‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ประกาศ แบงก์ชาติจะใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น ยืนยันความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ วางกรอบชัด ภารกิจหลักยังเหมือนเดิมเงินเฟ้อต่ำและมีเสถียรภาพ ระบบสถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบชำระเงินมีประสิทธิภาพ แต่ “ยุคนี้ต้องขยับเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น” ผ่านชุดมาตรการเฉพาะจุดที่แก้ปัญหาได้จริง เพื่อเสริมนโยบายการเงินด้วยมาตรการเฉพาะจุด ที่ลงไปแก้ปัญหาอย่างตรงที่ตรงคน เป้าหมายสุดท้ายคือ ประชาชนได้ สังคมได้

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดงาน “GovernorConnect” โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธปท. ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกหลังรับตำแหน่งเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป

นายวิทัยเริ่มด้วยการกล่าวว่า วันนี้เป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่หนึ่ง ครั้งแรก ไม่ได้เป็นการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่อยากจะเล่าให้ฟังแบบสบาย ๆถึงแนวทางทางการทำงานในแบงก์ชาติ โดยขอเริ่มจากความเข้าใจต่อภารกิจในการมาทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการ ธปท.

แนวทางการทำงานของ ธปท.

สานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

  • เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง
  • เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต
  • เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

“ยังยืนยันว่าเรายึดมั่นในภารกิจหลักของเรา ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือเราพยายามจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำมีดสถียรภาพ Low and Stable แล้วก็เราจะดูแลให้มั่นใจว่าระบบการของเรา สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งไม่เกิดวิกฤติเหมือนที่ผ่านมา และดูแลระบบการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดเป็นหน้าที่หลักของเรา และก็ยังยืนยันว่าเราทำหน้าที่ตามภารกิจหลักคือดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยน” นายวิทัยกล่าว

ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ

“อีกเรื่องที่ยืนยัน แบงก์ชาติให้ความสำคัญมากกับความเป็นอิสระ อิสระจากการถูกกดดันทางการเมืองเมือง อิสระจากการตัดสินใจ ซึ่งผมคิดว่าสองเรื่องนี้ต้องยืนยันแข็งแรงของเราให้อยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม คำว่าอิสระไม่ได้หมายความว่าเราทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ เรายินดีร่วมทำงานกับกระทรวงการคลัง กับรัฐบาลและทุกหน่วยงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจกลับมาสู่จุดที่มีความสมดุล เติบโตในระดับที่มุ่งสู่ศักยภาพ Policy Coordination นโยบายการเงินการคลังก็ต้องสอดคล้องกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโต” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัยกล่าวว่า เศรษฐกิจที่ต่ำถ้าต่ำเกินไปมาก ก็ไม่มีประโยชน์ GDP ถ้าต่ำลงมากๆ เกินไปแล้วไม่ช่วยกันประคับประคองก็จะเกิดปัญหากระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ “เพราะฉะนั้นเราดูแลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่ไม่ดูแล”

ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป

ประกอบด้วย

1) การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้ง Virtual Bank

2)การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมองหรือข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินนโยบาย และสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การแก้หนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)

“มาตรการเฉพาะจุด” เครื่องมือใหม่ที่แก้ปัญหาแบบตรงจุด

หนึ่งในแนวทางการทำงานที่ย้ำ คือ มาตรการเฉพาะจุด “ต่อจิ๊กซอว์” มาตรการเล็กที่ตรงเป้าหมาย แต่ Impact สูง ควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ย

นายวิทัยกล่าวว่า มาตรการเฉพาะจุดจะเป็นสิ่งที่ทำให้แบงก์ชาติเข้าไปใกล้คนแล้วก็ช่วยคนเป็นจุด ๆ “เราพยายามสร้างให้เรามีเครื่องมือที่ช่วยคนให้มากที่สุด” มาตรการเฉพาะจุดมีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจนในแต่ละกลุ่ม เป็นการต่อจิกซอว์ เพราะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่มีมาตรการใด มาตรการหนึ่งแก้ได้

นายวิทัยกล่าวว่า ที่ผ่านมามาตรการเฉพาะจุด ได้แก่ โครงการคุณสู้ เราช่วย ช่วยเหลือคนได้จำนวนมาก จากนี้ไปจะให้ความสำคัญกับมาตรการเฉพาะจุดจากข้อมูลมากขึ้น เพื่อเสริมกับนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายในภาพกว้าง และเป็นมาตรการที่ตอบให้ได้ว่าประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร สังคมได้อะไร

“ในยุคนี้การที่จะออกมาตรการเฉพาะจุดอะไรก็ตาม ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร สังคมได้อะไร ถ้าเรารักษาเสถียรภาพอย่างเดียว แล้วสุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไร ประเทศไม่ได้อะไร ก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถบรรลุผล บรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญต่อไปแน่อน” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การออกมาตรการในระยะต่อไปก็จะต้องเข้าใจประชาชาชน ซึ่งเดิมก็ทำอยู่แล้วแต่ปรับเสริมขึ้น “เราต้องเข้าใจปัญหา เราต้องอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา เราต้องอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และมาตรการที่ออกเราต้องแน่ใจว่าแก้ปัญหาได้ช่วยประชาชน แล้วก็ยังยึดมั่นในเสถียรภาพเศรษฐกิจ”

นายวิทัยยกตัวอย่างสำคัญ คือการแก้ไขปัญหาหนี้ด้วย AMC (Asset Management Company) เพื่อรับโอนหนี้ที่มียอดต่ำกว่า 1 แสนบาท มาตรการนี้อยู่ในระหว่างการหารือ กับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงิน

“AMC เป็นแนวคิดที่ทำมาสักพักแล้ว ผมเข้ามาวันแรกก็ประชุมเรื่องนี้ AMC เป็นการช่วยคน ลูกหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทในระบบมีจำนวนประมาณ 3 ล้านกว่าคน บางส่วนเป็นลูกหนี้นอนแบงก์บางส่วนเป็นหนี้กับธนาคารพาณิชย์ บางส่วนเป็นหนี้ที่อยู่กับนอนแบงก์ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ และบางส่วนอยู่กับแบงก์รัฐ เงิื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ก็จะผ่อนปรนมาก ๆ” นายวิทัยกล่าว

โครงการ AMC จะช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียเชิงสังคม โดยแบงก์ชาติเตรียมปรับบทบาท บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM ที่ถือหุ้นโดยกองทุนฟื้นฟูฯ มาเป็นเครื่องมือหลักในรูปแบบ “Social AMC” แทนโมเดล National AMC เดียวทั้งระบบเพื่อช่วยลูกหนี้ที่เป็น NPL มานานให้สามารถกลับมามีวินัยการเงินได้อีกครั้ง โดยเน้นลูกหนี้ที่ “เสียในอดีต” มากกว่าผู้ที่มีแนวโน้มจะเสียในอนาคต

การหารือระหว่างธนาคารพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก่อนเดินหน้าช่วยลูกหนี้ในเฟสแรกประมาณต้นปีหน้า ที่จะเลือกดำเนินการตามกองเจ้าหนี้ คือ ธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และนอนแบงก์อื่น เพื่อให้เริ่มได้เร็ว ซึ่งคาดว่าน่าจะช่วยเหลือคนได้ 2 ล้านคน อย่างไรก็ตามแบงก์รัฐอาจจะเลือกใช้บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC ที่ธนาคารออมสินร่วมทุนกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

“การแก้ไขหนี้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการช่วยคน ซึ่งตรงกับภารกิจของแบงก์ชาติ นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของมาตรการเฉพาะจุดที่มุ่งไปจุดที่คนที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาทที่มี 2-3 ล้านคน”

ผู้ว่าการธปท. ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งการบริโภคในประเทศ และการแก้ปัญหานี้ “ไม่มีทางลัด” ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และภาคธุรกิจ เพื่อค่อย ๆ คลายปัญหาด้วยมาตรการต่อเนื่อง

“การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่การกดปุ่มแล้วจบ ต้องต่อจิ๊กซอว์หลายชิ้นและทำต่อเนื่อง”

“เรื่องช่วยคนไม่มีอะไรที่เป็น One Side แต่มันมีสองด้านเสมอ ถ้าเราไม่กล้าทำอะไรเลย ก็ไช่วยคนไม่ได้ ต้องกล้าทำ แต่ประเมินให้ดี มั่นใจว่า Positive impact เยอะมาก Negative เล็กน้อยจัดการได้ แล้วทำเลย ก็จะช่วยคนได้มากขึ้นต่อเนื่อง” นายวิทัยกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นที่เดินคู่ขนาน เช่น การดึงคนเข้าสู่ระบบสินเชื่อ หรือ Financial Inclusion ทำให้กู้เงินได้ง่ายขึ้น มาตรการที่ทำให้ SME สามารถเข้าถึงสภาพคล่องได้ดีขึ้น มาตรการที่ทำให้ต้นทุนการใช้บริการด้านการเงินมีความเหมาะสมมากขึ้น ควบคู่กับนโยบายการเงินในภาพกว้าง

“จุดนี้เป็นจุดที่เราคิดว่าถ้าออกมาเราก็ช่วยคนได้มากแล้วจะตอบโจทย์ว่า ท้ายที่สุดคนได้อะไร แก้ปัญหาอะไร จะตอบเฉพาะจุดมาก แล้วก็มีผลกระทบสูงมาก ที่ผ่านมามีผลกระทบสูงมาก แต่เราจะทำมากขึ้นแล้วก็ใกล้ปัญหามากขึ้น”นายวิทัยกล่าว

สำหรับมาตรการเดิมที่ริเริ่มไว้นายวิทัยกล่าวว่า ก็ทำต่อไป ทั้ง Virtual Bank ที่จะช่วยทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และอีกหลายมาตรการ หลายโครงการซึ่งอาจจะเป็นโครงการที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังเป็นแนวคิด หรือยังไม่สรุป หรือยังมีปัญหาถ้าเห็นว่าดี ก็ทำต่อและนำมาปรับ สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้เสร็จและเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็น สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (National Credit Guarantee Agency หรือ NaCGA) ต้องนำมาปรับให้ทุกฝ่ายห็นตรงกันได้ก็จะทำให้ SME หรือรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้

นอกจากนี้จะเร่งโครงการ Risk-based pricing การคิดดอกเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง ให้ประสบความสำเร็จจากที่เป็นแนวคิดอยู่ รวมไปถึงโครงการ Your Data ข้อมูลของคุณ สู่บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ ก็จะทำให้รายย่อยขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น

“ผมคิดว่าหลัก ๆ ก็จะเป็นแบบนี้ เรายังยึดมั่น และยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เรายึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค คือ เงินเฟ้อต่ำและมีเสถียรภาพ ระบบการเงิน สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ และแบงก์ชาติต้องมีความเป็นอิสระในการทำงาน แต่พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการประคับประคองเศรษฐกิจ และจะออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อดูแลประชาชน ท้ายที่สุดปลายทางต้องดูแลประชาชน ดูแลสังคม เราจะอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น จะอยู่ใกล้กับสังคมมากขึ้น” นายวิทัยกล่าว

รู้เท่าทันการเงินยุคใหม่: สอน “ใช้เงิน” ควบคู่ “รู้ออม”

อีกภารกิจหนึ่งที่ผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญ คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรม “ช้อปออนไลน์–ผ่อนสบาย” มากขึ้น

แบงก์ชาติเตรียมรณรงค์ในมิติใหม่ ไม่เพียงสอนการออม แต่รวมถึง “การใช้เงินอย่างมีสติ” โดยจะจับตากลุ่มผู้ใช้บริการประเภท “ช้อปก่อน–จ่ายทีหลัง” เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว

นายวิทัยกล่าวว่า การให้ความรู้ทางการเงิน Financial Literacy เหมือนเป็นแนวคิดซึ่งทุกคนพยายามทำแต่ว่ายังไม่เห็นเกิดเป็นผลชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการดึงคนเข้าสู่ระบบสินเชื่อหรือ Financial Inclusion ที่เริ่มทำมาแล้วบ้าง แต่จะทำให้เกิดความสำเร็จจับต้องได้ชัดเจนเป็นอีกหนึ่งมาตรการเฉพาะจุด

“เรื่องให้ความรู้ทางการเงิน Financial Literacy ผมคิดว่าสำคัญมากจริง ๆที่ผ่านมามีเจ้าภาพร่วมกันทำหลายหน่วยงานผมคิดว่าสำคัญมากจริงๆที่ผ่านมามีเจ้าภาพร่วมกันทำหลายหน่วยงาน แต่ยังไม่มี ความสำเร็จจับต้องได้เป็นรูปธรรม เราจะมีบทบาทที่ร่วมนำกับหลายหน่วยงานเข้ามาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมไปถึงส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ” นายวิทัยกล่าว

นอกเหนือจากสอนเรื่องออม การลงทุน จะต้องสอนเรื่องการใช้เงินด้วยที่ผ่านมาเป็นจุดที่ยังให้ความสำคัญไม่มากนัก แต่การใช้เงินมีความสำคัญ ความสะดวกสบายของการซื้อของออนไลน์ ทำให้เกิดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นต้องสอน ต้องให้ความรู้ว่าไม่จำเป็นจะต้องซื้อทุกอย่าง ซื้อเมื่อจำเป็นเท่านั้น และแบงก์ชาติอาจจะต้องเข้าไปควบคุม

“เราจับตาการช็อปปิ้ง ออนไลน์หลายประเภททั้ง Buy Now Pay Later ซึ่งเรากำลังติดตามดูอยู่ว่าเราควรจะเข้าไปดูอย่างไร ถ้าเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแล เราก็จะไม่ปฏิเสธที่จะเข้าไปดูแล สุดท้ายต้องทำให้วินัยด้วยการเงินของคนในประเทศดีขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก” นายวิทัยกล่าว

ดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% “พร้อมผ่อนคลายต่อ” หากจำเป็น

ในช่วงถามตอบซึ่งมีหลากหลายประเด็น ผู้ว่าการ ธปท.ได้อธิบายในประเด็นนโยบายการเงินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% จากที่ลดลงมา 1% ต่อเนื่องในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดลำดับต้น ๆ ขอโลก และยังมี “พื้นที่นโยบาย (Policy Space)” ให้ใช้ได้อีก หากจำเป็นต้องผ่อนคลายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาในช่วง 12 เดือนเพิ่งเริ่มส่งผล เนื่องจากผลกระทบของนโยบายมักใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือน กว่าจะส่งผ่านเต็มที่ จึงต้องใช้จังหวะอย่างระมัดระวัง โดยยังยืนยันว่าแบงก์ชาติ “พร้อมผ่อนต่อ” หากข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไปบ่งชี้ความจำเป็น

“อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน 1.5% ก็ถือว่าต่ำประมาณหนึ่งแล้ว ผลยังไม่เห็นชัดว่าเป็นอย่างไร ผมคิดว่า กนง.เข้าใจตรงกัน และระบุในแถลงครั้งล่าสุดด้วยว่า เราก็พร้อมที่จะผ่อนคลายต่อไปเพื่อจะประคับประคองเศรษฐกิจ” นายวิทัยกล่าวและว่า Policy Space ถ้าจำเป็นต้องลด ก็ลดและใช้ร่วมกับการออกมาตรการเฉพาะจุดหลาย ๆ มาตรการเข้ามาต่อเนื่อง ก็จะช่วยคนได้ จะช่วย SME ได้จะช่วยบรรเทาภาระได้ จะช่วยแก้ปัญหาได้เป็นจุด ๆ ท้ายที่สุดทำให้ประชาชน SME สังคม ภาคธุรกิจได้รับผลบวก

ส่วนการลงมติของคณะกรรมการกนง.ที่ออกมา 5 ต่อ 2 นายวิทัยกล่าวว่า ถึงจะเป็น 5 ต่อ 2 แต่มุมมองไม่ได้ต่างกัน เป็นเรื่องของจังหวะเวลา (timing) มากกว่า

“Policy Space เราเหลืออย่างจำกัด การลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเพิ่งลดไปในเดือนสิงหาคม เพราะฉะนั้นยังไม่ทอดถึง 6-12 เดือน เพราะฉะนั้นกรรมการกนง.บางท่านก็เห็นว่าควรจะหยุดคอยแล้วก็ใช้ Policy Space ในจุดที่สำคัญ ในเวลาที่เหมาะสมมากกว่า ทิศทางเห็นชัดเจนในแถลงที่ว่า เราจะพร้อมที่จะผ่อนคลายต่อไป แต่คอยจังหวะที่เหมาะสม ส่วนการตัดสินใจในเดือนถัดๆไป ก็ต้องดูข้อมูลที่จะออกมาและภาวะในขณะนั้นด้วย ทิศทางไม่ได้มีข้อจำกัดไม่พร้อมจะสนับสนุน แต่มีความจำกัดของ Policy Space อีกทั้งการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมายังผลไม่เต็มที่ ต้องคอยจังหวะ” นายวิทัยกล่าว

สำหรับภาวะเงินเฟ้อ ผู้ว่าฯ ระบุว่า เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ไม่รวมอาหารและพลังงานคาดการณ์ยังอยู่ราว 0.9% ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งแตะใกล้กรอบล่างอยู่แล้ว สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแรงหนุน ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปที่อยู่ในระดับต่ำเกิดจากราคาพลังงานและอาหารซึ่งมีน้ำหนักประมาณเกือบ 50% ในตระกร้าเงินเฟ้อลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว แต่จะทยอยปรับขึ้น ส่วนระยะยาวเป้าหมายปานกลางของแบงก์ชาติจะกลับเข้ามาอยู่ในกรอบแน่นอน 1-3%

สำหรับความกังวลเรื่องเงินฝืด ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์ ความหมายของเงินฝืดอย่างแรกเงินเเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมอาหารและพลังงานออกไปนั้นจะต้องติดลบลงไปลึก ๆ หรือมีการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง แต่ในขณะนี้ราคาสินค้ายังไม่ลดลงในวงกว้าง

“เราพร้อมจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นหากจำเป็น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ในช่วงสิ้นปีนี้แบงก์ชาติจะส่งเป้าหมาย ทางการเงินให้กระทรวงการคลังพิจารณา ขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อจะยึดระยะกลางเป็นหลัก และจากเป้าหมายเงินเฟ้อปัจจุบัน 1-3% ยังเชื่อว่าระยะกลางยังอยู่ภายใต้กรอบล่าง

พร้อมย้ำว่าเงินเฟ้อที่ต่ำคือ เงินเฟ้อทั่วไปซึ่งมีผลของราคาน้ำมันและอาหารสดที่ลดลงมาจากปีที่แล้ว แต่เงินเฟ้อพื้นฐานตอนนี้อยู่ที่ 0.9%

สำหรับค่าเงินบาทผู้ว่าการธปท. อธิบายถึงปรากฏการณ์ค่าเงินบาทที่ผันผวนตามราคาทองคำ โดยพบว่าการ เทรดทองผ่านแอปพลิเคชันในรูปเงินบาท ทำให้เกิดแรงขายดอลลาร์ซื้อบาทเมื่อราคาทองขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐาน

ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทไม่ได้แข่งค่าเหมือนในช่วงที่แล้ว ตอนนี้แข่งประมาณ 4.5% ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนแข็งกว่าเงินบาทแล้ว แต่การขึ้นลงของค่าเงินบาลนอกจากเป็นผลจากเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นทิศทางหลักแล้ว ก็เป็นผลจากกระแสเงินไหลเข้าออกด้วย

“เราติดตามเงินเข้าเงินออก ด้วยการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง และหลายหน่วยงาน เพื่อที่จะหาให้เจอว่า ถ้ามีเงินที่มีความน่าสงสัยเข้ามาแล้วมีผลต่อค่าเงินบาทให้แข็ง เราจะต้องหาให้เจอ แบงก์ชาติไม่เห็นทุกอย่าง บางครั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีการรายงาน แต่สามารถทำงานร่วมกับอีกหลายหน่วยงานเพื่อหาตรงนี้ได้ เช่น ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง ปปง.มาร่วมกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการเริ่มต้น รัฐบาล กระทรวงเข้ามาเป็นเจ้าภาพ เพราะหลายหน่วยงานมีอำนาจขอบเขตที่จำกัด” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัยกล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับค่าเงินบาทและต้องติดตามเเพื่อดูแลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพร้อมที่จะเข้าไปดูหากมีเงินที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาแล้วมีผลต่อค่าเงินบาท

“เรามีความสงสัย เราอยากตามไปดูว่าเงินเหล่านี้มีเยอะแค่ไหนและมีผลหรือไม่ แต่ลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ในประเทศ ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเห็น ต้องเอาทุกหน่วยงานมาต่อกันถึงจะเห็น เรามีความสงสัย เราต้องตามไปดู ดีกว่าสงสัยแล้วอยู่เฉย ๆ ถ้าหลายฝ่ายสงสัยก็ต้องมาต่อกัน” นายวิทัยกล่าว

สำหรับการซื้อขายทองคำกับผลต่อค่าเงินบาท นายวิทัยกล่าวว่า ทองคำถือว่าเป็นส่วนเสริม หรือ Amplified ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยเฉพาะการเทรดผ่านแอปพลิเคชันที่เป็นเงินบาท การซื้อขายทองคำทำให้เกิดแรงซื้อบาท ขายดอลลาร์ ก็ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ส่วนหนึ่งที่จะแก้คือการเทรดทองเป็นดอลลาร์ ถ้าเทรดเป็นดอลลาร์ จะตัดการแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับบาท

นายวิทัยกล่าวว่า ส่วนการเทรดทองเป็นเงินบาท แบงก์ชาติระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ร้านทองด้วย และพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีมาตรการหรือไหม “ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่อยากมีนโยบายอะไร แต่ถ้าจำเป็นต้องมีก็จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงมีอำนาจในการดำเนินการ แต่จะทำด้วยความระมัดระวัง”

ไม่มีแนวคิดตั้ง Sovereign Wealth Fund

สำหรับแนวคิดการเสนอจัดตั้ง กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติหรือ Sovereign Wealth Fund นายวิทัยกล่าวว่า ต้องเข้าใจเงินทุนสำรองทางการโดยพื้นฐานก่อน

เงินทุนสำรอง หรือ Reserve โดยหลักควรจะเก็บไว้หนุนการออก ธนบัตรในภาพรวม เพราะฉะนั้น โดยหลักควรเป็นเงินตราต่างประเทศทั้งดอลลาร์ ทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันก็มีสกุลเงินอื่น

“แนวความคิด จะจัดตั้ง sovereign wealth fund ถ้าใช้เงินส่วนนี้ของแบงก์ชาติ ไม่ได้มีผลช่วยเหลือเรื่องค่าเงินเลย ยกเว้นจะใช้เงินบาทตั้งต้นใหม่เพื่อเอาเงินบาทไปซื้อดอลลาร์ แล้วไปบริหารใหม่ แบบนี้ถึงจะมีผลต่อค่าเงินบาท ก็คือมีความต้องการซื้อเงินดอลลาร์ ขายเงินบาททำให้เงินบาทออก แต่เราไม่มีเงินบาทก้อนนั้น เพราะฉะนั้นการตั้ง sovereign wealth fund เพื่อช่วยให้บาทอ่อนก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทฤษฎี เพราะว่าเงิน Reserve หลักๆ เป็นดอลลาร์อยู่แล้ว โยกเข้ามาอีกบัญชีหนึ่งตั้งเป็น sovereign wealth fund ก็ไม่ช่วยดอลลาร์ ไม่ช่วยทำให้บาทอ่อน” นายวิทัยกล่าว

“ถามว่าแล้วควรจะตั้งไหม ก็ยังไม่มีแนวความคิด ในตอนนี้เลย ผมไม่มีแนวความคิดนี้เลย แล้วก็ผมคิดว่าอนาคตจะดูก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะทำเลย ถ้าถามผมตอนนี้ไม่มีแนวความคิด แต่ว่าถ้ามีคนเสนอมาเราก็พร้อมจะเข้าไปดู แต่ตอนนี้ไม่มีแนวความคิดเลย” นายวิทัยกล่าว

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การลงทุน การบริหารทุนสำรองหรือ Reserve Management ของแบงก์ชาติ ซับซ้อนมาก ซับซ้อนในแง่ดี Sophisticated มาก เป็น มาตรฐานที่ดีมากมีการถือครองทองคำมากมีสกุลเงินต่างประเทศที่ไม่ใใช่ดอลลาร์สหรัฐฯมาก มีแม้กระทั่งหุ้น( Equity) ในจุดที่จัดสัดส่วนการลงทุนไว้ค่อนข้างดี

“แต่ไม่ได้บอกทำอะไรไม่ได้ สามารถทำได้ต่อ พอทำได้ต่อ การจัดการลงทุนทำได้ต่อ หมายความว่า จริง ๆ การแยกออกมาตั้ง sovereign wealth fund เพื่อให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะมีประโยชน์หรือไม่ ก็นึกไม่ออกว่าอย่างไร แต่หากย้อนกลับไปวัตถุประสงค์แรกว่าต้องการตั้งเพื่อให้เงินบาทอ่อน ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น” นายวิทัยกล่าวว

นอกจากนี้ sovereign wealth fund ลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดอยู่แล้ว

“ต้องถามว่าอยากจะตั้งเพราะอะไร การตั้งเพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนก็ไม่ใช่” นายวิทัยกล่าว

ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด

ผู้ว่าฯ ทิ้งท้ายว่า แบงก์ชาติจะสื่อสารกับสื่อมวลชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยและอธิบายทิศทางนโยบายอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำจุดยืนว่า “ทุกมาตรการที่ออก ต้องตอบได้ว่า ประชาชนและสังคมได้อะไร”