
ในวันที่หันไปทางไหน ก็มีแต่เรื่องร้อน ๆ ทั้งอากาศที่อบอ้าว และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ “ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ” ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และเมื่อเชื้อเพลิงมีราคาแพง สิ่งที่น่ากังวลตามมาติด ๆ ก็คือ “ค่าไฟฟ้า” ในบ้านเรา ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้า จนทำให้เงินในกระเป๋าของพวกเรา แฟบลงไปตามๆ กัน
แต่ในวิกฤติมักมีโอกาส บางที “แสงแดด” ที่เราบ่นว่าร้อน กำลังจะกลายมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเซฟเงินในกระเป๋าของพวกเรา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เพิ่งไฟเขียวโครงการใหญ่ที่เป็น “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และส่งเสริมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนหลายโครงการ หนึ่งในนั้นก็มี โครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ “Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน”
พูดภาษาบ้าน ๆ ก็คือ รัฐบาลกำลังเปิดโอกาสให้ประชาชน เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อไฟฟ้า” มาเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ไว้ใช้เองในบ้าน และยังเป็น “ผู้ขายไฟฟ้า”ส่วนที่เหลือใช้คืนเข้าระบบได้อีกด้วย!
รอบนี้รัฐบาลเอาจริง วันรุ่งขึ้น (29 เมษายน 2569) ก็มีมติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เคาะตัวเลข และกติกาการรับซื้อไฟจากประชาชนออกมาแบบชัดๆ ดังนี้
- ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ “Net Billing” หักลบกลบหนี้กันไป ไฟที่เหลือใช้ขายคืนได้ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย
- สัญญายาวๆ : รับซื้อต่อเนื่องนานถึง 10 ปี
- โควตาจำกัด : เปิดรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ (โดยแต่ละบ้านติดตั้ง และเสนอขายการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์)
ลองนึกภาพว่า กลางวันที่เราออกไปทำงาน แดดเปรี้ยง ๆ โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของเราก็ปั๊มเงิน ทำงานแทนเรา ผลิตไฟแล้วขายคืนให้การไฟฟ้า… ดีกว่าปล่อยให้แดดเผาหลังคาบ้านไปเปล่า ๆ เป็นไหน ๆ
แต่ก็มีปัญหาคลาสสิกสำหรับคนที่อยากติดโซลาร์เซลล์ในอดีต ไม่ใช่เรื่องเงินทุน แต่เป็นเรื่อง “การขออนุญาตติดตั้ง” ที่มีขั้นตอนยาวเหยียด จนหลายคนถอดใจ
รอบนี้ ครม. เลยสั่งการแบบทุบโต๊ะ ให้กระทรวงพลังงาน , กกพ., และ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) ไปรื้อระบบใหม่ โดยปรับปรุงการให้บริการเป็นแบบ “One Stop Service” จุดเดียวเบ็ดเสร็จ และกำหนดเดดไลน์ในการขออนุญาติไว้อย่างชัดเจน
- กรณีติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อ “ขายไฟ” ด้วย : การไฟฟ้าต้องอนุมัติให้เสร็จภายใน 30 วัน
- กรณีติด Solar Rooftop ไว้ “ใช้เอง” อย่างเดียว : การไฟฟ้าต้องอนุมัติให้เสร็จภายใน 7 วัน
- แถมพ่วงท้าย : ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) พิจารณาลด หรือ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสายส่งให้อีกต่างหาก
นอกจากนี้ ยังสั่งให้ กกพ.และ 3 การไฟฟ้า ไปปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงข้อกำหนดปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวมของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หน่วยเป็นกิโลวัตต์) ของผู้เชื่อมต่อทุกรายที่เชื่อมต่อในหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกันต้องไม่เกินขีดจำกัด 15% ของพิกัดหม้อแปลงจำหน่าย (หน่วยเป็นกิโลโวลต์-แอมแปร์) และให้ กฟน. และ กฟภ.พิจารณาปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าของสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้ทุกบ้านสามารถเปลี่ยนแสงแดดเป็นพลังงานได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ทำไฟตกไฟดับกันทั้งซอย
กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้รอกันนานข้ามปี เพราะ กพช.ได้สั่งการให้ กกพ. ออกระเบียบ และประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อไฟจากประชาชนอย่างเป็นทางการให้แล้วเสร็จภายในมิถุนายนนี้

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงเลือกใช้ระบบ “Net Billing” แทนที่จะเป็น “Net Metering” ที่หลายคนเชียร์กัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า สองคำนี้หน้าตาคล้ายกันมาก แต่ข้างในแล้ว กลับมีวิธีคิดไม่เหมือนกันดังนี้
1. Net Metering มีวิธีคิดง่าย ๆ คือ กลางวันแดดดี ๆ เราไม่อยู่บ้าน ผลิตไฟเกินไปเท่าไหร่ มิเตอร์ไฟฟ้าก็จะหมุนกลับ พอตกดึกกลับมาถึงบ้าน เปิดแอร์ เปิดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ ชาร์จไฟรถ EV ระบบก็จะเอาหน่วยไฟส่วนเกินตอนกลางวันมาหักลบกันตรงๆ “แบบ 1:1” ปัจจุบันเราซื้อไฟจากการไฟฟ้าหน่วยละ 3.95 บาท ตอนขายคืนให้การไฟฟ้า ก็ใช้ราคานี้ ระบบนี้คอโซลาร์เซลล์ชอบมาก เพราะคืนทุนเร็ว แต่กลับไม่แฟร์กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ถามว่ามันไม่แฟร์อย่างไรนั้น เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป
2. Net Billing ระบบนี้ใช้วิธีคิดแยกกันอย่างชัดเจน ไม่ใช้การหักลบด้วยหน่วยไฟ แต่เป็นการ “หักลบหน่วยเงิน” โดยใช้ “มิเตอร์ดิจิทัล” หรือ “Smart Meter” คอยแยกแยะระหว่างราคาค่าไฟที่เราซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ก็จ่ายไปตามราคาปกติคือ หน่วยละ 3.95 บาท ส่วนไฟที่เหลือจากการใช้ ขายคืนเข้าระบบ การไฟฟ้าจะรับซื้อในราคาตามนโยบายที่ กพช.กำหนด ปัจจุบันเคาะไว้ที่ 2.20 บาท/หน่วย
อ้าว! ในเมื่อ Net Metering คืนทุนไวกว่า แล้วทำไมรัฐบาลกลับไปเลือกใช้ระบบ Net Billing มาใช้แทนเหตุผล คือ
- ประการแรก ระบบกฎหมายภาษีของเมืองไทย ยังไม่มีระเบียบรองรับ Net Metering ลองนึกภาพดู กรมสรรพากรคงจะปวดในการคิดคำนวณภาษีจากหน่วยไฟฟ้าที่วิ่งเข้า-ออกจากมิเตอร์ไหลเข้าสู่ระบบเป็นรายวัน รายเดือน และรายปี ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บจากเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เก็บจากมูลค่าของสินค้าและบริการ ล้วนแต่มีหน่วยเป็นบาททั้งสิ้น
- ประการที่ 2 ปัญหาทางด้านเทคนิค ระบบโครงข่ายสายส่งและหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเดิมถูกออกแบบมา เพื่อจ่ายไฟจากส่วนกลางไปตามบ้าน เป็นหลัก พอวันดีคืนดี ทุกบ้านสลับโหมดกลายเป็นผู้ผลิต แล้วดันไฟย้อนกลับเข้ามาพร้อมๆกันตอนเที่ยงวัน ระบบโครงข่ายก็อาจจะเอ๋อ หรือ รับไม่ไหว จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนและปรับปรุงโครงข่ายสายส่งเดิม และอุปกรณ์ เพื่อปรับแรงดันไฟฟ้า และจัดการความถี่ให้อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น Smart Meter ไปจนถึง Smart Grid ที่ตอบโจทย์และสนับสนุนการทำงานของระบบ Net Billing ที่หักลบด้วยมูลค่าเงินแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความยุติธรรมในการคิดเงิน และความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าได้ดีกว่าระบบ Net Metering ที่หักลบกันด้วยหน่วยต่อหน่วย (1 : 1) โดยไม่สนใจเรื่องเวลา

- ประการที่ 3 ความเหลื่อมล้ำ ตรงนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด การนำหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาไปหักลบกับหน่วยไฟฟ้าของการไฟฟ้า แบบ 1:1 ดูเหมือนจะแฟร์ แต่นั่นคือการมองข้ามโครงสร้างราคาค่าไฟที่แท้จริง เพราะ 1 หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคา มีมูลค่าไม่เท่ากันกับ 1 หน่วยไฟฟ้าที่การไฟฟ้าขายให้เราในราคาขายปลีก (หน่วยละ 3.95 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วยต้นทุนหลายส่วน อาทิ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ต้นค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสำรอง ระบบสายส่ง สายจำหน่าย ค่าบริการสาธารณะ และเงินนำส่งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า รวมทั้ง “ค่าพร้อมจ่าย” (Availability Payment) ที่การไฟฟ้าต้องจ่ายเป็นค่าจ้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้ “สแตนบาย” หรือเตรียมความพร้อมที่จะเดินเครื่องจ่ายไฟได้ทันที ในกรณีที่แหล่งพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น โซลาร์เซลล์ ผลิตไฟไม่ได้กะทันหัน เนื่องจากเมฆบัง หรือ ในช่วงเวลากลางคืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟตก หรือไฟดับ

ต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกผลักภาระไปให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากจะให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟในราคาขายปลีก หน่วยต่อหน่วย ในรูปแบบ Net Metering เท่ากับว่าคนกลุ่มนี้ได้ใช้ประโยชน์จากความมั่นคงของระบบนี้ แบบฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงิน เปรียบเสมือนคนที่หิ้วกาแฟเข้าไปในร้านคาเฟ่ เสียบปลั๊กไฟ เปิดคอมพิวเตอร์ นั่งทำงานแอร์เย็นฉ่ำ โดยที่ไม่สนใจว่าเจ้าของร้านลงทุนตบแต่งร้าน จ่ายค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ มากขนาดไหน หากมีคนประเภทนี้เยอะ ๆในที่สุดเจ้าของร้านก็ไปต่อไม่ไหว คนแถวนั้นก็ไม่มีร้านให้มานั่งจิบกาแฟ
ลองคิดดู… คนที่มีทุนพอที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือผู้มีรายได้ระดับหนึ่ง ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อย หรือคนที่อยู่หอพัก คอนโด ทาวน์เฮาส์ที่ไม่สามารถติดตั้ง หรือมีกำลังทรัพย์พอที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ กลับต้องมาร่วมจ่าย “ค่า Ft” ที่แพงขึ้น เพื่ออุดหนุนคนที่หนีไปติดโซลาร์เซลล์ มันก็ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไหร่

ถามว่าคิดมากไปหรือเปล่า? ก็ลองหันไปดูเพื่อนบ้าน หรือประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ก็มีหลายประเทศที่ได้รับบาดเจ็บ จนต้องปรับ มาแล้วเหมือนกัน อย่างเช่น
- รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา : ในอดีตก็เคยเป็นตัวพ่อที่ใช้ระบบ NEM 2.0 คล้ายกับระบบ Net Metering โดยรับซื้อไฟคืนราคาเต็ม แต่สุดท้าย ก็แบกไม่ไหว ปี 2566 ก็เลยต้องเปลี่ยนมาระบบ NEM 3.0 หักค่าใช้จ่ายต้นทุนโรงไฟฟ้าอื่น ๆ และค่าดูแลสิ่งแวดล้อมออกจากราคารับซื้อ แถมยังต้องเก็บค่าบริการรายเดือน (Fixed Charge) เพิ่มอีกต่างหาก
- ประเทศมาเลเซีย : ยังใช้ระบบ Net Metering หรือ NEM 3.0 อยู่ แต่ “จำกัดโควตา” คนที่เข้าร่วมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ระบบพัง และถ้าเป็นภาคธุรกิจ เขาไม่ให้ใช้แบบ 1 ต่อ 1 แล้ว แต่ใช้วิธีอ้างอิงราคาตลาดแทน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนแฝงในส่วนอื่นๆ และไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ใช้ไฟทั่วไป
- ทวีปยุโรป : หลายประเทศในยุโรปที่เคยเปิด Net Metering ตอนนี้ต้องหันมาจำกัดเวลา และจำกัดโควตากันถ้วนหน้า โดยเน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน (Self-Consumption) ห้ามทำเป็นเชิงพาณิชย์ ส่วนประเทศอิตาลี และ โปแลนด์ ก็เลือกทางเดียวกับไทย คือใช้ระบบ Net Billing ทำสัญญาเป็นรายปี แถมยังต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าบริการระบบโครงข่ายให้กับการไฟฟ้าอีกต่างหาก
เห็นหรือยังว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “วิสัยทัศน์สั้น” หรือรังแกประชาชน… แต่คือ “ความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์” ดังนั้น การที่บ้านเรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนอยู่ในตอนนี้… จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร แต่กำลังเดินตามรอยบทเรียนของโลก เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

สำหรับสังคมไทยระบบ Net Billing เป็นทางออกที่ยั่งยืน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ…
- ในมุมของผู้ติดตั้ง แน่นอนคนที่ลงทุนควักกระเป๋าสตางค์ติดโซลาร์เซลล์ เขาก็ต้องอยากได้ความคุ้มค่า ซึ่งระบบนี้ก็ยังคงตอบโจทย์ให้เขาสามารถลดรายจ่ายในบ้านได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเหมือนเดิม เงินในกระเป๋ายังอยู่ครบ แถมได้ช่วยโลกไปในตัว
- ในมุมของระบบไฟฟ้า : ไฟฟ้าไม่ใช่แค่เรื่องของแผงบนหลังคา แต่คือระบบสายส่ง คล้าย ๆ กับถนนหนทาง หากเราช่วยกันดูแลต้นทุนตรงนี้เอาไว้ ระบบไฟฟ้าก็จะไม่รวน ป้องกันไฟตก-ไฟดับ และยังช่วยให้ประเทศมีรายได้พอที่จะขยับขยายการลงทุนไปสู่ “Smart Grid” หรือโครงข่ายอัจฉริยะในอนาคตได้อย่างมั่นคง
- ในมุมของประชาชนทั่วไป : ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่ผลักภาระไปให้ใคร หรือเอาเปรียบใคร และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เงินทุกบาท ทุกสตางค์ของคนไทยทุกคนที่จ่ายค่าไฟไปนั้น ทั้งคนที่ติดและไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
เรื่องโซลาร์เซลล์และพลังงานสะอาด จึงไม่ใช่เกมที่มีคนหนึ่งชนะ แล้วต้องมีคนหนึ่งแพ้ ไม่ใช่เรื่องของ “คนมีเงินติด” ได้ประโยชน์ แล้วปล่อยให้ “คนไม่มีเงินติด” ต้องมาแบกรับค่าส่วนต่าง
เพราะพลังงานแห่งอนาคตที่ดีที่สุด คือพลังงานที่สร้างประโยชน์ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง….



