โจทย์การศึกษาไทย กับการสร้าง “Future Ready Talent” ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต

ท่ามกลางกระแสที่ว่า เด็กจบใหม่จำนวนมากอาจตกงาน เพราะ AI กำลังเข้ามาแย่งงานในหลายอุตสาหกรรม คำถามที่ตามมาคือ ถ้าประเทศไทยจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่ให้ผลิต “คน” ทันโจทย์นี้ ต้องเริ่มจากตรงไหน วงเสวนา “Future Ready Talent” การศึกษาไทยกับโจทย์คนทำงานแห่งอนาคต” รวบรวม 4 มุมมองจาก 4 ช่วงวัยมาสะท้อนปัญหาและทางออกร่วมกัน

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อรการ จิวะเกียรติ CP-CoEX Program Director และ ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้ง Phupha Tutor มาร่วมหาคำตอบในวงเสวนา Future-Ready Talent:การศึกษาไทยกับโจทย์คนทำงานแห่งอนาคต ภายในงาน GCNT EXPO 2026 ที่จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ

ปัญหาที่ประเทศยังไม่มีตัวเลข และ “ต่างคนต่างผลิต”

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศคือยังไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าผู้ประกอบการต้องการบุคลากรสายอาชีพใดในปริมาณเท่าใด ทำให้แต่ละมหาวิทยาลัยต่างคนต่างผลิตบัณฑิตตามความเชี่ยวชาญของตนเอง โดยไม่มีการประสานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

“บัณฑิตก็เหมือน Supply ฝั่งผู้ประกอบการคือ Demand Side เวลาที่เขาอยากได้คนไปทำงาน เขาก็คงไม่แน่ใจว่ามันตรง อาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ หากเรามีตัวเลขชัด มีแผนชัดว่า ประเทศเราจะไปถึงไหน ต้องการคนที่จบอะไร จบแบบไหน มหาลัยก็พยายามทําให้ได้ผลสําเร็จ” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์กล่าว พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมาแต่ละมหาวิทยาลัยต่างหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการ องค์กรภาคธุรกิจ สภาวิชาชีพเป็นรายกรณีไป การประสานงานที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพยายามเฉพาะจุดของแต่ละมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งระบบ

“ธรรมศาสตร์ก็วิ่งหาซีพี วิ่งหามิตรผล วิ่งหา SCG เพื่อถามว่าอยากได้คนแบบไหน เราจะได้เลือกผลิตให้ตรงกับความต้องการ ต่างคนต่างทำ ไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งระบบอย่างแท้จริง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์กล่าว

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปทำงาน ก็ไม่ได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการทำงานทันที แม้แต่ตัวเองซึ่งเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์และการปกครองท้องถิ่น สอนในสิ่งที่เคยเรียนมาโดยตรง ก็ยังไม่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาใช้สอนได้ทันที

“วันที่สอนจริงสุดท้ายต้องดีไซน์ใหม่ อ่านใหม่หมด เตรียมใหม่หมด ไม่ใช่ว่าเอาความรู้ที่เรียนไปใช้ได้ทันที ผมว่าเหมือนกันเกือบทุกคน” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์กล่าวและว่า สิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเนื้อหาวิชาการ คือ “กระบวนการเรียนรู้” ที่ฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบและมีตรรกะ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ต้องสะสมประสบการณ์ในโลกอุตสาหกรรม

สำหรับแนวทางแก้ไขที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังทำอยู่ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์บอกว่า โมเดลเดิมที่ปล่อยให้บัณฑิตจบไปแล้วต้องใช้เวลาฝึกงานอีก 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะทำงานได้จริงนั้น “เดี๋ยวนี้มันไม่ทันแล้ว” เพราะทุกองค์กรต้องการคนที่จบมาแล้วทำงานได้ทันที ทางออกที่มหาวิทยาลัยต้องทำคือการจับมือกับพันธมิตรภายนอก ทั้งภาคเอกชนและภาคราชการ ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยซึ่งแม้จบจากสถาบันชั้นนำระดับโลกอย่างเคมบริดจ์ อ็อกซ์ฟอร์ด หรือ MIT แต่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในแวดวงวิชาการ และการตีพิมพ์ผลงาน มีความเสี่ยงที่จะ “เก่งทฤษฎี มีความรู้แน่น” แต่ขาดความสามารถในการพลิกแพลงแก้โจทย์เฉพาะหน้าและทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการจริงๆ ดังนั้นอาจารย์ควรออกไปสะสมประสบการณ์จากภายนอกระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับเข้ามาสอน

“ผมอยากเห็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกส่งออกไปอยู่ซีพี อยู่ที่ไหนก็ได้ ในโลกอุตสาหกรรมจริงๆ อยากให้ไปอยู่เลย 3 ปี แล้วกลับมาสอนหนังสือ ผมว่าถ้าทำแบบนี้ได้ จะเก่งขึ้นเยอะเลย เด็กธรรมศาสตร์ก็จะเก่งขึ้น” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์กล่าว

ติวเตอร์กลายเป็น “ทางหลัก” เพราะระบบมีช่องว่าง

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์สะท้อนปัญหาการเรียนแบบท่องจำของไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้สถาบันกวดวิชาซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียง “ทางเลือก” กลายมาเป็น “ทางหลัก” ของการศึกษาไทยไปแล้ว “เพราะในระบบปกติมีปัญหา ระบบปกติมีช่องว่างเต็มไปหมด จนทำให้ทุกคนต้องไปหาทางเลือก ทางเลือกก็เลยกลายเป็นทางลัด” พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการตำหนิครูผู้สอน เพราะระบบการศึกษาไทยถูกออกแบบให้ “เรียนมาแบบจำ จำเพื่อให้สอบผ่าน สอบติด สอบได้” ต่างจากระบบของต่างประเทศที่สอนเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้นักเรียนไทยเมื่อเจอโจทย์ที่ซับซ้อนก็มักคิดไม่ออก

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ บรรณาธิการบริหาร ของสำนักข่าว The STANDARD ซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการเสวนาถามว่า การเปลี่ยนตำราเรียนยากแค่ไหน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ตอบว่า “ยาก บอกเลยว่ายาก” เพราะมีกลไกคณะกรรมการกลางที่ยึดรูปแบบเดิมมายาวนาน

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์มองว่า การให้ผู้ประกอบการจากภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการหรือกระบวนการออกแบบหลักสูตรน่าจะช่วยได้มาก ส่วนทางแก้ที่ทำได้จริงในตอนนี้คือ การดึงผู้ประกอบการจากภายนอกเข้ามาร่วมสอนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรลักษณะนี้ไปแล้ว โดยดึงผู้ประกอบการจากภายนอกเข้ามาร่วมสอนแทนที่จะให้อาจารย์ประจำสอนเนื้อหาทั้งหมด

ส่วนเรื่อง AI ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์มีข้อกังวลว่า ตราบใดที่ AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น คนใช้งานยังจำเป็นต้องมีความรู้จริงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ผิดอาจถูกยอมรับว่าถูกไปโดยไม่รู้ตัว

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

การศึกษาไทยต้องเป็น “สนามจำลองความสำเร็จและความล้มเหลว”

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นับว่าเป็นตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม ฉายภาพปัญหานี้จากมุมมองของคนที่คลุกคลีกับโรงงานผลิตที่ต้องเร่งสปีดตัวเองแข่งกับเทคโนโลยี

ดร.ธีระพลเริ่มต้นด้วยการเชื่อมโยงกับปัญหา Demand-Supply ที่ถูกพูดถึงก่อนหน้า โดยชี้ว่าภาคเอกชนมองการศึกษาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งต้องมีทั้งเทคโนโลยีและคนพร้อมไปด้วยกัน แต่ปัญหาคือแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก จำนวนปีการศึกษาของคนไทยกลับไม่เปลี่ยนแปลง

“ตั้งแต่ผมเกิดมาจนถึงวันนี้ จำนวนปีการเรียนเท่าเดิมเลย ถึงแม้จะมี AI มีเทคโนโลยี เรียนออนไลน์ได้ แต่เราก็ยังคงเรียนกันถึงปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก” ดร.ธีระพลกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่าคนรุ่นพ่อแม่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 18-19 ปี ในขณะที่คนรุ่นปัจจุบันซึ่งมี AI ช่วยกลับต้องใช้เวลาเรียนยาวนานกว่าเดิม

ดร.ธีระพลกล่าวว่า โจทย์สำคัญของภาคเอกชนวันนี้คือการดึงคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ AI เข้าสู่ตลาดแรงงานให้เร็วที่สุด “นั่นก็หมายถึง 18 ปีคุณต้องเริ่มทำงานแล้ว เรียนรู้ลองถูกลองผิด แล้วองค์กรก็จะได้พลังเต็มที่จากคนยุคนี้ได้มากที่สุด” เพราะในยุคที่ความรู้มีราคาถูกลง และหาได้ฟรีทุกที่ สิ่งที่องค์กรต้องการจากบัณฑิตจึงไม่ใช่เนื้อหาวิชาการอีกต่อไป แต่คือ Critical Thinking จริยธรรม (Ethics) และความเป็นผู้นำ

มหาวิทยาลัยต้องเป็น “สนามชีวิตจริง” ไม่ใช่คลังความรู้ที่จะล้าสมัย

เมื่อถูกถามว่าทางแก้ที่ยั่งยืนคืออะไร และโมเดล academy ของ CP เองเป็นทางแก้ที่ยั่งยืนหรือไม่ ดร.ธีระพลตอบว่า บทบาทที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นการอัดองค์ความรู้ที่จะล้าสมัยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แต่ควรเป็น “สนามจำลองความสำเร็จและความล้มเหลว” ที่ให้นักศึกษาได้สัมผัสความรู้สึกจริงของการทำงาน “เพราะในชีวิตความเป็นจริง เราถูกสอนให้สอบได้ที่เท่าไหร่ต้องเป็นผู้ชนะ แต่ในการทำงานจริงๆ เราแพ้มากกว่าชนะ ในชีวิตจริงเราล้มเหลว เราเรียนรู้ทุกอย่าง”

ดร.ธีระพลอธิบายว่า เครือซีพีจึงพยายามผลักดันให้นักศึกษาได้ลงมือทำ startup จริงตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทั้งที่รู้ดีว่าอัตราความสำเร็จของ startup ที่ได้รับเงินทุนอยู่ที่ไม่ถึง 5 ใน 100 ราย เพราะความล้มเหลวคือบทเรียนที่ฝังลึกที่สุด “เด็กที่ทำ startup แล้ว fail จะจำวันนั้นได้ตลอด” พร้อมยกตัวอย่างเคสหนึ่งที่นักศึกษาทำ startup สำเร็จ แต่เสียหุ้นไปกว่า 60% ตั้งแต่รอบระดมทุนแรกเพราะขาดประสบการณ์ ซึ่งบทเรียนนั้นจะติดตัวไปตลอดการทำธุรกิจครั้งต่อไป

ดร.ธีระพลเปิดเผยว่า เครือซีพีพยายามให้นักศึกษาปี 1 ได้ใช้ข้อมูลธุรกิจจริง ทำโจทย์จริง จึงได้ให้รหัสพนักงานพร้อมเงินเดือนตั้งแต่ปีแรก แม้จะได้ค่าตอบแทนเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ก็นับเป็นอายุงานจริง “เพราะวันที่เขาเรียนจบปี 4 เขาคือพนักงานที่ทำงานมาแล้ว 4 ปี เขามีอายุงานแล้ว” ดร.ธีระพลกล่าวและว่า “นี่คือการทำให้ระบบการเรียนรู้คือสนามเด็กเล่น สนามชีวิตจริง ถ้าทำอย่างนี้ได้ เด็กจะเรียนรู้วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา ส่วนความรู้ไปหาเอาด่านหน้า”

ทักษะสำคัญ ต้อง Unlearn-Relearn ตลอดเวลา

ช่วงท้าย ดร.ธีระพลทิ้งประเด็นไว้ว่า คนรุ่นที่นั่งอยู่ในห้องเสวนาวันนั้นอาจเป็น “generation สุดท้าย” ที่มีอายุมากกว่า AI เพราะเด็กที่เกิดในวันนี้อายุประมาณ 7 ขวบ จะเริ่มมีอายุน้อยกว่า AI แล้ว และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 10-100 ปี AI จะสะสมองค์ความรู้มากกว่ามวลมนุษยชาติทั้งหมด “เพราะฉะนั้นวันนี้การที่เราต้องอยู่กับ AI ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องหา skill ใหม่ที่เราจะสามารถอยู่รอดได้ สามารถที่จะทํางานได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่หาได้จากทุกที่”

ดร.ธีระพลย้ำว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้สมองมนุษย์ “ปิดสวิตช์” หรือ critical thinking และ ความสามารถในการคิดคำนวณพื้นฐานไปโดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับที่คนรุ่นก่อนคำนวณตัวเลขได้อัตโนมัติในหัว แต่คนรุ่นปัจจุบันกลับพึ่งเครื่องมือจนคำนวณเองไม่เป็น

ดร.ธีระพลให้ข้อคิดว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดจากนี้ไปคือการ “Unlearn” และ “Relearn” อยู่ตลอดเวลา เพราะองค์ความรู้ในปัจจุบันล้าสมัยเร็วกว่าที่เคยเป็นมา “เราต้องทําตัวให้ชินกับการที่เรียนรู้ตลอด เหมือนการทำข้อสอบ อาจารย์ต้องทำข้อสอบทุกวัน ก็คือการเรียนรู้ตลอดเวลา relearn ตลอดเวลา เพราะข้อสอบเปลี่ยนตลอด เหมือนการทำธุรกิจในชีวิตของเราก็เหมือนกัน” พร้อมกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังลำบาก เพราะยังติดอยู่ในอุตสาหกรรมเก่าที่ไม่ยอม unlearn และ relearn ไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง “เราอยู่กับที่ เพราะเราเถียงกันเรื่องรายละเอียด ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เป็นการเสียโอกาสในอนาคตเหมือนกัน”

อรการ จิวะเกียรติ Program Director ของ CP CoEX

“CP-CoEX” เรียนรู้จากโจทย์จริง

แนวทางของเครือซีพีที่ดร.ธีระพลกล่าวถึงถูกต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมผ่านร CP-CoEX หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบใหม่ซึ่งดำเนินการโดย อรการ จิวะเกียรติ Program Director ของ CP-CoEX ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งอธิบายว่า CP-CoEX คือหลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Action-based Learning ที่ทำหน้าที่เป็น “สนามทดลองจริง” นำโจทย์ธุรกิจจริงมาให้ผู้เรียนแก้ไข ร่วมกับเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ โดยไอเดียที่เกิดขึ้นจะถูกพัฒนาต่อเนื่อง 12 สัปดาห์จนกลายเป็นโครงการที่ใช้งานได้จริงในองค์กร

“เราไม่ได้สอนการใช้ AI เป็นหลัก แต่เราสอนให้ใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจ” อรการอธิบายจุดต่างของหลักสูตรนี้จากคอร์สด้าน AI ทั่วไปที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างกระบวนการเรียนที่เอาโจทย์ธุรกิจจริง เช่น การเพิ่มยอดขายหรือการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เป็นตัวตั้ง แล้วให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และวิทยากรระดับผู้นำธุรกิจที่เชิญมาจากทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งตัวแทนจาก NVIDIA และ IBM

อรการยังเผยว่า หลักสูตรนี้ได้รับเกียรติจากประธานอาวุโส ธนินทร์ เจียรวนนท์ มาเป็นอาจารย์คนแรกในวิชา LD001 โดยให้แนวคิดไว้ว่า “AI จะเก่งแค่ไหน แต่ว่าคนยังต้องเป็นคนสร้าง เป็นผู้สร้าง คนยังต้องต่อยอด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเร่งให้คนเราเข้าใจ AI แล้วก็นำ AI ไปใช้ให้คนและองค์กรเก่งขึ้น”

นอกจากทักษะการเชื่อมโยงคน เทคโนโลยี และปัญหาธุรกิจเข้าด้วยกันแล้ว อรการระบุว่าเป้าหมายสำคัญอีกข้อของหลักสูตรคือการสร้าง “ผู้นำ” ที่คิดเป็น ตัดสินใจเป็น และทำงานข้ามสายงานได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการพาองค์กรฝ่าฟันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้ง Phupha Tutor

สิ่งสำคัญอยู่ที่ “วิธีสอน” และโอกาสที่ไม่เท่ากัน

ด้าน ภูผา อมรกิจจา ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบด้าน AI Engineering จากเคมบริดจ์ และผันตัวมาเป็นติวเตอร์ที่สถาบันกวดวิชาที่ก่อตั้งขึ้นเอง มองปัญหาจากมุมที่ต่างจากรุ่นพี่ในวงเสวนาว่า “ของพี่ๆ มองจาก top down ลงมา แต่ของผม ผมเป็นเด็ก” โดยชี้ว่าเนื้อหาตำราเรียนของไทยไม่ต่างจากตำรา A Level ของอังกฤษมากนัก แต่ปัญหาคือโจทย์ของไทยไม่ได้เรียงจากง่ายไปยากเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนระบบอังกฤษ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากต้องพึ่งพาติวเตอร์หรือแม้แต่เว็บไซต์ผิดกฎหมายเพื่อเติมช่องว่างนี้ ซึ่งยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนที่ดีด้วย

ภูผาบอกว่า ครูควรได้ลงมือทำโจทย์เองอยู่เสมอ เพราะครูที่ไม่เคยทำโจทย์จะไม่รู้ว่าต้องสอนอย่างไรให้เด็กเข้าใจ และเปิดเผยด้วยว่าแม้แต่ตัวเองที่จบเคมบริดจ์ด้าน AI มาโดยตรง ก็แทบไม่ได้ใช้ความรู้วิชาการนั้นในการทำงานจริงเลย “ความรู้อาจจะไม่ได้แบบตรงขนาดนั้นอยู่ที่การประยุกต์มากกว่า งานทุกงาน 90% ไม่ได้ตรงกับที่เราเรียนมา อยู่ที่ว่าเราจะสามารถเรียนรู้ใหม่ได้หรือเปล่า Relearn กับ upskill เราตลอดเวลา มากกว่า”

เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับการสอนที่ทำให้เด็กติดตาม ภูผาตอบว่าหัวใจสำคัญคือการเริ่มจาก “feeling” ไม่ใช่ “fact” เพราะคนจะฟังด้วยความรู้สึกก่อนเนื้อหาเสมอ อีกอย่างคือ ทําโจทย์ และเรียนรู้ตลอด เพื่อทำ”วิธีการสอนในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้สนุก”

และเมื่อถูกถามเรื่องคุณค่าของปริญญาในยุค AI ภูผายืนยันหนักแน่นว่ายังสำคัญ เพราะโรงเรียนคือกรอบที่ฝึกวินัยให้เด็ก ซึ่งฝึกกันไม่ได้หากไม่ผ่านกระบวนการเรียน

ภูผาปิดท้ายด้วยประเด็นที่ว่า แม้ AI จะเก่งจนแทนมนุษย์ได้แทบทุกทักษะในอนาคต แต่มีสิ่งหนึ่งที่ AI แทนไม่ได้ นั่นคือ “skill ที่ใช้หัวใจ” อย่างการสื่อสารและความรู้สึก “AI มันไม่มีหัวใจ มันไม่มีความรู้สึก คนที่สื่อสารเก่งมีอยู่ไม่กี่คน แต่มันคือ top skill ที่แบ่งคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ”

อย่างหนึ่งที่สําคัญคือการสื่อสาร ” มันเป็น skill ที่สําคัญมากๆ เป็น top skill ที่ไม่มีทางที่ AI จะมาแทนได้ คนอยากเป็นเพื่อนกับคน อยากคุยกับคน ไม่ได้อยากคุยกับหุ่นยนต์” ภูผากล่าว

แม้มองคนละมุม แต่ทั้ง 4 เสียงในวงเสวนากลับมีข้อสรุปคล้ายกัน คือ ปริญญา ตำรา และความรู้ยังจำเป็นอยู่ แต่โลกการทำงานต่อจากนี้ต้องการ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มากกว่าความรู้ที่ตายตัว ทักษะที่สำคัญที่สุดจึงคือการ “Unlearn” และ “Relearn” อยู่ตลอดเวลา เพราะองค์ความรู้ในปัจจุบันล้าสมัยเร็วกว่าที่เคยเป็นมา