
คอลัมน์ Bloomberg Opinion ชี้แนวคิดการทำงานเชิงรุกของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติไทย “วิทัย รัตนากร” ที่มุ่งแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจกว้างกว่าแค่เรื่องเงินเฟ้อ เป็นทางรอดที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยที่กำลังซบเซา แม้จะขัดกับกระแสค่านิยมของธนาคารกลางยุคใหม่ที่เน้นลดบทบาทก็ตาม
วันที่ 7 กันยายน 2569 เว็บไซต์สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทความคอลัมนิสต์ แดเนียล มอสส์ ที่มีชื่อว่า The Warsh Doctrine Is Ill-Suited for a Fading Thailand วิเคราะห์แนวคิดการทำงานเชิงรุกของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย รัตนากร
แดเนียล มอสส์ (Daniel Moss) คอลัมนิสต์สายความคิดเห็นของ Bloomberg Opinion ที่ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจในเอเชีย โดยก่อนหน้านี้เขาเคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารฝ่ายเศรษฐกิจที่ Bloomberg News
โดยเริ่มต้นว่า อาจเรียกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันได้ว่าเป็น “ร่างตรงข้ามของเควิน วอร์ช” (anti-Kevin Warsh) ในขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่างพยายามหลีกเลี่ยงภารกิจอื่น และมุ่งเน้นเพียงหน้าที่พื้นฐานอย่างการควบคุมเงินเฟ้อและการส่งเสริมการจ้างงาน นายวิทัย รัตนากร กลับยินดีที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาที่ครอบคลุมและกว้างขวางกว่า ทว่าการจะประสบความสำเร็จได้นั้น ก็ต้องพึ่งพาเรื่องของโชคชะตา รวมถึงการผ่อนผันจากบรรดานักการเมืองที่มอบตำแหน่งนี้ให้แก่นายวิทัย
การขยายขอบเขตภารกิจให้กว้างขึ้นถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง ผู้บริหารนโยบายการเงินต่างได้รับบทเรียนและมีความระมัดระวังมากขึ้น หลังจากโดนภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงช่วงหลังโควิดเล่นงานจนตั้งตัวไม่ทัน ทำให้พวกเขาระวังที่จะทำหน้าที่ให้อยู่ในกรอบภารกิจหลักเท่านั้น ในปัจจุบัน มีผู้ว่าการธนาคารกลางน้อยคนนักที่จะออกมาพูดอย่างเต็มปากเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยิ่งเรื่องความเท่าเทียมในตลาดแรงงานหรือรัฐศาสตร์การเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทางด้าน เควิน วอร์ช ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อเดือนพฤษภาคม ต้องการให้เฟดลดขอบเขตการทำงานลง เขามักจะท่องจำและพูดถึงจำนวนเดือนที่เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าเขาจะยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก ว่าตั้งใจจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร ข้ออ้างหลักคือ หน่วยงานทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกควรจะ “มุ่งเน้นเฉพาะหน้าที่หลักของตนเอง” ซึ่งนั่นอาจเป็นเรื่องที่รับได้สำหรับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังดี หรือในยามที่สถานการณ์เลวร้ายจนมีใครสักคนพยายามหยุดยั้งไม่ให้มันแย่ไปกว่านี้
แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับดำเนินทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง อัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายกึ่งกลางที่ 1-3% ของกรุงเทพฯ มาโดยตลอดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเพิ่งจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันซึ่งเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เงินเฟ้อจะกลับลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปนั้นยังมีอยู่จริง และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าประทับใจ แต่ประเทศไทยกลับประสบกับความซบเซาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นายวิทัย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อหนึ่งปีที่แล้วโดยรัฐบาลที่แสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้มีการลดอัตราดอกเบี้ย ได้ทำการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วสองครั้ง แม้จะฟังดูไม่มากนัก แต่นั่นส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมของไทยอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดในโลก โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% นั้น เท่ากับระดับดอกเบี้ยของประเทศญี่ปุ่นในยุคที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนานหลายทศวรรษ ทว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับปัญหาพื้นฐานทั่วไปอย่างเงินเฟ้อและเงินเยนที่อ่อนค่า
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภารกิจของนายวิทัยจะสิ้นสุดลง ในบางมิติ ประเทศไทยมีส่วนคล้ายกับญี่ปุ่นในยุคที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักนานนับชั่วอายุคนหลังเกิดวิกฤติฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และวิกฤติสถาบันการเงิน ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นดาวเด่นแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เคยดึงเสน่ห์และความรุ่งเรืองกลับมาได้อีกเลยนับตั้งแต่จุดชนวนวิกฤติการเงินในภูมิภาคเมื่อปี 2540 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศอยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ อีกทั้งอัตราการเกิดยังลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศที่มีประชากร 66 ล้านคนแห่งนี้ ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยก่อนที่จะร่ำรวย”
มอสส์ตั้งคำถามว่า เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ ผู้บริหารนโยบายการเงินควรทำอย่างไร? พวกเขาควรยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญที่สุด หรือควรยื่นมือเข้าไปจัดการกับปัญหาที่กลไกทางการเมืองอันล่าช้าจัดการได้ยาก? นายวิทัย ซึ่งมีภูมิหลังเป็นผู้บริหารภาคธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งในธนาคารออมสินและสายการบินราคาประหยัด เลือกที่จะใช้แนวทางเชิงรุก (Activist Approach)
“หากเราไม่ลงมือทำ ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป” นายวิทัยกล่าวกับ Bloomberg News ในการให้สัมภาษณ์ “การลดอัตราดอกเบี้ยสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่กำลังลดลงได้” นายวิทัยตั้งใจที่จะหยิบยกประเด็นปัญหาต่างๆ ขึ้นมาพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภาพที่ต่ำ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เท่าเทียม และหากทำได้ ก็พร้อมที่จะผลักดันผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปสู่แนวทางการแก้ไข นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยังกล่าวอีกว่า ค่าเงินที่อ่อนค่าลงสามารถช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวได้ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กำลังประสบภาวะยากลำบากอย่างมากนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่
นายวิทัยกำลังจัดวางตำแหน่งของตนเองให้อยู่ในฝั่งหนึ่งของการถกเถียงเรื่อง “บทบาทและภาพลักษณ์ที่ธนาคารกลางควรจะเป็นในศตวรรษที่ 21” สถาบันที่มีบทบาทสูงเหล่านี้ มักถูกดึงเข้ามารับบทบาทที่กว้างขึ้นในยามที่เกิดวิกฤติเนื่องจากสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็เสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมือง หรือไปก้าวก่ายพื้นที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ด้านนายวอร์ชเคยเสนอตัวเองเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดด้วยสัญญาว่าจะปรับลดขนาดเฟดลง โดยมองว่าเฟดในปัจจุบันเทอะทะเกินไปและรับภาระภารกิจมากเกินไป จนล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลที่สมบูรณ์รองรับว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่นโยบายการเงินจึงควรมองภาพให้กว้างขึ้น เศรษฐกิจโลกและสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคสมัยที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ถูกตั้งขึ้น และพวกเขาก็มักจะได้รับภารกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางเคยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติด้วยวิธีการที่หลากหลายและสร้างสรรค์มาแล้วทั้งนั้น ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (Bank of England) เคยระดมทุนเพื่อใช้ทำสงครามกับฝรั่งเศส ธนาคารกลางมาเลเซีย (Bank Negara Malaysia) เคยถือหุ้นใหญ่ในสายการบินแห่งชาติ หรือธนาคารกลางอินโดนีเซียก็เคยลงมาช่วยปราบปรามขบวนการกักตุนสินค้าที่ทำให้ราคาพริกพุ่งสูง ขณะที่รัฐบาลพลเรือนของไทยมักจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาแล้วก็ไป ประเทศไทยผ่านการรัฐประหารโดยกองทัพมาแล้วมากกว่าสิบครั้งนับตั้งแต่สิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ดังนั้น การที่นายวิทัยจะออกมาผลักดันวาระปฏิรูปเศรษฐกิจแบบครอบคลุมจึงแทบไม่มีข้อเสียใดๆ เพราะอย่างไรเสีย ก็ต้องมีใครสักคนขึ้นมารับไม้ต่อในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
แต่หากปัญหาต่างๆ เริ่มพอกพูนขึ้น นายวิทัยอาจตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ได้ แม้ปัจจุบันเขาจะได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมฝ่ายขวา แต่ผู้นำในอนาคตอาจไม่ได้มีความสนใจหรือเปิดรับการทำงานนอกกรอบนโยบายปกติ (Freelancing) มากเท่านี้ ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวสามารถลดลงได้ด้วยการยึดมั่นอยู่กับประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และไม่ถลำลึกลงไปในมิติทางสังคมมากเกินไป
นายวอร์ชเสนอตัวเองเข้าดำรงตำแหน่งด้วยคำมั่นสัญญาเรื่องการลดขนาดเฟด ขณะที่นายวิทัยมีแนวคิดของตัวเองในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ซึ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม ข้อเสนอของเขานับเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแก่การรับฟัง เพราะปัญหาของประเทศไทยนั้น จะไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน
ธปท.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บทบาทของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่( Emerging Market) มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามบริบททางเศรษฐกิจและเป้าหมายการดำเนินงาน
บทบาทของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คุมเงินเฟ้อและดอกเบี้ย คือ เน้นการใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย และกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกดูแลเสถียรภาพมหภาค ได้แก่ ควบคุมดูแลระบบธนาคารพาณิชย์และสภาพคล่องในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก
ธนาคารกลางใน EM จะดูทั้งนโยบายการเงินและ สถาบันการเงินด้วย ดังนั้น บทบาททั้งสองแห่งจะไม่เหมือนกัน
คอลัมน์นี้สะท้อนมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเห็นของกองบรรณาธิการ หรือ Bloomberg LP และเจ้าของ



