“Do’s and Don’ts ประเทศไทยในเกมโลก”: “ปิติ ตัณฑเกษม” ชี้โชคดีของไทยหมดแล้ว เลิกหลง Capital Flow หันสร้าง Capability Flow ลาก SME ขึ้นขบวนเศรษฐกิจ

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

“ปิติ ตัณฑเกษม” ชวนไทยเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ หลังโมเดลที่เคยพาประเทศเติบโตจากเงินทุนต่างชาติ Capital Flow และการเกาะกระแสอุตสาหกรรมโลก กำลังเผชิญกติกาใหม่ ตั้งคำถาม “Investment ไม่เท่ากับ Development” และ GDP Growth เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากการเติบโตไม่กระจาย ไม่สร้างความสามารถให้คนและธุรกิจไทย และไม่สามารถเก็บมูลค่าไว้ในประเทศ พร้อมเสนอสร้าง Long-term Capability เลือกอุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสชนะ และสร้าง “Trust Infrastructure” ให้คนดีได้ประโยชน์มากขึ้น

24 กันยายน 2569 : สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และมีนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute ร่วมเสวนา

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) เริ่มต้นฉายภาพว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากความเปลี่ยนแปลงของโลกถึงสามครั้งปรียบเสมือน “ถูกหวย” จากปัจจัยภายนอกและโชคทางภูมิรัฐศาสตร์

“เมืองไทยถูกหวยมาหลายตลบ” นายปิติกล่าว

หวยใบที่ 1 จังหวะที่มีความขัดแย้ง geopolitic ไทยเป็นโดมิโนตัวสุดท้าย ได้รับความสนใจและเม็ดเงินจากค่ายตะวันตก

หวยใบที่ 2 ยุคความขัดแย้งทางการค้าสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตนการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์มาไทย

หวยใบที่ 3 การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ดึงดูดทุนพลังงานใหญ่จากอเมริกาเข้ามาลงทุน

“ข้อขัดแย้งทางการค้าและผลประโยชน์ทางพลังงานทำให้ส้มมาที่เราหมดเลย เราโชคดีมากในวันนั้น” นายปิติกล่าว

แต่โชคที่เคยเข้าข้างประเทศไทยกำลังจะหมดลง โดยนายปิติย้ำว่าโจทย์ของโลกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม จากยุคการค้าเสรีสู่ยุคกีดกันทางการค้า จากเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาแรงงานคนสู่โรงงานอัตโนมัติที่ไม่ใช้คน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง

“วันนี้โจทย์เปลี่ยนหมด จากวันนั้นเปิดเสรีทางการค้า วันนี้เริ่มกีดกัน เราเริ่มไปไม่ถูกเพราะเรามาจากยุคเสรี เทคโนโลยีใหม่ๆ เปลี่ยนโรงงานที่จ้างคนมาเป็นโรงงานมืดๆ ไม่ใช้คน ขณะเดียวกันเรื่องของพลังงาน ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศก็กำลังจะหมด จนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกภาระหนี้เกือบแสนล้านบาทเพื่อพยุงราคาน้ำมันไว้ ยิ่งไปกว่านั้น จากวันที่โครงสร้างประชากรของเรายังเป็นหนุ่มสาว หนี้ภาครัฐและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่วันนี้เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยพร้อมกับภาระหนี้สินที่ล้นพ้นอยู่เต็มมือ” นายปิติกล่าว

“เมื่อโลกเปลี่ยนไป แล้วประเทศไทยเราได้เริ่มเปลี่ยนเพื่อรับมือแล้วหรือยัง” นายปิติตั้งคำถาม

นายปิติกล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมักมองหา capital flow เป็นหลัก ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งอยากได้เงินไหลเข้ามาจำนวนมากเนื่องจากเงินสำรองกำลังจะหมด แต่ capital flow ไม่เท่ากับ capability flow

“จากสิ่งที่เราทำกันมา เรามักมองหา capital flow เป็นหลัก ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเราอยากได้เงินไหลเข้ามาเยอะๆ เนื่องจากเงินสำรองกำลังจะหมด แต่ capital flow ไม่เท่ากับ capability flow” นายปิติกล่าว

นายปิติยกตัวอย่างกระแสการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ว่ามี capital flow เข้ามาจริง แต่คำถามสำคัญคือมี capability flow ตามมาด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันประเทศไทยการมุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) แต่ไม่ได้พิจารณาทั้งคุณภาพและการกระจายตัวของผลประโยชน์

“เรื่อง GDP growth ที่เราอยากได้ตัวเลขสูงๆ แต่ในเชิงคุณภาพและการกระจายตัวเป็นอย่างไร ทั้ง GDP distribution และคุณภาพของ GDP คืออะไร รวยกระจุก จนกระจาย หรือไม่” นายปิติกล่าว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกระจุกตัวของทรัพยากร ผลประโยชน์ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งนายปิติกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากมีการพัฒนาเป็น ecosystem เป็น local supply chain ให้กับประเทศ

นายปิติเปรียบเทียบกับโมเดลเกาหลีใต้ที่รัฐสนับสนุนตระกูลธุรกิจใหญ่ 5 ตระกูลให้เติบโตจนกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แม้จะเผชิญปัญหาความมั่งคั่งกระจุกตัวในภายหลัง แต่สิ่งที่ตระกูลเหล่านั้นสร้างไว้คือระบบนิเวศทางธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (local supply chain) อย่างแท้จริง ขณะที่ประเทศไทยยังไม่เห็นภาพนั้นชัดเจนเท่าที่ควร

นายปิติกล่าวอีกว่า การเติบโตของไทยคือตัวเลขและไล่ตามกระแสยังไม่เป็นการมองหาความยั่งยืนในระยะยาว

3 Don’ts : สิ่งที่ไทยต้อง “หยุด”

หยุดสับสน:Investment ไม่เท่ากับ Development

นายปิติว่า ไทยมักสับสนระหว่าง “การลงทุน” (investment) กับ “การพัฒนา” (development) โดยเข้าใจว่าเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาเท่ากับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และที่ผ่านมาไทยมักมองหา capital flow เป็นหลัก

“การลงทุน Investment ไม่เท่ากับการพัฒนา เราสับสนไม่ได้ว่าเราเห็นเม็ดเงินลงทุนเข้ามาแล้วเราดีใจ เม็ดเงินลงทุนนั้นเท่ากับการพัฒนาประเทศในระยะยาวหรือเปล่า”

อย่ามุ่งเน้นแต่ Growth ที่สร้าง Winner-Take-All

นายปิติตั้งคำถามต่อแนวทางการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายว่า การประกาศให้ AI หรืออุตสาหกรรมใดเป็น “New Winner” จะสร้างผู้ชนะที่สามารถลากเศรษฐกิจส่วนอื่นให้เติบโตตามไปด้วย หรือท้ายที่สุดจะกลายเป็น “Winner Take All” เช่นเดียวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา

“การที่เราพยายามหาผู้ชนะใหม่ๆ อย่างการชู AI ให้เป็น New Winner นั้น จะกลายเป็นสภาวะ ” Winner-Take-All” เหมือนที่ผ่านมาหรือไม่” นายปิติกล่าว

อย่าเอาเงินและทรัพยากรอนาคตมาสร้าง Growth วันนี้

ขณะเดียวกันการมุ่งการเติบโต ก็ต้องมองลึกไปกว่าตัวเลขว่า การเติบโตนั้นสร้างความเปราะบางไว้เบื้องหลังหรือไม่ และกำลัง “หยิบยืม” ทรัพยากรหรือหนี้จากอนาคตมาใช้สร้างการเติบโตในวันนี้หรือไม่

นายปิติกล่าวว่า ที่ผ่านมามีการใช้หนี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ทั้งหนี้ภาครัฐที่ใช้พยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ เช่น โครงการคนละครึ่งในยุคโควิด-19 ซึ่งจำเป็นในเวลานั้น และหนี้ภาคครัวเรือนที่เติบโตต่อเนื่องจากสินเชื่อเพื่อการบริโภค แต่เตือนว่าการพึ่งพาหนี้ในลักษณะนี้ “เป็นยาเสพติดไม่ได้

เปลี่ยนตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่ทางผ่านของเงินทุน

จากโจทย์เหล่านี้ นายปิติเห็นว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ

“โลกเปลี่ยน เราคงต้องเปลี่ยน Scoreboard กันใหม่แล้วว่าเราจะวัดอะไรกัน”

นายปิติกล่าวว่า ตัวชี้วัดจึงต้องขยับจากการดูเพียงเม็ดเงินลงทุนและ GDP ไปสู่คำถามว่า การลงทุนที่เข้ามาสร้างความสามารถระยะยาวให้ประเทศไทยหรือไม่ เกิด Technology Transfer หรือไม่ เชื่อมโยง SME และ Local Supply Chain หรือไม่ ใช้วัตถุดิบและแรงงานไทยหรือไม่ และเปิดโอกาสให้คนไทยนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มใหม่ได้เพียงใด

นายปิติเปรียบระบบเศรษฐกิจเหมือน “รถไฟ” โดยหัวรถจักรไม่ควรวิ่งไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่ต้องลากบริษัทขนาดกลางและเล็ก สร้างทักษะให้คนไทย ใช้วัตถุดิบและ Local Content มาสร้างมูลค่าเพิ่มแล้วให้การพัฒนานวัตกรรม เปิดโอกาสให้คนไทยได้ใช้สิ่งเหล่านี้ มาสร้างนวัตกรรม สร้างคุณค่าเพิ่มใหม่ๆ

“ระบบเศรษฐกิจที่ดีไม่ใช่เพื่อให้เห็น Winner บางคนวิ่งไปได้เร็วมาก แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้ Winner เหล่านั้นลากคนข้างหลังไปด้วยกัน” นายปิติกล่าวและว่า “บททดสอบที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดการลงทุนแล้วความสามารถและมูลค่าเพิ่มอยู่ในเมืองไทยหรือไม่”

นายปิติเปรียบเทียบสถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า “เรายังไม่ร่วงลงเหว แต่เรายืนอยู่บนขอบเหวทุกขอบ” ทั้งเหวหนี้ครัวเรือน เหวหนี้สาธารณะ และความเสี่ยงจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ก่อหนี้ขยายกิจการจนอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ของลูกหนี้สูงกว่าของธนาคารพาณิชย์เสียอีก ซึ่งมองว่าเป็นสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกรณีเยอรมนีที่ธนาคารสนับสนุนบริษัทรายใหญ่ซึ่งเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

“วันนี้แบงก์มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ต่ำกว่าลูกหนี้เสียอีก โดยปกติแล้วแบงก์ควรมี D/E สูงถึงราว 10 เท่า คือมีทุนอยู่สัก 10 ส่วน อีก 90 ส่วนเป็นเงินฝากที่นำไปปล่อยกู้ แต่ทุกวันนี้ D/E ของแบงก์อยู่ที่ประมาณ 5 ต่อ 1 เท่านั้น หรือมีทุนอยู่ราว 20% ขณะที่ฝั่งลูกหนี้กลับมี D/E สูง เพราะบริษัทขนาดใหญ่ต่างกู้เงินไปขยายกิจการกันเป็นจำนวนมาก และหากเศรษฐกิจฟุบลงมา น่าห่วงอย่างมาก”

ด้านหนี้ครัวเรือน นายปิติระบุว่าเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ยุคผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลายคนก่อนหน้า แต่ยังไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบันที่เริ่มเห็นความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อประเภท “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (buy now pay later) และการที่ธปท.เริ่มเข้ามาแตะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องยอมรับว่าสต็อกในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องใช้เวลาระบายอีกถึง 6 ปี “ก่อนที่มันจะระเบิด อย่างน้อยต้องมีความตระหนัก ถ้าหมดความตระหนักเมื่อไหร่มันระเบิดแน่นอน อย่างน้อยความตระหนักเหล่านั้นและทิศทางที่เริ่มหมุนไปเนี่ยผมถือว่าเป็นข่าวดี ”

“ปัญหาหนี้ที่อยู่อาศัยเราเห็นกันมานานแล้ว ทั้งภาวะอุปทานล้นตลาดอย่างหนัก และการปล่อยกู้ที่ค่อนข้างหวือหวา การกู้ซื้อบ้านในเมืองไทยถือว่าง่ายที่สุด แทบจะปล่อยกู้เกิน 100% ของมูลค่าบ้านยังได้ ถึงขั้นกู้เพิ่มไปตกแต่งบ้านได้ด้วย ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ปล่อยให้สินเชื่อบ้านทำได้ง่ายขนาดนี้ ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์เองก็เริ่มเห็นปัญหาการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เกิดขึ้นมากพอสมควรแล้ว” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า ยังเริ่มเห็น “ข่าวดี” จากฝั่งเทคโนแครตในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การทบทวนบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ไม่ได้คำนึงถึงเม็ดเงินลงทุนอย่างเดียว แต่เป็นเงินลงทุนที่จะลากเศรษฐกิจไทยให้ไปด้วยกันทั้งหมด รวมไปถึงการวางนโยบายการคลังที่เริ่มส่งสัญญาณ “หยุดกู้” จนทำให้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองแนวโน้ม (outlook) ของไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น

3 Do’s : ทางรอดและยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ

นายปิติชี้ว่า สหรัฐอเมริกาคือผู้เขียนกฎของโลกใบนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ ยุคเชิญชวนสู่โลกาภิวัตน์ (globalization) หรือแม้แต่ประเด็นพลังงาน และวันนี้สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลัง “ลบ” กฎที่ตัวเองเคยเขียนไว้ เมื่อกติกาโลกเปลี่ยน ประเทศไทยจึงต้อง “build capability” อย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงทางผ่านของเงินทุนอีกต่อไป ทั้งการทำสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งใหม่

“สิ่งที่เมืองไทยต้องทํามากที่สุดคือให้รางวัลคนดีแล้วต้องกันคนไม่ดีออกจากระบบให้มากขึ้นให้ได้มากกว่านี้” นายปิติกล่าว

จะเป็น “Hub” ต้องผ่าน 3S- Scale, Skill, Spillover

นายปิติยังตั้งคำถามต่อแนวคิดการผลักดันประเทศไทยเป็น “Hub” ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเสนอว่า ก่อนจะประกาศว่าจะเป็น Hub ด้านไหน ประเทศไทยควรทดสอบอย่างน้อย 3 เรื่อง หรือ “3S”

เรื่องแรกคือ Scale กิจกรรมนั้นสามารถสร้างขนาดทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เรื่องที่สองคือ Skill ประเทศไทยมีทักษะที่จะสร้างและต่อยอดกิจกรรมนั้นหรือไม่ และเรื่องที่สามคือ Spillover ประโยชน์จากอุตสาหกรรมนั้นกระจายไปสู่ SME วัตถุดิบ และส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจไทยหรือไม่

หากไม่ผ่านทั้งสามเงื่อนไข การเป็น Hub ก็อาจไม่ได้นำไปสู่ GDP ที่มีคุณภาพ

“ถ้ามันไม่ผ่าน 3 Test นี้ ไม่ควรจะเป็น Hub มันไม่สร้าง Scale ไม่สร้าง Skill ไม่ก่อให้เกิด Spillover และไม่ได้ GDP ที่มีคุณภาพแน่นอน เราต้องไม่แค่ดึงทุนเข้ามา แต่เราต้องดึงความสามารถเข้ามา ถึงจะสมควรเป็น Hub” นายปิติกล่าว

ส่งเสริมจุดแข็งเดิมที่มีโอกาสชนะ

นายปิติเสนอแนะให้ไทยเลือกพื้นที่ที่มีโอกาสชนะ และไม่ควรคิดทำเรื่องใหม่พร่ำเพรื่อ โดยยกตัวอย่างวงการธนาคารที่ไปทำเรื่องใหม่มักไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรทำเรื่องของตัวเองให้ดีก่อน เช่น ทำให้ลูกหนี้ที่ดีได้ดอกเบี้ยที่ดีขึ้น กู้ได้ถูกลง ลดต้นทุนของตัวเอง และให้ลูกค้าเงินฝากได้ผลประโยชน์ที่ดีขึ้น

ในระดับประเทศก็เช่นกัน ไทยมีจุดแข็งดั้งเดิมอย่างภาคเกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์ การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยว และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ควรทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีกเป็นอันดับแรก รวมถึงให้ความสำคัญกับภาคค้าปลีกซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เพราะหากปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาครองพื้นที่นี้ กำไรก็จะไหลออกนอกประเทศ

“สิ่งที่ปล่อยผ่านไม่ได้เลยคือภาคค้าปลีก เพราะทุกวันนี้ทั้งธุรกิจ wellness และการท่องเที่ยวต่างก็ถูกแพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาครอบครอง ถ้าภาคค้าปลีกซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคถูกแพลตฟอร์มเหล่านี้ยึดไปด้วยเช่นกัน กำไรก็จะไหลออกนอกประเทศไปหมด บททดสอบที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ว่าเราสร้างยอดขายได้ดีแค่ไหน แต่คือเราเก็บคุณค่านั้นไว้กับตัวเราเองได้มากแค่ไหน” นายปิติกล่าว

“Perform × Problem = Transform”

นายปิติเสนอให้ใช้แผนยุทธศาสตร์ที่จัดทำโดยภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ “Reinvent Thailand” เป็นเสมือน “แบบทางสถาปัตยกรรมหลัก” ของประเทศที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนรัฐบาล แม้รัฐบาลแต่ละชุดจะเป็นเหมือน “ผู้รับเหมา” ที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารก็ตาม

โดยแนวคิดคือนำ “แนวตั้ง” เป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วและสามารถทำให้ดีขึ้น หรือ Perform มาตัดกับ “แนวนอน” Problem คือปัญหาใหญ่ของประเทศ เช่น สังคมสูงวัย พลังงานและความมั่นคง หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขันของ SME และทักษะแรงงาน เพื่อสร้างโอกาสเปลี่ยนผ่าน Transform

ตัวอย่างที่นายปิติชี้ให้เห็น เช่น ในภาวะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น ไทยมีความสามารถด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเกษตร หากสามารถผลักดันให้เกิดสัญญารับซื้อพลังงานจากภาคเกษตรที่ชัดเจนในระยะยาว (offtake) เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 20 ปี ก็จะช่วยยกระดับผลิตภาพของภาคเกษตรและกระจายรายได้ไปถึงผู้ประกอบการแปรรูปตลอดห่วงโซ่การผลิต

“หากหัวรถจักรหลักคือผู้ผลิตด้าน energy transformation ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ เพราะรถยนต์ที่จะใช้เอทานอลหรือไบโอดีเซลในสัดส่วนสูงๆ ได้นั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ (retrofit) หรือแม้แต่เครื่องจักรกลการเกษตร รถไฟ และรถบรรทุกเหล่านั้น ก็ควรหาทางทำให้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วสามารถใช้พลังงานรูปแบบอื่นได้มากขึ้นเช่นกัน” นายปิติกล่าว

จาก Hard Infrastructure สู่ “Trust Infrastructure”

ประเด็นสุดท้ายที่นายปิติให้น้ำหนักคือเรื่องธุรกิจสีเทาและกฎกติกา โดยมองว่าเมื่อคนดีรู้สึกท้อแท้และคนสีเทากลับรู้สึกว่าประเทศไทยคือ “สวรรค์” ดังนั้นสิ่งที่ควรจะต้องทําคือทําให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของ good actor และเป็นนรกของ bad actor

โดยประเทศไทยไม่ควรขายแค่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (hard infrastructure) อย่างถนนหรือสนามบิน แต่ควรสร้าง “trust as infrastructure” เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความสะดวกในการทำธุรกิจ (ease of doing business) โดยยกตัวอย่าง โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูล (data exchange) ที่สมาคมธนาคารไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้เห็นตัวตนของผู้ทำธุรกรรมชัดเจนขึ้น กันคนไม่ดีออกจากระบบได้มากขึ้น และดึงคนดีเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

“เราไม่ควรขายแต่ Hard Infrastructure ถนน สนามบิน เราควรขาย Trust as Infrastructure” นายปิติกล่าว

อย่าให้ไทยเป็นเพียง “สถานีที่ขบวนทุนวิ่งผ่าน”

นายปิติสรุปสิ่งที่ประเทศไทยไม่ควรทำไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ อย่าสับสนระหว่าง Investment กับ Development อย่าสร้างระบบที่มีเพียงผู้ชนะจนกลายเป็น Winner Take All และอย่านำทรัพยากรหรือเงินจากอนาคตมาแลกกับ Growth ในวันนี้

ในทางกลับกัน สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือ ต้องสร้าง Long-term Capability โดยเฉพาะ long-term capability ความสามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ เลือกพื้นที่ที่ไทยมีโอกาสชนะ แทนการพยายามเป็น Hub ทุกเรื่อง และที่สำคัญที่สุดต้องสร้าง Trust Infrastructure ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่สร้างคุณค่าและได้รับความเชื่อถือ

แต่การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถฝากไว้กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว หากต้องเกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน “สิ่งที่ต้องเลิกทำคือเลิกบ่น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ต้องใช้ทั้งสองฝั่ง ทั้งภาคเอกชน ประชาชน และภาครัฐ รออย่างเดียวเราไม่เปลี่ยน รอภาครัฐเปลี่ยนมันก็ไม่เปลี่ยน” นายปิติ

นายปิติปิดท้ายด้วยการเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับภาพขบวนรถไฟ ว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงสถานีที่เงินทุนจากต่างประเทศวิ่งผ่านเข้ามาแล้วจากไปโดยไม่ทิ้งคุณค่าไว้ให้ หรือการที่คนไทยกลายเป็นเพียงผู้ที่ “ลงไปหากินข้างราง” แทนที่จะได้ขึ้นไปอยู่บนขบวนรถไฟนั้น แต่ต้องสร้าง economic train ระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยสามารถขึ้นไปอยู่บนขบวนเดียวกัน และได้รับคุณค่าจากการเติบโตนั้นร่วมกัน

“เราไม่ควรเป็นแค่สถานีที่มีขบวนทุนวิ่งผ่านแล้วก็จากไป แล้วก็ทิ้งอะไรไว้ไม่รู้ เราต้องสร้าง Economic Train ที่จะทำให้คนไทยขึ้นไปอยู่บนขบวนรถนั้นและได้คุณค่าไปร่วมกัน…เราต้องเป็นทีมไทยแลนด์ และทุกคนต้องเปลี่ยนไปด้วยกัน มันถึงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงซึ่งยั่งยืน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้”