นายกฯสั่ง‘ปกรณ์’รื้อพ.ร.บ.อาวุธปืน-ส่งคืนปืนเถื่อน-แก้งบ ขรก.บาน“ฟรีซกำลังคน-ยุบตำแหน่ง-สายงานไม่จำเป็น”

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯสั่ง ‘ปกรณ์’ รื้อ พ.ร.บ.อาวุธปืน ห้ามพกพา-เรียกคืนปืนเถื่อน
  • สั่งค้นปืนทำเนียบ ชี้ไม่ใช่ จนท.ตรวจพบมีความผิด
  • ชี้ยิงโจรเข้าบ้านก็ผิด “ปืนมีไว้โชว์”
  • ควง ‘เศรษฐา’ ดูมวย ‘ราชดำเนิน’ ปัดหารือการเมือง
  • สั่ง ปค.ตรวจยอดขายร้านปืน-ยอดไม่ตรงส่งสรรพากรสอบต่อ
  • เยียวยาเหยื่อกราดยิงรายละ 1 ล้าน
  • มติ ครม.ตั้ง ‘ปกรณ์’ แก้งบ ขรก.บาน“ฟรีซกำลังคน-ยุบตำแหน่ง-สายงานไม่จำเป็น”
  • สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่าน เร่งใช้ MFA แก้ข้อมูลรั่วไหล
  • จัด ครม.สัญจร “สงขลา”  31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้
  • ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ
  • ขยาย ‘นมโรงเรียน’ ถึง ม.3 เพิ่มสิทธิเด็ก 5.8 แสนราย แก้ปมล้นตลาด
  • ตั้ง 2 ปลัดกระทรวง ‘ปิยพงษ์’ คุมคมนาคม ‘โชคชัย’ คุม พม.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมได้มอบหมายให้ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ตำหนิ ผบ.ตร. หลังเห็น ‘ฉลอง เรี่ยวแรง’ สูบบุหรี่-ไม่ใส่กุญแจมือ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า นายกฯ โทรมาติงคดีของนายฉลอง เรี่ยวแรง สูบบุหรี่ และไม่ใส่กุญแจมือในห้องสอบสวน โดยนายอนุทิน ยอมรับว่าเป็นคนโทร และกล่าวต่อว่า “ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสูบบุหรี่ ผมบอกว่า ทำไมดูชิล ๆ จัง เพราะเขาเพิ่งก่อคดีอุกฉกรรจ์มา…ผบ.ตร. ก็บอกว่าผมเพิ่งโทรไปกำชับและตำหนิที่โรงพักเองด้วย”

เมื่อถามว่า กรณีที่ นายฉลองอ้างว่าช่วย พ.ต.อ.ธงชัย ให้เป็นผู้กำกับได้ ตำแหน่งสามารถช่วยกันได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “โห กี่ปีเข้าไปแล้ว นายกฯ ธงชัยก็อายุมากแล้ว ตอนนั้นผมยังไม่เข้าการเมืองก็เลยไม่รู้”

ถามต่อว่า ยุคนี้ไม่มีช่วยเหลือกันแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ยุคนี้ไม่มี”

สั่ง ‘ปกรณ์’ แก้ พ.ร.บ.อาวุธปืน ห้ามพกพา-เรียกคืนปืนเถื่อน

นายอนุทิน กล่าวถึงมาตรการการควบคุมปืนว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ได้สั่งการให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน และสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเรื่องใบอนุญาตทั้ง 3ป. ได้แก่ ป.3 ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม. เป็นอย่างอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางดังกล่าวจะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เพิ่งสั่งไปเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้วมันจะไปเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร”

เมื่อถามถึงรายละเอียด ร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องควบคุมและบทลงโทษ บทลงโทษที่มีความรุนแรงและเด็ดขาดเพิ่มมากขึ้น”

“ช่วงนี้ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะตั้งด่านตรวจค้น เน้นที่อาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก เมื่อคืนก็พบหลายราย ประกันไม่ได้ ในชั้นสอบสวนตำรวจจะคัดค้านการประกันตัว ไม่คุ้ม ต้องเข้าไปนอนในห้องขังในช่วงฝากขัง เพราะฉะนั้น อย่าพกพาอาวุธปืนออกจากบ้าน อย่าไปเชื่อใครพูดว่า พกเอาไว้เพื่อป้องกันตัว ส่วนใหญ่คนพกอาวุธปืน ปืนเหล่านี้จะทำร้ายตัวเองทั้งนั้น เพราะมันเป็นของร้อน” นายอนุทิน เสริม

ถามต่อว่าร่างกฎหมายใหม่จะครอบคลุมอาวุธใดบ้าง นายอนุทิน ตอบว่า “ครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

เมื่อถามถึงการควบคุมการซื้อขายปืนผ่านช่องทางออนไลน์ นายอนุทิน ตอบว่า “ในเมื่อใบอนุญาตไม่มี อย่ามาบอกว่าควบคุมยากหรือง่าย มีไม่ได้ ถ้ามีผิดกฎหมาย กฎหมายรุนแรง คุกอย่างเดียว ก็จะต้องหารือฝ่ายรัฐบาลให้ออกกฎหมายนี้ การออกกฎหมายนี้ก็จะเดินทางไปหารือกับอัยการ ศาล เพื่อขอให้ท่านได้ความร่วมมือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ขอให้ร่วมพิจารณาอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และคัดค้านการประกันตัวในขั้นตอนที่เหมาะสม”

ถามต่อว่า นักการเมืองที่มีปืนสะสมหลายกระบอก นายกฯ จะจัดการอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าเป็นปืนที่มีใบอนุญาต จดทะเบียนอยู่แล้ว ต้องเก็บไว้กับบ้านอย่างเดียว พกพาไม่ได้”

“ถ้าเป็นปืนเถื่อน กำลังให้ไปศึกษาวิธีการออกกฎหมายให้เอามาคืนหลวง ภายในระยะเวลากี่วันก็แล้วแต่ ปืนเถื่อนมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว หรือปืนที่โอนไม่ได้ เช่น มรดกตกทอดให้ผู้รับที่ไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้ ก็ให้เอามาคืน และจะมีบทเว้นโทษในระยะเวลาที่กำหนด” นายอนุทิน ตอบ

ผู้สื่อข่าวบอกว่า เรียกนิรโทษกรรมปืนเถื่อน ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่รู้ใช้คำว่านิรโทษได้หรือเปล่า แต่เป็นบทยกเว้นว่าถ้ามาคืนในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ไม่มีโทษอะไร”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า นายกฯ จะห้ามปืนที่ถูกกฎหมายนำออกจากบ้าน นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องห้ามได้สิ…ถ้าคุณไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ คุณไม่มีใบพก คุณเอาออกจากบ้านก็ผิดกฎหมาย คุณทำผิดกฎหมายตั้งแต่คุณคิดจะเอาปืนออกจากบ้านแล้ว เพราะฉะนั้นจะบอกว่าห้าม 100% ไม่ได้ ไม่ใช่ นี่ห้าม 100% แล้ว แต่ถ้าทำก็ผิดกฎหมาย ติดคุก”

สั่งค้นปืนทำเนียบ ชี้ไม่ใช่ จนท.ตรวจพบมีความผิด

เมื่อถามถึงกรณีนักกีฬาซ้อมยิงปืน นายอนุทิน ตอบว่า “ปืนไม่มีผ่อน ต้องมีการตรวจสอบจำนวนกระสุนซ้อม จำนวนปืนที่ใช้ในสโมสรนั้น ในสนามยิงปืนนั้น สนามนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่เก็บ พูดง่ายๆ จะไปยิงปืน ก็ฝากไว้ที่สนาม ต้องไปลงทะเบียน ไปซื้อกระสุนที่ซ้อม ต้องมีการระบุจำนวนให้มันชนกันให้ถูกต้อง เมื่อซ้อมเสร็จก็เก็บไว้ที่นั่น เอากลับบ้านไม่ได้ จะอ้างอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ตอนนี้ก็อ้างกันทั่วไปหมด บอกเพิ่งไปซ้อมมาทั้งนั้น วันนี้คือไม่มีเหตุผล ชาวบ้านมีปืนไม่ได้ ประเทศอื่นก็ทำมาหมดแล้ว มีอาวุธปืนกฎหมายรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตเลยด้วยซ้ำ”

ถามต่อว่า บางคนครอบครองถูกต้อง แต่ต่อมามีพฤติกรรมข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรง นายกฯ จะเรียกกลับคืนหรืออย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ใบพก (ป.12) ไม่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ครอบครองและมีพฤติกรรมน่าสงสัย คนในบ้าน ครอบครัว สมาชิกและคนใกล้ชิดก็ต้องสังเกต การเอาออกจากบ้านมันผิดกฎหมาย…คนต้องรู้กฎหมาย ไม่ใช่บอกไม่รู้ก็เลยพกออกมา โมโหเลยทำร้ายคนอื่น ไม่ใช่ อย่างไรก็ผิด ไม่มีข้อยกเว้น”

ถามย้ำว่า ต้องให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศให้ชัดเจนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “แก้กฎหมายเลย ประกาศตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ห้ามพกพาออกจากบ้าน ที่พกออกไปผิดทั้งนั้น เดี๋ยววันไหนจะค้นทำเนียบดูว่าจะมีหรือเปล่า ถามต่อว่า สั่งค้นหรือยัง นายอนุทิน ตอบว่า “กำลังจะสั่ง พวกใกล้ชิด พวกติดตามที่พกปืน ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกำลังปฏิบัติหน้าที่ ก็ตัวใครตัวมัน”

ชี้ยิงโจรเข้าบ้านก็ผิด “ปืนมีไว้โชว์”

ผู้สื่อข่าวบอกว่า ทุกครั้งที่ออกมาตรการใหม่ เวลาผ่านไปก็หละหลวม ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องไม่ให้หลวม เรามีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง พอเรื่องนี้เป็นกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานแต่ละฝ่ายก็ต้องมีหน้าที่กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด”

เมื่อถามว่า นำปืนมาป้องกันตัวในบ้านได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ป้องกันตัวในบ้านก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้าน คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีใกล้ตัวก็คิดว่าตัวเองมีกำลังเหนือคนอื่น ถ้ามีเหตุกดดันหรือบันดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องเดือดร้อน และทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย”

“ผมทำให้ถูกใจคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย โดยเฉพาะคนเคราะห์ร้ายกลายเป็นคนบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นเด็กด้วย เราก็ต้องเลือกว่าจะอย่างไร” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าแล้วจะมีปืนไว้ทำอะไร นายอนุทิน ตอบว่า “เอาไว้เป็นของโชว์ เอากระสุนทิ้งไป เอาแม็กกาซีนแยกออกมา แล้วเอาไปใส่กล่องครอบ”

ถามต่อว่า นายกฯ มี (ปืน) หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ส่วนตัวผมไม่มี เคยมีและหายไปไหนไม่รู้ ก็ไปแจ้งความแค่นั้นเอง ไม่มีสักกระบอก”

ถามอีกว่า ภรรยาของนายกฯ มีปืนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่รู้”

ผู้สื่อข่าวบอกว่า ในบัญชีทรัพย์สินพบว่าภรรยาครอบครองปืนด้วย ทำให้นายอนุทิน บอกว่า “เหรอ…ก็ห้ามเอา (ปืน) ออกไปไหนแล้ว”

ถามต่อว่าต้องระวังอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “คงต้องระวังตัวผมเอง”

สั่งสำนักนายกฯ-ยธ.-ศธ.เร่งเยียวยาเหยื่อกราดยิง

เมื่อถามถึงการเสนอมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา หลังจากเหตุการณ์เยาวชนพกปืนไปยิงในโรงเรียน ที่ประชุม ครม. มีการเสนออะไร นายอนุทิน ตอบว่า “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงในที่ประชุม และให้ออกมาตรการ”

ถามต่อว่า นายกฯ มีความเห็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ผมให้ความเห็นในส่วนกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ผมกำกับดูแล”

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าว นายอนุทิน ตอบว่า “เขาก็ดำเนินคดี แต่ตอนนี้ก็ต้องไปดู คนที่เกี่ยวข้องก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย ปืนเป็นของคุณปู่คุณย่า คุณปู่คุณย่าโดนตั้งแต่ที่บ้านเลย ผู้ก่อเหตุก็มาทำร้ายตัวเองตอนท้าย”

“ตอนนี้เน้นเรื่องการให้ความช่วยเหลือ ใน ครม. เน้นย้ำให้กระทรวงต้องช่วยเหลือ มีสำนักนายกฯ เรื่องเงินเยียวยา กระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงศึกษาธิการก็มีกองทุน กระทรวงสาธารณสุขก็ให้ดูสภาพจิตใจ” นายอนุทิน กล่าว

ยังไม่คิดเปลี่ยนตัว เลขาฯ สมช.

เมื่อถามถึงประเด็นการเปลี่ยนตัวนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ได้คิด”

จากนั้นผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า กระแสข่าวมองว่าจะเปลี่ยนตัวจาก เลขาธิการ สมช. เป็นตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทิน ยังคงตอบว่า “ยังไม่ได้คิด”

ผู้สื่อข่าวพูดว่า ประเด็นดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับโผโยกย้ายทหารที่อาจจะไม่ลงตัว ทำให้ นายอนุทิน กล่าวว่า “เรื่องโผทหาร ผมยิ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรเลย เพราะมันอยู่ในสภากลาโหม”

ควง ‘เศรษฐา’ ดูมวย ‘ราชดำเนิน’ ปัดหารือการเมือง

เมื่อถามถึงการเสียชีวิตของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่านายกฯ ทราบหรือยัง นายอนุทิน ตอบว่า “ทราบแล้ว ก็เสียใจ ท่านเคยทำงานอยู่กับผม ท่านเป็น รมช.มหาดไทย ตอนนายกฯ เศรษฐา ก็เสียดายท่าน”

ถามต่อว่า นายกฯ ไปดูมวยที่เวทีราชดำเนินกับนายเศรษฐา ทวีสิน จนถูกมองว่าเป็นการพูดคุยทางการเมือง นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มี ก็ไปดู เปิดหูเปิดตาธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนจากการพนันอย่างเดียวเป็น Soft Power ท่องเที่ยว และโชว์ศิลปะไทย”

“เข้าไปก็ดี ไม่ได้รู้สึกอึดอัด อันตรายเหมือนเมื่อก่อน นักท่องเที่ยวเต็มหมดทุกรอบ อย่างน้อยก็เห็นการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ และเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น ผู้จัดเขาก็เสนอว่าถ้าเขาสามารถกระจายไปจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ถ้าทำได้ก็ดี แต่ต้องให้การท่องเที่ยว การกีฬา ส่งเสริมสนับสนุนด้วย” นายอนุทิน เสริม

ผู้สื่อข่าวบอกว่า คนมองว่าการเจอกันครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปฏิญญา ‘โมนาโก’ ทำให้นายอนุทิน ถามกลับว่า “ปฏิญญาอะไร”

ผู้สื่อข่าวจึงพูดซ้ำอีกครั้ง จากนั้นนายอนุทิน ตอบว่า “ผมมีแต่ปฏิญญา ‘มอคโคนา’ แก้ง่วงบ่ายๆ…ท่านเศรษฐาไปยุ่งอะไรกับการเมืองเดี๋ยวนี้ วันนั้นวันเสาร์ ผมไปงานศพพ่อตาท่าน ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย ไม่มีการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น”

ถามต่อว่า มีชวนไปไหนกันอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่าผมกับเศรษฐา ไม่ได้มารู้จักกันตอนทำงานเป็นลูกน้องใน ครม. ผมรู้จักตั้งแต่เรียนเมืองนอกด้วยกันแล้ว ก็ไปมาหาสู่ติดต่อกันโดยตลอด ตอนผมอยู่ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับท่าน”

สั่ง ปค.ตรวจยอดขายร้านปืน-ยอดไม่ตรงส่งสรรพากรสอบต่อ

ด้าน ดร.รัชดา  ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า นายกฯ สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืน เพื่อจัดการการครอบครองปืนผิดกฎหมายและปืนเถื่อน โดยให้ดำเนินการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เป็นการบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน เพื่ออุดช่องโหว่ของมาตรการควบคุมไม่ให้อาวุธปืนตกไปอยู่ในมือผู้ที่ไม่ควรครอบครอง รายละเอียด ดังนี้

มาตรการระยะเร่งด่วน

1. ระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ จนกว่าจะมีมติ ครม. เป็นอย่างอื่น

2. ระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (ป.3) จนกว่าจะมีมติ ครม. เป็นอย่างอื่น

3. ตรวจสอบใบ ป.3 ทั่วประเทศ ให้นายทะเบียนตรวจสอบจำนวนใบ ป.3 ที่ค้างและยังไม่มีการซื้อขาย พร้อมรายงานกระทรวงมหาดไทยภายใน 30 วัน

4. เร่งจัดระเบียบใบ ป.4 ให้ผู้ได้รับใบ ป.3 และซื้อปืนแล้ว ดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้ (ป.4) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ ครม. มีมติ มิฉะนั้นจะถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

5. ตรวจสอบผู้ค้าปืนทั่วประเทศ ให้กรมการปกครองตรวจสอบยอดจำหน่ายให้สอดคล้องกับใบ ป.3 หากพบไม่ตรงกันให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมให้กรมสรรพากรตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษี

6. ตรวจสอบเครื่องกระสุนของสนามยิงปืน ให้กรมการปกครองร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานด้านการกีฬาตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษี 7. เร่งปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย ให้ฝ่ายปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งดำเนินการ หากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินคดีอย่างเข้มงวด และเสนอขอให้ศาลลงโทษขั้นรุนแรง

มาตรการระยะยาว

1. เร่งปรับปรุงกฎหมายอาวุธปืนให้ทันสมัย ให้กระทรวงมหาดไทยเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการอนุญาตและซื้อขายทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร เพิ่มการจัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน ควบคุมการค้าและความรับผิดชอบของผู้ค้าปืน รวมถึงเพิ่มโทษผู้กระทำผิด โดยเสนอร่างกฎหมายภายใน 60 วัน

2. กำหนดให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปี

3. เพิ่มความเข้มงวดการควบคุมเครื่องกระสุน ให้ผู้ค้าปืนและสนามยิงปืนตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

เยียวยาเหยื่อกราดยิงรายละ 1 ล้าน

ดร.รัชดา  ยังกล่าวถึงมาตรการเยียวยา จากกรณีเหตุกราดยิงบริเวณโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ว่า ผู้ประสบสาธารณภัยจะได้รับการเยียวยาจาก (1) กองทุนผู้ประสบสาธารณภัย (2) กระทรวงยุติธรรม และ (3) กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี  ได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือเยียวยากรณีดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นเป็นการเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 1 ล้านบาท รวม 6 ราย

ดร.รัชดา  ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำกระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ช่วยประสานงานเรื่องการรับเงินเยียวยากับครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อไป

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา  ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

แก้งบ ขรก.บาน“ฟรีซกำลังคน-ยุบตำแหน่ง-สายงานไม่จำเป็น”

ดร.รัชดา  ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ  งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ  ดังนั้นการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอในกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้

1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 

2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575

3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็น ต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา  5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  “การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน” ดร.รัชดา  กล่าว

สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่าน เร่งใช้ MFA แก้ข้อมูลรั่วไหล

ดร.รัชดา  กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID)   หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย  ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ  เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล

คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ทั้งนี้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ให้ สกมช. มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มากไปกว่านั้น ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 3 มาตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้

1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก

2. System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (แบ็ก เอนด์) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ 

3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA) ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม

จัด ครม.สัญจร “สงขลา”  31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้

ดร.รัชดา  ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านที่ตั้งคำถาม ถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือและป้องกันอุทกภัยพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงิน 843 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้ว

ดร.รัชดา  กล่าวต่อว่า จากรายงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ พบว่าขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่ง กษ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้  ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัย และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับการประชุม ครม. สัญจร ณ จังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรีมีกำหนดลงพื้นที่ตรวจราชการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยจะให้ความสำคัญกับการติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัย ตลอดจนประเด็นด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้

เพิ่มวงเงิน-ขยายเวลาสร้างอาคารผู้ป่วยใน รพ.รามัน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข  รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ งบประมาณทั้งสิ้น 46.46 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 37.17 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ จากฐานรากชนิดเสาเข็มเจาะ เป็นฐานรากชนิดแผ่ ตามผลการทดสอบการเจาะสำรวจชั้นดิน ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้จัดทำราคากลางงานก่อสร้างอาคารเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฐานรากดังกล่าว โดยได้สืบราคาวัสดุก่อสร้างจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งกำหนดราคากลางเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และต่อมาจังหวัดยะลาได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมีผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นเงินทั้งสิ้น 48.85 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท และต่ำกว่าราคากลาง จำนวน 1.15 ล้านบาท โดยวงเงินที่เกินกว่าเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท โรงพยาบาลรามันจะใช้เงินบำรุงสมทบต่อไป

สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้ สป.สธ. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ในวงเงิน 48.85 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท ที่ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายแล้ว และเบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (เงินบำรุงโรงพยาบาลรามัน) จำนวน 2.39 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ จำนวน 37.17 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ สป.สธ. ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2570 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป

เพิ่มวงเงิน-ขยายเวลาสร้างอาคาร คสล.4 ชั้น รพ.ศรีสังวรสุโขทัย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 รายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาล ศรีสังวรสุโขทัยฯ งบประมาณทั้งสิ้น 60.5 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณ ปี 2569 – 2570 และได้ดำเนินการกำหนดราคากลางท้องถิ่นรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e – bidding) ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดได้ดำเนินการกำหนดราคากลางงานสิ่งก่อสร้างอาคารดังกล่าว เป็นเงิน 69.06 ล้านบาท

สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว เห็นชอบความเหมาะสมของราคารายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 68.63 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9.08 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จำนวน 59.55 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ จึงขอให้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ถูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเมื่อได้รับผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้วหากไม่เกินวงเงินที่ สงป. ให้ความเห็นชอบ ให้แจ้ง สงป. ทราบและดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป

 ทั้งนี้ ขอให้ สป.สธ. ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และต่อรองราคาจนถึงที่สุดด้วย

จัดงบ 32 ล้าน หนุน ‘WHO IR’ เสริมความมั่นคงสุขภาพโลก

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการระดมทุน WHO Investment Round (WHO IR) ขององค์การอนามัยโลก จำนวนรวม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32.24 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570–2571 พร้อมอนุมัติหลักการให้กระทรวงสาธารณสุขส่งข้าราชการไปปฏิบัติงานชั่วคราวกับองค์การอนามัยโลก จำนวน 5 คนต่อปี เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย สร้างเครือข่ายด้านสุขภาพโลก และนำองค์ความรู้กลับมายกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เงินสนับสนุน WHO IR จะแบ่งจ่ายปีละ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16.12 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 และ 2571 โดยกำหนดเป้าหมายให้ร้อยละ 50 ของเงินสนับสนุนจากไทยได้รับการจัดสรรกลับมายังสำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของประเทศไทยโดยตรง ซึ่ง WHO Investment Round เป็นกลไกระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนงานทั่วไปขององค์การอนามัยโลก ฉบับที่ 14 หรือ GPW14 ในช่วงปี 2568–2571 ครอบคลุมภารกิจด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยองค์การอนามัยโลกมีเป้าหมายระดมทุนผ่านกลไกดังกล่าวประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากการสนับสนุนทางการเงินแล้ว คณะรัฐมนตรียังอนุมัติหลักการให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 5 คนต่อปี ไปปฏิบัติงานชั่วคราว หรือ Secondment ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก สำนักงานองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิกในภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป โดยอยู่ในระดับเทียบเท่าตำแหน่ง P4 หรือ P5 ตามโครงสร้างขององค์การสหประชาชาติ

สาขาที่องค์การอนามัยโลกมีความต้องการบุคลากรเพิ่มเติม ได้แก่ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยาที่จำเป็น การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ สุขภาพดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และการเงินการคลังด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบสุขภาพของไทยในระยะยาว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การส่งบุคลากรไปปฏิบัติงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนองค์การอนามัยโลก แต่เป็นการลงทุนพัฒนาคนของประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะต้องคัดเลือกบุคลากรอย่างเหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำหนดแนวทางถ่ายทอดองค์ความรู้และตัวชี้วัดความสำเร็จหลังสิ้นสุดภารกิจ เพื่อให้องค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายที่ได้รับกลับมาเกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งข้าราชการ 5 คนไปปฏิบัติงาน คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 22.51 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมค่าตอบแทน ค่าขนย้าย ค่าเช่าที่พัก และค่าเดินทาง โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงสาธารณสุข และต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

“การสนับสนุนครั้งนี้ช่วยรักษาบทบาทของไทยในเวทีสาธารณสุขระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลกำหนดให้การใช้จ่ายต้องเกิดประโยชน์กลับมาสู่ประเทศไทย ทั้งในรูปของงบประมาณที่สนับสนุนงาน WHO ในไทย และองค์ความรู้จากบุคลากรไทยที่ไปปฏิบัติงานต่างประเทศ เป้าหมายคือให้ความร่วมมือระดับโลกเชื่อมกลับมาสู่การยกระดับระบบสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างแท้จริง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว ทั้งนี้ การสนับสนุน WHO IR เป็นเงินบริจาคโดยสมัครใจของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก แยกต่างหากจากเงินค่าบำรุงสมาชิกประจำปี และไม่ถือเป็นการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศฉบับใหม่

ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือเหตุในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

สำหรับมาตรการที่มีผลทันที กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ให้สถานศึกษาดำเนินการทันที โดยกำหนดให้เป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” พร้อมจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา จัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และบูรณาการการทำงานกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หัวใจสำคัญคือการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการตรวจค้นและคัดกรองอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย และสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการจัดระบบดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการเร่งดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT ของกรมสุขภาพจิต พร้อมเตรียม “ห้องพักใจ (Safe Room)” เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมครูและผู้ปกครองให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสมก่อนกลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ

ส่วนการวางระบบระยะยาว ศธ. อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อวางระบบการดูแลนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามและประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ในระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้การเยียวยาไม่จบลงเพียงหลังเหตุการณ์ แต่ดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อม และดูแลเด็กทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กทุกคน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–9 กันยายน 2569 เพื่อวางกฎหมายแม่บทและระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว

ขยาย ‘นมโรงเรียน’ ถึง ม.3 เพิ่มสิทธิเด็ก 5.8 แสนราย แก้ปมล้นตลาด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน สำหรับนักเรียนระดับชั้น ม.1-ม.3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ พร้อมอนุมัติให้รวมกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ ประกอบด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำหรับการดำเนินงานในปีการศึกษา 2570

การขยายโครงการมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 582,947 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมในช่วงวัยที่กำลังเติบโต โดยเดิมโครงการนมโรงเรียนครอบคลุมเด็กตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึง ป.6 ขณะที่นักเรียน ม.1-ม.3 ยังไม่ได้รับการจัดสรรนมจากโครงการ

ขณะเดียวกัน การเพิ่มกลุ่มเป้าหมายยังช่วย เพิ่มการรับซื้อน้ำนมดิบเข้าสู่ระบบการผลิต ลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรโคนม รวมถึงช่วยให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมีตลาดรองรับมากขึ้น

สำหรับการดำเนินโครงการในปีการศึกษา 2569 เนื่องจากภาคเรียนที่ 1 ได้เริ่มไปแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนเริ่มจัดส่งนมให้เด็กกลุ่มใหม่ใน เดือนพฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับจำนวนวันที่จัดส่งนมให้สอดคล้องกับระยะเวลาการเรียนการสอนที่เหลืออยู่ จากเดิม 260 วัน เหลือประมาณ 145 วัน พร้อมปรับกรอบงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนวันที่ดำเนินโครงการ ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การขยายโครงการครั้งนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาได้เข้าถึงโภชนาการที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างตลาดรองรับน้ำนมดิบในประเทศ ลดความเสี่ยงปัญหาผลผลิตล้นตลาด และช่วยสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องให้เกษตรกรโคนม จึงเป็นมาตรการที่ได้ประโยชน์ทั้ง เด็ก ครอบครัว เกษตรกร และอุตสาหกรรมนม ไปพร้อมกัน

ขานรับ UN ประกาศปี’69 เป็น “ปีอาสาสมัครไทย”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบกำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสมตลอดปี 2569 พร้อมเห็นชอบให้นำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปฏิบัติ

การประกาศปีอาสาสมัครไทยครั้งนี้ สอดรับกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดให้ปี 2569 เป็น “ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (International Year of Volunteers for Sustainable Development 2026: IVY 2026) เพื่อส่งเสริมบทบาทของอาสาสมัครในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยประเทศไทยมีการดำเนินงานด้านอาสาสมัครมาอย่างต่อเนื่อง และได้ร่วมขับเคลื่อนวาระดังกล่าวกับประชาคมระหว่างประเทศมาโดยตลอด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของปีอาสาสมัครไทย คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมอาสาสมัครของหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ การร่วมกิจกรรมในโอกาสวันอาสาสมัครไทยและวันอาสาสมัครสากล รวมถึงการทำงานอาสาสมัครในรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่และความถนัดของประชาชน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนา “ระบบสนับสนุนคนทำงานอาสา” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ ครม. เห็นชอบครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับงานอาสาสมัครด้านนโยบายและกฎหมาย สนับสนุนการทำงานของอาสาสมัคร รวมถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพในการปฏิบัติงาน และส่งเสริมความร่วมมือด้านงานอาสาสมัครกับต่างประเทศ

2. พัฒนาระบบบริหารจัดการงานอาสาสมัคร ให้มีระบบและกลไกที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการจัดตั้งสถาบันจัดการและอบรมอาสาสมัคร ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครระดับจังหวัดและท้องถิ่น การสนับสนุนการปฏิบัติงานและการจัดสวัสดิการ ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาสาสมัคร เพื่อให้การประสานงานและติดตามการทำงานมีประสิทธิภาพ

3. สร้างความรู้และขวัญกำลังใจแก่คนทำงานอาสา ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของอาสาสมัครต่อการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมในโอกาสสำคัญ และสร้างขวัญกำลังใจ ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติงานอาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ

“การประกาศปีอาสาสมัครไทยจะช่วยให้พลังของประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจะพัฒนาระบบสนับสนุนให้คนที่ต้องการทำงานอาสาสมัครสามารถเข้าถึงข้อมูล การประสานงาน และกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การทำงานอาสาสมัครเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ มอบหมายให้ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอาสาสมัคร ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) เป็นกลไกขับเคลื่อนวาระปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยมี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานงานของประเทศไทย ส่วนการจัดกิจกรรมในปี 2569 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม และสามารถประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและภาคเอกชนเพื่อร่วมดำเนินกิจกรรมได้

ยกเว้นภาษีเงินได้ จนท.ใน “ศูนย์อาเซียนด้านผู้สูงอายุ”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสังคมผู้สูงอายุในภูมิภาค

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้เงินเดือน หรือค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนฯ ได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือจากรัฐบาลประเทศของตน เนื่องจากการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้าน ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยครอบคลุมเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลไทยกับศูนย์อาเซียนฯ ซึ่งจะช่วยให้การให้เอกสิทธิ์แก่สำนักงานและบุคลากรของศูนย์เป็นไปครบถ้วนตามกรอบที่ตกลงกัน และทำให้ศูนย์สามารถดำเนินงานในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม จัดตั้งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า และสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศด้านผู้สูงอายุ โดยการที่ศูนย์ตั้งอยู่ในประเทศไทยยังเปิดโอกาสให้ไทยเป็นฐานสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของภูมิภาค

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการยกเว้นภาษีดังกล่าว จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณปีละ 1.7 ล้านบาท แต่จะแลกกับประโยชน์ด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนในระยะยาว

“รัฐบาลมองว่าการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นโจทย์ร่วมของทั้งภูมิภาค การสนับสนุนให้ศูนย์อาเซียนฯ สามารถดำเนินงานจากประเทศไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะช่วยให้ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานโยบายเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักยภาพ” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ เมื่อร่างกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการแจ้งกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแจ้งศูนย์อาเซียนฯ และดำเนินการตามความตกลงประเทศเจ้าบ้านให้มีผลสมบูรณ์ต่อไป

เห็นชอบแผนยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ. 2026–2029 เพื่อเป็นกรอบขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระยะ 4 ปี พร้อมเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมอีก 2 ฉบับ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์สำคัญจากการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่เป็นการสานต่อความร่วมมือภายหลังแผนฉบับ ค.ศ. 2022–2025 สิ้นสุดลง โดยครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า ความร่วมมือรายสาขา ความเชื่อมโยงระดับประชาชน ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค

ในด้านการเมืองและความมั่นคง จะครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงรูปแบบใหม่ ธรรมาภิบาล และเทคโนโลยีสำคัญ ขณะที่ความร่วมมือรายสาขาจะขยายไปสู่เกษตร การศึกษา การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความเท่าเทียมทางเพศ และสวัสดิการสังคม

สำหรับร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยและออสเตรเลียจะยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกที่สงบสุขและมั่นคง พร้อมกระชับความร่วมมือในการรับมือภัยอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศและความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน

ส่วนร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จะมุ่งส่งเสริมการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย และเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียร่วมประกาศและ/หรือลงนามในแถลงการณ์ร่วมทั้ง 2 ฉบับ ระหว่างการเยือนดังกล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวด้วยว่า เอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของไทยและออสเตรเลียในการยกระดับความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ร่วมพิจารณาแล้วว่าเนื้อหาสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศ และสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เห็นชอบปฏิญญาไทย–นิวซีแลนด์ ดันปริมาณการค้า 3 เท่าในปี’88

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ เพื่อกำหนดทิศทางและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปฏิญญาร่วมดังกล่าวจะเป็นกรอบสำคัญต่อยอดจากแผนปฏิบัติการร่วมของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมีกำหนดลงนามในช่วงการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569

สาระสำคัญของความร่วมมือแบ่งเป็น 4 เสาหลัก โดยด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมการหารือระดับสูงและความร่วมมือด้านกลาโหม รวมถึงร่วมรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ ตลอดจนปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติดผ่านกลไกทั้งทวิภาคีและพหุภาคี

ด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม จะผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความร่วมมือด้านเกษตร การฝึกอบรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 3 เท่าภายในปี 2588 หรือ ค.ศ. 2045 พร้อมยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย–นิวซีแลนด์ และสานต่อความร่วมมือในกรอบ APEC, WTO, RCEP และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์

ด้านวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาทักษะและทุนการศึกษา รวมถึงสนับสนุนการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศ และแสวงหาแนวทางอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง นักเรียน นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ

สำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ทั้งสองฝ่ายจะขยายความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคแปซิฟิก ร่วมส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านตามกฎหมาย ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ยังยืนยันสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ของประเทศไทย

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้หารือร่างปฏิญญาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 38 หน่วยงาน ซึ่งไม่มีข้อขัดข้อง และเห็นว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทย สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาร่วมไม่มีถ้อยคำที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ โดยคณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ด้วย

ตั้ง 2 ปลัดกระทรวง ‘ปิยพงษ์’ คุมคมนาคม ‘โชคชัย’ คุม พม.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติ/เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้อราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ประเภทบริหารระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างจากการเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

4. เรื่อง การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จำนวน 7 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. พลตำรวจเอก มนู เมฆหมอก   (ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)

2. นายอภิรัต ศิรินาวิน   (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

3. รองศาสตราจารย์จิรพล สังข์โพธิ์ (ด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์)

4. ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ (ด้านกฎหมาย)

5. นายประสงค์ พูนธเนศ   (ด้านการเงิน)

6. นายภูวเดช สุระโคตร   (ด้านสาธารณสุข)

7. ศาสตราจารย์กิติ์สุชาต พสุภา  (ด้านปัญญาประดิษฐ์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อบุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง จำนวน 1 คน ได้แก่ พลโท สุเมธ พรหมตรุษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพิ่มเติม