ASEAN Roundup เวียดนามมุ่งประยุกต์ใช้ AI ในระบบนิเวศสินค้า ส่งเสริมตลาดในประเทศ

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 10-16 สิงหาคม 2568

  • เวียดนามมุ่งประยุกต์ใช้ AI ในระบบนิเวศสินค้า ส่งเสริมตลาดในประเทศ
  • มาเลเซียตั้งเป้าขึ้นศูนย์กลาง Cloud Computing ภูมิภาคปี 2573
  • อินโดนีเซียวางแผนตั้งกองทุน AI แห่งชาติมุ่งศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับภูมิภาค
  • อินโดนีเซียเตรียมให้สิทธิประโยชน์แก่แบตเตอรี่รถ EV ที่ทำจากนิกเกิล
  • บริษัทโทรคมนาคมญี่ปุ่นเล็งอินโดนีเซียเป็นประตูขยายธุรกิจในอาเซียน
  • การส่งออกผลไม้และผักของเวียดนามไปจีนลดลง 15%
  • ส่งออกทุเรียนของเวียดนามฟื้นตัวแกร่ง
  • ลาวตั้งเป้าส่งออกทุเรียน 400 ตันในปี 2569

เวียดนามมุ่งประยุกต์ใช้ AI ในระบบนิเวศสินค้า ส่งเสริมตลาดในประเทศ

ที่มาภาพ: https://en.vietnamplus.vn/optimising-ai-in-promoting-vietnamese-goods-ecosystem-post324356.vnp

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เปิดตัวโครงการปี 2568-2570 เพื่อส่งเสริมตลาดภายในประเทศ กระตุ้นการบริโภค และเสริมสร้างแคมเปญ “ชาวเวียดนามให้ความสำคัญกับสินค้าเวียดนาม” (Vietnamese people prioritizing Vietnamese goods) โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI ในระบบนิเวศอุปทาน และเครือข่ายการบริโภค

โครงการนี้มุ่งพัฒนาตลาดภายในประเทศให้ทันสมัยและยั่งยืน สนับสนุนการผลิตภายในประเทศ และกระตุ้นการบริโภคสินค้าเวียดนามผ่านแคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการขายทั่วประเทศ

ปีนี้ คาดการณ์ว่ายอดค้าปลีกและรายได้จากบริการผู้บริโภคจะเติบโต 10.5-12% ส่งผลให้เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 8.3-8.5% ธุรกิจกว่า 50,000 แห่งและผู้บริโภค 15 ล้านคนจะได้รับประโยชน์จากความพยายามเหล่านี้ ระหว่างปี 2569 ถึง 2570 จะมีการมุ่งเน้นไปที่แนวทางระยะกลาง ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงกรอบ กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัย การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการสร้างระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืน

ประเด็นที่ให้ความสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเครือข่ายค้าปลีกที่โดดเด่นของเวียดนาม ตลาดอัจฉริยะ โลจิสติกส์ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ที่ทันสมัย

โครงการนี้ยังจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีอุปทานสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนและราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย 4.5% ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีและเทศกาลตรุษจีน

ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2570 โครงการนี้วางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาตลาดภายในประเทศ โดยเน้นที่ความทันสมัย ความยั่งยืน การมีส่วนร่วม และการบูรณาการระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัยทั่วประเทศ รูปแบบการกระจายสินค้าค้าปลีกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และระบบนิเวศที่ประกอบด้วยตลาดอัจฉริยะ เครือข่ายค้าปลีกขั้นสูง และโลจิสติกส์ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูลขนาดใหญ่

โครงสร้างพื้นฐานทางการค้าข้ามพรมแดนจะเชื่อมโยงกันเพื่อยกระดับภาคค้าปลีกของเวียดนามให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ตามดัชนี Kearney Global Retail Index นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะ และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลผลิต คุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันในทุกอุตสาหกรรม

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีประกอบด้วย AI, big data, IoT และข้อมูลบูรณาการจากสถิติ การค้าปลีก การผลิต และโลจิสติกส์ องค์กรต่างๆ จะใช้รายงานที่รวบรวมข้อมูลสำคัญ (dashboards) เพื่อการจัดการการผลิตและสินค้าคงคลังที่ยืดหยุ่น มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยของข้อมูล เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเวลาการส่งมอบ ลดต้นทุน และเชื่อมโยงภูมิภาคเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ทางการเกษตร และนิคมอุตสาหกรรม เพื่อการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างราบรื่น

โครงการนี้ยังส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการพาณิชย์ดิจิทัล ด้วยการธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสดมากขึ้น และรูปแบบการขายปลีกอัจฉริยะที่ประกอบด้วยระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า และระบบการจัดการคลังสินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลระดับสากล

เครื่องมือต่างๆ เช่น RFID/NFC กล้องและกล่องที่ขับเคลื่อนด้วย AI การชำระเงินแบบไร้แคชเชียร์ ระบบบันทึกเวลาอัตโนมัติ และการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า จะช่วยสนับสนุนการตลาดแบบเฉพาะบุคคล เทคโนโลยีความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งรวมถึงคิวอาร์โค้ดที่ป้องกันการปลอมแปลง บล็อกเชน และข้อมูลที่เข้ารหัส จะช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า จัดการกับสินค้าปลอมแปลง และผสานรวมระบบการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภค

นอกจากนี้ส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและห้างค้าปลีกในเวียดนามลงทุนในระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ (big data, AI) สำหรับการส่งเสริมการขายแบบกำหนดเป้าหมายตามประวัติการซื้อ สถานที่ และข้อมูลทางสถิติของประชากรในกลุ่มต่างๆ และเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในการปรับผลิตภัณฑ์ให้คล่องตัว

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อฝึกอบรมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการการผลิตเชิงรุก

ระหว่างปี 2568 ถึง 2570 จะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือ “Hang Viet” (สินค้าเวียดนาม) เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาสินค้าเวียดนามที่ได้รับการรับรองได้อย่างรวดเร็ว ให้คะแนนและจัดอันดับสินค้าเพื่อความโปร่งใส และรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับโปรโมชันและส่วนลด

มาเลเซียตั้งเป้าขึ้นศูนย์กลาง Cloud Computing ภูมิภาคปี 2573

ที่มาภาพ: เพจ Kementerian Digital

มาเลเซียยืนยันความมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์กลางคลาวด์และดิจิทัลระดับภูมิภาคภายในปี 2573 ด้วยการเปิดตัวนโยบายคลาวด์คอมพิวติงแห่งชาติ (National Cloud Computing Policy หรือ NCCP) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โกบินด์ ซิงห์ ดีโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลกล่าว

การเปิดตัว NCCP ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสุดยอด AI อาเซียน มาเลเซีย 2025 (Asean AI Malaysia Summit หรือ AAIMS25) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ถือเป็นก้าวครั้งสำคัญในวาระการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลระดับชาติ

กระทรวงดิจิทัลได้นำเสนอ NCCP ซึ่งเป็นนโยบายแรกของประเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่เป็นอิสระ ปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืน ก่อนหน้านี้ การดำเนินโครงการริเริ่มด้านคลาวด์ในมาเลเซียมักดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงที่จะล้าหลังในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

NCCP ใช้แนวทาง “Whole-of-Nation (ทั้งประเทศ)” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการคลาวด์ สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป นโยบายนี้ยังมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

“นโยบายนี้มุ่งหวังที่จะยกระดับมาเลเซียให้เป็นศูนย์กลางการประมวลผลคลาวด์ระดับโลกภายในปี 2573 โดยยึดหลักนวัตกรรม ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วม”

NCCP สนับสนุนการดำเนินนโยบายดิจิทัลระดับชาติที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น แผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัลมาเลเซีย (MyDIGITAL) นโยบายการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (4IR) แห่งชาติ และแผนแม่บทอุตสาหกรรมใหม่ 2573 (NIMP 2030) ผ่านแนวทางแบบองค์รวม

โกบินด์กล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank Institute หรือ ADBI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและฝึกอบรมของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และผลการศึกษาล่าสุดของ AWS ที่มีการคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของการใช้งานระบบคลาวด์ 1% จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศได้มากถึง 10.5 พันล้านริงกิต

“มองไปข้างหน้า การเร่งกลยุทธ์ด้านระบบคลาวด์ของเราจากปี 2567 เป็นปี 2571 จะช่วยให้เราปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านริงกิต ความมุ่งมั่นของเราได้ดึงดูดพันธมิตรระดับโลกและการลงทุนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เรากำลังเห็นเงินหลายพันล้านริงกิตเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเรา โดยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังจัดตั้งภูมิภาคคลาวด์และศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ขึ้นที่นี่ในมาเลเซีย” โกบินด์กล่าว

โกบินด์กล่าวว่า NCCP ยึดโยงในเสาหลัก 5 ประการเพื่อเสริมสร้างการนำระบบคลาวด์มาใช้ในมาเลเซีย โดยเฉพาะเพื่อเป็นแนวทางให้กับภาครัฐและเอกชน การปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัว การมีส่วนร่วมทางดิจิทัล และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

“NCCP รวมแนวทางที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของเราว่า การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่แท้จริงต้องครอบคลุมทุกภาคส่วน สถาบัน และชุมชน”

“นอกจากจะเป็นเอกสารนำทางแล้ว NCCP ยังเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อให้มั่นใจว่า มาเลเซียจะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดย NCCP ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ มีการบริหารจัดการที่ดี และมีประสิทธิภาพสูง” โกบินด์กล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลระบุว่า การนำ NCCP มาใช้จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของทั้งภาครัฐและเอกชนไปสู่ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพมาก พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้

อินโดนีเซียวางแผนตั้งกองทุน AI แห่งชาติมุ่งศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ที่มาภาพ: https://asianews.network/indonesian-government-starts-shifting-state-owned-enterprises-shares-to-sovereign-wealth-fund-holding/

กระทรวงการสื่อสารและการประยุกต์ใช้ดิจิทัล (Komdigi) ได้เปิดตัวสมุดปกขาวแผนงานปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National Artificial Intelligence Roadmap) ซึ่งเสนอให้จัดตั้งกองทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งชาติ และบริหารโดย Danantara Indonesia (กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย หรือ Sovereign Wealth Fund) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอินโดนีเซียให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี AI ของภูมิภาค

ตามรายงานปกขาวที่มีความหนา 179 หน้า กองทุน Sovereign AI Fund มีแผนดำเนินการในช่วงปี 2570-2572 ภายใต้โครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยขนาดของกองทุน แต่คาดการณ์ว่า Danantara ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (14,612 ล้านล้านรูเปียะฮ์ จะเป็นผู้บริหารหลัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า กระทรวงฯ ได้ระบุเครื่องมือทางการเงินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุน Sovereign AI Fund ที่มีพื้นฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน การสร้างรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบผสมผสานสำหรับโครงการ AI เชิงกลยุทธ์ และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับนักลงทุน AI ในประเทศ รัฐบาลระบุว่า แผนงานนี้ยังคงเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณชนก่อนที่จะมีการสรุปผล

นอกจากนี้ เอกสารขาวยังระบุถึงความพร้อมด้าน AI ของอินโดนีเซีย กลยุทธ์นโยบายจนถึงปี 2573 และความท้าทายสำคัญต่างๆ รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ เงินทุนวิจัยที่น้อย ช่องว่างการเชื่อมต่อในพื้นที่ชนบท และความเสี่ยงจากข้อมูลบิดเบือนและการละเมิดข้อมูล

บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมหลายราย รวมถึง Huawei และ PT GoTo Gojek Tokopedia (GOTO) มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานฉบับนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สยังอ้างอิงรายงานของ Boston Consulting Group ในเดือนเมษายน ซึ่งประเมินว่าประเทศสมาชิกอาเซียนอาจเห็นการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้น 2.3-3.1% ภายในปี 2570 จากการนำ AI มาใช้ โดยคาดว่าอินโดนีเซียจะได้รับผลมากที่สุด

อินโดนีเซียเตรียมให้สิทธิประโยชน์แก่แบตเตอรี่รถ EV ที่ทำจากนิกเกิล

บูธ Wuling ในงาน 2023 Periklindo Electric Vehicle Show ที่มาภาพ: https://wuling.id/en/blog/press-release/wuling-presents-a-series-of-electric-vehicles-at-the-2023-periklindo-electric-vehicle-show

รัฐบาลจะเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อกระตุ้นการพัฒนาแบตเตอรี่ nickel manganese cobalt หรือ NMC (คือแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้วัสดุของขั้วแคโทดเป็นลิเทียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ออกไซด์) โดยมุ่งหวังให้ราคาแข่งขันได้กับแบตเตอรี่ lithium ferro phosphate หรือ LFP (คือแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้วัสดุของขั้วแคโทดเป็นลิเทียมไอออนฟอสเฟต) ซึ่งมีราคาถูกกว่ามากในปัจจุบัน

นายมูฮัมหมัด รัคมัต ไกมุดดิน รองรัฐมนตรีฝ่ายประสานงานโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวงประสานงานโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาค กล่าวว่า การดำเนินการนี้สอดคล้องกับจุดยืนของอินโดนีเซียในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก

“เราต้องการให้ราคาของ NMC และ LFP เท่ากัน เพื่อให้ตลาดสามารถตัดสินใจเลือกได้” นายรัคมัตกล่าว ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568

ในทางเทคนิคแล้ว แบตเตอรี่ NMC มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า แต่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า ในขณะที่แบตเตอรี่ LFP มีราคาถูกกว่าและทนทานกว่า แม้จะมีความหนาแน่นพลังงานต่ำกว่าก็ตาม

นูรุล อิชวาน รองรัฐมนตรีฝ่ายส่งเสริมการลงทุน กระทรวงการลงทุนและอุตสาหกรรมปลายน้ำ กล่าวว่า นโยบายสิทธิประโยชน์จูงใจนี้สอดคล้องกับแผนส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่นิกเกิล โดยระยะเริ่มต้นของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะสิ้นสุดลงในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการหยุดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบประกอบสำเร็จ (CBU) ในเดือนธันวาคม 2568

ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียใช้แบตเตอรี่ LFP เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ ขณะที่แบตเตอรี่ NMC เป็นที่นิยมใช้ในรถยนต์ระดับพรีเมียม เนื่องจากมีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่า นูรูลคาดการณ์ว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์จะเติบโตขึ้นตามการเติบโตของตลาดภายในประเทศ

“หากรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ NMC เข้าสู่ตลาดในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งตลาด ความเสี่ยงจะสูง แต่เมื่อตลาดแบ่งเซกเมนต์แล้ว ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ” นูรูลกล่าว

รัฐบาลวางแผนที่จะมุ่งเน้นการดึงดูดนักลงทุนด้านแบตเตอรี่ NMC ในต้นปีหน้า พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโรงงานผลิตในประเทศ ยุทธศาสตร์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนในตลาดให้กับนักลงทุน NMC โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งออก

“เราจะกระตุ้นความสนใจในการลงทุนด้านแบตเตอรี่ NMC ผ่านมาตรการจูงใจทางการคลังจากกระทรวงการคลัง รวมถึงมาตรการจูงใจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทางการคลัง” นูรูลกล่าว

อย่างไรก็ตาม รัคมัตเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะยังคงพัฒนาแบตเตอรี่ LFP ควบคู่ไปกับ NMC เนื่องจากทั้งสองประเภทมีความต้องการสูงในตลาดโลก และชี้ให้เห็นว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่จะถูกส่งออก เนื่องจากกำลังการผลิตยานยนต์ของอินโดนีเซียค่อนข้างจำกัด

“ปีที่แล้ว การผลิตรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคัน หรือเพียง 2% ของกำลังการผลิตทั่วโลกที่ 80 ล้านคันต่อปี ดังนั้น นิกเกิลส่วนใหญ่ที่เรานำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกส่งออก” รัคมัตกล่าวและว่า การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างแบตเตอรี่ NMC และ LFP ยังคงต่อเนื่อง และรัฐบาลตั้งใจที่จะผลิตแบตเตอรี่ทั้งสองประเภทภายในประเทศ

บริษัทโทรคมนาคมญี่ปุ่นเล็งอินโดนีเซียเป็นประตูขยายธุรกิจในอาเซียน

OREX SAI ที่มาภาพ: https://orexsai.com/about-us/

รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนแก่บริษัทต่างๆ ที่จัดตั้งสำนักงานหรือสถานที่ปฏิบัติงานในอินโดนีเซีย เพื่อจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าในภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากรายงานของ Nikkei Asia

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทต่างๆ เพื่อจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงในอินโดนีเซีย โดยกรอบกฎหมายอาจมีผลบังคับใช้ได้เร็วที่สุดในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะปูทางไปสู่การส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานและการให้บริการด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างๆ สามารถตอบสนองความต้องการทางเทคนิคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับเปิดช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ

ญี่ปุ่นจะสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นในการทดลองในอินโดนีเซีย เพื่อทดสอบความเร็วและความปลอดภัยของอุปกรณ์ การได้รับสัญญาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่อินโดนีเซีย จะเป็นการเข้ามาครั้งแรกของผู้เล่นญี่ปุ่นในตลาดนี้

Orex Sai บริษัทร่วมทุนระหว่าง NTT Docomo บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ และ NEC Corporation ประกาศแผนการขยายธุรกิจในอินโดนีเซีย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Orex Sai ได้ลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์กับ Surge บริษัทโทรคมนาคมของอินโดนีเซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Solusi Sinergi Digital โดยประเมินการลงทุนมูลค่า 5 แสนล้านเยน (3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงทศวรรษหน้า โดยมุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคที่มีประชากรไม่หนาแน่นเป็นหลัก

การทำสัญญาในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก จะทำให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถใช้ตลาดนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายตัวในอาเซียนได้กว้างยิ่งขึ้น

การส่งออกผลไม้และผักของเวียดนามไปจีนลดลง 15%

ที่มาภาพ: https://en.nhandan.vn/vietnam-aims-for-new-record-with-fruit-and-vegetable-export-post136291.html

จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม นำเข้าผักและผลไม้รวมมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังจากทางการจีนเข้มงวดการตรวจสอบสารตกค้างของสารต้องห้ามมากขึ้น การส่งออกยิ่งลดลงมากขึ้นในช่วงต้นปีถึง 80%

มูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเวียดนามตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออกไปสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงในอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 316 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 66%

ตลาดอื่นๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน และออสเตรเลีย มีอัตราการเติบโต 13-40% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการผักและผลไม้ของเวียดนาม

ดัง ฟุก เหงียน เลขาธิการสมาคมผักและผลไม้เวียดนาม (Vietnam Fruit and Vegetable Association) กล่าวว่า การส่งออกผักและผลไม้กำลังฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงการควบคุมความปลอดภัย

กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท เพิ่งตั้งกระบวนการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร สำหรับการส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร

หากดำเนินการอย่างเคร่งครัด ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ จะสามารถส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ากว่า 1.4 พันล้านหยวนได้สำเร็จ เหงียนกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจีนนิยมบริโภคผักและผลไม้สดพร้อมบริโภคหรือผลไม้สดหั่นชิ้นมากขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย เหงียนกล่าวและว่า นี่เป็นโอกาสที่ธุรกิจเวียดนามต้องคว้าไว้โดยเร็ว เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและรักษาผลผลิตให้มีเสถียรภาพ

เหงียน ถิ ทู ทุย รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการค้าและการลงทุน กล่าวว่า เวียดนามมีการขาดดุลการค้ากับจีนสูง ดังนั้น นอกจากผลไม้เมืองร้อนแล้ว ธุรกิจเวียดนามควรให้ความสำคัญกับผลผลิตอื่นๆ เช่น เสาวรส มะพร้าว รังนก และผลไม้ตระกูลส้ม ด้วยการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมากขึ้นในปีต่อๆ ไป

ส่งออกทุเรียนของเวียดนามฟื้นตัวแกร่ง

ที่มาภาพ: https://e.vnexpress.net/news/business/economy/fruit-exports-increase-over-28-4752717.html

เวียดนามส่งออกทุเรียนสด 7,745 ลอต รวมปริมาณกว่า 207,000 ตัน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าช่วง 4 เดือนแรกของปีถึง 10 เท่า

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า การส่งออกทุเรียนแช่แข็งก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมี 560 ลอต รวมปริมาณเกือบ 16,000 ตัน เพิ่มขึ้น 64.3%

เพื่อส่งเสริมการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น ผู้อำนวยการสำนักงานการผลิตและคุ้มครองพืช หวูญ เติ่น ดัต กล่าวว่า เวียดนามมีแผนพัฒนาแผนที่พื้นที่ปลูกทุเรียนที่มีการปนเปื้อนของแคดเมียม ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร ตอบสนองความต้องการของตลาดนำเข้า และรักษาการเติบโตของการส่งออก

ดัตเน้นย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับทุเรียนเวียดนาม ไม่เพียงแต่เพื่อรักษาฐานที่มั่นในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิชิตตลาดระดับพรีเมียม เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีด้วย

ดัตกล่าวว่า ผลผลิตทั้งหมดจะถูกแปลงเป็นดิจิทัลและบูรณาการเข้ากับระบบการจัดการพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก

ตามแผนดังกล่าว สำนักงานฯ จะสำรวจพื้นที่ปลูกทุเรียนขนาดใหญ่เป็นอันดับแรก การติดตามตรวจสอบจนถึงปัจจุบันพบว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่สูงตอนกลางยังไม่มีรายงานการเตือนภัยที่สำคัญ ดังนั้น การรวบรวมข้อมูลจะมุ่งเน้นไปที่พื้นที่อื่นๆ เช่น สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นอันดับแรก เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น ระบบการทำแผนที่จะขยายและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการที่ควบคู่ไปกับการทำแผนที่ คือจะมีการนำแบบจำลองการปรับปรุงดินเพื่อลดปริมาณโลหะหนักมาใช้ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเติมปูนขาวเพื่อเพิ่มค่า pH ของดิน หรือการใช้สารชีวภาพเพื่อจำกัดการดูดซึมแคดเมียมของพืช

ลาวตั้งเป้าส่งออกทุเรียน 400 ตันในปี 2569

ครอบครัวชาวลาวตั้งแผงขายทุเรียนริมถนนเพื่อขายทุเรียนที่เก็บมาจากสวน ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2025/08/12/laos-expects-to-export-400-tons-of-durian-in-2026/

ลาวเตรียมส่งทุเรียนคุณภาพสูงประมาณ 400 ตันออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในปี 2569

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เอลาวัน ลาดพักดี ตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจทุเรียนลาว ได้กล่าวในการประชุมอบรมทางเทคนิคเกี่ยวกับทุเรียนว่า ปัจจุบันประเทศลาวมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 269 เฮกตาร์ มีจำนวนต้นทุเรียน 18,957 ต้น ในจำนวนนี้ มีต้นทุเรียนที่ออกผลแล้ว 3,312 ต้น และอีก 15,645 ต้นที่ใกล้จะติดผล

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการส่งออกนี้ การฝึกอบรมจึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูก การจัดการสวน การป้องกันโรค และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของพืชผล

ผู้เข้าร่วมอบรมยังได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรฐานการส่งออกสินค้าเกษตรของลาว กฎระเบียบ และเอกสารที่จำเป็นสำหรับการส่งออกทุเรียนสด

เอลาวันกล่าวว่า ลาวกำลังเตรียมความพร้อมในทุกขั้นตอนตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุเรียนลาวมีคุณภาพตามมาตรฐานสูงสุด โดยคาดว่าจีนจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ดังนั้น ลาวจึงตั้งเป้าที่จะใช้ประโยชน์จากที่ตั้งที่มีความใกล้ชิดกับจีน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านทางรถไฟลาว-จีน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกทุเรียน ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ราชาแห่งผลไม้” มีชื่อเสียงไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น เนียนนุ่ม และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ เกษตรกรผู้มากฝีมือ และความสนใจในตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ลาวจึงตั้งเป้าที่จะแข่งขันกับผู้นำทุเรียนในภูมิภาคอย่างไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

.