
SNPS หรือ บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดสมุนไพรมาตรฐานสากลที่จดทะเบียนใน SET เมื่อปี 2567 ประกาศเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับธุรกิจสู่เป้าหมายการเติบโต พร้อมชูศักยภาพการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสารตั้งต้นและสินค้าคุณภาพสูงส่งมอบแก่แบรนด์ระดับโลก ภายใต้หลักธรรมาภิบาลเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานงานวิจัยที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี 2542
สำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้สัมภาษณ์ ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “SNPS” หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วม ”โครงการ JUMP+” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่าน 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก มุ่งขยาย visibility ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมสื่อสารกับผู้ลงทุน โดยที่โครงการ “JUMP+” เป็นโครงการระยะยาว บริษัทที่ร่วมโครงการจะต้องจัดทำแผนการเติบโต 3 ปี (2569-2571) ต้องใช้เวลาในการวัดผลความคืบหน้าของการดำเนินการ
ปัจจุบัน “สมุนไพรไทย” ไม่ได้เป็นเพียงภูมิปัญญาท้องถิ่นโบราณ แต่คือแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติชั้นดีที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้นได้อย่างยั่งยืน
บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “SNPS” เดินหน้าสร้างคุณค่าให้สมุนไพรไทยสู่เวทีโลก ในฐานะวัตถุดิบทางการเกษตรคุณภาพที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการสกัดสมุนไพรที่พิถีพิถันและการศึกษาวิจัยที่ได้มาตรฐานสากลมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในโลกสมัยใหม่ และช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SNPS กล่าวว่า SNPS ตั้งใจในการผสมผสานสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม” (Local Wisdom) กับ “วิทยาศาสตร์สากลระดับโลก” (Global Science) มาเชื่อมต่อกันเพื่อที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีมีคุณภาพให้กับคู่ค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรม Wellness ทั้งในส่วนที่เป็นธุรกิจเครื่องสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ และยาต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัททำมาตั้งแต่ปี 1999
ปัจจุบันบริษัทเติบโตมาได้ประมาณ 26 ปี จากบริษัทที่เป็นนักวิจัยมากๆ ในประเทศไทย ไม่มีคนรู้จัก มาเป็นบริษัทที่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับคู่ค้าต่างประเทศได้หลากหลายประเทศ โดยเฉพาะในโซนเซาท์อีสเอเชีย ในอดีตเราเติบโตมาจาก Product Innovation แต่วันนี้ถึงจุดที่มองว่าจะต้องมองภาพกว้างและใหญ่ขึ้น โตแบบเดิมไปเรื่อยๆ คนเดียวไม่ได้แล้ว ดังนั้นจะโตอย่างไรร่วมกับพันธมิตรทางการค้าหรือพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ ทางธุรกิจ แล้วทำให้เราสามารถเก็บโอกาสในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามที่ตอนนี้เป็นช่วงขาขึ้นและมีความต้องการสูงมากขึ้น บวกกับเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้สูงวัยมีอายุสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่มีคำกล่าวว่าอายุวันที่เราเกิดกับอายุร่างกายของเราไม่เท่ากันอีกต่อไป ทุกวันนี้คนที่อายุ 100 ปีขึ้นไปมีเยอะมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ใช้ชีวิตได้ปกติ จึงเป็นเทรนด์ความต้องการจริงๆ ของมนุษย์ SPNS อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้โดยตรง
“JUMP+” สร้างโอกาสเติบโต – คอนเนคชั่นทางธุรกิจ
ทั้งนี้ SNPS มีการเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ โดยพยายามเชื่อมโยงกับแผนงานธุรกิจ 10 ปีข้างหน้าที่มีอยู่แล้วว่าเราอยากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แล้วย่อยแผนมาเป็น 3 ปี ว่าเราจะทำอย่างไร โดยดึงส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญมาร่วมในโครงการ JUMP+ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่เราจำเป็นต้องทำ ต้องเป็นแผนงานที่เราตั้งใจจะโฟกัส ทำแล้วต้องเห็น Impact และเห็น Outcome จริงๆ”
“สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดก็คือ การเติบโต แต่ไม่ใช่การเติบโตทั่วไป แต่เป็นการเติบโตจาก ‘โอกาส’ ต้องคว้าให้ได้ โดยเฉพาะเน็ตเวิร์คและคอนเนคชั่นกับกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา, Strategic Partner, Investor, ลูกค้า แม้แต่กลุ่มเกษตรกร กลุ่ม Stakeholder ต่างๆ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการ JUMP+ ตอบโจทย์ตรงนี้มากๆ”
ดร.ธีรญาให้ความเห็นต่อว่า “การเติบโตทุกวันนี้มี ‘เงินทุน’ อย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าจะเติบโตได้ การไปคนเดียวมีความเสี่ยงระดับหนึ่ง ดังนั้นเราต้องการหา “Strategic Collaboration” ไม่ว่าจะกับหน่วยงานไหนก็ตาม เพราะสิ่งที่ SNPS ตั้งใจทำและ Represent อยู่ คือภูมิปัญญาไทย ความเป็นไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ในการที่เราจะเชื่อมของ(สมุนไพรและวัตถุดิบอื่นๆ) ที่เป็น local มากๆ ให้ไปอยู่ในระดับ Global Standard, Global Quality ซึ่งมูลค่าตลาดมหาศาลในเรื่องของ Wellness”
“ดังนั้นเพื่อที่จะไป Global Quality เราต้องการ Endorsement ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยที่บริษัทเราสร้างความโปร่งใส Governance ครบ มีการ Disclose ข้อมูลเต็มที่ แต่เราก็ต้องการความช่วยเหลือจากทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เราสามารถเข้าถึง แล้วก็ Connect กับ Strategic Partner กับคู่ค้าต่างประเทศได้เยอะยิ่งขึ้น เพราะนั่นเป็นโอกาสในการเติบโต”

ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4C: ปลูก-ปั้น-เปลี่ยน-ปัน
ดร.ธีรญากล่าวว่า ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยการตั้งใจทำงานผ่าน 4 กิจกรรมหลักที่เรียกว่า 4C หรือ 4ป ได้แก่ 1.Cultivation (ปลูก), 2.Creation (ปั้น), 3.Conversion (เปลี่ยน), และ 4.Contribution (ปัน)
สำหรับการ “ปลูก” คือร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรไทยในการพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูกพืชสมุนไพรไทย เพื่อให้ได้สมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน กระจายการรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพรไทย เพราะเราต้องการใช้ภูมิปัญญาไทยที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น
หลังจากนั้นนำวัตถุดิบมา “ปั้น” เป็น “สารออกฤทธิ์” (Active Phyto Ingredient : API) ซึ่งเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของเราร่วมกับนักวิจัย ต่อมาคือ “เปลี่ยน” สารสกัดจากสมุนไพรให้อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กแรกเกิด หรือกลุ่มผู้ป่วยบางโรคที่ใช้สารสกัดสมุนไพรในการดูแลสุขภาพ ส่วนในเรื่องของการ “ปัน” คือปันกลับสู่สิ่งแวดล้อมและสู่สังคม

“การปลูก ปั้น เปลี่ยน และปัน ถือเป็น “Integrate Ecosystem” ของ SNPS ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบริษัท ทำให้เรามีจุดยืนที่แข็งแรงมากๆ เราเป็น Top of Mind เวลาใครนึกถึงสารสกัดสมุนไพรในอุตสาหกรรมจะคิดถึงเราเป็นชื่อแรก เราเป็น Top of Mind ในเรื่องของ Innovation มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยของชาติ สวทช. มหาวิทยาลัยชั้นนำ โรงเรียนแพทย์ชั้นนำ มีการ Collaborate และทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ดีเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยใช้วัตถุดิบของไทยเราเอง เป็นอันนึงที่เราโฟกัสใน Niche ของเรา”
“เราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีของมนุษย์และคนรอบตัวจะดีได้ ต้องใช้สิ่งที่มาจากธรรมชาตติหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เราหลงรักในภูมิปัญญาของคนไทยที่สืบทอดกันมา แล้วเราก็เก่งในการสร้างนวัตกรรม ในการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์กับสิ่งที่อยู่ในประเทศไทย แล้วสื่อสารออกไปให้กับคู่ค้าต่างประเทศ ให้กับบริษัทชั้นนำหรือตราสินค้าชั้นนำเอาของเหล่านี้ไปใช้ได้”
ดร.ธีรญากล่าวย้ำว่า “ดังนั้นนอกเหนือจากการที่เราเอาของที่เป็นสมุนไพรไปส่งมอบ แต่ Niche ที่เราอยู่ก็คือ เราส่งมอบประสิทธิภาพที่มาจากธรรมชาติที่สูงมากๆ ให้กับคู่ค้าของเรา โดยบวกวิทยาศาสตร์ พืชสมุนไพรไทย และความต้องการของมนุษย์เข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่ SNPS เข้มแข็งและตั้งใจทำมาตลอด 26 ปี”


ยกระดับสมุนไพรไทยมูลค่าสูง – มีมาตรฐานวิทยาศาสตร์รองรับ
ดร.ธีรญากล่าวว่า ด้วยพื้นฐานของบริษัทที่โดดเด่นเรื่องการวิจัยและนวัตกรรม หนึ่งในดีเอ็นเอสำคัญของ SNPS จึงเป็นเรื่อง “Science- Backed” หรือการมีวิทยาศาสตร์รองรับในทุกๆ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับคู่ค้า โดยผ่านกระบวนการวิจัยค่อนข้างเยอะ แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2 ปี พร้อมกันนี้ยังเน้นการทำงานคู่กับหน่วยงานภายนอก เพราะต้องการ Collaborate ซึ่งบริษัทจะเป็นคนที่ Integrate ความเข้มแข็งของแต่ละหน่วยงาน แต่ละนักวิจัย เอามาใช้ให้เหมาะสมมากที่สุด
ตัวอย่างล่าสุดปี 2567 ที่ผ่านมา SNPS ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “B GOLD” สารสกัดกระชายดำบริสุทธิ์ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเป็นการนำกระชายดำจากภูเขาที่จังหวัดเพชรบูรณ์มาสกัดเป็นสารออกฤทธิ์สีเหลืองทองผ่านกระบวนทางเทคโนโลยี มีฤทธิ์ช่วยในการบำรุงผิว ลดริ้วรอย รวมถึงเพิ่มการสร้างคอลลาเจนมากกว่า 30% และลดการอักเสบของ DNA damage สูงกว่า 30%
พร้อมขึ้นทะเบียน COSMOS เป็นมาตรฐานการรองรับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติระดับสากลยุโรป สามารถเอาไปใช้ได้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการเพิ่มมูลค่าจากกระชายดำกิโลละไม่กี่ร้อยบาท เป็นสารออกฤทธิ์ที่ช่วยในการลดริ้วรอยต่างๆ ช่วยในการสร้างคอลลาเจนในราคาหลายหมื่นบาท
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม คือสารสกัดจาก “ข้าวเหนียวดำ” ที่รับซื้อมาจากเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ โดยนำมาผ่านกระบวนการหมักแล้วสกัดออกมาเป็นอะมิโนแอซิดและเปปไทด์ ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของผิวให้แข็งแรง ชะลอการเกิดรอยปื้นดำของผิวหนัง ลดการเกิดเซลล์ที่ตายแล้ว หรือ Senescent cell
อีกผลิตภัณฑ์คือ การพัฒนาสกัดสารออกฤทธิ์โดยใช้เทคโนโลยี “Bio CPX” ที่มีความปลอดภัยสูงร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบผลลัพธ์กับกลุ่มคนไข้ที่เป็นมะเร็ง นี่คือตัวอย่างว่าเราทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร
“สิ่งที่เรานำมาเชื่อมต่อก็คือ ความต้องการลดการใช้ยาสังเคราะห์ หรือมีตัวเลือกการใช้ยาจากพืชสมุนไพรเพื่อลดอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ แต่สิ่งที่ดีมากๆ ก็คือมาจากประเทศไทยทั้งหมด เอาพืชไทยมาสร้างเป็นสารออกฤทธิ์ แล้วส่งเข้าไปใช้งานจริง โดยทำงานร่วมกับทางอาจารย์แพทย์ค่อนข้างมาก”
“SNPS ตั้งใจจะสร้าง S-curve โดยการที่เราจะขยับจากการขายสมุนไพรทั่วไป ขายสารสกัดที่ราคาไม่สูงมาก เอาวิทยาศาสตร์มารวม สร้างให้ Value มันตอบโจทย์ในเรื่องของผู้ใช้จริงๆ แล้วให้เขาคุ้มค่าในการจ่ายสูงขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ไปต่อยอดกับผู้บริโภคต่อไป”
“นอกจากนี้อยากจะให้ต่างประเทศได้รู้ว่าเทคโนโลยีไทยมีดีเยอะมาก แต่ต้องโชว์ในเชิง Commercial โชว์ให้ต่างประเทศอยากซื้อ อยากเอาไปใช้ หรือไม่ขายก็ได้ แต่โชว์ให้เห็นว่าเราก็มีของดี เป็นการสร้างแบรนดิ้งให้เห็นว่าประเทศไทยเราน่าเชื่อถือ อยู่ในระดับสากล”

ให้ความสำคัญกับ ESG – เพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ดร.ธีรญากล่าวเพิ่มเติมว่า SNPS ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจผ่านคำว่า “ปลูก” โดยสิ่งที่ทำลำดับแรกคือการลงพื้นที่ไปช่วยตรวจสอบก่อนว่าชาวบ้านแต่ละพื้นที่สามารถปลูกพืชสมุนไพรได้โดยไม่เป็นอันตรายทั้งต่อพื้นที่และผลิตภัณฑ์ เสร็จแล้วก็เริ่มวางแผนเรื่องซัพพลายที่ต้องไปพัฒนาร่วมกันแล้วก็รับซื้อเข้ามา ซึ่งเป็นอันหนึ่งที่ต้องเตรียมว่าเป็น Critical Ingredient ที่ขาดไม่ได้
เมื่อรับซื้อมาแล้วก็ต้องนำมาตรวจสอบในเรื่องของคุณภาพต่างๆ ซึ่งหน้าที่ของ SNPS คือปรับจากวัตถุดิบท้องถิ่นมากๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่มูลค่าสูงและได้มาตรฐานสากล โดยหนึ่งในเป้าหมาย 10 ปีข้างหน้า นอกจากบริษัทเราต้องโตอย่างน้อย 10 เท่าแล้ว จะต้องมีกลุ่มชาวบ้านได้รับผลพลอยได้ที่ดีร่วมกับบริษัทอย่างน้อย 1,000 ครัวเรือน
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรอย่างเดียว แต่ทำยังไงที่สามารถกระจายรายได้ให้ชาวบ้าน หรือว่าเราพึ่งเขา เขาพึ่งเรา แล้วมันได้กี่ครัวเรือน เป็นอันหนึ่งที่สำคัญ มันเป็นหนึ่งใน ESG ที่เราทำมาอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่อยู่ในธุรกิจ เราไม่ซื้อของชาวบ้าน เราก็ไม่มีวัตถุดิบใช้ เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างตรงไปตรงมาที่สุด”
“เพราะฉะนั้นการปลูก ปั้น เปลี่ยน ปัน ครบห่วงโซ่ เป็นการทำสอบกลับแบบครบถ้วน เป็น Traceability ที่ครบที่สุด คุณสบายใจได้ว่ามาซื้อของที่นี่เรา Trace กลับไปตั้งแต่ต้นน้ำ สบายใจได้ว่ามาสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกันหรือใช้สารออกฤทธิ์ของ SNPS แล้ว สามารถสร้างผลกระทบที่ดีให้กับชุมชนและโลกไปด้วย”
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในเป้าหมายของ SNPS คือเรื่องของการ “ลดก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งบอร์ดบริหารให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environment, Social, Governance) มากถึงมากที่สุด ซึ่งกลุ่มบริษัทของเราได้รับการรับรองในเรื่องของ CFO Certified (Carbon Footprint Organization) ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในสโคป 1 และ 2 ส่วนสโคป 3 อยู่ระหว่าง In process แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสสโคป 1 กับ 2 ให้มาก ในสิ่งที่เราคอนโทรลได้เอง
สิ่งที่บริษัทตั้งเป้าไว้ก็คือ เพิ่มการใช้ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เช่น การติดโซล่าเซลล์ อีกส่วนหนึ่งคือเราอยากไปให้ถึง Carbon Neutrality แต่เป็นสิ่งละเอียดอ่อนและมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะมาก เพราะเราต้องเอาของจากธรรมชาติมาใช้ มีการขนส่งเกิดขึ้น มีกระบวนการผลิต การส่งมอบ มีแพคเกจจิ้งต่างๆ แต่ก็มองว่าเป็นไปได้ โดยจะเริ่มทำยังไงให้เห็นเป็น Success Case เล็กๆ แล้วค่อยขยายผล
“ตอนนี้เวลาสร้างผลิตภัณฑ์ เราพยายามสื่อสารเรื่องราวที่ Circular Economy มากยิ่งขึ้น วัตถุดิบที่เอามาใช้สกัดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ กากที่เหลือเอาไปต่อยอดอุตสาหกรรมอื่นเพิ่ม อาจจะไม่ได้กำไร แต่ว่าไม่มีของเสียจากพลังงานที่เกิดขึ้น หรือExtraction ที่เราจะต้องปรับกระบวนการผลิต พลังงานความร้อน-ความเย็นเอาไปใช้ต่อ สารที่มันระเหยขึ้นมาเอากลับมาควบแน่นใช้ใหม่ คือทำยังไงให้ลดในเรื่องของ Environment Impact ลดสิ่งที่จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แต่ความเท่ห์ก็คือลดค่าใช้จ่ายไปในตัวด้วย”
“อีกสิ่งหนึ่งที่เรากำลังเรียนรู้และพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นก็คือเรื่อง E หรือเรื่องของ Environment เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว เราต้องเก็บไว้ให้ลูกหลานเราด้วย จึงพยายามทำยังไงให้มันอยู่ในกระบวนการผลิตโดยที่ไม่ได้เป็นภาระของบริษัท แต่ช่วยให้บริษัทเติบโตได้ในระยะยาว ก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะมาก เพราะเราไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถลงงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อตัว E อย่างเดียว”


“แต่เราจะพัฒนาตั้งแต่จุดเล็กๆ ขึ้นมาจนถึงจุดใหญ่ๆ ทำยังไงเพื่อให้มลภาวะที่เกิดขึ้น ลดคาร์บอนที่เกิดขึ้น หรือว่าพลังงานที่เสียไปต่างๆ ลดลงมาอย่างทีละนิด อย่างที่เล่าให้ฟังก็คือจะสร้างจากวงเล็กๆ ก่อนเพื่อให้เห็นเป็น Success Case เล็กๆ แล้วค่อยขยายมาในเรื่องอื่นๆ”
ขณะเดียวกัน SNPS ยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) และการสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดย ดร.ดร.ธีรญากล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมา SNPS เติบโตผ่าน Innovation Product ออกสินค้าใหม่จำนวนมาก ได้ลูกค้าใหม่ เปิดตลาดใหม่ เห็นการเติบโตผ่าน Organic Growth ทั่วไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า Product ที่เรามี สิ่งที่เรามี ทีมที่เราเข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้ เป็น Double-Digit
แต่ปีถัดๆ ไปเรามองว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็น Double แล้วก็ได้ ดังนั้นเราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเติบโตแบบใหม่ ขณะนี้เราจึงมองหาการเติบโตที่ไม่ได้มาจากเราภายในอย่างเดียว แต่จะต้องมองหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ ในการไปเปิดตลาดต่างประเทศให้เร็วยิ่งขึ้น ในการไปเติบโตในเซ็กเมนต์ที่เรามองว่าเป็น High Yield, High Growth ได้เร็วยิ่งขึ้นกับคู่ค้าหรือว่า Strategic Partner
“การที่เราพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศที่ไม่เคยรู้จักประเทศไทย ก็คือทำให้เขาหาเราเจอ ทำให้เขารู้ว่าเราเป็นใคร ทำให้เรามีโอกาสในการทำงานกับเขาได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เรามองต่อไปจากวันนี้จะไม่ใช่ Solo Expansion ไม่ใช่แค่ Product Innovation Growth อย่างเดียว แต่เรามองหา “Strategic Collaboration” มาทำงานร่วมกันเพื่อทำให้เราได้โตเร็วขึ้น เราไม่จำเป็นต้องใช้ Resourced ที่เป็นของ SNPS อย่างเดียว แต่ร่วมกันทำยังไงให้เขาก็ win เราก็ win แล้วเราโตได้เร็วขึ้น เพราะว่าโอกาสเยอะมาก”
“แล้วการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรหรือว่าคู่ค้า มันต้องการความเชื่อใจ ต้องการ Trust ซึ่งมันใช้เวลาในการสร้างหลายๆ ครั้ง แต่ถ้าเกิดอยากให้ Trust ได้เร็ว ก็ดูไปเลย อยากตรวจก็ตรวจไปเลย เผื่อคุณจะ Trust เราเร็วขึ้น มีอะไรที่เราสามารถสร้าง Relationship สร้าง Connection ได้เร็วขึ้น เพื่อบริษัทได้โตเร็วขึ้น”
เช่นเดียวกับเรื่อง “Governance” เป็นสิ่งที่จะทำให้บริษัทวิ่งได้ยาวขึ้น วิ่งได้ในระยะทางที่เติบโตได้ไกลมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ยาวแค่สำหรับนักลงทุนอย่างเดียว แต่ยังยาวสำหรับตัวบริษัทเองด้วยเช่นกัน เพราะ Governance ที่ดี จะทำให้บริษัทเห็นจุดที่สามารถพัฒนาได้ผ่านความโปร่งใส เห็นจุดที่เราสามารถ Motivate และสร้างคนที่เก่งให้เติบโตขึ้นมาได้
“ความโปร่งใส หรือ Governance ที่ดี จะทำให้เราเจอ Talent ในบริษัทเรา แล้วเราจะ Attract Talent ที่ดีเข้ามาได้ด้วย เพราะสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาทำ มันสร้าง Impact กับองค์กรทั้งหมด แล้วมันคือความภูมิใจ เป็นสิ่งที่เจเนอเรชั่นตอนนี้ต้องการมากๆ ดังนั้น Governance ไม่ใช่แค่สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนอย่างเดียว แต่ยังสำคัญกับบริษัทในการที่จะเติบโต Motivate ทีมงาน และพัฒนาแก้ไขช่องโหว่ของเรา”



