ไอเดียและอีสเตอร์เอ้ก PLUR1BUS

1721955

เราคงไม่ต้องสาธยายอะไรมากในการเลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึง PLUR1BUS (2025) ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแสดงของ รีอา ซีฮอร์น (Better Call Saul, Cooper’s Bar) กับบทและการกำกับของ วินซ์ กิลลิแกน (ผู้โด่งดังเป็นตำนานจากซีรีส์ Breaking Bad, Better Call Saul และเขียนบท-กำกับหลากหลายตอนของซีรีส์ The X-Files) รวมถึงไอเดียริเริ่ม โทนเสียง และอิทธิพลด้านสไตล์ของซีรีส์ และได้คะแนนความสดไปอย่างท่วมท้นถึง 99% จากเว็บ Rotten Tomatoes ที่ลงความเห็นพ้องกันว่า “PLUR1BUS เป็นผลงานแนววิทยาศาสตร์ที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริงจาก กิลลิแกนผู้มากประสบการณ์ นำพา ซีฮอร์น สู่โลกใบใหม่ที่กล้าหาญ” ส่วน Metacritic ให้ค่าเฉลี่ยสูงถึง 86 คะแนนซึ่งชี้ว่าผู้ชมจากทั่วโลกมีมติเอกฉันท์ในเชิงบวกอย่างมากต่อซีรีส์เรื่องนี้

Pluribus — Official Trailer | Apple TV

สตีเฟ่น ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคเราและเสียชีวิตไปเมื่อ 14 มีนาคม 2018 เคยให้ความเห็นผ่านสารคดี Into the Universe with Stephen Hawking (2010) โดยใช้ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นเครื่องเตือนใจมองถึงการมาเยือนจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกในวันหนึ่งว่า “หากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนเรา ผลลัพธ์ก็จะคล้ายกับเมื่อโคลัมบัสมาถึงอเมริกา ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อชาวพื้นเมืองอเมริกันเลย…เราเพียงแค่ต้องมองดูตัวเราเองก็จะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอาจพัฒนาไปเป็นบางสิ่งที่เราไม่ต้องการพบเจอ”

โคลัมบัสที่ฮอว์คิงหมายถึงคือชนพื้นเมืองถูกฆ่าแทบจะล้างเผ่าพันธุ์ ส่วนที่เหลือก็ถูกกลืนชาติกลายเป็นอเมริกันไนซ์ ส่วนใหญ่ไปเป็นทาสแรงงาน ติดเชื้อโรคระบาดตายไปก็เยอะ เลือนสลายสิ้นอารยธรรมชนพื้นเมือง ไทโน (Taíno), อาราวัก (Arawak), คาริบ (Carib), มายา (Maya), แอซเท็ก (Aztec/Mexica), อินคา (Inca) ฯลฯ ที่ถูกเหมารวมอย่างผิด ๆ และเรียกอย่างเหยียด ๆ ว่า อินเดียนแดง (เนื่องจากตอนโคลัมบัสมาถึงเขาคิดว่าแผ่นดินนี้คืออินเดีย)

มาร์วิน มินสกี นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์หนึ่งในบิดาแห่ง AI ผู้ล่วงลับไปเมื่อ 24 มกราคม 2016 ก็เคยทิ้งคำเตือนเอาไว้ว่า “คำถามไม่ใช่ว่าเครื่องจักรอัจฉริยะจะควบคุมเราหรือไม่ แต่คือเมื่อไรที่มันจะควบคุมเรา และเมื่อนั้นเรายังจะมีประโยชน์ต่อพวกมันได้อีกหรือไม่”

สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์นี้เป็นส่วนผสมทั้งระหว่างสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เข้ามาควบคุมจิตสำนึกคนทั้งโลกให้ทำตามคำสั่ง สมบูรณ์พร้อม มีประสิทธิภาพสูงสุด สนองทุกความต้องการได้โดยไม่ปฏิเสธ หรือตั้งคำถาม ในลักษณะเดียวกับเอไอ (แต่ตอบสนองความต้องการของใคร ยังเป็นเรื่องที่น่าขบคิด) อย่างไรก็ตามคำเตือนหรืออาจจะกลายเป็นคำทำนายอนาคตโลกจาก 2 นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญที่เราอ้างถึงนี้ ทั้งในเรื่องเอไอจักรกลอัจฉริยะด้วยน้ำมือมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากนอกโลกที่มนุษย์พยายามอย่างหนักมาตลอดในการติดต่อสื่อสารกับพวกเขา สิ่งเดียวกันที่นักวิทยาศาตร์สองคนนี้ทิ้งเอาไว้ก่อนตาย นั่นคือพวกเขาเป็นกังวลและหวาดกลัวอย่างยิ่งต่อ “การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มวลมนุษยชาติ”

มีหนังมากมายที่กล่าวถึงประเด็นหายนะโลก อันที่จริงคำเตือนเช่นนี้มีมาแสนนาน โดยเฉพาะหลักฐานทั้งในคัมภีร์โบราณ นรก-สวรรค์ หรือวิวรณ์ในไบเบิล แม้แต่ความเชื่อเรื่องกลียุคหรือพระศรีอาริย์ ไปจนถึงบรรดาหนังติดเชื้อซอมบี้ สัตว์ต่างดาว สงครามอวกาศ ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายแหล่ และ PLUR1BUS คือเรื่องล่าสุดที่หยิบเอาหลาย ๆ เรื่องในอดีตมาปรับปรุงเพื่อกระทุ้งเตือนสติเราอีกครั้งถึงประเด็นสำคัญนี้…ในมุมมองที่ต่างออกไปจากเรื่องอื่น ๆ

PLUR1BUS เล่าเรื่องของโลกหลังการติดเชื้อไวรัสลึกลับที่ทำให้มนุษย์ทั้งโลกหลอมรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว (Hive mind ทำนองเดียวกับมดหรือผึ้งที่ทั้งฝูงถูกควบคุมโดยนางพญา) กลายเป็น “สำนึกรวมหมู่” ที่คิด–รู้สึก–ตัดสินใจเหมือนกันในทันทีราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียว ทั้งหมดดำเนินไปอย่างสงบและเปี่ยมความมั่นคงทางอารมณ์ ในขณะที่กลุ่มผู้ไม่ติดเชื้อซึ่งยังคงมีความคิดอิสระกลับถูกมองว่าเป็นภยันตรายทางสังคม และถูกผลักให้เป็นคนนอกโดยปริยาย ระเบียบโลกใหม่ (new world order การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างอำนาจโลก) เป็นแดนประหลาดที่ความกลมกลืนสมบูรณ์แบบ อาจหมายถึงการกำจัดตัวตนเฉพาะของมนุษย์ออกไป เพราะนี่คือโลกใหม่ที่ทุกคนเป็นคนดี มีรอยยิ้มไมตรีอิ่มบุญ ไม่มีคนชั่ว ราวกับสวรรค์ในตำนานได้มาประทับแล้ว

ในจักรวาลที่เต็มไปด้วย “ความเหมือน” นี้ แครอล สเตอร์กา (รีอา ซีฮอร์น) หนึ่งในผู้รอดพ้นจากการถูกหลอมรวมจิตใจ กลายเป็นบุคคลที่แปลกปลอมที่สุด เธอต้องต่อสู้กับแรงดึงดูดของสังคมที่ต้องการให้ทุกคนกลายเป็นหนึ่งเดียว ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับคำถามอันหนักแน่นว่า “อัตลักษณ์ส่วนบุคคลมีค่ามากแค่ไหน เมื่อความสงบไร้ความขัดแย้ง สงคราม การฆ่าฟัน ความริษยา สามารถแลกมาได้เพียงแค่ยอมทิ้งอัตลักษณ์ของเราออกไป”

ซีรีส์เปิดพื้นที่ตั้งคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับอิสรภาพ ความโดดเดี่ยว และราคาที่มนุษย์จ่ายเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในยุคที่ตัวตนอาจเปราะบางที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะเมื่อตอนที่แครอลพบว่าความกราดเกรี้ยวของเธอกลายเป็นพิษภัยต่อสังคม ไม่ใช่แค่ในเชิงเปรียบเทียบ แต่สามารถผลาญคร่าผู้คนจำนวนมหาศาลได้ภายในพริบตาเดียว

ชื่อเรื่อง PLUR1BUS มาจากภาษาละติน Pluribus หรือ plures ซึ่งแปลว่า “มากมาย (many)” อันปรากฎในวลีที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา คือ “E Pluribus Unum” (จากหลายรวมเป็นหนึ่งเดียว Out of many, one) วลีนี้ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อกรกฎาคม 1776 โดยเวลานั้นคือ เบนจามิน แฟรงคลิน (นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ-ผู้แทนจากเพนซิลเวเนีย), โทมัส เจฟเฟอร์สัน (ผู้แทนจากเวอร์จิเนีย-ต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ในปี 1801-1809) และจอห์น แอดัมส์ (ผู้แทนจากเมสสาชูเซตส์-ต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนที่สอง ในปี 1797-1801) ผู้ร่วมก่อตั้งประเทศ เป็นตัวแทนสำคัญในสภาคองเกรสภาคพื้นทวีปครั้งที่สอง ร่วมกันให้เป็นคติบนตรามหาจลัญจกรณ์ (Great Seal of the United States)

ทั้ง 3 คนนี้เป็นตัวแทน 3 กลุ่มอาณานิคมดั้งเดิม ได้แก่ กลุ่มอาณานิคมทางเหนือ (New England Colonies) เน้นการค้า การเดินเรือ การประมง และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มีภูมิประเทศเป็นหินและอากาศหนาวเย็น 1.นิวแฮมป์เชียร์ 2.แมสซาชูเซตส์ (พลีมัทและเมนในยุคแรก) 3.โรดไอแลนด์ 4.คอนเนตทิคัต / กลุ่มอาณานิคมตอนกลาง (Middle Colonies) เป็นที่รู้จักในนาม “ตะกร้าขนมปัง” เนื่องจากมีการผลิตธัญพืชจำนวนมาก มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาสูง 5.นิวยอร์ก 6.นิวเจอร์ซีย์ 7.เพนซิลเวเนีย 8.เดลาแวร์ / กลุ่มอาณานิคมทางใต้ (Southern Colonies) เน้นเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ไร่นา เช่น ยาสูบ ข้าว และคราม ซึ่งพึ่งพาแรงงานทาสเป็นหลัก มีภูมิอากาศอบอุ่นกว่า 9.แมริแลนด์ 10.เวอร์จิเนีย 11.นอร์ทแคโรไลนา 12.เซาท์แคโรไลนา 13.จอร์เจีย หลังจากนั้นจึงมีการประกาศใช้ธงดาว 13 ดวงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1777

ถ้าสังเกตดีดีในซีรีส์จะกล่าวว่า ถ้ารวม แครอล ผู้รอดจากการถูกหลอมรวมจิตใจจากทั่วโลกนั้นมีจำนวนทั้งหมด 13 คนพอดี ก็จะสามารถตีความไปถึง 13 รัฐของอาณานิคมดั้งเดิม ขณะที่ในซีรีส์ท้ายอีพีแรกตัวละครต่างดาวได้สื่อสารกับแครอลด้วยคำว่า “เรา (we)” ซึ่งเมื่อแครอลถามกลับว่า “ใครคือเรา” ตัวละครนั้นตอบกลับมาว่า “We is us…just us.” Us คำนี้สามารถตีความได้ถึง U.S. หรือสหรัฐ ก็ได้ด้วย เมื่อในอดีตสหรัฐไม่เพียงหลอมกลืนชนพื้นเมืองเท่านั้น แต่ในช่วงสงครามเย็นสหรัฐพยายามอย่างหนักหน่วงในการกำจัดขั้วตรงข้าม พวกเขาเคยมีหน่วยสืบราชการลับ มีการดักฟัง ลอบสังหาร ปลุกปั่น ทำรัฐประหารในบางประเทศ ไปจนถึงเกิดการสังหารหมู่ด้วยคำอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คน และคอมมิวนิสต์สมควรถูกกำจัด

วกกลับมาที่ตรามหาจลัญจกรณ์ของสหรัฐ กว่าจะมีการอนุมัติให้ใช้ตรานี้อย่างเป็นทางการในความเป็นจริงก็ล่วงไป 20 มิถุนายน 1782 เนื่องด้วยความล่าช้าของการออกแบบ อีกทั้งสงครามปฏิวัติอเมริกา (Revolutionary War) ยืดเยื้อ ไปจนมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ และการอนุมัติขั้นตอนสุดท้ายร่วมกัน ทว่าวลี “E pluribus unum” ไม่ใช่คำขวัญประจำชาติอย่างเป็นทางการ (คำขวัญประจำชาติคือ “In God We Trust”) แต่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญและปรากฎในหลายแหล่งนอกจากตราลงนามที่กล่าวไปแล้วนั้น ก็ปรากฎบนเหรียญและธนบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลางตั้งแต่ 1795 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงปรากฎในตราสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานของรัฐบาลกลางอื่น ๆ

Invasion Of The Body Snatchers (1956) trailer

กิลลิแกน บอกสื่อว่า “ซีรีส์นี้จะแตกต่างจากผลงานก่อนหน้านี้ของผม โดยจะเน้นไปทางไซ-ไฟ และการสำรวจปรัชญามากกว่าดราม่่าอาชญากรรม…ผมต้องการสร้างเรื่องราวที่สะท้อนความหวาดกลัวร่วมกันของคนอเมริกันต่อการสูญเสียเสรีภาพ (อันเป็นนโยบายชูธงของสหรัฐ) และการถูกกลืนกิน (อันตีความจากวลีร่วมใจของสหรัฐ) ซึ่งเป็นหัวข้อหลักที่ปรากฎอยู่ใน The Twilight Zone และ Invasion of the Body Snatchers มาอย่างยาวนาน”

Invasion of the Body Snatchers Original Trailer (Philip Kaufman, 1978)

Invasion of the Body Snatchers (1956) เป็นหนังสยองขวัญไซ-ไฟ กำกับโดย ดอน ซีเกล ที่ถ่ายทำในสไตล์ฟิล์มนัวร์ ดัดแปลงจากนิยายวิทยาศาสตร์ปี 1954 ของ แจ็ค ฟินเนย์ เรื่อง The Body Snatchers เป็นการรุกรานจากนอกโลกที่เริ่มในเมืองซานตามิรา เมืองสมมติในแคลิฟอร์เนีย สปอร์ของพืชต่างดาวร่วงหล่นลงจากอวกาศและเติบโตเป็นฝักเมล็ดขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละฝักสามารถสร้างสำเนามนุษย์ที่เหมือนกันทุกประการ ดูดซับลักษณะทางกายภาพ ความทรงจำ และบุคลิกของแต่ละคน แต่ร่างจำลองใหม่นี้ไร้อารมณ์ความรู้สึก หนังเรื่องนี้ถูกรีเมคในปี 1978 และต่อมาดัดแปลงเป็นหนังอีก 2 เรื่อง Body Snatchers (1993) กับ Invasion of the Pod People (2007) กิลลิแกนเอ่ยถึงหนังเรื่องนี้ว่า “มันเกี่ยวกับการดึงเอาความกลัวพื้นฐานของการไม่สามารถไว้ใจคนข้าง ๆ … ความรู้สึกคลาสสิกที่ว่า ‘ศัตรูอยู่ในหมู่พวกเรา’ มาใช้”

The Twilight Zone | Season 1 Official Trailer | Paramount+

The Twilight Zone ฉบับรีเมค 2020 โดย จอร์แดน พีล

ส่วน The Twilight Zone ที่กิลลิแกนกล่าวถึงนั้นคือซีรีส์ยอดฮิตยุค 5 ซีซั่น ในปี 1959-64 (และฉบับรีเมคโดย จอร์แดน พีล ในปี 2020) ที่บ้านเรารู้จักกันดีในชื่อ “แดนสนธยา” เป็นแนวลี้ลับ วิทยาศาสตร์ สยองขวัญ ซึ่งอันที่จริงกิลลิแกนไม่ได้ระบุว่านำมาจากตอนไหนบ้าง และซีรีส์นี้มีมากถึง 156 ตอน เป็นแบบจบในตอน โดยแทบทุกตอนไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเลย ทำให้เราค้นไปถึงเพจชุมชน Reddit ของแฟนเดนตายแดนสนธยาระบุว่าน่าจะเป็นตอนเหล่านี้

Number 12 Looks Just Like You อีพี 17 ของซีซั่น 5 ซึ่งเป็นอีพีสุดท้ายของซีรีส์นี้ เล่าถึงสังคมโลกอนาคตอันใกล้ที่ทุกคนต้องเข้ารับการเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงวัย 19 ปี อันเป็นกระบวนการที่พวกเขาจะมีร่างกายใหม่งดงามสมบูรณ์แบบ และสามารถเลือกแม่พิมพ์ที่มีอยู่จำกัดได้ตั้งแต่แม่พิมพ์หมายเลข 1-12 ในเรื่องเล่าถึงมาริลีนผู้ต่อต้านกระบวนการนี้เพราะเธอเชื่อมั่นในคุณค่าของอัตลักษณ์ แต่คนรอบตัวพยายามกดดันให้เธอรับการเปลี่ยนแปลงในแม่พิมพ์หมายเลข 12 (ตอนนี้เป็นหนึ่งในอีพีฉบับรีเมคของจอร์แดน พีล ด้วย)’

The Monsters Are Due on Maple Street อีพี 22 ของซีซั่นแรก เหตุเกิดในบ่ายวันหนึ่งบนถนนเมเปิลย่านชานเมืองสงบสุข เมื่อจู่ ๆ อุกาบาตพุ่งผ่าน ไฟฟ้าดับทั้งถนน เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดหยุดทำงาน รวมถึงวิทยุโทรทัศน์และรถยนต์ทุกคันไม่ติด ทอมมี่เด็กชายเล่าถึงมนุษย์ต่างดาวผู้สอดแนมแฝงตัวมาอยู่ในครอบครัวก่อนการรุกรานจะเริ่มขึ้น จากนั้นเรื่องก็ลามไปสงสัยกันว่าใครคือมนุษย์ต่างดาว พวกเขาเริ่มกล่าวโทษกันและกันกลายเป็นสงครามแห่งความโกลาหล ตอนจบกลายเป็นว่ามีมนุษย์ต่างดาวแอบมองชาวเมืองนี้อยู่จริง แต่พวกมันต่างคุยกันว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรพวกมนุษย์เลยนอกจากแค่เผลอไปทำให้ไฟฟ้าดับชั่วคราว แต่ความหวาดระแวงนั้นเกิดจากมนุษย์ปลุกปั่นกันเอง

ต่อมามีการเฉลยผ่านเว็บ TVinsider ว่าชื่อของ แครอล สเตอร์กา แท้จริงแล้วเป็นการอ้างอิงถึงแบบให้เกียรติไปยังตัวละคร วิลล์ สเตอร์กา จากตอน Third From The Sun อันเป็นตอนที่ 14 ของซีซั่นแรก เรื่องเริ่มต้นในบ้านของ วิลล์ สเตอร์กา นักวิทยาศาสตร์ในฐานทัพลับ เขาและเพื่อนร่วมงาน เจอร์รี เพรสคอตต์ วางแผนจะขโมยยานอวกาศลำหนึ่งเพื่อหลบหนีออกจากดาวบ้านเกิด โดยวางแผนไปกับครอบครัวคือเมียของสเตอร์กา และลูกสาวของเพรสคอตต์ เพราะสถานการณ์บนดาวบ้านเกิดกำลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ทำลายล้างครั้งสุดท้าย ระหว่างนั้นมีผู้บังคับบัญชา คาร์สเตดต์คอยจับความเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางสำเร็จและจุดหมายปลายทางคือ ดาวดวงที่สามนับจากดวงอาทิตย์อันสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็คือดาวโลก เรื่องหักมุมเมื่อสุดท้ายตัดภาพไปยังตัวละครทั้ง 4 บนยานลำนี้ก็ปรากฎว่าพวกเขาค่อย ๆ เผยตัวว่าแท้จริงเป็นมนุษย์ต่างดาว ดาวบ้านเกิดของพวกเขาไม่ใช่โลก และโลกเป็นเพียงที่ลี้ภัยเท่านั้น

กิลลิแกนให้ความเห็นว่า “ผมต้องการจับเอา ความหวาดระแวงอันแหลมคม และความคลุมเครือทางศีลธรรม ที่ซีรีส์ The Twilight Zone เคยมีมาตลอด นำกลับมาตีความใหม่ในเชิงปรัชญา อำนาจ ทรัพยากร และเสรีภาพของมนุษย์ปัจจบัน…เราต้องการที่จะเล่นอยู่ในกระบะทรายของ The Twilight Zone ซึ่งคุณมีภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรมหรือปรัชญาที่ถูกบรรจุอยู่ใน กล่องเล็ก ๆ ที่สมบูรณ์แบบ…มันเกี่ยวกับความรู้สึกของการถูกเฝ้ามอง การไม่รู้ว่าใครคืออำนาจที่แท้จริง และความกลัวแบบอเมริกันอันคลาสสิกของการสูญเสียอิสรภาพส่วนบุคคล”

อีสเตอร์เอ้ก

ทันทีที่ 2 อีพีแรกออนแอร์ เราพบข้อถกเถียงมากมายทั้งใน เว็บ Watch mojo, Esquire, Times of India, Reddit และชุมชนคอเนิร์ดทั้งหลายที่เชื่อได้ว่า PLUR1BUS มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นความพยายามเชื่อมโยงจักรวาล (The Gilligan-verse) กับผลงานก่อน ๆ ของกิลลิแกน ไม่ว่าจะ Breaking Bad, Better Call Saul และ The X-Files โดยมีทฤษฎีว่าอาจเป็นจักรวาลคู่ขนาน เนื่องจากมีอีสเตอร์เอ้กที่เจาะจงปรากฎอยู่ซึ่งส่อเป็นนัยหลายอย่างว่าเหตุการณ์ในซีรีส์ก่อน ๆ ของเขาอาจจะเคยเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นต่อไปใน PLUR1BUS โดยเฉพาะการใช้ นักแสดงคนเดียวกัน รีอา ซีฮอร์น ในบท แครอล สเตอร์กา ที่เคยรับบท คิม เวกซ์เลอร์ ใน Better Call Saul แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของสองตัวละครนี้จะต่างกันมาก ทั้ง 3 ซีรีส์นี้ยังถ่ายทำในเมืองเดียวกันด้วย นั่นก็คือ แอลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก แถมหากสังเกตดี ๆ มันยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คล้าย ๆ กันในซีรีส์เหล่านี้ อย่างที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรกคือ สายการบินสมมตินามว่า Wayfarer ที่เคยอยู่ในซีรีส์ก่อน ๆ นั้นมันได้ปรากฎใน PLUR1BUS ด้วย

ลูกเล่นการตลาดอย่างหนึ่งของซีรีส์นี้คือเมื่อคุณเสิร์ชอะไรก็ตามเกี่ยวกับ PLUR1BUS บนกูเกิล คุณจะเจอประโยคเลื่อนผ่านใต้ช่องเสิร์ชเอ็นจินถามว่า “คุณกำลังค้นหาอะไรอยู่หรือ แครอล?” การตลาดนี้เสมือนทำให้เราตกอยู่ใต้สถานการณ์เดียวกับแครอลที่เหมือนกำลังถูกจับตาเฝ้ามองจากใครบางคนอยู่ตลอดเวลา สร้างความแปลกชวนขนลุก และเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่อย่างคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

ฉากเปิดตัวละครสำคัญหนึ่งในโมร็อคโค มีรถที่คว่ำอยู่ทะเบียนหมายเลข 120744 ซึ่งทะเบียนเช่นนี้ไม่มีอยู่จริงในโมร็อคโค แต่ชุมชน Reddit อธิบายว่าเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับวันที 7 ธันวาคม 1944 มีการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือรู้จักกันในนามอนุสัญญาชิคาโก อันเป็นข้อตกลงร่วมมือด้านความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหลายคอมเม้นต์มีความเห็นตรงกันเนื่องจากในซีรีส์มีการโชว์ให้เห็นเครื่องบินหลากหลายแบบจำนวนมาก

ใน Reddit ยังมีเนิร์ดการบินตาดีรายหนึ่งสังเกตตัวเลขเครื่องบินสองลำ ซึ่งเขาพบว่าหมายเลขทะเบียนเหล่านี้เคยเกิดอุบัติเหตุในปี 2001และทั้งสองเหตุการณ์ห่างกันหนึ่งสัปดาห์ กล่าวคือ เครื่องบิน: Cessna 170A หมายเลข N1703D เกิดเหตุแบบไม่มีผู้บาดเสียชีวิตในวันที่ 6 มกราคม 2001 เครื่องบินดับกลางอากาศทำให้นักบินต้องพยายามลงจอดฉุกเฉิน ต่อมาในวันที่ 12 มกราคม 2001 เครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก Cessna 172K หมายเลขทะเบียน N46628 เกิดพุ่งชนจนเสียหายทั้งลำและมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ฐานข้อมูลในการสืบค้นประวัติทางการบินย้อนหลังนี้ คุณสามารถค้นหาได้ผ่านเครื่องมือออนไลน์ของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐ (NTSB) อุปกรณ์นี้มีชื่อย่อว่า CAROL (Case Analysis and Reporting Online) ชื่อเดียวกันกับตัวละครหลักของซีรีส์นี้ แครอล สเตอร์กา!!!

got milk?

อีพี 5 มีชื่อตอนว่า Got Milk ในอดีตสหรัฐมีแคมเปญดัง got milk? อันเป็นโฆษณาส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม ของคณะกรรมการผู้แปรรูปนมแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1993 แคมเปญนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากระดมดาราตัวท็อปในยุคนั้นมาถ่ายโฆษณาโชว์หนวดนม มีทั้ง แบทแมน, วูปี้ โกลเบิร์ก, เดวิด เบคแฮม กบเคอร์มิท ฯลฯ

Michael Bay Original Got Milk Commercial 1993 Who Shot Alexander Hamilton? Aaron Burr

แถมต่อมายังมีโฆษณาทางทีวีในชื่อ Aaron Burr กำกับโดยเจ้าพ่อหนังทุนสูงไมเคิล เบย์ ในปี 1995 ซึ่งชื่อโฆษณาทีวีนี้อิงถึง แอรอน เบอร์ จูเนียร์ (1756-1836) นักการเมือง นักธุรกิจ และทนายความชาวอเมริกันผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐ เขาเป็นที่จดจำในฐานะเป็นผู้สังหารอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน หนึ่งในบิดาแห่งผู้ก่อตั้งประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของสหรัฐ และผู้นำพรรคเฟเดรัลลิสต์-พรรคการเมืองแห่งแรกของสหรัฐ ขณะที่เบอร์เวลานั้นทำงานภายใต้โทมัส เจฟเฟอร์สัน และเป็นผู้นำพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน ทั้งสองดวลปืนกันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองและความแค้นส่วนตัวที่สะสมมายาวนาน พวกเขาเป็นคู่แข่งทางการเมืองมานานกว่าทศวรรษ แฮมิลตันมักจะขัดขวางความพยายามของเบอร์ในการรับตำแหน่งสำคัญเสมอ จนเมื่อเบอร์่พ่ายแพ้การเลือกตั้งยับเยิน เขาจึงส่งจดหมายท้าดวลตามเกณฑ์แห่ง รหัสแห่งเกียรติยศ ในยุคนั้น การดวลเกิดขึ้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 1804 รัฐนิวเจอร์ซีย์ แฮมิตันถูกยิงบริเวณท้องเหนือสะโพกสาหัสแล้วเสียชีวิตในรุ่งเช้าถัดมา แม้เบอร์จะรอดชีวิตมาได้แต่ก็ถูกกล่าวหาทางอาญาในหลายรัฐและอนาคตทางการเมืองของเขาก็ล่มสลายลงในที่สุด

ตั้งแต่ใบปิดซีรีส์นี้ที่ใช้สีเหลืองอันเป็นสีจากสัญลักษณ์ สไมลีย์ เฟซ เจ้าหน้ายิ้มที่มีมาตั้งแต่ 1963 โดยแต่เดิมมันถูกว่าจ้างโดยบริษัทประกันภัย ในรัฐแมสซาชูเซตส์ เพื่อเป็นกำลังใจพนักงานหลังจากบริษัทประสบปัญหาการควบรวมกิจการ (เข้าคอนเส็ปต์หลายรวมเป็นหนึ่ง) โดยผู้ออกแบบคือ ฮาร์วีย์ บอลล์ โดยใช้เวลาวาดแค่ 10 นาทีและได้ค่าตอบแทนเพียง 45 ดอลาร์ โดยไม่ได้จดลิขสิทธิ์ ต่อมาในยุค 70s พี่น้องชาวสเปน เบอร์นาร์ด และเมอร์เรย์ สเปน ได้นำสัญลักษณ์นี้ไปพิมพ์ลงบนป้ายและเสื้อพร้อมวลี Have a happy day ต่อมาในปี 1971 ฟรานคลิน ลูฟรานี นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสได้จดลิขสิทธิ์ในกว่า 100 ประเทศ แล้วก่อตั้งบริษัท สไมลีย์คอมปานี ทำให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก แล้วในยุคเรามันก็กลายเป็นหนึ่งในอิโมติคอนยุคแรก ๆ ที่กลายมาเป็นอีโมจิ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มันสื่อถึงความสุข สนุกสนาน การมองโลกในแง่ดี ความเรียบง่าย ซึ่งทั้งหมดไม่มีเลยในตัวละครแครอล แต่น่าสนใจมากว่าการปรากฎตัวในหลากหลายฉาก แครอลมาในชุดสีเหลือง และองค์ประกอบในแต่ละฉากล้วนใช้สีม่วง (สีตรงข้าม) หรือสีน้ำฟ้าสีน้ำเงิน (สีข้างเคียงคู่ตรงข้าม) สีม่วงหรือส้ม (สีข้างเคียง) ซึ่งในทางทฤษฎีสีแล้วมันคือการขับเน้นให้สีเหลืองเด่นขึ้นอย่างมากในฉาก

ตรงนี้กิลลิแกนให้ข้อมูลว่า “แครอล สเตอร์กา จะต้องดูโดดเด่นทางสายตาในฐานะ ความผิดปกติ เราใช้สี แสง และองค์ประกอบภาพ เพื่อเตือนผู้ชมอยู่เสมอว่าเธอคือคนเดียวที่ ยึดกุมความวุ่นวาย เอาไว้…โลกของ Pluribus ควรดูทั้ง สวยงามและปลอดเชื้อ ไปพร้อมกัน สีต่าง ๆ ถูกทำให้หม่นลง สถาปัตยกรรมดูสะอาดสะอ้าน แต่ให้ความรู้สึก ‘ผิดปกติ’ โดยพื้นฐาน”

ล่าสุดอีพี 5 ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่กลายเป็นอีพีที่เฉลยความจริงสุดสยดสยองที่เราคงไม่อาจบอก ณ ที่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม แฟนเดนตายได้ออกมาให้ความเห็นว่ามันช่างมีบางอย่างทำให้นึกถึงอีพี 24 ซีซั่นสามของ The Twilight Zone ที่ชื่อ To Serve Man เมื่อมนุษย์ต่างดาวร่างใหญ่ได้มาถึงโลกและนำเสนอจะเป็นผู้ช่วยเหลือด้วยเทคโนโลยีที่พวกเขามีนั้นเหนือกว่าของโลกมนุษย์ สัญญาว่าจะขจัดความหิวโหย สงคราม ให้หมดไปจากโลก มนุษย์ต่างดาวเผลอทำหนังสือตกไว้ที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งถอดรหัสได้ว่า “To Serve Man (เพื่อรับใช้มนุษย์)” ชาวโลกต่างไว้วางใจชาวต่างดาวผู้นี้และยินดีจะเดินทางไปยังดาวของเขาตามคำเชิญ แต่จุดหักมุมมาเฉลยว่าพวกเขาถอดรหัสหนังสือต่างดาวเล่มนั้นผิด เพราะอันที่จริงมันคือ ตำราอาหารว่าด้วยวิธีปรุงเสิร์ฟเนื้อมนุษย์ สรุปคือพวกมันมีวัตถุประสงค์เบื้องหลังในการทำฟาร์มมนุษย์เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นอาหาร

ใน PLUR1BUS มนุษย์ทุกคนหน้าใสเป็นคนดีอิ่มสุข โลกเลิกวุ่นวายเพราะอัตลักษณ์ของทุกคนถูกกำจัดสิ้น และทุกคนกลายเป็นพิมพ์เดียวกัน กิลลิแกนทิ้งท้ายว่า “ผมรู้สึกหวาดกลัวกับแนวคิดเรื่องความสุขที่ถูกบังคับ หากคุณพรากเอาความเศร้าออกไปแล้ว คุณก็ได้พรากความดื่มด่ำลุ่มลึกออกไปด้วยเช่นกัน…ความสุขจะมีคุณค่าอะไร หากคุณไม่เข้าใจความเจ็บปวด?”