้อมย้ำว่า ระบบการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือไม่ใช่เพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่คือ “Strategic Asset” ที่จะหนุนนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วันที่ 3 กันยายน 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งเป็นครั้งที่สองในรอบ 35 ปี การกลับมาจัดการประชุมนี้ที่กรุงเทพฯ ตอกย้ำถึงความไว้วางใจของทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทย และชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเอเชียที่เติบโตขึ้นในเศรษฐกิจโลก
พร้อมระบุว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก และงานสัมมนาในวันนี้ก็มีส่วนช่วยเตรียมความพร้อม โดยกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายวิทัยฉายภาพว่า โลกกำลังอยู่ในยุคที่ภาวะวิกฤติ (shocks) เกิดถี่ขึ้นและแพร่กระจายเร็วขึ้น ในเวลาไม่ถึงสิบปี โลกได้เผชิญทั้งการแพร่ระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน วิกฤติอาหารและพลังงาน การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากร ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การถูกดิสรัปต์ด้วย AI และทุกครั้งที่วิกฤติใหญ่ผ่านพ้น เศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ จากเฉลี่ย 5.3% หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เหลือ 3.7% หลังวิกฤติการเงินโลก และลดลงเหลือเพียง 2.4% หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
“ความท้าทายที่อยู่ตรงหน้าเราจึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัวจากวิกฤติเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับมือและสร้างขีดความสามารถที่จำเป็นเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
โดยระบุว่านี่คือที่มาของหัวข้อหลักประจำประเทศไทย (Country Theme) สำหรับการประชุม IMF-World Bank เดือนตุลาคมนี้ คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”
“ขอบฟ้าใหม่ เริ่มต้นที่ประชาชน “การสร้างพลังให้ประชาชน” คือการเติมเต็มศักยภาพและมอบโอกาสให้พวกเขาได้เติบโต ในขณะที่ “การสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับมือ” (Building Resilience) จะมอบความไว้วางใจและความมั่นคงเพื่อเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่ยั่งยืน ทั้งสองสิ่งนี้คือรากฐานที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและกลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากวิกฤติต่างๆ” นายวิทัยกล่าวว่า
หัวข้อหลักของประเทศนี้วางอยู่บน 4 เสาหลักสำคัญ
เสาหลักแรก Digital and AI Transformation ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่น ซึ่ง ธปท. เป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง
เสาหลักที่สอง Building Resilience in a Fragmented World คือการสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แบ่งแยก (Building Resilience in a Fragmented World) ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ทดสอบความสามารถในการปรับตัวของ SMEs
เสาหลักที่สาม New Financial Architecture for Climate Adaptation คือสถาปัตยกรรมทางการเงินใหม่สำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (New Financial Architecture for Climate Adaptation) และ
เสาหลักที่สี่ Demographic Change and the Longevity Economyคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy)
สำหรับเสาหลักที่สอง นายวิทัยอธิบายว่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก ซึ่งกำลังท้าทายรูปแบบการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กแบบเปิดอย่างไทย แม้ภาคเอกชนเริ่มกระจายความเสี่ยงด้านเส้นทางการค้าและผู้ส่งมอบแล้ว แต่ขีดความสามารถในการปรับตัวยังคงไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs
โจทย์สำคัญคือ การยกระดับศักยภาพของประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมวางตำแหน่งของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจ” สำหรับการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงในภูมิภาค
ในยุคที่ทุนทั่วโลกมองหา “ความแน่นอนและความมั่นคง” มากขึ้น แม้ไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่จุดแข็งที่โดดเด่นคือ ความมั่นคง และความน่าเชื่อถือ สะท้อนจากสถิติช่วง 5 ปีหลังสงครามการค้า ซึ่งเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกลดลง 4.2% แต่ FDI ที่ไหลเข้าประเทศไทยกลับสวนทางพุ่งสูงขึ้นถึง 20.9% ตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่ที่ได้รับความไว้วางใจ ปราศจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ขนาดใหญ่ ท่ามกลางภาวะโลกแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน
ส่วนเสาหลักที่สาม เมื่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น การลงทุนเพื่อการปรับตัวจึงกลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งต้องอาศัยกรอบการทำงานที่เอื้ออำนวย ความร่วมมือที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศในการขยายขอบเขตการเงินเพื่อความยืดหยุ่น พร้อมสร้างหลักประกันว่าเงินทุนจะเข้าถึงกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้อย่างทั่วถึง
สำหรับแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผสมผสานมาตรการระยะสั้น เช่น โครงการ “Financing the Transition” เข้ากับรากฐานระยะยาวอย่าง “Thailand Taxonomy” ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม 6 ภาคเศรษฐกิจสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันถึง 95% ของประเทศ และคิดเป็น 50% ของ GDP ไทย โดยความพยายามทั้งหมดนี้ สามารถสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจไปแล้วกว่า 750 แห่ง และช่วยระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้มากกว่า 2.1 แสนล้านบาท

Digital-AI บนฐาน Trust: จาก PromptPay ถึงภัยหลอกลวงหมื่นล้าน
ผู้ว่าฯ ธปท. ได้ขยายความเพิ่มเติมเสาหลักแรกอย่างละเอียด เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนการเติบโตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยชี้ว่าไทยมีประสบการณ์พิเศษในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ ใน 2 มิติ คือ หนึ่ง ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า ปัจจุบันรองรับบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2569 เพียงเดือนเดียว มีธุรกรรมสูงถึง 2.51 พันล้านรายการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสอง แอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานของพร้อมเพย์ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 มีผู้ใช้งานเติบโตมากกว่า 40 ล้านราย ทำให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานแพร่หลายที่สุดในประเทศ
รากฐานทั้งสองนี้เร่งให้เกิดการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลและบริการทางการเงินทั่วประเทศ ปริมาณธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จาก 21 พันล้านบาทในปี 2564 เป็น 48 พันล้านบาทในปี 2568 ขณะที่การเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยบัญชีโมบายแบงก์กิ้งพุ่งขึ้นเกือบ 70% จาก 84 ล้านบัญชี เป็น 141 ล้านบัญชีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และการใช้งานดิจิทัลแบงก์กิ้งในปี 2569 สูงถึง 188 ล้านบัญชี ทำให้ช่องทางดิจิทัลกลายเป็นประตูสำคัญสู่บริการทางการเงินของคนไทย


แต่การเปิดรับดิจิทัลที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับภัยหลอกลวง มิจฉาชีพ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่ขยายตัวทั้งขนาดและความซับซ้อน โดยในปี 2567 ภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากภัยหลอกลวงเกือบ 2 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหายทั่วโลก เฉพาะในประเทศไทย ภัยการเงินสร้างความเสียหายมากกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.2% ของ GDP และตัวเลขความเสียหายจริงน่าจะสูงกว่านี้ เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้แจ้งความ ขณะที่อุบัติการณ์ทางไซเบอร์ในภาคการเงินทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่คดีหลอกลวงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า
ในไทย การพยายามโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังภาคธนาคารเพิ่มขึ้นราว 45% ในปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีแบบ DDoS มัลแวร์ และฟิชชิ่ง สะท้อนถึงขนาดและความซับซ้อนของภัยคุกคามที่ระบบการเงินกำลังเผชิญ
“นี่คือเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความถูกต้องแท้จริง และความคุ้มครองในระบบนิเวศการเงินดิจิทัล” นายวิทัยกล่าว ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม” หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) ที่ ธปท. กำลังผลักดัน ท่ามกลางความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่
- ประการแรก คือการเพิ่มขึ้นของภัยหลอกลวง มิจฉาชีพ และอาชญากรรมดิจิทัลรูปแบบต่างๆ ที่ทำลายความไว้วางใจในเศรษฐกิจดิจิทัล
- ประการที่สอง คือความเสี่ยงทางไซเบอร์และการปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นต่อความมั่นคงทางการเงิน
- ประการที่สาม คือช่องว่างในระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ซึ่งเกิดจากการขาดข้อบังคับที่กำกับดูแลการใช้ AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาคการเงิน
“เราต้องทำให้แน่ใจว่ามาตรการป้องกันจะก้าวทันนวัตกรรม เพื่อให้การเงินดิจิทัลและ AI สามารถขยายโอกาส เพิ่มความครอบคลุม และสร้างความไว้วางใจทั่วทั้งระบบการเงินได้อย่างต่อเนื่อง” นายวิทัยกล่าว
Bangkok Blueprint และผลลัพธ์ที่จับต้องได้
เพื่อรับมือกับภัยหลอกลวงทางดิจิทัลขยายตัวและมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ไทยได้ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลกพัฒนา “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” หรือ “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่พร้อมรับมือภัยหลอกลวง” ซึ่งระบุข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการในการสร้างการตอบสนองต่อภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและสอดประสานกันมากขึ้น โดยตั้งใจให้เป็นเอกสารอ้างอิงเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศต่างๆ ที่ต้องการรับมือกับภัยหลอกลวงทางดิจิทัล
ในทางปฏิบัติ นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. ได้ออกมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับโมบายแบงก์กิ้งเพื่อรับมือภัยการชำระเงินที่ไม่ได้อนุมัติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอปดูดเงิน” เพิ่มการป้องกันการสวมรอยและการยึดบัญชี จนสามารถลดเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับแอปดูดเงินจนเหลือศูนย์คดีที่มีการรายงานนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568
แต่เมื่อรูปแบบภัยเปลี่ยนไปสู่การหลอกให้โอนเงินเอง หรือ Authorized Push Payment (APP) Fraud ธปท. จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมากขึ้น ผ่านมาตรการจัดการบัญชีม้าที่เข้มงวดขึ้น การติดตามเส้นทางการเงินผ่าน API การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การจำกัดวงเงินโอนดิจิทัลต่อวันเพื่อสะท้อนความเสี่ยงและพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแต่ละราย และแนวทางการรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Guidelines) เพื่อยกระดับความรับผิดชอบทั่วทั้งระบบนิเวศ ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจาก APP Fraud ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 8.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1.81 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 หรือลดลงเกือบ 80%
“นี่คือความก้าวหน้าที่ดี แต่เรายังคงมีงานที่ต้องทำอีกมาก” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว


สกัดเงินผิดกฎหมายจากเงินสดถึงสเตเบิลคอยน์
นายวิทัยระบุว่า ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมาในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ขยายขอบเขตความพยายามจัดการกับกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยตระหนักว่ารายได้จากมิจฉาชีพและภัยหลอกลวงเป็นแหล่งสำคัญของกระแสเงินสดผิดกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดมักถูกถอนเป็นเงินสดหรือแปลงสภาพไปสู่สินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT เพื่อใช้ฟอกเงิน
ธปท. จึงดำเนินมาตรการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- การกำหนดข้อจำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการนี้ในเดือนเมษายน 2569 การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงถึง 52% แสดงให้เห็นว่าธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การกำกับดูแลการซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยการยกระดับข้อกำหนดในการรายงาน โดยเฉพาะการถอนทองคำปริมาณมาก หลังจากการใช้มาตรการเหล่านี้ การถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ลดลงถึง 70%
- การยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผ่านการกำหนดวงเงินทำธุรกรรม มาตรฐานการดำเนินงาน และการยกระดับข้อกำหนดการรายงาน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องโหว่ต่อกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
- การทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ในการยกระดับการคุ้มครองในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย USDT ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายสูงมาก ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่เข้มงวดขึ้นและการใช้หลักเกณฑ์ Travel Rule เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดกระแสเงินหมุนเวียนที่ผิดกฎหมาย
ธปท. ยังยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence) ผ่านข้อกำหนด KYC, CDD และ EDD ที่อิงตามระดับความเสี่ยง และกำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยไว้ 24 รูปแบบ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินชี้เบาะแสและติดตามลูกค้าความเสี่ยงสูงได้ดีขึ้น


กรอบความมุ่งมั่นร่วมทั้งระบบนิเวศการเงิน
นายวิทัยประกาศว่า ธปท. จะนำ “กรอบการทำงานเพื่อปกป้องภาคการเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย” (Framework on Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities) มาใช้เป็นรากฐานร่วมกันของความร่วมมือทั่วทั้งภาคการเงิน โดยในสัปดาห์หน้า สถาบันการเงินทั่วทั้งระบบนิเวศ ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สาขาธนาคารต่างประเทศ ผู้ให้บริการ e-Payment ที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จะร่วมประกาศความมุ่งมั่นไม่สนับสนุน ให้ช่องทาง หรือส่งเสริมกิจกรรมผิดกฎหมายหรือการทุจริตคอร์รัปชันใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมพันธกรณีเฉพาะของแต่ละกลุ่ม เช่น
- ธปท. จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกด้านการกำกับดูแล ยกระดับมาตรการป้องกันธุรกรรมเงินสดและทองคำที่มีความเสี่ยงสูง และนำมาตรการเพิ่มเติมมาใช้ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการฝากเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท และการจำกัดการซื้อทองคำด้วยเงินสดที่เกิน 10 ล้านบาท
- ธนาคารพาณิชย์ จะยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าโดยใช้ข้อมูลภาครัฐ และนำรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบของ ธปท. มาใช้เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง
- ผู้ให้บริการ e-Payment ที่ไม่ใช่ธนาคาร จะยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร้านค้า และกวดขันมาตรฐาน KYC สำหรับบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) เพื่อป้องกันการใช้การชำระเงินในทางที่ผิดและบัญชีม้า
- ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร จะยกระดับการตรวจจับธุรกรรมความเสี่ยงสูง และแบ่งปันรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยกับ ธปท.
- ผู้รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จะยกระดับการคัดกรองความเสี่ยงผ่านฐานข้อมูลศูนย์กลาง และยกระดับมาตรฐาน AML/CFT และ KYC
“เรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ภาคการเงินถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด นี่ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญา แต่เป็นชุดการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมทั่วทั้งภาคการเงิน” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว
นายวิทัยปิดท้ายการปาฐกถา ว่า ความมุ่งมั่นของ ธปท. ไม่ได้จบลงแค่การประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกเท่านั้น แต่การปฏิรูป ขีดความสามารถ และพันธมิตรที่สร้างขึ้นในวันนี้ คือการลงทุนในความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทย
“ระบบการเงินที่ได้รับความไว้วางใจและมีความปลอดภัย ไม่เพียงแต่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset)ที่สนับสนุนนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน และมอบความมั่นใจให้ประชาชนและธุรกิจในการคว้าโอกาสใหม่ๆ” ผู้ว่าการธปท.กล่าว



