1721955
ต่อเนื่องจากบทความคราวก่อน https://thaipublica.org/2026/09/symbolic/
เมื่อประวัติศาสตร์กลับมาพูดผ่านขุนศึก ธง เพลง รูปปั้น แผนที่ และชื่อประเทศ
อีกฟากฝั่งโลกมีเหตุการณ์ที่ทำให้นึกถึงคำว่า “เชิงสัญลักษณ์” เช่นกัน แต่ในทิศทางตรงกันข้าม ที่เอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกย่า 2026 สิ่งที่เจ้าภาพมองว่าเป็นการแนะนำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกลับกลายเป็นสิ่งที่แขกอีกประเทศหนึ่งมองว่าเป็นการเปิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์
ในพิธีต้อนรับบนเรือ Costa Serena ซึ่งถูกใช้เป็นที่พักลอยน้ำสำหรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ มีการแสดงของ Nagoya Omotenashi Bushotai หรือคณะนักแสดงแต่งกายเป็นขุนศึกจากประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สามคนที่ถูกนำมาใช้คือ โอดะ โนบุนางะ, โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และโทกูงาวะ อิเอยาสุ สำหรับคนที่ไม่คุ้นประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สามชื่อนี้อาจดูเหมือนถูกหยิบมาจากคนละยุค แต่จริง ๆ แล้วทั้งสามมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยและเส้นทางอำนาจของพวกเขาสืบทอดต่อกันแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน โนบุนางะเกิดปี 1534 ฮิเดโยชิปี 1537 และอิเอยาสุปี 1543 ต่างเกี่ยวข้องกับกระบวนการรวมญี่ปุ่นในปลายยุคเซ็งโงกุ

[FYI: Nagoya Omotenashi Bushotai / 名古屋おもてなし武将隊 คือคณะนักแสดงประวัติศาสตร์ของนาโกย่า ที่แต่งตัวและแสดงบทเป็นขุนศึกยุคเซ็งโงกุ ไม่ใช่หน่วยทหารจริง ก่อตั้งในปี 2009 เพื่อประชาสัมพันธ์วาระครบรอบ 400 ปีการก่อตั้งเมืองนาโกย่า และใช้เป็นทูตการท่องเที่ยวของเมือง สมาชิกหลักคือขุนศึก 6 คน ได้แก่ Oda Nobunaga, Toyotomi Hideyoshi, Tokugawa Ieyasu, Maeda Toshiie, Kato Kiyomasa, Maeda Keiji พร้อมทหารสมทบอีก 4 คน พวกเขาแสดงโดยสวมบทเป็นบุคคลเหล่านี้จริง ๆ ทั้งการพูด การแสดงฉากประวัติศาสตร์ การฟันดาบ เต้น ตีกลอง ต้อนรับนักท่องเที่ยว และถ่ายรูปที่ ปราสาทนาโกย่า
คำว่า Omotenashi แปลประมาณว่า “การต้อนรับด้วยใจ” ส่วน Bushotai คือ “คณะขุนศึก” ดังนั้นแปลหลวม ๆ ได้ว่า “คณะขุนศึกต้อนรับแห่งนาโกย่า” หรือ “Nagoya Hospitality Warriors” ที่สำคัญคณะนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูสงครามกับเกาหลีโดยเฉพาะ แต่เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ประวัติศาสตร์ของนาโกย่า โดยหยิบขุนศึกที่มีความสัมพันธ์กับภูมิภาคไอจิมาเป็น “ตัวแทนเมือง” ปัญหาจึงเกิดตรงที่ Toyotomi Hideyoshi มีความหมายสองชุดพร้อมกัน: สำหรับไอจิคือวีรบุรุษท้องถิ่นและหนึ่งในผู้รวมชาติญี่ปุ่น แต่สำหรับเกาหลี เขาคือผู้สั่งการรุกรานราชวงศ์โชซอนในปี 1592 และ 1597 นี่แหละที่ทำให้การเอาคณะนี้ไปต้อนรับแขกเกาหลีใน เอเชียนเกมส์ กลายเป็นกรณีเชิงสัญลักษณ์แรงมาก แม้เจ้าภาพจะตั้งใจแค่ “โชว์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ก็ตาม]
เหตุผลที่นาโกย่าชอบจับสามคนนี้มารวมกันก็ไม่ลึกลับ พวกเขามีความสัมพันธ์กับพื้นที่ไอจิอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นแบรนด์ทางประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวของภูมิภาค โนบุนางะเริ่มกระบวนการรวมศูนย์อำนาจ ฮิเดโยชิซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโนบุนางะรับช่วงต่อหลังเจ้านายเสียชีวิต และอิเอยาสุเป็นผู้สถาปนาระบอบโชกุนโทกูงาวะซึ่งครองญี่ปุ่นต่ออีกกว่าสองศตวรรษ ในสายตาของไอจิ พวกเขาคือ “สามผู้รวมญี่ปุ่น” และเป็นบุคคลท้องถิ่นที่คุ้นเคยพอ ๆ กับอนุสาวรีย์ ปราสาท หรือมาสคอตทางประวัติศาสตร์
ปัญหาอยู่ที่หนึ่งในสามคนนั้นคือโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ สำหรับเกาหลีใต้ ชื่อนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ผู้รวมญี่ปุ่น” แต่โยงโดยตรงไปถึงการรุกรานราชวงศ์โชซอนสองระลอกในปี 1592 และ 1597 สงครามยืดเยื้อถึงปี 1598 และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อคาบสมุทรเกาหลี เป้าหมายของฮิเดโยชิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเกาหลี เขาต้องการขยายอำนาจไปถึงจีนราชวงศ์หมิงและใช้คาบสมุทรเกาหลีเป็นทางผ่าน แต่สำหรับความทรงจำร่วมของเกาหลี สิ่งที่เหลืออยู่คือภาพของผู้สั่งการรุกราน
เมื่อคนแต่งเป็นฮิเดโยชิปรากฏในกิจกรรมต้อนรับของมหกรรมกีฬาระดับเอเชีย Korean Sport & Olympic Committee (KSOC) จึงส่งหนังสือประท้วงทั้งต่อคณะกรรมการจัดการแข่งขันและ Olympic Council of Asia (OCA) เมื่อวันที่ 16 กันยายน โดยประธาน KSOC แสดงความเสียใจและเรียกร้องไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ขณะที่หัวหน้าคณะนักกีฬาเกาหลีใต้กล่าวว่าเขาเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่เห็นว่าเจ้าภาพไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของคณะเกาหลีใต้เพียงพอ
สิ่งที่น่าสนใจคือเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายญี่ปุ่น “ตั้งใจยั่ว” จึงจะเห็นพลังของสัญลักษณ์ เพราะกรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่าความหมายไม่ได้อยู่ที่ผู้ส่งสารเพียงฝ่ายเดียว ผู้ส่งอาจกำลังพูดว่า “วีรบุรุษท้องถิ่น” ขณะที่ผู้รับสารกลับได้ยินคำว่า “ผู้รุกราน” ในเวลาเดียวกัน และความขัดแย้งเกิดขึ้นได้แม้ทั้งสองความหมายจะมีอยู่จริงพร้อมกัน
เมื่อความผิดพลาดเล็ก ๆ เริ่มซ้อนทับกัน
หลังจากนั้นภาพเล็ก ๆ หลายภาพก็ซ้อนทับกันจนความรู้สึกของฝ่ายเกาหลียิ่งไวขึ้น คณะนักกีฬาเกาหลีใต้เดินทางถึงสนามบิน Chubu Centrair โดยนักกีฬาที่ทำหน้าที่ถือธงเดินออกจากประตูผู้โดยสารโดยไม่มีธงชาติแทกึกกี ทั้งที่ตอนออกจากอินชอนถือธงผืนใหญ่ขึ้นเครื่องมา เจ้าหน้าที่สนามบินและตำรวจท้องถิ่นอ้างข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ฝ่ายเกาหลีถึงขั้นเสนอว่าจะถอดเสาออกและถือแต่ผืนธง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่ายญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่เองชี้ว่ากฎดังกล่าวถูกอธิบายว่าใช้กับทุกประเทศ ไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะเกาหลี ดังนั้นการกล่าวว่าเป็นการจงใจเล่นงานเกาหลีจึงเกินหลักฐานที่มี แต่เมื่อมันเกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรณีฮิเดโยชิ ภาพ “ธงชาติที่เข้าไม่ได้” ย่อมถูกอ่านทางการเมืองได้ง่ายกว่าปกติ
วันถัดมายังเกิดความผิดพลาดที่แทบจะเลี่ยงการตีความเชิงสัญลักษณ์ไม่ได้ ก่อนการแข่งขันฮอกกี้ชายระหว่างเกาหลีใต้กับบังกลาเทศเมื่อวันที่ 18 กันยายน ผู้จัดเปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือแทนเพลงชาติเกาหลีใต้ นักกีฬาเกาหลีใต้ยืนงงอยู่ในสนาม ก่อนที่ฝ่ายผู้จัดจะเปิดเพลงของบังกลาเทศและจึงกลับมาเปิดเพลงชาติเกาหลีใต้ภายหลัง คณะกรรมการจัดการแข่งขันยอมรับความผิดพลาดและขอโทษอย่างเป็นทางการ ขณะที่ KSOC ยื่นประท้วงและเรียกร้องมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
ถ้ามองแยกเฉพาะไฟล์เสียง นี่อาจเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคธรรมดา แต่ประเทศที่ถูกสลับไม่ใช่สองประเทศที่ไม่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ภายใต้ระบอบหยุดยิงจากสงครามเกาหลีโดยไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพมาปิดสงครามอย่างเป็นทางการ ชื่อ เพลง และธงของทั้งสองรัฐจึงมีน้ำหนักเกินกว่าหน้าที่ระบุตัวตน เมื่อระบบเสียงเลือกประเทศผิดเพียงไม่กี่วินาที ประวัติศาสตร์การแบ่งคาบสมุทรทั้งชุดก็ถูกขุดขึ้นมาอยู่ในสนามโดยไม่ต้องมีใครตั้งใจ
ยังมีปัญหาการจัดการอื่น ๆ ทั้งที่พัก การลงทะเบียน และรถรับส่ง ทีมบาสเกตบอลชายเกาหลีใต้ต้องเผชิญปัญหาการเดินทางและภายหลังถูกย้ายไปพักโรงแรมปกติ ขณะที่นักกีฬาหลายชาติวิจารณ์ห้องพักแบบโมดูลาร์และเตียงที่สั้นเกินไปสำหรับนักกีฬาตัวสูง วันที่ 24 กันยายน รยูซึงมิน ประธาน KSOC ถึงกับกล่าวว่า ถ้าต้องให้คะแนนการจัดการแข่งขันเขาจะให้ “F” และเกาหลีใต้ขอคำขอโทษอย่างเป็นทางการ
สองวันต่อมา ฝ่ายจัดการแข่งขันยอมรับปัญหาด้านโลจิสติกส์และขอโทษ โดยอธิบายว่าจำนวนผู้เข้าร่วมจริงสูงกว่าที่คาดราว 2,000 คน วันที่ 27 ปัญหาเรื่องขนาดเตียงยังคงถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จนผู้จัดต้องอธิบายว่ามีม้านั่งเตี้ย ๆ ให้สำหรับต่อความยาวเตียงและยอมรับว่าควรสื่อสารวิธีใช้งานให้ชัดเจนกว่านี้
เรื่องเหล่านี้ต้องแยกออกจากกรณีฮิเดโยชิหรือเพลงชาติ เพราะปัญหาที่พักและรถรับส่งกระทบหลายชาติ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการมุ่งเป้าเกาหลี แต่ในเชิงการรับรู้ ปัญหาการบริหารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ฉากหลัง” เมื่อความเชื่อมั่นต่อเจ้าภาพลดลง ความผิดพลาดเกี่ยวกับธง เพลง หรือประวัติศาสตร์ยิ่งถูกอ่านด้วยความระแวงมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสัญลักษณ์จึงไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ทำงานร่วมกับบรรยากาศ ความสัมพันธ์ และความทรงจำที่สะสมอยู่ก่อนหน้า
จาก Republic of Korea ไปเป็น “Republic of China” ในไม่กี่วินาที
จากนั้นเกิดความผิดพลาดอีกชั้นหนึ่งที่แทบเหมือนมีคนเขียนบทเอาไว้ล่วงหน้า ในพิธีมอบเหรียญปัญจกีฬาสมัยใหม่วันที่ 20 กันยายน มีรายงานว่าผู้จัดแนะนำ เกาหลีใต้ หรือ Republic of Korea ผิดเป็น “Republic of China (อันหมายถึง “ไต้หวัน”) ก่อนแก้ไขภายหลัง ความผิดพลาดนี้อาจเป็น human error แต่ในมหกรรมกีฬาที่ชื่อประเทศ ธง เพลง และลำดับการเดินเข้าสนามถูกกำกับอย่างละเอียด การเรียกประเทศหนึ่งผิดไปเป็นอีกประเทศหนึ่งไม่ใช่เพียงสะกดชื่อผิด มันแตะเข้าไปในประวัติศาสตร์การรับรองรัฐและข้อพิพาทเรื่องตัวแทนของ “จีน” โดยตรง
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ความผิดพลาดนี้เชื่อมเกาหลี ญี่ปุ่น จีน และไต้หวันเข้าด้วยกันในประโยคเดียวโดยไม่ตั้งใจ เพราะคำว่า Republic of China ไม่ได้เป็นเพียงชื่อเก่าของจีน แต่ยังเป็นชื่อรัฐตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ตั้งอยู่ในไต้หวัน ขณะเดียวกัน ในระบบโอลิมปิก นักกีฬาจากไต้หวันกลับไม่แข่งขันภายใต้ชื่อนี้ แต่ต้องใช้ชื่อ Chinese Taipei แทน ดังนั้นการประกาศผิดจึงไม่ใช่เพียงเรียก “ประเทศ A เป็นประเทศ B” หากยังเผลอเรียกชื่อที่ระบบกีฬาระหว่างประเทศใช้ความพยายามหลายสิบปีในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย
โตเกียว 2020: อีซุนชิน ธงอาทิตย์อุทัย แผนที่ และข้าวกล่อง
สิ่งที่เกิดในนาโกย่าครั้งนี้มึคนเชื่อมโยงไปถึงกรณี Tokyo 2020 ซึ่งจัดจริงในปี 2021 ตอนนั้นคณะเกาหลีใต้แขวนป้ายที่หมู่บ้านนักกีฬา มีข้อความดัดแปลงจากคำของพลเรือเอกอีซุนชิน วีรบุรุษผู้ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในสงครามที่ฮิเดโยชิเป็นผู้เริ่ม ป้ายมีความหมายประมาณว่า “เรายังมีแรงสนับสนุนจากประชาชนเกาหลี 50 ล้านคน” กลุ่มฝ่ายขวาญี่ปุ่นมองว่าข้อความดังกล่าวมีนัยต่อต้านญี่ปุ่นและเกี่ยวข้องกับสงคราม ถึงขั้นมีผู้ประท้วงเดินทางไปหน้าหมู่บ้านนักกีฬาโดยถือ Rising Sun Flag หรือธงอาทิตย์อุทัย ซึ่งเป็นธงที่เคยใช้โดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และสำหรับชาวเกาหลีจำนวนมากถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับยุคการขยายอำนาจทางทหารของญี่ปุ่นในเอเชีย 
ต่อมา IOC ขอให้เกาหลีใต้ถอดป้ายดังกล่าว โดยอ้างกฎห้ามการแสดงออกทางการเมืองในพื้นที่โอลิมปิก ฝ่ายเกาหลียอมถอด แต่แจ้งต่อ IOC ว่าหากป้ายของตนถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับ Rising Sun Flag ด้วย โดย Korean Sport & Olympic Committee ระบุว่า IOC รับปากว่าจะใช้กฎเดียวกันกับธงดังกล่าว แม้ต่อมาจะมีความไม่ชัดเจนว่าคำรับรองนั้นหมายถึงการ “ห้าม” ธงโดยตรงหรือเพียงพิจารณาเป็นรายกรณี
ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่แค่ที่ “ป้ายเชียร์” ของเกาหลี แต่เป็นการเผชิญหน้าของสัญลักษณ์สองชุดจากสงครามและความทรงจำเดียวกัน ฝ่ายเกาหลีใช้คำพูดที่อ้างอิงวีรบุรุษผู้ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ขณะที่ฝ่ายขวาญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยธงที่เคยใช้โดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในพื้นที่เดียวกันและในช่วงเวลาเดียวกัน
[FYI: อีซุนชิน / Yi Sun-sin / 이순신 (1545–1598) คือพลเรือเอกแห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี และเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งชาติที่สำคัญที่สุดของเกาหลี เขามีบทบาทหลักในสงครามที่ญี่ปุ่นภายใต้ โตโยโตมิ ฮิเดโตชิ บุกเกาหลีในปี 1592–1598 อีซุนชินเป็นผู้บัญชาการกองเรือโชซอนและมีชื่อเสียงจากชัยชนะทางทะเลหลายครั้งที่ช่วยตัดเส้นทางลำเลียงของกองทัพญี่ปุ่น เขาเสียชีวิตในปี 1598 ระหว่างยุทธการทางทะเลครั้งสุดท้ายช่วงปลายสงคราม เขายังเขียนบันทึกสงครามชื่อ Nanjung Ilgi (난중일기) เป็นบันทึกส่วนตัวระหว่างปี 1592–1598 ซึ่ง UNESCO ขึ้นทะเบียนในโครงการ Memory of the World เพราะเป็นหลักฐานโดยตรงจากผู้บัญชาการในสงครามครั้งนั้น]
[FYI: Rising Sun Flag หรือธงอาทิตย์อุทัย เป็นลวดลายดวงอาทิตย์สีแดงที่มีรัศมีแผ่ออกเป็นแฉก ซึ่งมีประวัติใช้ในญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ความขัดแย้งเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นนำลวดลายนี้มาใช้เป็นธงทหารก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในกองทัพบกและกองทัพเรือ และธงลักษณะนี้จึงปรากฏเคียงคู่กับการขยายอำนาจทางทหารของญี่ปุ่นในเอเชีย รวมถึงช่วงที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นระหว่างปี 1910–1945 และสงครามในจีนและเอเชียแปซิฟิก. กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเองยอมรับว่าลวดลาย Rising Sun ถูกใช้เป็นแบบของธงกองทัพบกและกองทัพเรือญี่ปุ่นก่อนและระหว่างสงคราม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะยืนยันว่าลวดลายดังกล่าวมีประวัติเก่าแก่กว่าการใช้ทางทหารและไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองโดยตัวมันเอง
สำหรับคนเกาหลีจำนวนมาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ลายพระอาทิตย์” โดยตัวมันเอง แต่อยู่ที่ภาพจำของธงซึ่งเคยปรากฏพร้อมกับกองทัพของรัฐที่เข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลีและทำสงครามในเอเชีย ด้วยเหตุนี้ เมื่อธงรูปแบบเดียวกันปรากฏในสนามกีฬา พิธีการระหว่างประเทศ หรือบนเรือรบญี่ปุ่น ความหมายที่ฝ่ายญี่ปุ่นมองว่าเป็นประเพณีหรือเครื่องหมายทางทหาร จึงสามารถถูกอ่านจากอีกฝั่งว่าเป็นร่องรอยของจักรวรรดินิยมและสงครามได้ทันที ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงโต้แย้งการตีความนี้ และระบุว่าธงดังกล่าวไม่ได้มีความหมายเชิงการเมืองหรือเลือกปฏิบัติโดยตัวมันเอง]
ข้อพิพาทเรื่อง Rising Sun Flag ไม่ได้เพิ่งเกิดที่โตเกียว ก่อนหน้านั้นในปี 2018 เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ พิธีสวนสนามทางเรือนานาชาติ (International Fleet Review งานที่กองทัพเรือหลายชาติส่งเรือรบหรือเรือของรัฐมาร่วมจอดหรือเดินเรือแสดงกำลัง/มิตรภาพทางทะเล) ที่เกาะเชจูและขอให้เรือที่เข้าร่วมชักเพียงธงชาติของตนกับธงเกาหลีใต้ คำขอนี้กระทบโดยตรงต่อเรือของ กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น (Japan Maritime Self-Defense Force-JMSDF) ซึ่งใช้ธงอาทิตย์อุทัยเป็นธงประจำกองเรือ (naval ensign) ญี่ปุ่นยืนยันว่าเป็นเครื่องหมายทางการของกองกำลัง ไม่ใช่การประกาศฟื้นจักรวรรดินิยม ส่วนเกาหลีใต้เห็นว่าธงมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจแยกจากการยึดครองและสงครามได้ สุดท้ายญี่ปุ่นตัดสินใจไม่ส่งเรือเข้าร่วมพิธีสวนสนามในครั้งนั้น
กรณีนี้ทำให้เห็นปัญหาของสัญลักษณ์ในรูปบริสุทธิ์ที่สุด ฝ่ายหนึ่งพูดว่า “นี่คือธงประจำสถาบันของเรา” อีกฝ่ายโต้ว่า “แต่ประวัติศาสตร์ที่เราเห็นอยู่บนธงผืนนั้นไม่เหมือนกับที่คุณเห็น” ไม่มีคำอธิบายใดสามารถลบประสบการณ์ของอีกฝ่ายได้ด้วยการประกาศว่าเจตนาของผู้ใช้สัญลักษณ์คืออะไร
Tokyo 2020
ยังมีข้อพิพาทเรื่องแผนที่เส้นทางคบเพลิงที่ฝั่งเกาหลีใต้เห็นว่าแสดงเกาะ ด็อกโด ซึ่งญี่ปุ่นเรียก ทาเคชิมะ เป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น และยังมีเรื่องอาหารจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติฟุคูชิมะ จนคณะเกาหลีใต้ตั้งครัวของตัวเองนอกหมู่บ้านนักกีฬา ตรวจวัตถุดิบด้วยเครื่องตรวจรังสี และจัดส่งอาหารกล่องราว 400 กล่องต่อวันให้นักกีฬา ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันยืนยันว่าอาหารที่จัดเตรียมให้นักกีฬานั้นปลอดภัย
ข้าวกล่องจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ได้โดยไม่ต้องมีภาพธงอยู่บนกล่อง เพราะมันแสดงคำถามเรื่องความเชื่อมั่นต่อรัฐ ความปลอดภัยของอาหาร และร่องรอยของ ฟุคูชิมะ ในความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลี เหตุการณ์เหล่านี้แตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือประวัติศาสตร์และความทรงจำสามารถย้ายร่างไปอยู่บนป้ายผ้า ธง แผนที่ หรือแม้แต่ข้าวกล่องได้
มองจากปี 2026 แล้วกรณีอีซุนชินในโตเกียวกับฮิเดโยชิในนาโกย่าแทบจะเป็นภาพกลับด้านกัน ในปี 2021 เกาหลีเอาภาษาของวีรบุรุษผู้ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นมาแขวนในญี่ปุ่นและถูกขอให้ถอดออก ห้าปีต่อมา ญี่ปุ่นเอาผู้สั่งการรุกรานเกาหลีมาเป็นหนึ่งในตัวแทนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของงานต้อนรับ และเกาหลีก็เป็นฝ่ายประท้วง สงครามเดียวกันจึงกลับมาปรากฏสองครั้งผ่านคนละตัวละคร ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมอง
รูปปั้นเด็กหญิง: เมื่อวัตถุหนึ่งชิ้นขยับกลไกทางการทูต
ถ้าคำว่า “เชิงสัญลักษณ์” ฟังเหมือนเรื่องรอง กรณีรูปปั้นรำลึกถึงผู้หญิงที่ถูกใช้ในระบบ “comfort women” แสดงตรงกันข้ามได้ชัดมาก รูปปั้นเด็กหญิงนั่งบนเก้าอี้ซึ่งมักเรียกว่า Statue of Peace ถูกสร้างและติดตั้งในหลายเมือง ทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ สำหรับผู้สนับสนุน มันทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์แก่ผู้หญิงที่ผ่านระบบสถานีอิอันโจ (สถานีหญิงบำเรอกาม) ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น รูปปั้นบางจุด โดยเฉพาะที่ตั้งหน้าสถานทูตหรือสถานกงสุล ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับพันธกรณีและข้อตกลงทางการทูตระหว่างสองประเทศ
ปลายปี 2016 มีการตั้งรูปปั้นลักษณะดังกล่าวหน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในปูซาน หลังจากนั้นในเดือนมกราคม 2017 ญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ เรียกเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่กลับชั่วคราว ระงับการหารือเรื่อง ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินระหว่างธนาคารกลางของสองประเทศ และเลื่อนการหารือเศรษฐกิจระดับสูง ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับเหตุผลของฝ่ายใด กรณีนี้พิสูจน์อย่างง่ายที่สุดว่า “รูปปั้น” ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นวัตถุ มันสามารถทำให้คนเดินทางกลับประเทศ ทำให้การประชุมถูกเลื่อน และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐหยุดชั่วคราวได้
นี่คือจุดที่คำว่า symbolic action มักทำให้เข้าใจผิด เพราะฟังเหมือนการกระทำที่ไม่มีผลจริง ทั้งที่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สิ่งที่เรียกว่าเชิงสัญลักษณ์มักเป็นกลไกส่งสัญญาณก่อนที่รัฐจะใช้มาตรการหนักกว่านั้น การเรียกทูตกลับ การลดระดับพิธีการ การไม่เข้าร่วมงาน หรือการปฏิเสธธง ล้วนมีผลทางการเมืองแม้จะไม่มีการเปลี่ยนกฎหมายหรือเคลื่อนกำลังทหารเลยก็ตาม
Aichi Triennale 2019: นาโกย่าเคยเจอ “ภาพที่พูดดังเกินไป” มาแล้ว
นาโกย่าเองไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่าในประวัติศาสตร์ของภาพที่สร้างความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี ย้อนกลับไปเพียงเจ็ดปี ใน Aichi Triennale 2019 มีส่วนจัดแสดงชื่อ After “Freedom of Expression?” ซึ่งรวบรวมผลงานที่เคยถูกจำกัดหรือก่อข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพการแสดงออก หนึ่งในนั้นคือ Statue of a Girl of Peace ของ คิมซอคยอง และ คิมอึนซัง รูปเด็กหญิงที่เชื่อมโยงกับความทรงจำเรื่อง comfort women
นิทรรศการส่วนนี้เปิดวันที่ 1 สิงหาคม 2019 และถูกปิดเพียงสามวันต่อมา หลังผู้จัดได้รับโทรศัพท์ อีเมล และข้อความคุกคามจำนวนมาก รวมถึงคำขู่ด้านความปลอดภัย ผู้จัดยืนยันในเวลานั้นว่าการปิดเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ ขณะที่ศิลปินจำนวนหนึ่งประท้วงด้วยการขอถอนหรือระงับผลงานของตนเอง ความขัดแย้งจึงขยายจากตัวรูปปั้นไปเป็นคำถามว่ารัฐ เทศกาลศิลปะ และพื้นที่สาธารณะควรรับมือกับงานที่กระทบความทรงจำทางประวัติศาสตร์อย่างไร
หลังการเจรจาอันยาวนาน ส่วนจัดแสดงดังกล่าวกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 8 ตุลาคม และจัดต่อจนใกล้สิ้นสุดเทศกาล ตัวนิทรรศการจึงมีชะตาที่เกือบประชดตัวเอง เมื่อนิทรรศการว่าด้วยงานที่เคยถูกห้าม ถูกปิดลงเพราะแรงกดดัน ก่อนจะถูกเปิดใหม่ภายใต้ระบบควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเดิม
การวาง Aichi Triennale 2019 ข้าง Asian Games 2026 ทำให้เกิดคู่ภาพที่น่าสนใจมาก ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ภายในเวลาเจ็ดปี ครั้งหนึ่ง ฝ่ายญี่ปุ่นบางส่วนไม่ต้องการเห็นรูปเด็กหญิงที่ทำหน้าที่เรียกความทรงจำเรื่องจักรวรรดินิยมและสงคราม อีกครั้งหนึ่งฝ่ายเกาหลีไม่ต้องการเห็นฮิเดโยชิถูกทำให้เป็นภาพต้อนรับที่รื่นเริงในงานระดับเอเชีย ทั้งสองกรณีต่างกันทั้งบริบทและผู้กระทำ แต่ถามคำถามเดียวกันว่า ใครมีสิทธิ์กำหนดว่าประวัติศาสตร์ใดควรถูกทำให้มองเห็น และควรถูกมองด้วยกรอบแบบไหน
สงครามบนหน้ากระดาษ: ตำราเรียนปี 2026
ความขัดแย้งญี่ปุ่น-เกาหลีในปี 2026 ไม่ได้เกิดเฉพาะในสนามกีฬา เดือนมีนาคม กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นอนุมัติตำราเรียนมัธยมปลายชุดใหม่ที่จะใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาถัดไป เกาหลีใต้ประท้วงอย่างเป็นทางการและเรียกอุปทูตญี่ปุ่นเข้าพบ โดยคัดค้านการนำเสนอเรื่อง ด็อกโด/ทาเคชิมะ รวมถึงการบรรยายประวัติศาสตร์แรงงานบังคับและหญิงบำเรอกาม ที่รัฐบาลเกาหลีใต้มองว่าลดทอนลักษณะการบังคับ
ฝ่ายญี่ปุ่นมีจุดยืนเรื่องอธิปไตยเหนือ ทาเคชิมะ และการตีความข้อตกลงหลังสงครามของตนเอง ขณะที่เกาหลีใต้ถือว่า ด็อกโด เป็นดินแดนของตนและปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ใช่การตัดสินข้อพิพาท แต่คือการเห็นว่าการต่อสู้เรื่อง “สัญลักษณ์” ลงไปถึงระดับการเลือกคำบนหน้ากระดาษ เพราะชื่อเกาะหนึ่งชื่อ คำว่า “บังคับ” หนึ่งคำ หรือการเลือกว่าจะให้ภาพใดอยู่ในตำราเรียน เป็นการกำหนดกรอบความทรงจำให้อนาคตของคนรุ่นใหม่
เมื่อมองเช่นนี้ ฮิเดโยชิในงานต้อนรับจึงไม่ได้โผล่มาจากอดีตอย่างโดดเดี่ยว เขาปรากฏในปีเดียวกับที่รัฐบาลสองประเทศยังโต้เถียงกันเรื่องวิธีเล่าประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียน ภาพในพิธีและถ้อยคำในตำราเป็นคนละสื่อ แต่ทำงานบนพื้นที่เดียวกัน คือการกำหนดว่าอดีตควรถูกเรียกชื่ออย่างไรและควรมีน้ำหนักแค่ไหนในปัจจุบัน
Chinese Taipei: สัญลักษณ์ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ “มีตัวตน” ได้
ถ้าจะหาตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าสัญลักษณ์ทางกีฬาไม่เคยปลอดจากการเมือง ก็คงต้องมองไปที่ไต้หวัน ในการแข่งขันโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์ นักกีฬาจากไต้หวันไม่ได้ลงแข่งขันภายใต้ชื่อ Taiwan หรือ Republic of China แต่ใช้ชื่อ Chinese Taipei ใช้รหัส TPE และใช้ธงของ Chinese Taipei Olympic Committee แทนธงชาติสาธารณรัฐจีน
ธงนั้นเองเป็นบทเรียนเรื่องการประนีประนอมเชิงสัญลักษณ์ พื้นธงสีขาว กรอบเป็นรูปดอกเหมยสีแดงและน้ำเงิน ภายในมีดวงอาทิตย์สีขาวบนพื้นน้ำเงินซึ่งเก็บร่องรอยของสัญลักษณ์ Republic of China ไว้ แต่ทั้งหมดถูกประกอบใหม่ร่วมกับห่วงโอลิมปิก ทำให้มันไม่ใช่ธงชาติของไต้หวัน และขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ธงของสาธารณรัฐประชาชนจีน นักกีฬาจากไต้หวันจึงเข้าสู่สนามภายใต้สัญลักษณ์ที่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้การมีตัวตนในระบบกีฬาโลกเป็นไปได้
ความย้อนแย้งคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบนี้เกิดขึ้นที่นาโกย่าเอง ในปี 1979 คณะกรรมการบริหาร IOC มีมติที่มักเรียกว่า Nagoya Resolution รับรองคณะกรรมการโอลิมปิกของสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมธงและเพลงชาติของ PRC ขณะที่คณะกรรมการซึ่งตั้งอยู่ในไทเปต้องใช้ชื่อที่ต่างออกไป รวมถึงธง เพลง และตราที่ไม่ใช่ของเดิม ต่อมาในปี 1981 ข้อตกลงที่โลซานน์จึงกำหนดรายละเอียดที่กลายมาเป็นกรอบของ Chinese Taipei ในระบบโอลิมปิก
สี่สิบเจ็ดปีหลังมติที่นาโกย่า ไต้หวันกลับมายังเมืองเดิมสำหรับ Asian Games 2026 และก่อนพิธีเปิดก็เกิดเรื่องขึ้นกับหลี่หยาง รัฐมนตรีกีฬาของไต้หวัน อดีตนักแบดมินตันเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกสองสมัย ในพิธีต้อนรับและชักธงที่หมู่บ้านนักกีฬา วันที่ 18 กันยายน หลี่หยางถูกกันไม่ให้เข้าในตอนแรก แม้ฝ่ายไต้หวันยืนยันว่าได้ส่งรายชื่อและได้ทำตามขั้นตอนแล้ว คณะไต้หวันจึงไม่ยอมเดินหน้าพิธีตามปกติ การเจรจากินเวลาราวหนึ่งชั่วโมง ก่อนที่หลี่หยางจะได้รับอนุญาตให้เข้าและร่วมพิธีจนจบ
ฝ่าย OCA อธิบายภายหลังว่าพิธีดังกล่าวมีไว้สำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ไม่ใช่คณะเจ้าหน้าที่รัฐบาล ขณะที่ฝ่ายไต้หวันมองว่าการที่ผู้มีบัตรและผ่านขั้นตอนแล้วถูกกันออกในนาทีสุดท้ายเป็นเรื่องของสิทธิ ศักดิ์ศรี และการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เรื่องนี้จึงมีสองคำอธิบายที่วางทับกันอยู่ แต่ไม่ว่าคำอธิบายใดจะถูกให้น้ำหนักมากกว่า ภาพที่เกิดขึ้นก็มีแรงเชิงประวัติศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมืองเดียวกับที่ตั้งชื่อให้ Chinese Taipei ถูกผลักเข้าสู่ระบบโอลิมปิกเมื่อปี 1979 เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีจากไต้หวันต้องต่อรองสิทธิที่จะเข้าไปยืนในพิธีซึ่งชักธง Chinese Taipei ขึ้นสู่เสาในปี 2026 ในเมืองนั้น
สิ่งที่ “เชิงสัญลักษณ์” ทำได้จริง
ถ้าย้อนกลับไปดู State Dinner ที่วอชิงตันอีกครั้ง ภาพของสี จิ้นผิงในชุดจงซานและทรัมป์หลังอินทรีทองจึงไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนละโลกกับฮิเดโยชิ อีซุนชิน Rising Sun Flag แทกึกกี รูปปั้นเด็กหญิง หรือธง Chinese Taipei สิ่งเหล่านี้ต่างทำงานบนหลักเดียวกัน คือวัตถุและภาพที่ดูเหมือน “แค่ประกอบฉาก” สามารถสะสมประวัติศาสตร์ไว้จนมีน้ำหนักมากกว่าตัวมันเอง
บางครั้งรัฐสามารถออกแบบสัญลักษณ์อย่างประณีตมาก สี จิ้นผิงเลือกเสื้อผ้า ทรัมป์เลือกแท่น ทำเนียบขาวเลือกไวน์ และเจ้าภาพเลือกของขวัญ ทุกอย่างถูกจัดวางเพื่อทำให้มิตรภาพมองเห็นได้ แต่ในอีกหลายครั้ง สัญลักษณ์ก็หลุดจากการควบคุมของผู้จัด คนแต่งเป็นฮิเดโยชิอาจถูกส่งออกมาเพื่อขายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่กลับถูกอ่านเป็นภาพการรุกราน เพลงที่ถูกกดผิดไฟล์เพียงครั้งเดียวอาจพาเอาสงครามเกาหลีทั้งสงครามเข้ามาในสนามกีฬา และชื่อ Republic of China ที่โผล่ผิดประเทศเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถพาเราไปถึงประวัติศาสตร์การแบ่งแยกจีนทั้งศตวรรษ
ในทางกลับกัน บางสัญลักษณ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยตรง Chinese Taipei เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เพราะชื่อ ธง และเพลงไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ประนีประนอมเพื่อให้การแข่งขันเกิดขึ้นได้ ขณะที่รูปปั้น comfort women แสดงอีกด้านหนึ่งว่า สัญลักษณ์ซึ่งไม่มีอำนาจทางกฎหมายในตัวเองอาจผลักให้รัฐใช้มาตรการทางการทูตและเศรษฐกิจจริงได้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงอาจไม่ใช่การถามว่า “สัญลักษณ์นี้หมายความว่าอะไร” ราวกับมันมีคำตอบเดียว แต่ต้องถามต่อว่า ใครเป็นคนใช้ ใครเป็นคนมอง มันถูกวางไว้ที่ไหน และมีประวัติศาสตร์อะไรเดินทางมาถึงจุดนั้นพร้อมกับมัน เพราะสัญลักษณ์ไม่เคยเดินทางคนเดียว
ในโลกที่การเมืองพยายามควบคุมภาพของตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่ผู้นำตั้งใจพูด แต่คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาขณะที่กำลังพูด เพราะเสื้อผ้า โพเดียม ธง เพลง แผนที่ ของขวัญ รูปปั้น หรือบุคคลจากอดีต ล้วนสามารถพูดได้โดยไม่ต้องมีปาก และบางครั้งก็พูดเสียงดังกว่าคนที่ยืนอยู่หลังโพเดียมเสียอีก



