สรส.บุกคลัง จี้เสนอ ครม.ขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 10%

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 13.20 น. นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมด้วยตัวแทนจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 52 แห่ง ยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)  (นายณัฐวุฒ ไพศาลวัฒนา รองผู้อำนวยการ สคร.รับเรื่อง) โดยขอให้เร่งรัดเสนอความเห็นเรื่องการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% และข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กระทรวงการคลัง

สรส.พร้อมสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 52 บุกคลัง จี้สำนักรัฐฯ เร่งเสนอ ครม.ปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 10% ค้านย้ายท่าเรือคลองเตย – เร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกกิจที่ประสบปัญหาขาดทุน

นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเชิงโครงสร้าง ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศระดับค่อนข้างต่ำ ค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพ ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ คุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ใช้แรงงาน รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐวิสาหกิจยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การพัฒนาและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จึงควรมุ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล ควบคู่กับการรักษาภารกิจบริการสาธารณะ สิทธิและคุณภาพชีวิตของพนักงาน และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นายมานพ  กล่าวว่า วันนี้สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้เสนอข้อเรียกร้องและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานรัฐวิสาหกิจ และผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาและร่วมผลักดันประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ขอให้ สคร. เร่งให้ความเห็นและเสนอเรื่องต่อกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% เป็นการเร่งด่วน ทั้งนี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้เสนอเรื่องการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ซึ่งมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมเป็นกรรมการ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจได้ไม่เกิน 10% ของเงินเดือนที่ได้รับอยู่ ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นการปรับปรุงขอบเขตสภาพการจ้างตาม มาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 และต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด

ปรากฏว่า ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยได้มีการขอความเห็นจากกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนั้น สรส. จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เร่งพิจารณาและจัดทำความเห็นต่อข้อเสนอการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่เกิน 10% พร้อมเสนอความเห็นต่อกระทรวงการคลังโดยเร็ว เพื่อให้กระทรวงการคลังดำเนินการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นการเร่งด่วน และให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากการปรับเงินเดือนดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้และคุณภาพชีวิตของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริง และกำลังซื้อของพนักงานลดลง ขณะที่พนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นกำลังสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะ และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การปรับเงินเดือนจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะในมิติของต้นทุนบุคลากรเท่านั้น แต่ควรพิจารณามิติของการมีรายได้ที่สอดรับกับค่าครองชีพ ภาวะเงินเฟ้อ การสร้างขวัญและกำลังใจ การรักษาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็น ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างกำลังซื้อของครัวเรือน และสนับสนุนการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ดังนั้น เพื่อมิให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเกิดความล่าช้า สรส. จึงขอให้ สคร. เร่งดำเนินการในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ โดยเร่งจัดทำความเห็น และข้อเสนอที่ชัดเจนเสนอต่อกระทรวงการคลังโดยเร็วที่สุด เพื่อให้กระทรวงการคลัง สามารถนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่เกิน 10% ภายในระยะเวลา 2 ปี เป็นการเร่งด่วน อันจะนำไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความเป็นธรรมแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจต่อไป

2. ขอให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของประชาชน กรณีท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ซึ่งยังมีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อระบบขนส่งสินค้า การค้า และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สรส. เห็นว่า ไม่ควรมีการย้าย หรือ ลดบทบาทของท่าเรือกรุงเทพเพียง เพื่อรองรับนโยบายหรือความต้องการของฝ่ายการเมือง การพัฒนาพื้นที่ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับศักยภาพของท่าเรือเดิมเป็นลำดับแรก โดยพิจารณาถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ระบบโลจิสติกส์ ผลกระทบต่อพนักงาน ผู้ประกอบการ ชุมชน และประโยชน์สาธารณะ รวมทั้ง ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ควรให้การตัดสินใจทางการเมืองอยู่เหนือหลักวิชาการ ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ และประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

รวมทั้งเร่งศึกษาแผนปรับโครงสร้างหรือฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ เป้าหมาย ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาด โรงพิมพ์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงงานไพ่ องค์การสุรา บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด  บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) โดยมีแนวทางตั้งแต่ปรับโครงสร้างและการบริหาร ไปจนถึงการควบรวม และการพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ กรณีที่ สคร. อยู่ระหว่างดำเนินการตามแนวทางฟื้นฟู ทบทวนบทบาท และเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง ทั้งด้านประสิทธิภาพการบริหาร ฐานะทางการเงิน ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวควรมุ่งไปที่ต้นเหตุของปัญหา โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการ การทุจริตคอร์รัปชัน การแทรกแซงทางการเมือง และการกำหนดนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจ มากกว่าการใช้แนวทางลดจำนวนพนักงาน ลดสิทธิประโยชน์ หรือการแปรรูปเป็นแนวทางหลัก ทั้งนี้ การฟื้นฟูและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต้องยึดประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน และประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

สรส. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล แต่การปฏิรูปไม่ควรมุ่งเพียงการลดต้นทุน ลดกำลังคน หรือการแปรรูป หากต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน การแทรกแซงทางการเมือง การบริหารที่ขาดประสิทธิภาพ และระบบตรวจสอบที่ไม่เข้มแข็ง โดย สรส. ขอเสนอแนวทางสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

1) ปฏิรูประบบธรรมาภิบาลและการบริหารให้เป็นมืออาชีพ การแต่งตั้งกรรมการ และผู้บริหารต้องยึดความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ มีระบบสรรหาและประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดระบบอุปถัมภ์และการแทรกแซงทางการเมือง

2) ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการลงทุน สัญญาสำคัญ และการใช้จ่ายงบประมาณให้สามารถตรวจสอบได้ มีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง หากมีการทุจริตต้องจัดการกับผู้ทุจริต ไม่ควรนำปัญหาการทุจริตมาเป็นเหตุผลในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

3) ยึดภารกิจบริการสาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลกำไรหรือเงินนำส่งรัฐ แต่ต้องพิจารณาคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความทั่วถึง ความต่อเนื่อง และความเป็นธรรมของบริการ รวมถึง “ผลตอบแทนทางสังคม และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ” จากภารกิจที่รัฐมอบหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ทั่วถึง และในราคาที่เหมาะสม

4) เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการพัฒนาคน เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมการปฏิรูปต้องไม่ใช้วิธี “การลดคน” เป็นเป้าหมายหลัก แต่ควรปรับปรุงกระบวนการทำงาน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ พัฒนาทักษะบุคลากร และเปิดโอกาสให้พนักงาน สหภาพแรงงาน ผู้ใช้บริการ และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและตรวจสอบการปฏิรูปองค์กร

5) รักษารัฐวิสาหกิจในฐานะทรัพย์สิน และกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ  การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่ควรใช้วิธีการแปรรูป หรือการถ่ายโอนทรัพย์สิน และบริการสาธารณะไปสู่ภาคเอกชนเป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะกิจการด้านความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และบริการที่จำเป็นต่อประชาชน และต้องป้องกันมิให้การปฏิรูปนำไปสู่การผูกขาดโดยทุนเอกชนรายใหญ่

สรส. สนับสนุนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มุ่งแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ภายใต้หลัก “ธรรมาภิบาล ปราบปรามการคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพ บริการประชาชน รักษาสมบัติของชาติ” ดังนั้น หากมีการทุจริต ต้องปราบปรามผู้ทุจริต หากการบริหารไม่มีประสิทธิภาพ ต้องปฏิรูประบบบริหาร หากมีการแทรกแซงต้องสร้างระบบธรรมาภิบาล และการตรวจสอบ และหากบุคลากรหรือระบบงานยังไม่พร้อม ต้องพัฒนาคน เทคโนโลยี และกระบวนการทำงาน ไม่ควรใช้ปัญหาเหล่านี้เป็นข้ออ้างในการลดคน ลดบทบาท หรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป้าหมายของการปฏิรูปต้องทำให้ “รัฐวิสาหกิจโปร่งใส ปราศจากการทุจริต บริหารอย่างมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน”

ในการนี้ สรส. จึงขอให้ผู้อำนวยการ สคร.เร่งรัดให้ความเห็น และเสนอเรื่องต่อผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% เป็นการเร่งด่วน และนำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของ สรส. ไปพิจารณาดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป ผลเป็นประการใด โปรดแจ้งให้ สรส. ทราบด้วย