
…
24 กันยายน 2569 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute
…
“ณพล จาตุศรีพิทักษ์” ชี้ ไทยเผชิญ “โรคเรื้อรังทางการเมือง” ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพ เอกภาพ และเจตจำนงในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ตั้งคำถามจะสร้าง Grand Narrative ของไทยในสายตาโลกจากไหน แล้วเราจะทําอย่างไร ให้ไทยกลับมาเป็นผู้กําหนดเรื่องเล่าของตัวเองและชะตากรรมของตัวเองได้อีกครั้ง
ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า “เคยสงสัยเหมือนผมมั้ยว่าต่างประเทศมองประเทศไทยยังไง มุมมองเหล่านั้นมาจากไหน และส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างไร เมื่อปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมวงประชุมกับตัวแทนนักลงทุนกับผู้กําหนดนโยบายในต่างประเทศ คําถามบนโต๊ะประชุมมีแค่คําถามเดียว คือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เราจะจัดประเทศเป็นแต่ละลำดับยังไง ประเทศไหนคุ้มค่าแก่การทุ่มเททรัพยากรแก่การลงทุน ประเทศไหนคุ้มค่าต่อเวลาในการจับตามองเป็นพิเศษ”
ไทย tier 3 ระดับเดียวกับ ‘เมียนมา-ฟิลิปปินส์’
เกณฑ์ที่เขาใช้มีแค่ 2 ข้อด้วยกัน 1. ประเทศนั้นแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน 2. น้ำหนักในเวทีภูมิรัฐศาสตร์มากน้อยแค่ไหน ผลที่ออกมาก็คือ Tier 1 คือสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย Tier 2 รองลงมาคือเวียดนาม ส่วน Tier3 ไทย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และประเทศอื่นๆ
“พูดง่ายๆ ก็คือ ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีศักยภาพเติบโตจำกัด เคียงข้างกับฟิลิปปินส์ เป็นคนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคียงข้างฟิลิปปินส์ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของฉายานี้ แล้วก็มีน้ำหนักในภูมิภาคพอๆ กับเมียนมา ซึ่งยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ถามว่าเซอร์ไพรส์มั้ย หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ได้เซอร์ไพรส์ขนาดนั้น แต่ว่าเราก็จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้”
“แต่ที่ปฏิเสธได้ยากสำหรับผม อันนี้คือ Grand Narrative ของไทยในสายตาโลก ซึ่งไม่ได้จบอยู่แค่ในความคิดของคนในวงประชุมห้องนั้น แต่มีผลต่อการตัดสินใจจริงว่าประเทศอื่นจะปฏิบัติกับประเทศไทยยังไง คําถามก็คือ Grand Narrative แบบนี้มาจากไหน แล้วเราจะทําอย่างไร ให้ไทยกลับมาเป็นผู้กําหนดเรื่องเล่าของตัวเองและชะตากรรมของตัวเองได้อีกครั้ง”
ถ้าลองย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนี้สักทีเดียว เราเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ด้วยซ้ำ แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเราย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเดินหน้าไปเรื่อยๆ
ในด้านเศรษฐกิจ เราเคยเป็นหัวขบวน แต่วันนี้ไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังวิกฤติโควิด-19 ไทยตอนนี้ตกไปอยู่ในกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน เป็นที่ทราบกันดีครับว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดั้งเดิมของเรา เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก กําลังเริ่มเสื่อมกําลังลง ในขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังสตาร์ทไม่ติดเพราะว่าติดข้อจำกัดในเรื่องของทักษะแรงงานด้านการศึกษา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรมมากนัก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำและสังคมที่แก่ก่อนรวย ซึ่งปัญหาเหล่านี้บีบบังคับให้มาตรการทางเศรษฐกิจต้องหันมาเน้นเรื่องของการพยุงและการเยียวยาเศรษฐกิจในระยะสั้นมากขึ้น ภายใต้ข้อจํากัดของพื้นที่การคลังที่แคบลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่จังหวะนี้คือจังหวะที่รัฐจะต้องลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของประเทศมากที่สุด
ในเวทีต่างประเทศก็เช่นกัน ไทยเคยมีจุดแข็งหลายอย่าง เราเป็นพันธมิตรนอกนาโตของสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ในขณะเดียวกันเราก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนโดยที่ไม่มีข้อพิพาทค้างคาเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เราเองเป็นผู้บุกเบิกการก่อตั้งอาเซียน
หลายคนก็อาจจะลืมไปแล้วว่าอาเซียนถือกําเนิดที่กรุงเทพฯ ต่อมาเราก็ดำเนินนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า สลายเส้นแบ่งระหว่างอินโดจีนกับประเทศที่เหลือในภูมิภาค เปิดให้เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชาเข้ามาร่วมกันในที่สุด
แต่ตัดภาพมาวันนี้ บทบาทของเราทั้งในเวทีโลกและในภูมิภาคกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เราอาจจะยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ 2 ประเทศมหาอำนาจเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจต่อรองในการผลักดันและรักษาผลประโยชน์ของเราภายใต้ความสัมพันธ์เหล่านั้น
กับสหรัฐอเมริกาเราโดนกดดันด้วยมาตรการภาษี ให้ยอมรับข้อตกลงที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เราจะขู่ยกเลิก Cobra Gold ก็ลืมไปว่าเราต่างหากที่ต้องพึ่งสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง ไม่ใช่สหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งเรา
กับจีนก็ไม่ต่างกัน เราสามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้มากก็จริง แต่เขาเป็นพี่เราเป็นน้อง เราแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หรือมียุทธศาสตร์ในการกําหนดว่า การลงทุนเหล่านั้นจะพาเราขึ้นไปบนห่วงโซ่มูลค่าของโลกได้หรือไม่ ผลก็คือเราได้โรงงานแต่ไม่ได้เทคโนโลยี เราอาจจะได้เงินลงทุนที่เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ไม่ได้ขีดความสามารถที่ตามมา กลายเป็นว่าความสัมพันธ์แบบนี้เองก็สร้างปัญหาให้กับเราในที่สุด เมื่อสหรัฐฯ มองว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับสินค้าที่สวมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
ในโลกที่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์แยกออกจากกันได้ยาก ประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการบริหารความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจทั้งสอง หลายคนวิเคราะห์ว่าเราเคยเป็นไผ่ลู่ลมในอดีต แต่วันนี้เรากลายเป็นไผ่ที่ไม่มีราก
แม้แต่ในอาเซียนเองบทบาทของไทยก็ถูกตั้งคําถามมากขึ้น กับพม่าเราเคยประกาศว่าเราจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างพม่ากับอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นว่าเราปูพรมแดงให้กับรัฐบาลทหารพม่าและฟอกขาวระบอบที่อาเซียนพยายามกดดัน แล้วก็เป็นการบ่อนทำลายกลไกที่อาเซียนสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับวิกฤตินั้น
ในกรณีความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้นั้น ผู้นําของเรากลับเลือกที่จะเล่นกับกระแสชาตินิยม เอาการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นเดิมพันเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน ซึ่งทำให้การหาทางออกร่วมกันยากขึ้นไปมากกว่าเดิม กัมพูชาก็เล่นเกมคล้ายๆ กัน ผลก็คือไทยกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่สร้างแรงเสียดทานภายในภูมิภาคมากที่สุด และเปิดพื้นที่ให้มหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบภูมิภาคมากขึ้น
โรคการเมืองเรื้อรัง
“สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นว่าเป็นปัญหา แต่ถ้าผมถามต่อว่าปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาต่างประเทศที่เราเผชิญอยู่ มันเกี่ยวข้องกันยังไง หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เกี่ยวกัน แต่วันนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นอยู่ 2 เรื่อง”
เรื่องแรก ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาด้านการต่างประเทศจริงๆ แล้วเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เศรษฐกิจที่แข่งขันได้ทำให้เรามีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับมหาอำนาจและทิศทางการต่างประเทศของเราก็มีผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทย การวางตำแหน่งของประเทศไทยในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจก็เหมือนกัน เราต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนไปตามจุดยืนด้านการต่างประเทศของรัฐบาลแต่ละชุด
เรื่องที่ 2 ปัญหานี้มีต้นตอเดียวกัน ถ้ามองย้อนกลับไป 2 ทศวรรษที่ผ่านมาทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แล้วก็ไม่ได้เป็นผลจากความล้มเหลวของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นอาการเรื้อรังที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ
ดังนั้น ผมขอเสนอว่าถ้าจะเปรียบประเทศไทยเป็นคนไข้ โรคที่เราต้องรักษาคือโรคการเมืองภายในประเทศ ที่ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพ เอกภาพ และเจตจำนงในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต
ที่ผ่านมาผมคิดว่ามีอยู่ 3 อย่างที่การเมืองไทยให้เราไม่ได้ อย่างแรกคือเสถียรภาพ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ครบวาระ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลที่มาจากการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่ระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง แต่เป็นระหว่างกลุ่มที่ยึดโยงกับการเลือกตั้งกับกลุ่มที่มองว่าการเลือกตั้งเป็นแค่ช่องทางหนึ่งในการเข้าสู่อำนาจ ในบรรดาช่องทางอื่นที่จริงๆ แล้วสร้างหลักประกันให้กับชนชั้นนํา เครือข่าย รัฐราชการ กลุ่มทุน และกองทัพได้มากกว่าว่าจะไม่สูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตัวเอง
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาเราเห็นรัฐประหารโดยตรง 2 ครั้ง เห็นรัฐประหารโดยอ้อมผ่านตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค และการตัดสิทธิ์ทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า มีนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่รัฐธรรมนูญเองก็ถูกออกแบบมาให้องค์กรอิสระมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่องค์กรเหล่านั้นไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน
ผลก็คือความไม่แน่นอนทางการเมืองถูกทำให้กลายเป็นสภาวะปกติของการเมืองไทย จนไม่มีรัฐบาลไหนสามารถมั่นใจได้ว่าจะบริหารครบวาระ
แม้แต่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์เองตอนนั้น ถ้ายังจำกันได้ก็เกือบสะดุด เมื่อท่านถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
“ผมมองว่าความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างนี้มีต้นทุนสูงมาก เป็นเพราะการยกระดับเศรษฐกิจต้องอาศัยทั้งเวลาและความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคน การลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ”
วันนี้เราบอกไม่ได้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ ไม่มีการรับประกันได้เช่นกันว่านโยบายที่รัฐบาลหนึ่งริเริ่มเอาไว้จะได้รับการสานต่อในรัฐบาลถัดไป
“เราอาจจะเคยคิดว่าประเทศไทยเป็นเหมือนกระทะเทฟลอน คือต่อให้การเมืองไม่แน่นอนแค่ไหนเศรษฐกิจก็ยังโตได้ เพียงแต่ว่ากระทะเทฟลอน ใช้ไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เสื่อม เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เสื่อมภายในวันเดียว เหมือนกับต้นทุนทางการเมืองของประเทศไทยก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นในวันเดียวเหมือนกัน แต่มันค่อยๆ สะสมจนวันนี้เราเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น ในจังหวะที่ผมคิดว่าแย่ที่สุด เพราะมันเป็นจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกําลังจัดวางใหม่ครั้งใหญ่ ทั้งการย้ายฐานการผลิต การเลือกที่ตั้งสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Data Center จนเกิดการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อช่วงชิงโอกาสในการ Economic Upgrade ครั้งนี้”
ปัญหาการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ต่างจากการนับ 1 ใหม่ซ้ำๆ ในขณะที่หลายๆ ประเทศเขานับกันไปค่อนข้างไกล เขาไม่ได้สะสมแค่ขีดความสามารถ แต่เขายังบอกกับโลกได้ด้วยว่านโยบายและกติกาของเขาจะไม่เปลี่ยนไปตามความผันผวนทางการเมือง
อย่างที่ 2 ครับที่การเมืองไทยให้ไม่ได้คือเอกภาพ ที่ผ่านมาความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างที่พูดถึงทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง เพราะว่าถูกตัดตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่สามารถสั่งสมความสถาบัน หรือสร้างผลงานเชิงนโยบายที่ผูกพันกับพรรคในระยะยาวได้ ในขณะที่เครือข่ายอุปถัมภ์ ตระกูลการเมืองและบ้านใหญ่กลับสะสมทรัพยากรและอำนาจต่อรองได้อย่างค่อนข้างต่อเนื่อง ด้วยการสลับขั้วไปสลับขั้วมาจับมือกับใครก็ได้จนชนะการเลือกตั้ง และเป็นได้เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ว่าจะสังกัดกับพรรคอะไร พรรคการเมืองเลิกลงทุนกับการสร้างพรรคในแบบที่ควรจะเป็น และหันไปลงทุนกับเครือข่ายเหล่านี้แทน
ผลก็คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบทุกชุด โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ล้วนเกิดจากการรวมตัวของพรรคการเมืองที่ต่างต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้ แล้วก็เลยกลายเป็นว่าการบริหารประเทศตั้งแต่การแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณของประเทศต้องขึ้นอยู่กับการต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ระบบราชการ ซึ่งถูกดึงเข้าไปในเครือข่ายของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลมากขึ้น
เมื่อรัฐบาลขาดเอกภาพ แต่ละกระทรวงและแต่ละหน่วยงานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา พลังงาน หรือด้านเทคโนโลยี ย่อมเดินไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากในเวลาที่เราต้องเตรียมประเทศให้พร้อมกับการรับมือความเปลี่ยนแปลงที่จะมาจาก AI หรือแม้แต่เรื่องของ Climate Change ก็ดี
ประเด็นคือเราไม่มีเป้าหมายเดียวกัน เรามีแต่เป้าหมายของแต่ละกลุ่มที่บังเอิญอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน และเป้าหมายนั้นคือการใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจต่อ
“ความไม่มีเอกภาพนี้เห็นได้ชัดมากกว่าเดิม ถ้ามองจากโลกภายนอกเข้ามา อย่างเช่นในกรณีของความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา นายกพูดอย่าง รัฐมนตรีพูดอย่าง กองทัพทำอีกอย่าง แล้วอย่างนี้เราจะมีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือได้ยังไง เมื่อแม้แต่ภายในประเทศเองเรายังไม่มีข้อสรุปด้วยซ้ำว่าอะไรคือผลประโยชน์แห่งชาติที่เราต้องปกป้อง อะไรคือสิ่งที่เราต้องผลักดันเพื่อให้ได้มา แล้วอะไรคือจุดยืนด้านต่างประเทศที่เราต้องการสื่อสารให้กับโลกให้โลกเข้าใจ”
เจตจํานงทางการเมืองที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต
อย่างที่ 3 ที่การเมืองไทยให้ไม่ได้ คือ เจตจํานงทางการเมืองที่เอื้อต่อการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต ในระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากลงทุนกับการผลักดันนโยบายที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เพราะกว่าจะเห็นผลก็เลยการเลือกตั้งครั้งหน้าไปแล้ว
มากไปกว่านั้น สิ่งที่พรรคการเมืองในประเทศไทยได้เรียนรู้มาตลอดในหลายปีที่ผ่านมา คือ การอยู่รอดทางการเมืองนั้นแทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งฐานคะแนนผ่านผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขึ้นอยู่กับการสร้างความได้เปรียบผ่านกลไกรัฐและองค์กรอิสระ และที่สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับการรักษาความไว้วางใจจากกลุ่มชนชั้นนําฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ถ้าแรงจูงใจทางการเมืองในประเทศไทยเป็นอย่างนี้ พรรคการเมืองแทบจะไม่มีเหตุผลที่จะต้องแข่งขันกันด้วยนโยบายหรือวิสัยทัศน์ หรือพิสูจน์ว่ารัฐบาลไหนสามารถบริหารประเทศได้ดีกว่ากัน แล้วเมื่อไม่จำเป็นต้องแข่งขันแบบนี้ พรรคการเมืองก็สามารถหันมาฮั้วกัน จับมือกันตั้งรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกันได้ง่ายขึ้นจนการเลือกตั้งของไทยกลายเป็นแค่พิธีกรรมในที่สุด ไม่ได้นําเสนอตัวเลือกให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งเป็นนโยบายที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ก็ยิ่งไม่มีใครอยากทำ เพราะว่าการปฏิรูปเหล่านี้ล้วนกระทบถึงผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างอำนาจเดิม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองเอง
การต่างประเทศก็คล้ายๆ กัน ถ้าการเมืองไม่มีความต่อเนื่องและเจตจำนงที่จะกําหนดเป้าหมายระยะยาว การต่างประเทศก็จะเป็นแค่การตั้งรับและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามดุลพินิจและสัญชาตญาณของผู้ที่เข้ามารับตําแหน่งในกระทรวงต่างประเทศแต่ละคนในแต่ละช่วง
ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น แค่รักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องรู้ว่าเราต้องการอะไรจากแต่ละความสัมพันธ์ แล้วเราจะรักษาอิสรภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศไว้ได้อย่างไร
แต่คิดว่าเราสร้างเจตจำนงในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าการเมืองไทยยังเป็นเรื่องของการแบ่งเค้กว่าใครจะได้อำนาจหรือผลประโยชน์มากกว่ากัน มากกว่าจะเป็นการแข่งขันว่าเราจะพาประเทศไปทางไหน
“หลายท่านอาจจะแย้งว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เข้าข่ายในสิ่งที่ผมพูดมา เพราะว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในระดับที่รัฐบาลก่อนๆ ไม่มี เช่น ได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนําอย่างชัดเจน มีเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อองค์กรอิสระที่หลายๆ คนตั้งข้อสังเกตว่ามาจากคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่อิสระ”
แต่หลายเดือนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า เสถียรภาพที่ได้มาไม่ได้แปลเป็นเจตจำนงที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศหรือวางตำแหน่งของประเทศไทยใหม่ในระเบียบโลกใหม่ ความคาดหวังของประชาชนหลายคนถูกฝากไว้กับเทคโนแครตเพียงไม่กี่คนที่ตั้งใจทำงานจริง แต่ว่าขาดทิศทางและการสนับสนุนของผู้นํา ผลก็คือเราได้รัฐบาลที่ดูมั่นคงที่สุดในรอบทศวรรษ แต่มั่นคงโดยไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปทางไหน
นี่คือประเด็นทิ้งท้ายที่อยากจะเน้นว่าเสถียรภาพที่มาจากการไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีแรงกดดันให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่เสถียรภาพที่ประเทศต้องการ
ตรงกันข้าม ถ้าการอยู่ในอำนาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน ความชอบธรรมหรือความไว้วางใจจากประชาชน แต่อยู่ที่การครอบงำกลไกรัฐและองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จ ผู้มีอำนาจยิ่งไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติ มีแต่แรงจูงใจที่จะเปลี่ยนรัฐให้กลายเป็นทรัพย์สินของตัวเอง ตั้งแต่การส่งคนของตัวเองเข้าไปในครองตำแหน่งสำคัญๆ ไปจนถึงการดึงทรัพยากรของรัฐมาหล่อเลี้ยงเครือข่ายและธุรกิจของตัวเอง
คําถามก็คือ เราจะออกจากระบบนี้อย่างไร โดยที่ไม่วนกลับไปสู่วงจรเดิม ซึ่งอันนี้เป็นโจทย์ที่จำเป็นเพื่อจะเปลี่ยน Grand Narrative ของประเทศไทย
“ผมมีแค่ข้อเสนอว่าถ้าเราไม่วินิจฉัยให้ถูกว่าปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้ ทั้งด้านการต่างประเทศกับด้านเศรษฐกิจมีผลมาจากโรคเรื้อรังทางการเมือง เราจะไม่มีวันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้เลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ชุด หรือเปลี่ยนผู้นําอีกกี่คน ผมคิดว่าเราต้องเลิกมองว่าเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และการเมืองเป็นคนละเรื่อง แล้วก็ต้องเลิกฝากความหวังกับการได้คนดีหรือเทคโนแครตเก่งๆ 3-4 คน เราคิดว่าปัญหาทั้งหมดมันจะคลี่คลายไปเอง”
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการวันนี้คือระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้มีการแข่งขันเชิงนโยบาย ทำให้รัฐบาลมีแรงจูงใจในการที่จะลงทุนในสิ่งที่ให้ผลระยะยาว สามารถเดินทางไปในทิศทางเดียวกันได้ และทำให้สิ่งที่รัฐบาลหนึ่งริเริ่มเอาไว้สามารถได้รับการสานต่อในรัฐบาลถัดไป
“ตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ ต้องยอมรับว่าไม่รู้ว่าระบบแบบนี้มันจะมีหน้าตาหรือรูปร่างเป็นยังไง แต่รู้แน่ๆ ว่ามันไม่ใช่ระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่ได้บอกว่าการแก้ไขปัญหาหรือการปฏิรูปทางการเมืองจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นในทันที แต่ถ้าวันนี้เราไม่เริ่ม ผมคิดว่าวันหน้าเราก็จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ไม่ได้ เพราะว่าการเมืองคือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก”
”มันมีสิ่งที่ค้างคาในใจอยู่ คือ เขาพูดถึงประเทศไทยเหมือนว่าเป็นของตาย ว่าไม่ว่าจะอีก 5 ปีหรือ 10 ปี ประเทศไทยไปได้แค่นี้ ผมคิดว่าเราแก้ภาพลักษณ์แบบนี้ด้วยการประชาสัมพันธ์อย่างเดียวไม่ได้ ทางเดียวที่จะเปลี่ยนได้คือทำให้ประเทศไทยไม่เป็นอย่างที่เขามอง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องกล้ายอมรับก่อนว่าวันนี้เขามองเราแบบนั้นเพราะอะไร”
อ่านเพิ่มเติม




