World Bank Group-สภาพัฒน์-มูลนิธิกสิกรไทย หนุน “บัญชีทุนธรรมชาติ” นำร่องน่าน เชื่อมมูลค่าป่าต้นน้ำสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

World Bank Group ร่วมมือ สภาพัฒน์ และมูลนิธิกสิกรไทย ลงนาม MOU เพื่อสนับสนุนการพัฒนา “บัญชีทุนธรรมชาติ” (Natural Capital Accounting: NCA) ของประเทศไทย โดยมีจังหวัดน่านเป็นพื้นที่นำร่อง มุ่งพัฒนาข้อมูลและเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศ เพื่อนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การลงทุน และการจัดการทรัพยากรในระยะยาว รวมถึงเป็นหนึ่งในแนวทางสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าใช้ “การทำบัญชีทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital Accounting (NCA) เพื่อยกระดับธรรมชาติจากทรัพยากรที่มักถูกมองข้าม ประเด็นสำคัญของความร่วมมือนี้ไม่ใช่เพียงการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการยกระดับ “ธรรมชาติ” ให้เป็นข้อมูลเศรษฐกิจที่รัฐ ภาคการเงิน และชุมชนใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การลงทุน และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่ผ่านมา ทุนธรรมชาติเช่น ผืนป่า และพื้นที่ต้นน้ำ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ทว่าในระบบบัญชีและการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจแบบเดิม มูลค่าของทรัพยากรเหล่านี้ยังไม่ได้รับการประเมินและผนวกเข้ากับกระบวนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดระบบทุนนิยมแบบตักตวงผลประโยชน์ (Extractive Capitalism) ที่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติถูกมองข้ามได้ง่าย การทำบัญชีทุนธรรมชาติจึงทำหน้าที่คล้ายบัญชีประกอบการตัดสินใจ เพื่อวัดมูลค่าของสินทรัพย์ธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) เช่น การควบคุมน้ำ การลดความเสี่ยงท่วม-น้ำแล้ง และการสนับสนุนภาคท่องเที่ยว ให้กลายเป็นตัวเลขที่จับต้องได้และมีการอิงตามฐานข้อมูลจริง เพื่อช่วยให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และช่วยให้ภาคการเงินประเมินความเสี่ยงและโอกาสของโครงการได้รอบด้านยิ่งขึ้น

World Bank Group สภาพัฒน์ และมูลนิธิกสิกรไทย เห็นพ้องกันว่า “ทุนธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นสินทรัพย์พื้นฐานที่รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นของประเทศในอนาคต จึงได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนการพัฒนา NCA ของประเทศไทย โดยกำหนดให้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่นำร่อง มุ่งพัฒนาข้อมูลที่ช่วยสะท้อนมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศให้สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายและเศรษฐกิจได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

NCA คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ

Mrs.Melinda Good, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank อธิบายว่า บัญชีทุนธรรมชาติ คือ กระบวนการวัดและประเมินมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ลุ่มน้ำ ชายฝั่ง และระบบนิเวศต่าง ๆ ให้ปรากฏในงบดุลของชาติ ซึ่งที่ผ่านมา สินทรัพย์เหล่านี้ยังคงเป็น “งบดุลที่ซ่อนอยู่” ไม่ถูกนำมาคำนวณในการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือการลงทุน

“บัญชีทุนทางธรรมชาติ คือการทำให้สิ่งที่เคยมองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ GDP บอกเราว่าวันนี้เศรษฐกิจผลิตอะไรได้บ้าง แต่ NCA จะช่วยให้เราเข้าใจว่าการเติบโตนั้นกำลังเสริมสร้างหรือกำลังทำลายฐานทรัพยากรที่รองรับการเติบโตในอนาคต” นางเมลินดากล่าว

NCA วัดทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ น้ำ ดิน และระบบนิเวศต่าง ๆ ทั้งในรูป “สต็อก” ของสินทรัพย์ที่มีอยู่ และ “กระแส” ของประโยชน์หรือบริการที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์เหล่านั้น แล้วเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวกับระบบบัญชีประชาชาติ (System of National Accounts) เพื่อให้เพื่อช่วยให้ภาครัฐและภาคการเงินใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบาย งบประมาณ และการลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

NCA เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้สินทรัพย์ทางธรรมชาติที่เคยมองไม่เห็น กลายเป็นข้อมูลที่จับต้องและวัดมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังช่วยให้ภาครัฐและภาคการเงินสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“บัญชีทุนทางธรรมชาติเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจากธรรมชาติไปสู่การบริหารเศรษฐกิจมหภาค จากการบริหารเศรษฐกิจมหภาคไปสู่การตัดสินใจทางการคลัง และจากการตัดสินใจทางการคลังไปสู่การดึงการลงทุนจากภาคเอกชน” นางเมลินดากล่าว

ที่ผ่านมา GDP เป็นตัวชี้วัดหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่ ไม่ได้สะท้อนว่าการเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการรักษาหรือการทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญที่ NCA เข้ามาช่วยเติมเต็ม

ธนาคารโลกชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พึ่งพาทุนธรรมชาติและบริการจากระบบนิเวศ ทั้งในด้านอาหาร น้ำ วัตถุดิบ การควบคุมสภาพภูมิอากาศ และการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ หากเกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศแม้เพียงบางส่วน อาจส่งผลให้ GDP โลกหายไปถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป พบว่า สินเชื่อของสถาบันการเงินในยูโรโซนกว่า 70% ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่พึ่งพาบริการระบบนิเวศอย่างน้อย หนึ่งประเภท 

สำหรับประเทศไทย นางเมลินดากล่าวว่า จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการนำ NCA ไปใช้เป็นรูปธรรม เพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีฐานทรัพยากรธรรมชาติและบริการของระบบนิเวศที่หลากหลาย และเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางน้ำและเศรษฐกิจของประเทศ

นางเมลินดากล่าวว่า การผลักดัน NCA ในครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นความร่วมมือที่มีการกำหนดพื้นที่นำร่องและเป้าหมายการใช้ข้อมูลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเกิดขึ้นในช่วงที่ สภาพัฒน์กำลังเตรียมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ขณะที่ไทยมีประสบการณ์จากโครงการในจังหวัดน่าน ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปี IMF-World Bank Group เดือนตุลาคมนี้ และช่วยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการวางแผนปกป้องและเพิ่มมูลค่าจากสินทรัพย์ทางธรรมชาติเพื่อการเติบโตในระยะยาว

World Bank Group ยังมีการจัดทำรายงาน “Building Thailand’s Future Today” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุนธรรมชาติเข้ากับการตัดสินใจด้านงบประมาณภาครัฐและการลงทุนของภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ รายงานชี้ว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย เช่น ธุรกิจเกษตร การท่องเที่ยว และการแพทย์และสุขภาพ ล้วนพึ่งพาฐานทุนธรรมชาติที่สมบูรณ์ หากประเทศไทยสามารถประเมินมูลค่าและปกป้องทุนธรรมชาติเหล่านี้ได้ การลงทุนในแนวทางที่พึ่งพาธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การฟื้นฟูลุ่มน้ำ เกษตรกรรมยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในเมือง ก็จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

สภาพัฒน์ ดัน “การทำบัญชีทุนทางธรรมชาติ” ปูทางสมดุลเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม รับมือกติกาโลก

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)กล่าวว่า การทำบัญชีทุนธรรมชาติเปรียบเสมือน “บัญชีทุนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่เดินคู่ขนานไปกับบัญชีประชาชาติ เพื่อสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่รวมมิติด้านทรัพยากรไว้ด้วย เครื่องมือนี้จะช่วยให้ภาครัฐเห็นทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบของการพัฒนาได้ชัดเจนขึ้น และนำไปสู่การกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง รวมถึงสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

การจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ครอบคลุมทั้งทุนทางชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และทุนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม นายดนุชา ยอมรับว่าการดำเนินงานมีความท้าทายสูงและต้องใช้เวลา เนื่องจากฐานข้อมูลในปัจจุบันของประเทศไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ และความร่วมมือจากองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญอย่าง World Bank Group เข้ามาช่วยศึกษาวิจัยเชิงลึก

นอกจากมิติด้านนโยบายสาธารณะแล้ว บัญชีทุนทางธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อภาคการเงินและการลงทุนอย่างมาก โดยจะเชื่อมโยงกับเกณฑ์การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานโลกในปัจจุบัน ข้อมูลบัญชีทุนธรรมชาตินี้จะช่วยให้ภาคธนาคารและสถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ประเมิน ชั่งน้ำหนักผลกระทบ และประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ให้แก่โครงการพัฒนาต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน ป้องกันการจัดสรรงบประมาณที่อาจทำลายสมดุลทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทางสภาพัฒน์ ได้เริ่มขับเคลื่อนโมเดลนำร่องในพื้นที่ที่มีปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรมอย่าง “บ้านน้ำรี” จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพื้นที่ดังกล่าวเผชิญปัญหาการบุกรุกป่าจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลัง สภาพัฒน์ จึงเข้าไปร่วมปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีรายได้อย่างยั่งยืน

โมเดลบ้านน้ำรีมุ่งเน้นการจัดการสิทธิในที่ดินทำกินภายใต้กรอบกฎหมาย ควบคู่กับการปรับอาชีพให้เกษตรกรมีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ลดแรงกดดันต่อผืนป่า เช่น การปลูกพืชระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างมะเขือเทศเชอร์รี่ ร่วมกับพืชระยะกลางและระยะยาวเพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปี โครงการยังนำระบบจัดเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของต้นไม้มาใช้ประเมินศักยภาพด้านคาร์บอนเครดิต แม้ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนต่อเนื่องอีกประมาณ 4-5 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนมุมมองของคนในชุมชนได้ในระดับหนึ่งแล้ว

“บัญชีทุนทางธรรมชาติไม่ได้เข้ามาแทนที่ตัวเลข GDP แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเตือนให้เราตระหนักว่า การพัฒนาประเทศในปัจจุบันกำลังใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขอบเขตจนขาดความสมดุลหรือไม่ เพื่อให้ก้าวต่อไปของประเทศไทยเป็นการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายดนุชากล่าว

สภาพัฒน์ มีแผนผลักดันแนวคิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้การวางแผนเศรษฐกิจไทยสะท้อนมิติด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น

“ก้าวย่างสำคัญของประเทศไทยในการนำเครื่องมือนี้มาใช้ แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่จะช่วยให้การขับเคลื่อนและการกำหนดนโยบายระดับประเทศเป็นไปอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น สามารถประเมินผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ลบได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญที่สุด เครื่องมือนี้จะเป็นกลไกหลักในการรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง ซึ่งถือเป็นผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว โดยจุดเริ่มต้นในวันนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในอนาคต” นายดนุชากล่าว

มูลนิธิกสิกรไทย ชี้ “การทำบัญชีทุนธรรมชาติ” พลิกโฉมภาคธนาคาร ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจกรรมยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในนามมูลนิธิกสิกรไทยเปิดเผยถึงบทบาทของภาคธนาคารกับการขับเคลื่อน NCA ว่า ภาคการธนาคารในประเทศไทยมีความเกี่ยวข้องกับฐานทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ หากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมต่อเนื่อง ความเสี่ยงดังกล่าวย่อมสะท้อนกลับมายังเศรษฐกิจ ลูกค้า และระบบการเงินในระยะยาว

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้ปรับมุมมองการดำเนินงานผ่าน 3 เลนส์ที่สำคัญ เริ่มจากการมองผ่าน “เลนส์ทางการเงิน” (Financial Lens) ในอดีตที่มุ่งเน้นการสร้างกำไรสูงสุด ขยับมาสู่ “เลนส์ระบบนิเวศ” (Ecosystem Lens) ที่เน้นความอยู่รอดร่วมกับคู่ค้าเพื่อไม่ให้ระบบล่มสลาย และล่าสุดคือ “เลนส์สังคม-นิเวศวิทยา” (Socio-Ecological Lens) ผ่านการจัดตั้งองค์กรสาธารณกุศล และมูลนิธิต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ 

การจัดทำ NCA จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของโลก จากเดิมที่งบประมาณการลงทุนที่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนเพื่อสร้างธรรมชาติถึง 35 เท่า ให้กลับมาจัดสรรเงินทุนได้อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบนิเวศ 

“วันนี้เราต้องเปลี่ยนจากทุนนิยมแบบตักตวงผลประโยชน์ (Extractive Capitalism) ไปสู่ทุนนิยมแบบฟื้นฟู (Regenerative Capitalism) ซึ่งจะช่วยออกแบบกลไกตลาดให้สะท้อนต้นทุนและคุณค่าของธรรมชาติได้ดีขึ้น ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่ผู้ที่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติควรได้รับแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางธรรมชาติสามารถสนับสนุนการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง” นายพิพิธกล่าว

น่าน โมเดลต้นแบบการทำบัญชีทุนธรรมชาติไทย

หนึ่งในพื้นที่นำร่องสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา คือ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ธนาคารกสิกรไทยและมูลนิธิกสิกรไทยดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของกสิกรไทยในโครงการพัฒนา NCA นี้มี 2 มิติ ได้แก่ (1) บทบาทด้านพื้นที่และข้อมูล โดยมูลนิธิกสิกรไทยมีเครือข่ายและข้อมูลภาคสนามที่ครอบคลุม รวมถึงระบบติดตามด้วยดาวเทียมที่มีข้อมูลฐานพื้นที่ป่าอยู่แล้ว และ (2) บทบาทด้านตลาดการเงิน ซึ่งอาจช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทุนธรรมชาติเข้ากับการออกแบบกลไกทางการเงินในอนาคต เช่นเดียวกับที่คาร์บอนเครดิตเริ่มมีมาตรฐานและตลาดซื้อขายที่ชัดเจนขึ้น

นายพิพิธ กล่าวว่า จังหวัดน่านถือเป็น “Microcosm” หรือภาพจำลองขนาดย่อมของปัญหาการพัฒนาที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

พื้นที่ป่าต้นน้ำของจังหวัดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำถึงร้อยละ 40  ที่หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยาและหล่อเลี้ยงพื้นที่เศรษฐกิจภาคกลางรวมถึงกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันได้ถูกทำลายและเสื่อมโทรมลงไปแล้วถึงร้อยละ 28 

การเข้าไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่นี้จึงมีความซับซ้อนและต้องบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วนของรัฐบาล ความท้าทายที่แท้จริงลึกๆ ลงไปของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ “โอกาสเลือกของมนุษย์” หากคนในพื้นที่ไม่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ก็จำเป็นต้องเลือกปลูกข้าวโพดและทำลายป่าต่อไปเพื่อความอยู่รอด 

โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์จึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่คนและเศรษฐกิจในครัวเรือน ผ่านหลักการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการ การฟื้นฟู และการเกิดใหม่ (Regovernance, Restoration, Regeneration) เพื่อเปลี่ยนแนวคิดของชุมชน ซึ่งการนำ NCA เข้ามาใช้วัดผลจะช่วยให้สามารถคำนวณมูลค่าของทุนธรรมชาติทุกประเภทออกมาเป็นตัวเงินได้ชัดเจน ไม่จำกัดเพียงแค่คาร์บอนเครดิตเท่านั้น ส่งผลให้สามารถตัดสินใจลงทุนและขยายผลเชิงพาณิชย์ไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

“กลไกของ NCA จะช่วยเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจเดิมที่อิงตาม GDP ไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มองเห็นมูลค่าของธรรมชาติมากขึ้น หรือ GDP Plus เมื่อบริษัทและภาคธุรกิจเปิดเผยข้อมูลด้านทุนธรรมชาติและสังคมได้ชัดเจนขึ้น ก็จะช่วยให้ภาคเอกชนและตลาดทุนมีข้อมูลประกอบการลงทุนที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต มูลค่าขององค์กรจึงอาจไม่ได้วัดจากผลประกอบการทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย” นายพิพิธกล่าว