‘Do’s and Don’ts ประเทศไทยในเกมโลก’ : ‘สาโรจน์ อธิวิทวัส’ เดินหมากสามตา พลิกชะตาประเทศ ชูเกณฑ์ ‘Net Impact Per Megawatt’ คัด ‘Data Center’

นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

…

24 กันยายน 2569 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และมีนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute ร่วมเสวนา

…

“สาโรจน์ อธิวิทวัส” ชูโมเดล “Net Impact Per Megawatt” กำหนดเกณฑ์คัดเลือก ‘Data Center’ เดินหมากสามตา ดึงเงิน 1.7 ล้านล้าน พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย – สกัด “ศูนย์เหรียญ”

‘เดินหมากสามตา’ พลิกชะตาเศรษฐกิจไทย

นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SMEs) กล่าว ในฐานะตัวแทนของ “สภา SMEs” ซึ่งทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยหรือคนตัวเล็ก ได้นำเสนอ “เดินหมากสามตา พลิกชะตาประเทศ” โดยเริ่มต้นจากการสะท้อนภาพใหญ่ของปัญหาเงินรั่วไหลของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

  1. ไหลลงใต้ดิน (เศรษฐกิจนอกระบบ) ปัจจุบันมูลค่า GDP นอกระบบหรือเศรษฐกิจใต้ดินของไทยสูงถึง 50% หรือคิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 8 ล้านล้านบาท ทั้งจากพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ หากสามารถดึงเม็ดเงินส่วนนี้ขึ้นมาบนดินได้ จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ของประเทศได้อีกเท่าตัว
  2. ไหลออกนอกประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น e-commerce, Social Media และ OTA (Online Travel Agency) โดยเฉพาะตลาด e-commerce ที่มีเงินไหลออกระดับล้านล้านบาทต่อปี และกว่า 70% เป็นของร้านค้าและสินค้าต่างชาติ เท่ากับว่าทุกๆ การใช้จ่าย 100 บาท จะไหลออกนอกประเทศทันทีถึง 70 บาท กลายเป็นสภาวะที่ “ยิ่งโต ยิ่งส่งผลเสียต่อประเทศ” โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดิจิทัล
  3. ไหลขึ้นไปบนฟ้า (กระจุกตัวสู่ยอดพีระมิด) กล่าวคือเม็ดเงินในระบบไหลไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนและบริษัทขนาดใหญ่ ตักทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศไปจนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ระดับ Top 10 หรือ Top 20 ของไทยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้เติบโตด้วย Innovation เหมือน Apple, Nvidia หรือ Google แต่ส่วนใหญ่เติบโตจากสัมปทาน สายสัมพันธ์กับภาครัฐและการผูกขาด ซึ่งเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราแก้ปัญหาการไหลของเงินในจุดนี้ได้ ประเทศไทยเจริญเติบโตได้อย่างแน่นอน

‘Data Center’ 1.7 ล้านล้าน ทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็น’ศูนย์เหรียญ’

สำหรับแนวทาง “เดินหมากสามตา” หัวข้อที่สำคัญและเน้นย้ำมากที่สุด คือ การบริหารจัดการเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ “Data Center” นายสาโรจน์ ระบุว่า การเข้ามาลงทุนใน Data Center ถือเป็นมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีวงเงินสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของ GDP ซึ่งเป็นโอกาสทองในรอบ 10 ปี หากไทยสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินนี้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงได้ ไม่ปล่อยให้กลายเป็น “ลงทุนศูนย์เหรียญ” หรือไหลออกนอกประเทศหมด ประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมได้อย่างสิ้นเชิง

การที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจ Data Center ในประเทศไทย ไม่มีเม็ดเงินลงทุนอะไรที่ใหญ่กว่านี้อีกแล้ว 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10% ของ GDP ซึ่ง Timing แบบนี้ ผมคิดว่าอีก 10 ปี คงไม่มีแบบนี้อีกแล้ว ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทย ถ้า… เราสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้มาสร้างเศรษฐกิจไทยได้ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นศูนย์เหรียญ หรือไม่ปล่อยให้เงินไหลออกไปต่างประเทศ เราจะสามารถพลิกประเทศได้เลย

ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ขอนำเสนอคือเรื่อง “1 อําเภอ 1 หัวรถจักร” เหมือนกับทฤษฎีหัวรถจักร โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ได้รับผลประโยชน์จากการผูกขาดธุรกิจไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จึงขอเปลี่ยนความเหลื่อมล้ำนี้ให้กลายมาเป็นพลัง โดยช่วยเป็นหัวจักร “ลากโบกี้” หรือช่วยคนตัวเล็กให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัทขนาดใหญ่

หัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องการปรับแนวความคิดอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปสนับสนุน “SMEs Startup” เฉพาะที่มี Innovation โดยที่ไม่ต้องกลัวเจ๊ง ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของหน่วยงานภาครัฐที่ว่า “เงินภาษีของชาติ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” พูดง่ายๆ คือ ห้ามเจ๊ง ห้ามขาดทุน หากภาครัฐเปลี่ยนมุมมองสักนิด โดยนำเงินภาษีเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กแบบไม่ต้องกลัวขาดทุน แต่ขออย่างเดียว “อย่าทุจริต” เท่านั้น

นายสาโรจน์ กล่าวว่า แนวความคิดทั้ง 3 เรื่องนี้ จะค่อยๆ บรรยายไป แต่จะใช้เวลาเน้นในเรื่อง Data Center ที่มีเม็ดเงินลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท

“ช่วงแรกๆ ที่ผมได้ยินตัวเลขเม็ดเงินลงทุนมากขนาดนี้ ก็รู้สึกตกใจ ซึ่งผมทำงานอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการของสภาฯ หลายชุด ตอนแรกก็คิดว่าเป็นพวกบริษัท Google, Amazon, Microsoft หรือ Oracle ซึ่งก็ใช่ แต่ไม่มากเท่ากับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนและอินเดีย หากเราเดินหมากคราวนี้ให้ดีๆ ผมคิดว่าพลิกประเทศไทยได้แน่นอน ถามว่าพลิกอย่างไร มันก็เป็นไปตามโจทย์ที่ไทยพับลิก้ให้มา คือ “Do and Don’t” ถ้าเราเลือกไม่ดี;เราก็จะได้รับเงินเข้าประเทศเพียงนิดเดียว คือจะได้แค่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่ดิน และค่าก่อสร้างแค่นั้น ซึ่งอาจจะกลายเป็น “ศูนย์เหรียญ” ด้วย”

พร้อมกล่าวต่อว่า “ผมไม่คิดเลยว่า “Data Center” จะกลายเป็น Hot Issue ขนาดนี้ เมื่อปีที่แล้ว ผมก็เคยเขียนบทความเรื่องหนึ่ง บอกว่า Data Center ก็คือ ห้องเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เรารู้ว่ามันก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทําไมคนไทยตื่นเต้น”

ฟังหูไว้หู Data Center ไม่ใช่ฮีโร่ และไม่ใช่ผู้ร้าย

นายสาโรจน์กล่าวว่าสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วประกาศเม็ดเงินลงทุน พูดเหมือนกับว่า ธุรกิจนี้จะเป็น “ฮีโร่” มาพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย แต่ความจริงแล้วอาจะไม่ใช่ เมื่อวิเคราะห์จากเม็ดเงินลงทุน 100% จะพบว่า ประมาณ 70% เป็นการนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์จากต่างประเทศ ทั้ง Server, Storage, ระบบดับเพลิง, ระบบหล่อเย็น และ Chip Semiconductor ซึ่งไทยไม่สามารถผลิตเองได้เลย สิ่งที่ไทยได้มีเพียงชิ้นส่วน Local Content เล็กน้อยและการจ้างงานบางส่วนเท่านั้น แต่ทว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ประมาณ 70% ไหลออกไปต่างประเทศ

“แล้วทำไมคุณต้องไปยินดีกับธุรกิจ Data Center ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พูดตอนนั้น ผมถูกทัวร์ลงมาก เพราะกระแสตอนนั้นมันไม่ใช่แบบตอนนี้ หลังจาก TDRI ก็ออกมาพูดเรื่องเดียวกัน ทำให้กระแสเปลี่ยนไป Data Center กลับถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย ซึ่งความจริงแล้ว Data Center ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียทั้งหมด ขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นฮีโร่ทางเศรษฐกิจ เหมือนกับรัฐบาล หรือหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน เช่น BOI, EEC หรือแม้แต่บอร์ด Data Center มองว่าธุรกิจนี้เป็นฮีโร่ทางเศรษฐกิจที่จะเข้ามาพลิกประเทศ แต่ผมมอง Data Center เหมือนกับห้องเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของระบบอินเทอร์เน็ต และก็ผู้ใช้บางคนนำไปสร้างเป็นเว็บพนัน แต่ก็มีหมอจำนวนมากนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรค เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ขึ้นอยู่กับว่าจะนำมาใช้ทําอะไร”

สำหรับ Use Case ในเมืองไทย อันดับ 1 AI คือนำมาใช้ในการดูดวงใช่หรือไม่ Use Case อันดับที่ 2 ของเมืองไทยจะใช้ Gen รูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ถามว่า Open AI จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอนาคตได้อย่างไร

พร้อมย้ำว่า “เรื่องนี้จึงต้อง “ฟังหูไว้หู” สอดคล้องกับโจทย์ “Do’s and Don’ts” ของไทยพับลิก้า แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่า Data Center จะมาช่วยทำให้ Supply Chain ของประเทศไทยขยายตัวตามโดยอัตโนมัติ เพราะธุรกิจ Data Center ต้องพึ่งพา Supply Chain ระดับโลก อย่างไมโครชิปก็ผลิตที่ไต้หวัน หรือ GPU ของ Nvidia ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ระยะหลังพยายามกระจายฐานการผลิตออกไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะสหรัฐอเมริกาเกรงว่า หากจีนเข้าไปควบคุมไต้หวันได้ สหรัฐฯ จะไม่มี Supply Chain เหล่านี้ กลับกลายเป็นว่าประเทศไหนมี Data Center มีไมโครชิป เซมิคอรดักเตอร์ หรือ VRAM ประเทศนั้นอันตราย”

“Data Center จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย ไม่ได้แปลว่ากําไรและภาษีจะอยู่ประเทศไทยทั้งหมดแล้ว เราจะดี เราจะรวย มันไม่ใช่เลย เขาตั้ง Data Center ในประเทศไทยจริง แต่อาจไปบุ๊กรายได้และกําไรส่วนใหญ่ไว้ในต่างประเทศก็ได้ ถามว่าสรรพากรไทยตามบริษัทข้ามชาติ (MNC) เหล่านี้ทันหรือไม่ ถึงแม้มีกฎหมาย Arm’s Length สามารถเข้าตรวจสอบการโอนกำไรไปยังบริษัทในเครือข่ายเดียวกันได้ก็ตาม แต่เขาก็มีสารพัดวิธี” นายสาโรจน์ กล่าว

นายสาโรจน์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทข้ามชาติ หรือ “MNC” ที่เข้ามาทำธุรกิจ Social Media หรือ e-Commerce ในประเทศไทยวันนี้ ถามว่าลงบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ บุ๊กรายได้ไว้ในประเทศไทยเท่าไหร่ หากเข้าไปตรวจสอบดูจะพบว่าเหลือกำไรนิดเดียว บริษัทเหล่านี้มาประกอบกิจการในประเทศไทย ก็ไม่ได้แปลว่าเงินมันจะหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่นเสมอไป

“ส่วนที่บอกว่า Data Center จะก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก มีเพื่อนหลานคนโทรศัพท์มาบอกผมว่า คนงาน 2,000 คนที่ทำงานอยู่ใน Data Center ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นงานโยธา หรืองานก่อสร้างดำเนินการโดยบริษัทไทย แรงงานครึ่งหนึ่งเป็นคนไทย แต่ที่เหลือเป็นแรงงานจากเมียนมา ลาว กัมพูชา ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มี Work Permit ไม่มี Visa นอนก็นอนในแคมป์ กินข้าวก็ในแคมป์ ขนาดตลาดนัดในนิคมอุตสาหกรรมยังไม่ได้เงินจากแรงงานพวกนี้เลย และเมื่อก่อสร้างเสร็จก็กลับบ้าน คำถามเงินมันจะไหลลงเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร ประเด็นเหล่านี้ รัฐบาลก็ต้องระวังให้ดี”

  • เรื่องความมั่นคง ให้นึกถึงไอรอนโดมของอิสราเอลที่ใช้สกัดขีปนาวุธของข้าศึกที่ยิงเข้ามา เข้าใจว่าข้างในของระบบดังกล่าวนี้ ก็คือ “AI Machine Learning” ซึ่งองค์ความรู้แบบนี้ ซื้อก็ไม่ขาย แต่เราต้องทําเอง ถามว่าระบบแบบนี้ควรจะอยู่ใน Data Center ที่เข้ามาตั้งฐานอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ถ้าได้แบบนี้ ผมเห็นด้วย คุ้มค่ามาก ไม่ใช่ Data Center ที่เอามาใช้ Gen รูปภาพ สวัสดีวันจันทร์ หรือนำมาใช้ดูดวง
  • เรื่องบริการภาครัฐ ต้องพยายามเอามนุษย์ออกจาก Process ให้มากที่สุดจากนั้นให้ AI เข้ามาทำงานแทน ด้วยความฉลาดของ AI อะไรที่เคยทุจริตมาก่อนหน้านี้ รับรองตรวจเจอหมด ประเด็นก็คือคุณกล้าที่จะ Open Data ให้ AI ตรวจสอบหรือเปล่า ถ้าใช้ Data Center ทำเรื่องแบบนี้เห็นด้วยแน่นอน แต่ไม่ใช่สวัสดีวันจันทร์

ดังนั้นจึงขอเสนอให้บอร์ด Data Center กำหนดเกณฑ์คัดเลือกนักลงทุน (FDI) ที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจดังกล่าวนี้ด้วย “Net Impact Per Megawatt” ดังนี้

  • สูตรคำนวณ: (ผลดีต่อเศรษฐกิจไทย) – (สิทธิประโยชน์ + ทรัพยากรที่เสียไป + ผลกระทบสิ่งแวดล้อม) = มูลค่าที่เหลืออยู่จริง
  • เงื่อนไขสำคัญ: ต้องผูกสิทธิประโยชน์กับการส่งเสริม 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (ท่องเที่ยว, เกษตรกรรม, สุขภาพ, ความมั่นคง, บริการภาครัฐ), การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Knowledge Transfer) และการจ้างงานทักษะสูง (High-Skill Labor)
  • หากต่างชาติยอมแบ่งเม็ดเงินเพียง 5% ของ 1.7 ล้านล้านบาท มาต่อยอดและพัฒนาคนในประเทศ ไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

โมเดลที่ผมต้องเสนอเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกธุรกิจ Data Center ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ควรใช้ ‘Net Impact Per Megawatt’ โดยคำนวณจากข้อดี ข้อเสีย และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มาหักลบกับสิทธิประโยชน์ที่เราให้เขา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก Data Center แบบไหนที่เราอยากได้ ในช่วงเรายังหล่อเลือกได้ โอกาสทองแบบนี้ ผมว่ามีไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าเราพลาดโอกาสนี้ เรารออีกเป็น 10 ปีเลย

หมากตัวที่ 2 คือ “1 อําเภอ 1 หัวรถจักร” เปลี่ยนความเหลื่อมล้ำเป็นพลังสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยการดึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่ราว 800-900 แห่ง เข้ามารับบทบาทเป็น “หัวรถจักร” ช่วยลากขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละอำเภอที่มีจำนวนใกล้เคียงกัน (878 อำเภอ)

  • เปลี่ยนแรงกดดันเป็นเงื่อนไขพัฒนา: ภาครัฐควรถือโอกาสจากการมีอำนาจต่อรองในการให้อนุญาต สัมปทาน หรือการใช้ทรัพยากร กำหนดเป็นเงื่อนไขว่า บริษัทใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากการผูกขาด จะต้องทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรลาก “โบกี้้” ซึ่งก็คือ SMEs, Startups และธุรกิจชุมชนในท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกัน
  • ก้าวข้ามข้อจำกัดราชการ: ระบบราชการมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบผู้ว่าฯ CEO ได้เหมือนต่างประเทศ แต่หากมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่ชัดเจน ภาครัฐก็สามารถปลดล็อกกฎหมายและขอความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างได้ เหมือนตัวอย่างการออกกฎกระทรวงเร่งด่วน หรือการแก้ปัญหาการเงินนอกระบบ

แนวทางการดำเนินงานอาจใช้วิธีการขอร้องเชิงบังคับโดยภาครัฐ เพราะภาครัฐมีอำนาจในการต่อรอง ทั้งในเรื่องของการให้สิทธิในสัมปทาน ใบอนุญาต หรือมี Connection ส่วนตัว รู้จักกัน บางรายก็ขอร้องกันได้ บางรายก็ต้องบังคับ ผูกเรื่องเข้าไปเป็นเงื่อนไขหากธุรกิจไหนใช้ทรัพยากรของประเทศ หรือได้รับสัมปทานผูกขาดไปแล้ว ทำให้ประเทศเกิดความเหลื่อมล้ำ คุณต้องเป็นหัวจักรรถไฟช่วยลาก ลากโบกี้้ข้างหลัง ก็คือ เศรษฐกิจท้องถิ่น หรือ SME Startup ที่มีนวัตกรรม ช่วยพาให้เขาโตตามคุณไปด้วยได้หรือไม่ ถ้าทำอย่างนี้ได้ผมคิดว่ายังพอมีหวัง

“เวลาคุยกับเพื่อที่เป็นข้าราชการ เขาบอกว่ามีข้อจํากัดมากมาย แต่ผมคิดว่าทุกอย่างแก้ได้ ถ้าคิดจะทำจริงๆ ยกตัวอย่างวันที่รัฐบาลจะขายกัญชาจําได้หรือไม่ ช่วงที่รับตําแหน่งรัฐมนตรีวันแรกเซ็นกฎกระทรวงออกที 10 ฉบับ พรุ่งนี้ขายกัญชาได้ทันที ไม่เห็นติดกฎหมายอะไรเลย และไม่ต้องยกร่างพระราชบัญญัติใหม่เลย หรืออย่างกรณีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันแก้ไขปัญหา “เงินเทา” บางเรื่องไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ ธปท. แต่หากมี Political Will ทุกอย่างก็สามารถทําได้” นายสาโรจน์ กล่าว

อัดฉีดเงินทุนใส่ SMEs & Startup Innovation “เจ๊งได้ แต่ห้ามทุจริต”

หมากตาที่ 3 นี้ คือการกล้าเสี่ยงลงทุนในกลุ่ม SMEs และ Startup ที่เน้นนวัตกรรม โดยปรับเปลี่ยนมุมมองและมาตรการของภาครัฐใหม่ ดังนี้

  • เปลี่ยนขาดทุนเป็นการสร้างคน ภาครัฐมักกังวลเรื่องงบประมาณเสียหายหรือผิดกฎหมายหากโครงการขาดทุน (กลัวความผิดตามมาตรา 157) แต่หากเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า การอัดฉีดเงินให้ Startup 10,000 ราย แม้จะล้มเหลวทั้งหมด แต่อย่างน้อยประเทศจะได้บุคลากรที่มีทักษะสูงขึ้นทันที 10,000 คน ซึ่งเป็นการอัปสกิล รีสกิล ผ่านการลงมือทำจริง ดีกว่าการจัดอบรมสัมมนาละลายงบประมาณปีละหลายพันถึงหมื่นล้านบาท สมมติ คุณจัดงบไปสนับสนุน Startup, SMEs จำนวน 10,000 ราย ปรากฎบริษัทเหล่านี้เจ๊งหมด แต่สิ่งที่ได้คือ 10,000 รายมีสกิลมากขึ้น ถามว่ามันจะมีหลักสูตรรีสกิลอะไรที่ดีไปกว่าการที่เข้าลงมือทำงานจริง ๆ ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมกันจริงๆ”
  • ใช้ AI ตรวจสอบการทุจริต 100% เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เสนอให้เปิดเผยข้อมูล (Open Data) และนำ AI Machine Learning มาใช้ทำ Special Audit ตรวจสอบทุกธุรกรรม ทุกใบแจ้งหนี้ (Invoice) และตรวจบัญชีงบประมาณทุกบรรทัดอย่างละเอียด คำถามภาครัฐจะกล้าดำเนินการหรือไม่ เมื่อไร่ แต่ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้ภาคเอกชนไม่ต้องแบกรับภาระงานหรือจัดทำเอกสารกองโตๆ อีกต่อไป

“ขอเสนอแนะของผมก็คือ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ก่อน ถ้าคุณอัดเงินลงทุนเข้าไปเฉพาะ Startup, SMEs ที่มีนวัตกรรม ไม่ใช่ให้เงินใครก็ได้ ต่อให้มันไม่สําเร็จ ขาดทุน หรือเจ๊ง ก็ไม่เป็นอะไร เท่ากับคุณได้สร้างคนที่มีคุณภาพ เข้ามาเติมในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากเลย” นายสาโรจน์ กล่าว

นายสาโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่มีโอกาสทองไหลเข้ามา หากเราสามารถพลิกเกมด้วยการบริหารจัดการ FDI จาก Data Center ใช้เอกชนรายใหญ่เป็นหัวรถจักรพัฒนาท้องถิ่น และกล้าอัดฉีดงบประมาณสร้างคนผ่าน Startup อย่างโปร่งใสด้วย AI เราจะสามารถพลิกชะตาเศรษฐกิจไทยได้สำเร็จ แต่หากปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ประเทศไทยอาจต้องรออีกนานถึง 30 ปี”

อ่านเพิมเติม