ASEAN Roundup สามชาติอาเซียนยกระดับรับมือภัยไซเบอร์

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2569

  • สามชาติอาเซียนยกระดับรับมือภัยไซเบอร์ สิงคโปร์-มาเลย์เตือนภัยระบบทำความเย็น ฟิลิปปินส์เคาะแผนปกป้อง SME-ภาครัฐ”
    • สิงคโปร์ยกระดับการเตือนภัยไซเบอร์
    • มาเลเซีย ยกระดับการเฝ้าระวังภัยไซเบอร์สู่ระดับปานกลาง
    • ประธานาธิบดีมาร์กอสเรียกร้องยกระดับมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
    • รัฐบาลฟิลิปปินส์เคาะแผนรับมือ สู้ภัยคุกคามไซเบอร์และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
  • สมัชชาแห่งชาติเวียดนามอนมุติเป้าหมาย GDP ต่อหัว 6,100 ดอลลลาร์ปี 2027
  • ลาวตั้งเป้าส่งออกพลังงานหมุนเวียน 500 เมกะวัตต์ ให้สิงคโปร์ภายใต้ความร่วมมือใหม่
  • ลาว-จีน เดินหน้าเชื่อมโยงทางรถไฟ ระเบียงเศรษฐกิจ ความร่วมมือ AI

สามชาติอาเซียนยกระดับรับมือภัยไซเบอร์ สิงคโปร์-มาเลย์เตือนภัยระบบทำความเย็น ฟิลิปปินส์เคาะแผนปกป้อง SME-ภาครัฐ”

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด หลังภัยคุกคามทางไซเบอร์ลุกลามจากการโจรกรรมข้อมูลไปสู่การก่อกวนระบบควบคุมปฏิบัติการ (OT) โดยหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสิงคโปร์และมาเลเซียออกคำเตือนให้ทุกภาคส่วนเร่งอุดช่องโหว่การเชื่อมต่อระยะไกลในระบบทำความเย็นและคลังสินค้า หลังเกิดเหตุแฮกเกอร์ป่วนระบบแช่เย็นเลือดและอาหารในยุโรป ขณะที่ฟิลิปปินส์ สั่งอนุมัติแผนปฏิบัติรับมือ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ภาคธุรกิจ MSME และโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐจากการหลอมรวมของภัยไซเบอร์และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร

  • สิงคโปร์ยกระดับการเตือนภัยไซเบอร์ หลัง “ไซเบอร์แอทแทกตู้เย็น” ยุโรป ลามซูเปอร์มาร์เก็ตและคลังเลือด
ที่มาภาพ: https://www.csa.gov.sg/resources/publications/singapore-cybersecurity-strategy-2026/

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งสิงคโปร์ (Cyber Security Agency of Singapore:CSA) ออกประกาศเตือนระดับสำคัญไปยังองค์กรต่างๆ โดยเตือนให้จำกัดการเชื่อมต่อระบบจากอินเทอร์เน็ตสาธารณะ และใช้มาตรการยืนยันตัวตนที่เข้มงวด

คำเตือนจาก CSA เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน มีขึ้นหลังจากสงสัยว่าเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ตู้เย็นและตู้แช่แข็งของซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วทวีปยุโรป ได้บีบให้ผู้ค้าปลีกต้องทิ้งอาหารที่เน่าเสีย

“การโจมตีทางไซเบอร์เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การจัดการระบบความเย็นทั่วยุโรป ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต” CSA ระบุในประกาศเตือน

“แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับระบบทำความเย็น แต่ก็แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามในวงกว้างที่กำลังขยายตัวขึ้น นั่นคือ การเข้าถึงระบบควบคุม OT จากระยะไกลที่มีระบบความปลอดภัยไม่รัดกุม อาจเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางกายภาพและขัดขวางการทำงานในภาคส่วนต่างๆ ได้”

OT (Operational Technology) คือฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเฝ้าระวังและควบคุมสินทรัพย์ทางกายภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์อุตสาหกรรมและระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค ไปจนถึงคลังสินค้าแช่เย็น ระบบบริหารจัดการอาคาร และระบบบริหารจัดการสถานพยาบาล

“แม้ว่า CSA จะยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้ในสิงคโปร์ แต่เราไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่นี่ก่อนแล้วค่อยหาทางป้องกัน” กเวนดา ฟง (Gwenda Fong) ประธานบริหารของ CSA กล่าวในโพสต์ LinkedIn เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน

“คุณรู้หรือไม่ว่าระบบใดของคุณบ้างที่สามารถเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต? การจัดเตรียมการเข้าถึงจากระยะไกลได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างเพียงพอหรือไม่? ช่องโหว่ต่างๆ ได้รับการระบุและแก้ไขแล้วหรือยัง? แล้วข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าของคุณล่ะ? ได้รับการจัดการและดูแลความปลอดภัยอย่างเหมาะสมหรือไม่? สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเป็นคำถามพื้นฐาน แต่เป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง” ฟงกล่าว

การโจมตีระลอกแรกเกิดขึ้นกับซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม จากนั้นในสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ซูเปอร์มาร์เก็ตในอีก 10 ประเทศในยุโรป รวมถึงเยอรมนีและฟินแลนด์ ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ภายในสัปดาห์เดียวกัน การหยุดชะงักได้ขยายตัวไปสู่ภาคสาธารณสุข โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสเปิดเผยว่าการโจมตีทางไซเบอร์ได้ทำลายระบบที่เฝ้าระวังและควบคุมห้องเย็น ณ คลังเลือดระดับภูมิภาค 3 แห่ง แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถย้ายสต็อกเลือดที่ได้รับผลกระทบไปไว้ในตู้เย็นอื่นได้ทัน

ทั้งห้องเย็นของคลังเลือดและตู้เย็นของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างพึ่งพาตัวควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบางส่วนเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อการบำรุงรักษาและการปรับแต่งจากระยะไกล เพื่อรักษาอุณหภูมิของสิ่งของภายในให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง มีรายงานว่าแฮกเกอร์ได้สิทธิ์เข้าถึงตัวควบคุมเหล่านี้จากระยะไกล

ในประกาศเตือน CSA ยังได้ส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ ระบุและจัดทำบัญชีรายการระบบการจัดการจากระยะไกล ตัวควบคุม และอุปกรณ์ OT อื่นๆ ที่เข้าถึงได้โดยตรงจากอินเทอร์เน็ต

สิ่งหนึ่งที่องค์กรควรทำ คือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์ OT, เฟิร์มแวร์ และอุปกรณ์เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้รับการอัปเดตด้วยแพตช์ความปลอดภัยและเฟิร์มแวร์ล่าสุดที่จัดหาให้โดยผู้จำหน่ายแต่ละราย

ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์แห่งสิงคโปร์ (SingCERT) ได้แนะนำให้องค์กรที่มีการเข้าถึงระบบ OT จากระยะไกล ทำการทบทวนมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของตน และเสริมสร้างแนวทางป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น

หนึ่งในข้อเสนอแนะหลักคือ การจำกัดการเข้าถึงส่วนต่อประสานการจัดการจากระยะไกล (Remote Management Interfaces) โดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงการยกระดับมาตรการยืนยันตัวตนและการควบคุมการเข้าถึงให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

องค์กรควรเปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน และเลือกใช้รหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งและไม่ซ้ำกัน ในกรณีที่จำเป็นต้องเข้าถึงระบบจากระยะไกล ควรใช้โซลูชันที่มีความปลอดภัยสูง เช่น เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication – MFA) หากระบบรองรับ ตลอดจนจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตและผู้ให้บริการที่ได้รับความไว้วางใจเท่านั้น

นอกจากนี้ องค์กรควรอัปเดตและดูแลความปลอดภัยของระบบและอุปกรณ์ OT รวมถึงดำเนินการแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Segmentation) การเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนเสริมสร้างการติดตามการทำงานและการรับมือกับเหตุการณ์คุกคามให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

CSA ยังได้แนะนำเพิ่มเติมให้องค์กรตรวจสอบอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งาน (End-of-Life) หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตอีกต่อไป พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมหรือจัดทำแผนในการทดแทนอุปกรณ์ดังกล่าว

  • มาเลเซีย ยกระดับการเฝ้าระวังภัยไซเบอร์สู่ระดับปานกลาง
ที่มาภาพ: https://www.businesstoday.com.my/2026/05/26/mcmc-steps-up-online-safety-push-with-stricter-child-protection-measures/

คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (Malaysian Communications and Multimedia Commission: MCMC) ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นมากขึ้น หลังจากมาเลเซียปรับเพิ่มระดับการเตือนภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศขึ้นสู่ ระดับปานกลาง (Medium)

คณะกรรมการฯ ระบุว่า กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council) สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (National Cyber Security Agency) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อติดตามสถานการณ์และพัฒนาการของภัยคุกคาม แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนประสานการดำเนินมาตรการตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างเหมาะสม

“เรายังได้เพิ่มความเข้มข้นในการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ครอบคลุมภาคการสื่อสารและมัลติมีเดีย ซึ่งรวมถึงบริการโทรคมนาคม การกระจายเสียง ไปรษณีย์ และพัสดุด่วน

เราขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทบทวนความพร้อมของตนเอง ประเมินความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น เสริมสร้างมาตรการป้องกันและการตรวจจับ รวมถึงเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ใดๆ อย่างมีประสิทธิภาพ” คณะกรรมการฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำในเรื่องการตอบสนองต่อเหตุการณ์ มาตรการการฟื้นฟู และความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนรับประกันความพร้อมใช้งานและความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของบริการการสื่อสารและมัลติมีเดียที่จำเป็น

ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญกำลังเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะเมื่อระบบทำความเย็นเองก็สามารถตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ได้เช่นกัน

มุรุกาซอน อาร์. ธังการัตนัม (Murugason R. Thangaratnam) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เผยว่าเหตุโจมตีระบบทำความเย็นในฝรั่งเศสและยุโรปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในอุปกรณ์ที่ใช้จัดเก็บสิ่งของจำเป็น ซึ่งรวมถึงพลาสมาเลือด อาหาร และยา

คลังแช่เย็นสำหรับเก็บพลาสมาเลือดจำนวน 3 แห่งซึ่งดำเนินการโดยสถาบันเลือดแห่งฝรั่งเศส ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยถูกแฮกเกอร์รีโมทเข้ามาปรับตั้งค่าอุณหภูมิและการละลายน้ำแข็งให้อยู่ในระดับสุดขั้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน

นอกจากนี้ยังมีการรายงานเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในยุโรป ซึ่งสงสัยว่าระบบทำความเย็นถูกถูกแทรกแซงและปรับเปลี่ยนการทำงาน จนส่งผลให้ต้องเก็บสินค้าแช่เย็นและแช่แข็งออกจากชั้นวางในร้านค้า

มุรุกาซอนกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้มาเลเซียจะมีความก้าวหน้าในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญผ่านพระราชบัญญัติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปี 2024 (Act 854) แล้วก็ตาม แต่ก็ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอุปกรณ์และผู้ให้บริการภายนอกที่ทำงานอยู่เบื้องหลังด้วย

อีกทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า ธนาคารเลือดของโรงพยาบาล สถานที่จัดเก็บวัคซีน คลังเวชภัณฑ์ และศูนย์กระจายสินค้าอาหาร มีข้อมูลและตระหนักหรือไม่ว่า ผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ให้บริการรายใดบ้างที่สามารถเข้าถึงและควบคุมระบบทำความเย็นของตนจากระยะไกล (Remote Access)

“ควรมีระบบตรวจสอบและติดตามอุณหภูมิที่เป็นอิสระจากระบบควบคุมหลัก เพื่อให้สามารถตรวจจับการแทรกแซงหรือปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบ รวมถึงความขัดข้องของอุปกรณ์ได้” มุรุกาซอนกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลขยายขอบเขตการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้ครอบคลุมถึงผู้รับเหมาและผู้จัดหาอุปกรณ์จากภายนอก ตลอดจนจัดการฝึกซ้อมรับมือภัยคุกคามร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภทอาจหยุดชะงักพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบทำความเย็น ท่าเรือ และระบบสื่อสาร

ดาโต๊ะ ดร.อามิรูดิน อับดุล วาฮับ (Datuk Dr Amirudin Abdul Wahab) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CyberSecurity Malaysia กล่าวว่า จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบ

“เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันของเราในหลายด้านล้วนพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

“หากการโจมตีทางไซเบอร์ต่อธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการไฟฟ้า โรงพยาบาล หรือหน่วยงานภาครัฐประสบความสำเร็จ อาจส่งผลให้บริการธนาคารออนไลน์และธุรกรรมทางการเงินหยุดชะงักชั่วคราว ระบบโทรคมนาคมและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขัดข้อง รวมถึงกระทบต่อการให้บริการสาธารณะที่จำเป็น โดยเฉพาะบริการด้านสาธารณสุข” ดาโต๊ะอามิรูดินกล่าว

ดาโต๊ะอามิรูดินกล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีทางไซเบอร์ยังอาจนำไปสู่การรั่วไหลหรือการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตน ตลอดจนทำให้ความพยายามในการหลอกลวงผ่านข้อความหรือเว็บไซต์ปลอม (Phishing) การฉ้อโกงทางออนไลน์ และการโจรกรรมข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Identity Theft) เพิ่มสูงขึ้น

“ประชาชนชาวมาเลเซียควรปฏิบัติตามแนวทางพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายประการ เช่น การเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) สำหรับบริการธนาคารออนไลน์ อีเมล และบัญชีออนไลน์สำคัญอื่น ๆ

“นอกจากนี้ ควรใช้รหัสผ่านที่มีความปลอดภัยสูงและไม่ซ้ำกันในแต่ละบัญชี โดยอาจใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) จากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย

“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ประชาชนชาวมาเลเซียต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อข้อมูลบิดเบือนและรายงานข่าวเท็จที่อาจแพร่กระจายในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้น” ดาโต๊ะอามิรูดินกล่าว

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ (Singapore Airlines) เปิดเผยว่า ข้อมูลการจองบัตรโดยสารประมาณ 46,000 รายการ อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Amadeus ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีระบบสำรองที่นั่งของสายการบิน

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งเดียวกันนี้ยังส่งผลกระทบต่อสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ (Malaysia Airlines) ซึ่งระบุว่า ข้อมูลลูกค้าบางส่วนที่ได้รับการประมวลผลผ่านระบบของ Amadeus ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2569 อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

  • ประธานาธิบดีมาร์กอสเรียกร้องยกระดับมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ:เพจ Office of the President

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) แห่งฟิลิปปินส์ ผลักดันให้มีการยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค แรงงาน และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small and Medium Enterprises: MSMEs) จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ประธานาธิบดีมาร์กอสให้ความสำคัญในการประชุมร่วมกับคณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสภาที่ปรึกษาภาคเอกชน (Private Sector Advisory Council Digital Infrastructure Sector Group) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีมาลากันยัง (Malacañang) เมื่อวันอังคาร (3 พ.ย. 2569) ที่ผ่านมา

สำนักงานสื่อสารประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ (Presidential Communications Office: PCO) ระบุว่า “ประธานาธิบดีมาร์กอสมองว่า ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลฟิลิปปินส์ที่กำลังขยายตัว เนื่องจากประชาชนชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการทำธุรกรรมทางธนาคาร การค้า การศึกษา และการติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐ”

สำนักงานฯ ระบุเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลตระหนักดีว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรมออนไลน์ทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการใช้บริการดิจิทัล”

ตามแถลงการณ์ ประธานาธิบดีมาร์กอสกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับเหล่าผู้นำในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองแพลตฟอร์มและระบบดิจิทัลที่ชาวฟิลิปปินส์ต้องพึ่งพาในการดำเนินชีวิตประจำวัน

“ประธานาธิบดีต้องการให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน ชำระบิล และเข้าถึงบริการออนไลน์ที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลโดยไม่จำเป็น” สำนักงานปฏิบัติการสื่อสารประจำสำนักประธานาธิบดี ระบุ

นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกลุ่ม MSMEs (ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) ซึ่งหลายแห่งต้องพึ่งพาตลาดออนไลน์ ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อประคองและขยายธุรกิจของตน

รัฐบาลเชื่อว่าการยกระดับระบบป้องกันความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นหันมารับเอาการค้าดิจิทัล และเข้ามามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจออนไลน์ที่กำลังเติบโต PCO ระบุ

ประธานาธิบดีมาร์กอสกำลังผลักดันการขยายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การเข้าถึงบริการดิจิทัลที่น่าเชื่อถือยังคงมีจำกัด

“ประธานาธิบดีกำลังติดตามและทบทวนความก้าวหน้าของโครงการ Bayanihan SIM เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากขึ้นสามารถเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์ที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง” PCO ระบุ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (DICT) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCIAC) เพื่อจัดตั้งระบบการป้องกันที่เป็นเอกภาพ รับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์และภัยคุกคามทางความคิด (Cognitive Threats) ที่มีความซับซ้อนและมุ่งเป้าไปยังเครือข่ายภาครัฐรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

การประชุมเป็นเวทีให้ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NCERT) สังกัด DICT นำเสนอรายงานข้อมูลสรุปทางเทคนิค เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนและช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญทั่วทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลของภาครัฐ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) ที่มีความซับซ้อน ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อก่อกวนหน่วยงานของรัฐ

เพื่อจัดการกับช่องโหว่เหล่านี้ NCIAC ได้อนุมัติมติมอบอำนาจให้ดำเนินมาตรการตามแผนปฏิบัติตามรับมือการก่อกวน (DICT-NCERT Disruption Playbook) โดยทันทีและอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกำหนดพิธีสารปฏิบัติการที่มีผลผูกพันสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ในการตรวจจับ ควบคุม และยับยั้งภัยคุกคามออนไลน์

  • รัฐบาลฟิลิปปินส์เคาะแผนรับมือ สู้ภัยคุกคามไซเบอร์และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
นายโรเบิร์ต โจเซฟ เดอ คลาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ:https://www.pna.gov.ph/article/govt-finalizes-playbook-vs-cyber-cognitive-threats

คณะกรรมการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCIAC) ฟิลิปปินส์ได้สรุปและอนุมัติมติมอบอำนาจให้เดินหน้าใช้แผนปฏิบัติตอบโต้การก่อกวน (Disruption Playbook) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และภัยคุกคามทางความคิด (Cognitive Threats) ที่มุ่งเป้าไปยังสถาบันและหน่วยงานของภาครัฐ

ในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (4 พ.ย. 2569) นายโรเบิร์ต โจเซฟ เดอ คลาโร (Robert Joseph de Claro) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (DICT) ย้ำว่า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางดิจิทัลของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่มีหน่วยงานใดสามารถรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้เพียงลำพัง เราต้องการให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกัน เฝ้าระวัง และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องระบบ ข้อมูล และชาวฟิลิปปินส์ทุกคนในโลกออนไลน์” นายเดอ คลาโร กล่าว

นายเดอ คลาโรกล่าวว่า เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ แผนปฏิบัติตอบโต้ของศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (DICT-NCERT Disruption Playbook) ได้กำหนดมาตรการสำหรับการตรวจจับ การควบคุม และการยับยั้งภัยคุกคามทางไซเบอร์เอาไว้

มาตรการสำคัญประกอบด้วย:

  • การเสริมสร้างความปลอดภัยของระบบชื่อโดเมน (DNS Security) ของภาครัฐ
  • การตรวจสอบและยืนยันเหตุการณ์ระบบถูกบุกรุก
  • การปิดหรือถอดถอนเว็บปลอม (Fraudulent Websites) ที่แอบอ้างเป็นแพลตฟอร์มของภาครัฐ
  • การยกระดับการคุ้มครองเว็บไซต์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

มติยังกำหนดให้มีการรายงานเหตุการณ์ความมั่นคงไซเบอร์อย่างทันท่วงที การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนเหตุข้อมูลรั่วไหล (Breach-Notification Officers) ประจำแต่ละหน่วยงานรัฐ การบูรณาการความร่วมมือเพื่อจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนและปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) รวมถึงการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่จำเป็น

ในระหว่างการประชุมเมื่อวันอังคาร NCIAC ได้หารือเกี่ยวกับรายงานสรุปของ DICT-NCERT เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์และทางความคิดที่เริ่มหลอมรวมกันเพื่อโจมตีสถาบันภาครัฐ พร้อมทั้งระบุช่องโหว่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐและเสนอแนะมาตรการป้องกัน

นอกจากนี้ DICT ยังกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการกดลิงก์หรือข้อความสงสัย ตรวจสอบความถูกต้องของเว็บไซต์ก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ข้อมูล และแจ้งเหตุสงสัยภัยไซเบอร์ผ่านช่องทางที่กำหนด

ทั้งนี้ DICT จะยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องผ่าน NCIAC เพื่อเสริมสร้างแนวป้องกันทางไซเบอร์ของชาติ และสร้างฟิลิปปินส์ยุคดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามอนุมัติเป้าหมาย GDP ต่อหัว 6,100 ดอลลาร์ปี 2027

การประชุมของสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 16 เวียดนามในช่วงเช้าของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ที่มาภาพ:https://en.vietnamplus.vn/16th-nas-second-session-resolution-on-2027-socio-economic-development-plan-adopted-post354997.vnp

สมัชชาแห่งชาติตั้งเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) ไว้ที่ประมาณ 6,100 ดอลลาร์สหรัฐ และเป้าหมายดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย (CPI) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.5 ในปี 2027 ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างให้เติบโตที่ร้อยละ 12.2 โดยมีภาคการผลิตและการแปรรูปขยายตัวที่ร้อยละ 12.3

สมัชชาแห่งชาติชุดที่ 16 ในช่วงเช้าของวันที่ 7 พฤศจิกายน ได้ลงมติอนุมัติความเห็นชอบร่างมติเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี 2027 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 467 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 469 คน โดยได้ตั้งเป้าหมายมุ่งมั่นผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อยร้อยละ 10

ร่างมติดังกล่าวได้ผ่านการหารือในระดับกลุ่มเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม และในที่ประชุมเต็มคณะเมื่อวันที่ 30-31 ตุลาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสมัยที่ 2 ของสภาแห่งชาติชุดที่ 16

การผ่านความเห็นชอบมตินี้เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และทิศทางหลักสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปี 2027 เพื่อเป็นรากฐานให้แก่รัฐบาล กระทรวง ภาคส่วนต่างๆ และท้องถิ่น นำไปแปลงเป็นแผนงานและแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่รวดเร็วและยั่งยืน โดยเชื่อมโยงการพัฒนาทางเศรษฐกิจเข้ากับความก้าวหน้าและความเท่าเทียมทางสังคม ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน

ก่อนการลงมติ นายโง วัน ถวน (Ngo Van Tuan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในนามของนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอรายงานของรัฐบาลเพื่อชี้แจงการนำข้อคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาไปพิจารณา ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขร่างมติดังกล่าว

นายโง วัน ถวนกล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่แสดงความเห็นพ้องกับร่างมตินี้ พร้อมทั้งเสนอมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปได้จริง และครอบคลุมในเกือบทุกภาคส่วน ซึ่งรัฐบาลได้นำข้อเสนอแนะเหล่านี้มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการจัดทำร่างมติฉบับสมบูรณ์ และจะนำไปบูรณาการเข้ากับการกำกับดูแล การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนแผนงานประจำปี 2027 ต่อไป

รัฐบาลจะยังคงกำกับดูแลกระทรวง ภาคส่วนต่างๆ และท้องถิ่นในการดำเนินงานตามแผน โดยมุ่งมั่นที่จะบรรลุหรือก้าวข้ามเป้าหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ จะมีการมอบหมายภารกิจและความรับผิดชอบแก่แต่ละกระทรวง ภาคส่วน และท้องถิ่นอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการกำหนดกรอบเวลา กำหนดส่งงาน และผลการดำเนินงานที่เฉพาะเจาะจง

ความสำคัญลำดับแรกๆ ครอบคลุมถึงการปรับปรุงกรอบสถาบันให้ดียิ่งขึ้น การปลดล็อกทรัพยากร และการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ ตลอดจนการส่งเสริมปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตแบบดั้งเดิม และการสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญผ่านปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ๆ รัฐบาลยังจะเร่งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการปฏิรูปรูปแบบการเติบโต โดยมุ่งเน้นที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

ตามรายงานของนายโง วัน ถวน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และเสริมสร้างศักยภาพจากภายใน อำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ

รัฐบาลยังจะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การปกป้องสิ่งแวดล้อม การสร้างงาน ตลอดจนการเพิ่มรายได้และมาตรฐานการครองชีพ โดยจะแสวงหาแนวทางเพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมยิ่งขึ้นในทุกภูมิภาคและกลุ่มประชากร ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความสำเร็จของการพัฒนา และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืนในช่วงปี 2026-2030 และหลังจากนั้น

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ รายงานระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในปี 2027 ยังคงมีความซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งที่สูงขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายทางการเงินในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคภายในประเทศ

รัฐบาลระบุว่าการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการดูแลดุลยภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

ภายใต้มติตามที่สมัชชาแห่งชาติย้ำ ปี 2027 จะเป็นปีแห่งการเร่งความเร็วและการสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน สถานะ และขีดความสามารถในการนำมติของสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 14 ไปปฏิบัติได้สำเร็จ

มติยังกำหนดให้มีความพยายามอย่างมุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 10 ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการดูแลดุลยภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ผลิตภาพ และมาตรฐานการครองชีพของประชาชนเป็นมาตรวัดประสิทธิภาพการทำงานหลัก

นอกจากนี้ มติยังส่งเสริมให้กระจายอำนาจและการมอบหมายหน้าที่ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการปรับเปลี่ยนอย่างเด็ดขาดจากการจัดทำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมีความรับผิดชอบ กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่ชัดเจน ตลอดจนการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพของระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแบบสองชั้น

มติยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่สมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สวัสดิการสังคม ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการต่อต้านการทุจริตและการประพฤติมิชอบ การส่งเสริมความประหยัดและป้องกันความฟุ่มเฟือย การเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ตลอดจนการขยายความสัมพันธ์ทางการต่างประเทศ การบูรณาการระหว่างประเทศ การระดมมวลชน และการสื่อสารนโยบาย

สมัชชาแห่งชาติตั้งเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) ไว้ที่ประมาณ 6,100 ดอลลาร์สหรัฐ และเป้าหมายการเติบโตของดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย (CPI) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.5 ในปีหน้า โดยตั้งเป้าให้ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเติบโตร้อยละ 12.2 มีภาคการผลิตและการแปรรูปขยายตัวร้อยละ 12.3 ส่วนภาคบริการคาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 9.8 ขณะที่ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (IIP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5-12.5 ยอดขายปลีกสินค้าและรายได้จากบริการผู้บริโภครวมขยายตัวร้อยละ 14 การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12

นอกจากนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติยังเรียกร้องให้มีการพัฒนาตลาดและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้มีสถานประกอบการที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวน 1.18 ล้านแห่ง และยอดขายอีคอมเมิร์ซเติบโตร้อยละ 15-17 ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะคิดเป็นร้อยละ 23.5 ของ GDP และตั้งเป้าให้สถานประกอบการร้อยละ 37 มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านนวัตกรรม

ลาวตั้งเป้าส่งออกพลังงานหมุนเวียน 500 เมกะวัตต์ ให้สิงคโปร์ภายใต้ความร่วมมือใหม่

การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL), กลุ่มบริษัท พงวับทะวี (Phongsupthavy Group) และบริษัท ทูแอส พาวเวอร์ (Tuas Power) จากสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่มาภาพ: https://www.thestar.com.my/aseanplus/aseanplus-news/2026/10/30/proposal-to-import-500mw-of-renewable-electricity-from-laos-to-singapore-mooted

ลาวกำลังพิจารณาข้อตกลงใหม่ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนจำนวนสูงสุดถึง 500 เมกะวัตต์ (MW) ให้แก่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการขยายตลาดไฟฟ้าในภูมิภาคของลาว และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

ข้อเสนอความร่วมมือนี้จะเป็นการจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ภายใต้สัญญาไฟฟ้าระยะยาวตั้งแต่ 5 ถึง 15 ปี

ข้อคิดริเริ่มนี้มีขึ้นหลังจากที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว ( Electricité du Laos:EDL), กลุ่มบริษัท พงซับทะวี (Phongsupthavy Group) และบริษัท ทูแอส พาวเวอร์ (Tuas Power) จากสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา นอกรอบการประชุมสัปดาห์พลังงานนานาชาติสิงคโปร์ (Singapore International Energy Week) ณ มารีนา เบย์ แซนด์ส

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะ สเตรตส์ ไทมส์ (The Straits Times) ของสิงคโปร์ ทั้งสามบริษัทมีแผนที่จะศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิคและข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่จำเป็นสำหรับการจัดส่งไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากลาวไปยังสิงคโปร์

ภายใต้ข้อเสนอ การส่งออกไฟฟ้าจะเริ่มที่ 100 เมกะวัตต์ในปีแรกของสัญญา จากนั้นจะเพิ่มเป็น 300 เมกะวัตต์ในปีที่สอง และขยับขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ในปีต่อๆ ไป

ไฟฟ้าพลังน้ำจะเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยอาจมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเข้ามาเสริมเพื่อรับมือกับความผันผวนตามฤดูกาลของการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

นายสุกสะหวัด โสสุพัน (Souksavart Sosouphanh) ผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว ได้แสดงความยินดีต่อข้อเสนอความร่วมมือนี้ โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพในการสนับสนุนการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค

ตามรายงานของเดอะ สเตรตส์ ไทมส์ นายสุกสะหวัดกล่าวว่า การค้าไฟฟ้าในระดับภูมิภาคมีความก้าวหน้าอย่างน่าพึงพอใจ และแสดงความมั่นใจว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนให้มีความบูรณาการมากยิ่งขึ้น

ข้อตกลงนี้เป็นการต่อยอดจากโครงการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้า ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2022 เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดน

ในระยะแรก โครงการดังกล่าวช่วยให้สิงคโปร์สามารถนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวได้สูงสุด 100 เมกะวัตต์ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสายส่งที่มีอยู่ในภูมิภาค และต่อมาได้รับอนุมัติให้เพิ่มความจุเป็น 200 เมกะวัตต์

หากข้อเสนอจัดหาไฟฟ้า 500 เมกะวัตต์ใหม่นี้ได้รับการดำเนินการเต็มรูปแบบ จะคิดเป็นปริมาณความจุมากกว่าสองเท่าของความจุที่ได้รับอนุมัติในโครงการเดิม

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไฟฟ้าตามข้อเสนอนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ และการจัดสรรระบบส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนที่จำเป็น

นายสมลาด เมฆอากาศ(Somlath Mek Akath) ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท พงซับทะวี เปิดเผยกับ เดอะ สเตรตส์ ไทมส์ ว่า ไฟฟ้าจะถูกจัดหาจากโครงการของกลุ่มบริษัท ทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ของลาว

นายสมลาดชี้ว่า การลงนามในข้อตกลงทวิภาคีเพื่ออนุมัติการส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนถือเป็นความท้าทายหลักที่โครงการนี้ต้องเผชิญ

ทางด้าน ทูแอส พาวเวอร์ กำลังเร่งดำเนินการขออนุมัติและทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่จำเป็นเช่นกัน โดยตั้งเป้าที่จะมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับผู้ซื้อไฟฟ้า ข้อกำหนดทางกฎหมาย และการรับรองที่เกี่ยวข้องภายในปี 2027

สำหรับลาว ข้อคิดริเริ่มนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเสริมสร้างสถานะการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในภูมิภาค รวมถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการค้าพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน

การส่งออกไฟฟ้าถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเศรษฐกิจลาว ตามรายงานของรัฐบาลที่เสนอต่อสภาแห่งชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ระบุว่า ลาวรายงานปริมาณการส่งออกไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 195,602 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ในช่วงปี 2021-2025

รายงานทบทวนความก้าวหน้าภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 9 ระบุว่า การผลิตไฟฟ้ารวมบรรลุที่ 251,052 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือคิดเป็นร้อยละ 90.93 ของเป้าหมาย 5 ปีที่ตั้งไว้ 276,096 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง

จากตัวเลขดังกล่าว ปริมาณการส่งออกไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละ 78 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้ารวมตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดต่างประเทศต่ออุตสาหกรรมพลังงานของลาว

รัฐบาลประเมินมูลค่าการผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ที่ 259,603 พันล้านกีบ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตามแผนการที่ตั้งไว้ 140,879 พันล้านกีบ

จากบริบทดังกล่าว ความร่วมมือที่เสนอกับสิงคโปร์สามารถช่วยให้ลาวขยายการมีส่วนร่วมในการค้าไฟฟ้าหมุนเวียนในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและสำรวจความเป็นไปได้ โดยอนาคตของโครงการขึ้นอยู่กับการเจรจาเชิงพาณิชย์ การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และความจุของระบบส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนที่เพียงพอ

ลาว-จีน เดินหน้าเชื่อมโยงทางรถไฟ ระเบียงเศรษฐกิจ ความร่วมมือ AI

นายทองสะหวัน พมวิหาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว(ซ้าย) กับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ณ เรือนรับรองรัฐบาลต้าวหยูไถ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่มาภาพ:https://www.vientianetimes.org.la/sub-new/Previous_214_y26/freefreenews/freecontent_214_Laos_China_y26.php

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของลาวและจีน บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับการเชื่อมโยงทางรถไฟ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

ข้อตกลงเพื่อกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนี้ มีขึ้นในระหว่างการหารือระหว่าง นายทองสะหวัน พมวิหาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว กับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ณ เรือนรับรองรัฐบาลต้าวหยูไถ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ในโอกาสที่นายทองสะหวัน เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 3-4 พฤศจิกายน

กระทรวงการต่างประเทศลาวระบุในแถลงการณ์ข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟ จีน-ลาว-ไทย ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เร่งขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจลาว-จีน และขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่ๆ (Emerging Industries)

นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตสมัยใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากกว่าเพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

สำหรับทางรถไฟสายลาว-จีน ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 และได้กลายเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญอย่างยิ่งระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ โดยข้อมูลจากบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน สาขาคุนหมิง ณ เดือนสิงหาคม 2026 ระบุว่า ทางรถไฟสายนี้ขนส่งสินค้ารวมแล้วมากกว่า 90 ล้านตันนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสินค้าระหว่างประเทศมากกว่า 21 ล้านตัน

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแล้ว เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่สำคัญระหว่างลาวและจีน โดยการเน้นย้ำความร่วมมือด้าน AI ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากข้อตกลงระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ นายทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานาธิบดีแห่ง สปป. ลาว เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกันนั้น จีนได้รับปากที่จะสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคลากรทางเทคนิคของลาวจำนวน 3,000 คน พร้อมทั้งขยายความร่วมมือในระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา การเรียนรู้ดิจิทัล และ AI ภายใต้โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ลาว-จีน ทั้งสองประเทศยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนชาวลาวที่เข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของจีนเป็น 10,000 คนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยจีนสัญญาว่าจะมอบทุนการศึกษา รวมถึงพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมอาชีพและโครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล (Digital Literacy) นอกจากนี้ ทั้งสองรัฐบาลยังวางแผนเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อยกระดับทักษะของบุคลากรภาครัฐและประชาชน

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสร้างความร่วมมือภายใต้กลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์ 3+3 (Strategic Dialogue Mechanism) ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคการต่างประเทศ กลาโหม และความมั่นคงสาธารณะของทั้งสองประเทศ

รายงานจากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า การหารือยังครอบคลุมไปถึงเรื่องพลังงาน ทรัพยากรแร่ธาตุ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องหลังจากประธานาธิบดีทองลุน เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งในครั้งนั้น ผู้นำลาวและประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้เห็นชอบร่วมกันในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือในด้านต่างๆ มากถึง 32 ฉบับ

ในระหว่างการประชุมสัปดาห์นี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้แสดงความยินดีต่อความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยเฉพาะในปี 2026 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 65 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และได้รับกำหนดให้เป็น “ปีแห่งมิตรภาพลาว-จีน”

นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังแสดงความยินดีต้อนรับการเดินทางเยือนของผู้นำระดับสูงของลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC Leaders’ Meeting) ซึ่งคาดว่าจีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้