AI และหุ่นยนต์ควรต้องเสียภาษีเหมือนคนทำงาน

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

AI ควรเสียภาษีหรือไม่ เมื่อผู้เสียภาษีคนใหม่ไม่ใช่มนุษย์

กว่าร้อยปีที่ผ่านมา รัฐทั่วโลกสร้างระบบภาษีบนสมมติฐานง่ายๆ ข้อหนึ่ง คือ คนทำงานคือผู้สร้างมูลค่า เมื่อคนทำงาน รัฐก็เก็บภาษีเงินได้ เมื่อบริษัทจ้างพนักงาน รัฐก็ได้รับเงินสมทบประกันสังคม เมื่อแรงงานมีรายได้ พวกเขาก็นำเงินไปซื้อสินค้า เกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ และรัฐก็มีงบประมาณเพื่อนำกลับมาสร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน และสวัสดิการ

แต่หากอีกสิบปีข้างหน้า “คนทำงาน” ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป หากบริษัทหนึ่งเคยมีพนักงาน 500 คน แต่เหลือเพียง 100 คน เพราะ AI ทำงานแทนได้เกือบทั้งหมด คำถามคือ ใครจะเป็นผู้เสียภาษีแทนแรงงานที่หายไป

คำถามนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริง นักเศรษฐศาสตร์ รัฐบาล และองค์กรระดับโลกเริ่มถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว

AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงาน แต่มันเริ่ม “แทนงาน”

ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ มนุษย์มักบอกตัวเองว่า “สุดท้ายก็เป็นแค่เครื่องมือ” แต่ AI แตกต่างจากเครื่องจักรในอดีต เครื่องจักรปฏิวัติอุตสาหกรรมแทนแรงงานใช้แรง คอมพิวเตอร์แทนงานเอกสาร แต่ AI กำลังเข้าไปแทนงานที่เคยเชื่อว่าเป็น “งานใช้สมอง” มันเขียนบทความ สรุปรายงาน แปลภาษา เขียนโปรแกรม วิเคราะห์สัญญา ออกแบบภาพ ตอบลูกค้า แม้แต่ช่วยวินิจฉัยโรคในบางกรณี

OECD เตือนว่า AI กำลังขยายขอบเขตของงานที่สามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้ จากเดิมที่เน้นงานซ้ำๆ ไปสู่ “งานที่ไม่เป็นกิจวัตร” ซึ่งเคยเชื่อว่ามีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ และในประเทศสมาชิก OECD อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงต่อระบบอัตโนมัติคิดเป็นประมาณ 28% ของการจ้างงานทั้งหมด

ขณะเดียวกัน IMF ชี้ว่า AI จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานครั้งใหญ่ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่านโยบายของแต่ละประเทศสามารถช่วยให้แรงงานปรับตัวได้หรือไม่

ปัญหาอาจไม่ใช่ “คนตกงาน”

หลายคนคิดว่าประเด็นสำคัญคือ AI จะทำให้คนตกงาน แต่จริงๆ แล้วมีปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ ฐานภาษีของรัฐอาจหายไป

ลองจินตนาการบริษัทแห่งหนึ่ง เดิมมีพนักงาน 1,000 คน จ่ายเงินเดือนปีละ 600 ล้านบาท รัฐเก็บภาษีเงินได้จากลูกจ้าง เก็บเงินสมทบประกันสังคม เก็บภาษีจากการใช้จ่ายของพนักงาน แต่เมื่อ AI ทำให้บริษัทเหลือพนักงานเพียง 200 คน บริษัทอาจทำกำไรได้มากกว่าเดิม แต่รัฐกลับเก็บภาษีจากแรงงานได้น้อยลง ในขณะที่คนที่ถูกแทนที่อาจต้องการเงินช่วยเหลือ การฝึกทักษะใหม่ หรือสวัสดิการมากขึ้น

IMF ระบุว่า หากรายได้จากแรงงานลดลง ฐานภาษีเงินได้บุคคลจะอ่อนแอลง และรัฐบาลอาจต้องปรับระบบภาษีครั้งใหญ่เพื่อรับมือเศรษฐกิจยุค AI

“ภาษีหุ่นยนต์”

ย้อนกลับไปในปี 2017 Bill Gates เสนอแนวคิดที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เขาบอกว่า “ถ้าหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน ก็น่าจะถูกเก็บภาษีเหมือนกับที่คนทำงานถูกเก็บภาษี” แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดจากการต่อต้านเทคโนโลยี ตรงกันข้าม เขาเชื่อว่า AI และหุ่นยนต์จะทำให้โลกมีผลิตภาพสูงขึ้น แต่เขาเห็นว่า ผลประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรตกอยู่กับบริษัทเพียงฝ่ายเดียว รายได้ส่วนหนึ่งควรถูกนำกลับมาลงทุนกับสังคม เช่น การฝึกทักษะแรงงานใหม่ การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบอัตโนมัติ

แล้ว AI จะเสียภาษีอย่างไร

AI ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่มีบัญชีธนาคาร ไม่มีรายได้ ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี แล้วเราจะเก็บจากใคร เก็บจากบริษัทเจ้าของ AI เก็บจากบริษัทที่ใช้ AI เก็บจากศูนย์ข้อมูล เก็บจากจำนวนการประมวลผล (Compute Tax) หรือเก็บจากกำไรส่วนเพิ่มที่เกิดจาก AI เพียงคำถามนี้ ก็ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ยังถกเถียงกันไม่จบ

ฝ่ายที่เห็นด้วย ผู้สนับสนุนให้เหตุผลว่า AI ใช้โครงสร้างพื้นฐานของสังคม ใช้ข้อมูลที่มนุษย์สร้าง ใช้ระบบการศึกษาที่ผลิตแรงงาน หาก AI สร้างกำไรมหาศาล ก็สมเหตุสมผลที่ผลประโยชน์บางส่วนควรถูกส่งกลับคืนสู่สังคม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งยังชี้ว่า ปัจจุบันระบบภาษีในหลายประเทศเก็บภาษีจาก “แรงงาน” หนักกว่าจาก “ทุน” ทั้งที่ AI กำลังทำให้รายได้ไหลจากแรงงานไปสู่เจ้าของทุนมากขึ้น

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็มีเหตุผลที่หนักแน่นไม่แพ้กัน IMF เตือนว่า การเก็บ “ภาษี AI” โดยตรงอาจทำให้นวัตกรรมช้าลง ลดแรงจูงใจในการลงทุน และปฏิบัติได้ยาก เพราะไม่มีนิยามชัดเจนว่าอะไรคือ AI ที่ควรถูกเก็บภาษี นักเศรษฐศาสตร์อีกจำนวนมากเสนอว่า แทนที่จะสร้าง “ภาษี AI” ควรปฏิรูประบบภาษีทั้งหมด เช่น เก็บภาษีกำไรส่วนเกินของบริษัท ปิดช่องโหว่ภาษีของบริษัทเทคโนโลยี เก็บภาษีรายได้จากทุนให้สมดุลกับภาษีแรงงาน วิธีนี้อาจได้ผลมากกว่าและไม่ขัดขวางนวัตกรรม

แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไร

ประเทศไทยอาจยังเร็วเกินไปที่จะออก “ภาษี AI” แต่ไม่ได้แปลว่าเร็วเกินไปที่จะเตรียมตัว สิ่งที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้คือ ปฏิรูประบบภาษีให้พร้อมรับเศรษฐกิจที่แรงงานมนุษย์อาจมีสัดส่วนน้อยลง ลงทุนมหาศาลกับการ Reskill และ Upskill สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ประชาชนทุกวัย และศึกษาวิธีจัดเก็บภาษีจากกำไรที่เกิดจากระบบอัตโนมัติ โดยไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะหากเรารอจน AI แทนงานจำนวนมากแล้วค่อยเริ่มคิด อาจสายเกินไป

คำถามที่ใหญ่กว่าภาษี อาจไม่ใช่ว่า “AI ควรเสียภาษีหรือไม่” แต่อาจหมายถึง “ในวันที่แรงงานไม่ใช่แหล่งสร้างมูลค่าหลักของเศรษฐกิจอีกต่อไป ระบบภาษีของรัฐควรเปลี่ยนอย่างไร”

ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เราออกแบบรัฐเพื่อโลกที่คนเป็นแรงงาน แต่ศตวรรษที่ 21 อาจเป็นโลกที่ AI คือแรงงาน และหากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เราต้องปฏิรูปอาจไม่ใช่แค่กฎหมายภาษี แต่อาจรวมถึงวิธีคิดทั้งหมดว่า รัฐควรหารายได้จากที่ไหน และควรนำผลประโยชน์จากเทคโนโลยีมาแบ่งปันให้สังคมอย่างไร

เพราะเมื่อ AI สร้างความมั่งคั่งมหาศาล ความมั่งคั่งนั้นจะเป็นของใคร และสังคมจะได้รับส่วนแบ่งเพียงใดจึงเป็นธรรมสำหรับทุกคน