ข้อเสนอเชิงนโยบาย: เตรียมสังคมและประเทศให้รับมือกับยุค AI และ Robot

อาทิตย์ กริชพิพรรธ

วันก่อน นั่งคุยกับ AI เพื่อหาทางออกดู ว่าสังคมต้องเตรียมรับมือกับ AI ที่กำลังเก่งขึ้นเรื่อยๆ ยังไง (โดยมองแบบกว้างๆ ใช้กับประเทศไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย) ได้ข้อสรุปมาน่าสนใจ เลยเอามาเขียนไว้ตรงนี้หน่อยครับ

ที่มาของข้อเสนอ

AI และ Robot อาจทำให้แรงงานมนุษย์จำนวนมากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำได้ งานบริการบางประเภท และงานที่ AI สามารถทำแทนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาในอนาคตอาจไม่ใช่เรื่อง “คนจะอดตาย” เพราะ AI และหุ่นยนต์เองก็จะช่วยให้ของจำเป็นหลายอย่างถูกลงมาก เช่น อาหาร เสื้อผ้า การศึกษา การรักษาพยาบาลบางประเภท การขนส่ง และการก่อสร้าง

ปัญหาที่น่ากังวลกว่าคือ คนจำนวนมากอาจมีรายได้ไม่พอ มีหนี้มากขึ้น ติดกับดักเงินกู้นอกระบบ ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเอง และค่อยๆ สูญเสียอำนาจต่อรอง ขณะที่ทรัพย์สินและรายได้จำนวนมากไหลไปอยู่กับเจ้าของทุน เจ้าของ AI สถาบันการเงิน และประเทศที่แข็งแรงกว่า จนเกิดความเหลื่อมล้ำที่สูงมากทั่วโลก กลายเป็นภาวะแบบ Distopia ซึ่งเราก็เห็นในหนังหลายเรื่อง เช่น Elysium, Ready Player One, Time out

ดังนั้น สิ่งที่เราควรคิดไม่ใช่เพียงว่า “จะสร้างงานขึ้นมาให้คนที่จะตกงานจาก AI และ Robot ได้อย่างไร”

แต่ควรถามด้วยว่า… ถ้าวันหนึ่งตลาดไม่ต้องการแรงงานของคนจำนวนมากเหมือนเดิม เราจะทำอย่างไรให้เขายังอยู่ได้ มีโอกาสกลับขึ้นมา มีศักดิ์ศรีและยังมีคุณค่าต่อสังคม

คำตอบอาจต้องมีทั้ง ระบบที่ช่วยประชาชนกลุ่มนี้ และระบบที่ทำให้ประเทศยังมีรายได้เพียงพอจะดูแลประชาชนเหล่านั้นได้

1. ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนมีรายได้ดีพอควร เพราะแทบเป็นไม่ได้ที่เราจะจ่ายไหว แต่ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนพอจะอยู่ได้ ดังนั้น แทนที่จะพยายามให้เงินทุกคนแบบ Universal Basic Income เราจึงควรเน้นให้คนสามารถเข้าถึง “ของที่จำเป็นขั้นต่ำ” ก่อน เช่น

  • อาหารที่เพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการ
  • ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและสามารถเข้าถึงการคมนาคมที่ไม่ลำบากเกินไป
  • การรักษาพยาบาลที่จำเป็น
  • เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มพื้นฐาน
  • การเข้าถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
  • การเดินทางขั้นพื้นฐาน
  • การศึกษาและการฝึกอบรมพัฒนาตนเองขั้นพื้นฐาน

การเข้าถึง ไม่จำเป็นต้องฟรี อาจจะให้ในราคาที่ถูกมากก็ได้ และของเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพสูงหรือมีตัวเลือกมาก อาหารอาจมีเพียงไม่กี่เมนู แต่กินแล้วไม่ขาดสารอาหาร บ้านหรือแฟลตอาจมีขนาดเล็กมาก อยู่ในทำเลธรรมดา แต่ก็สะอาด ปลอดภัย มีน้ำ ไฟ และอินเทอร์เน็ต

ถ้าใครต้องการอาหารที่ดีกว่า บ้านใหญ่กว่า ทำเลดีกว่า หรือบริการที่สะดวกกว่า ก็สามารถไปซื้อหาจากตลาดตามปกติ ซึ่งภาครัฐไม่จำเป็นต้องให้บริการเหล่านี้เอง สามารถจ้างเอกชนทำได้ หรือให้ e-coupon ไปใช้บริการได้ เช่น ให้ประมูลขายอาหารมื้อละ 20 บาท (กำหนดราคาราคาคงที่ แล้วไปแข่งกันด้านคุณภาพ) ให้คนที่มีสิทธิ์มากินได้ทุกวัน ให้เอกชนสร้างแฟลตในที่ดินรัฐด้วยต้นทุนไม่เกิน 300,000 บาทต่อหน่วย หน่วยละ 30 ตารางเมตร (รัฐบาลจ่าย) และให้เก็บค่าเช่าเพียง 2,000 บาทต่อเดือนเพื่อใช้สำหรับการซ่อมบำรุง ทั้งนี้ ก็เพื่อลดต้นทุนและไม่ทำให้ภาครัฐใหญ่ขึ้นไปอีก

แนวคิดนี้ช่วยลดต้นทุนของรัฐ และลดปัญหาการตรวจสอบว่าใคร “จนจริง” เพราะคนที่จนไม่จริงก็จะไม่ค่อยเข้ามาใช้บริการตรงนี้โดยธรรมชาติ

2. ความช่วยเหลือควรแลกกับการมีส่วนช่วยตัวเอง ครอบครัว และ สังคม ระบบที่ดีไม่ควรเป็นการให้แบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าคนยังมีแรง มีความสามารถ มีกำลัง ก็ควรมีส่วนช่วยทั้วตัวเอง ครอบครัว และสังคมเช่นกัน แต่การช่วยนั้น อาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น

  • การดูแลพ่อแม่ที่สูงอายุ
  • การดูแลให้ความอบอุ่นกับลูก
  • การดูแลสุขภาพตนเอง และคนใกล้ชิด
  • การมีน้ำใจ ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน
  • ช่วยสอนหนังสือ สอนทักษะแก่ผู้อื่น
  • เป็นโค้ชให้คนอื่น
  • ช่วยผู้สูงอายุหรือผู้พิการ
  • ทำงานอาสาสมัคร
  • ดูแลชุมชน
  • เรียนหรือฝึกทักษะเพื่อกลับไปทำงาน
  • ดำรงชีวิตในแบบที่ไม่สร้างปัญหาให้ตนเองและผู้อื่น (ใส่หมวกกันน็อก ไม่เมาแล้วขับ ไม่ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ ไม่หาเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้าน ฯลฯ)

แต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์เดียวกันสังคมไทย อินโดนีเซีย จีน อินเดีย บราซิล อเมริกา หรือยุโรป อาจให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่แตกต่างกัน แต่หลักที่สำคัญคือ คุณต้องช่วยให้ตัวเอง คนรอบข้าง และสังคมดีขึ้นเท่าที่คุณควรจะทำได้ แล้วสังคมก็จะช่วยให้คุณอยู่ได้ ตัวชี้วัดควรเป็นอะไรที่วัดได้ เถียงไม่ได้ เกมไม่ได้ เช่น ถ้าถูกจับได้ว่าเมาแล้วขับรถ มีการเป่าแอลกอฮอล์ที่ด่านตรวจ หรือผลตรวจเลือดตอนที่ได้รับอุบัติเหตุมา ก็มีการบันทึกในระบบไว้เลย

และถ้าเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ แทนที่จะรักษาพยาบาลให้ฟรี ก็ต้องจ่าย 3,000 บาทเป็นค่ารักษารอบนั้นด้วย (ถ้าค่ารักษาจริงเกินกว่า 3,000 บาท) ไม่ใช่ตัดสิทธิ์การรักษาไปเลย แค่ต้องให้เกิดความเดือดร้อนบ้าง จะได้ทำเรื่องเสี่ยงๆ ให้น้อยลงหน่อย

การให้บริการอย่างอื่นๆ ก็ใช้หลักหรือแนวคล้ายๆกัน เพื่อให้คนพยายามทำพฤติกรรมที่ดี ที่สังคมเราต้องการอยู่แล้ว และเพลาๆ พฤติกรรมที่ไม่ดีกับตัวเองหรือคนอื่น

3. ระวังไม่ให้ระบบกลายเป็น Central Social Credit ที่รัฐควบคุมทุกอย่าง แม้ข้อมูลจากญาติ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือประวัติการทำผิดกฎหมายอาจช่วยสะท้อนพฤติกรรมของแต่ละคนได้ แต่ไม่ควรนำทุกอย่างไปรวมเป็นคะแนนชุดเดียวที่รัฐใช้ตัดสินชีวิตประชาชนทั้งหมด เพราะถ้าระบบเดียวสามารถรู้ทั้ง

  • เงินของเรา
  • สุขภาพของเรา
  • ใครเป็นเพื่อนเรา
  • เราไปไหน
  • เราโพสต์อะไร
  • เราทำผิดอะไร
  • เราได้คะแนนความประพฤติเท่าไร

แล้วให้ระบบนั้นเป็นตัวกำหนดว่าใครจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง รัฐหรือองค์กรที่ควบคุมระบบนั้นก็น่าจะมีอำนาจมากเกินไป ดังนั้น ข้อมูลแต่ละประเภทควรแยกกัน และไม่ควรมีใครมีอำนาจเห็นทุกอย่างพร้อมกัน

4. การช่วยให้คน “อยู่รอด” ไม่พอ ต้องช่วยให้เขา “ปีนกลับขึ้นมาได้” ถ้าระบบทำได้แค่ให้คนที่ลำบากได้มีข้าวกินและมีที่อยู่ แต่ไม่มีทางกลับเข้าสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ระบบนั้นก็จะสร้างคนชั้นล่างขึ้นแบบถาวร ซึ่งเป็นอันตรายมากในระยะยาว เราจึงต้องมี “บันได” เช่น

  • โรงเรียนที่ดี
  • AI Tutor
  • การฝึกอาชีพ
  • Reskill และ Retrain
  • การสอนทำธุรกิจ
  • Career coaching
  • การเข้าถึงเครื่องมือและ AI
  • การเชื่อมต่อกับงานและตลาดจริง
  • การมีโค้ชมนุษย์คอยช่วย

AI อาจสามารถสอนคนได้ในราคาถูกมาก แต่โค้ชที่เป็นมนุษย์ยังมีประโยชน์ในเรื่องแรงจูงใจ ความไว้ใจ การติดตาม และการเข้าใจชีวิตจริงของแต่ละคน

5. ปัญหาใหญ่ในอนาคตน่าจะไม่ใช่ความหิว แต่คือเรื่องการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มจะเห็นกันบ้างแล้ว ในโลกที่ AI และ Robot แย่งงานดีๆ ไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะหนักมากขึ้นไปเรื่อยๆ คนจำนวนมากที่รายได้หายไป อาจไม่ยอมไปขอความช่วยเหลือในทันที เพราะกลัวเสียหน้า เขาอาจเลือกกู้เงินเพื่อรักษาชีวิตแบบเดิมไว้ก่อน จากนั้นวงจรอาจเป็น

ตกงาน → กู้ → เงินไม่พอ → กู้เพิ่ม → ดอกเบี้ยสูง → เงินกู้นอกระบบ → เสียทรัพย์สิน → ยิ่งกลับตัวยาก

นี่น่าเป็นปัญหาที่หนักกว่าเรื่องความอดอยาก เพราะคนอาจมีข้าวกิน มีบ้านอยู่ แต่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อจ่ายดอกเบี้ย

ดังนั้น ระบบช่วยเหลือควรช่วยให้คนลดความเสี่ยงที่จะต้องกู้เพื่อเอาตัวรอด เสมือนเป็นโล่ เช่น มีอาหารพื้นฐาน ที่พักขั้นต่ำ และการรักษาพยาบาลที่เข้าถึงได้ทันที และถ้าใช้ความพยายามแก้ไขตนเองมากพอ ก็อาจมีการตัดลดหนี้ลงให้บางส่วนได้ แต่ก็ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการเงินส่วนตัวทั้งหมดก่อน จะได้รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง (โดยข้อมูลจะถูกลบทิ้งทั้งหมด หลังจากฟื้นตัวขึ้นมาได้แล้ว) และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ได้มีความพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินและการใช้ชีวิตมาพอสมควรแล้ว ซึ่งตรงนี้ คงต้องใช้เครื่องมือต่างๆ และโค้ชที่จะช่วยชักจูงไปในทางที่ถูก ซึ่งก็ต้องมีการสร้างขึ้นมาและทดลองใช้ดูและปรับปรุงไปเรื่อยๆ

เหตุที่ไม่ควรลดหนี้ให้ง่ายเกินไป ก็เพราะจะทำให้เกิด Moral Hazard คือคนจงใจไม่ยอมจ่ายหนี้เพื่อจะได้ลดหนี้บ้าง

6. ศักดิ์ศรีสำคัญ เพราะคนยอมเป็นหนี้เพื่อรักษาหน้า การช่วยเหลือที่ทำให้คนรู้สึกอับอายอาจทำให้เขาหลีกเลี่ยงระบบ และไปกู้เงินนอกระบบแทน ดังนั้น อย่าสร้างความช่วยเหลือแบบ “โรงอาหารคนจน” ถ้ามีทางเลือกอื่นที่ทำได้ เช่น อาจทำเป็นโรงอาหารราคาถูกที่ทุกคนเข้ากินได้ คนทั่วไปจ่ายเงิน ส่วนผู้มีสิทธิสามารถกินฟรีได้บางมื้อโดยไม่มีใครรู้ (อาจใช้แอปในสมาร์ทโฟนมาช่วยตรงนี้) แบบนี้ จะไม่ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าตนถูกแยกออกจากสังคม หลักคือ ของที่ให้ไม่จำเป็นต้องหรู แต่การรับความช่วยเหลือไม่ควรทำให้คนเสียศักดิ์ศรีจนเกินไป ถ้ามีทางที่ทำได้

แต่บางอย่างก็อาจทำไม่ได้จริงๆ เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย เพราะคุณอาจต้องไปอยู่ในแฟลตการเคหะฯ จริงๆ แต่แม้กระนั้น ก็ยังอาจทำได้บางส่วน เช่น แม้จะอยู่แฟลตการเคหะฯ คุณก็อาจจะใช้ที่อยู่ที่เป็นแบบ P.O. Box ได้ คนที่เห็นที่อยู่ของคุณที่คุณกรอกข้อมูลไว้ ก็ดูไม่ออกว่าคุณอยู่บ้านธรรมดาหรือแฟลตการเคหะฯ

7. ปัญหาการเกิดต่ำ และสังคมที่สูงอายุมากขึ้นเร็วมากจะมีอีกส่วนที่จะเป็นปัญหาระยะยาว เพราะคนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจก็มักจะเลือกไม่มีลูก ดังนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่มีปัญหา อัตราการเกิดของทั้งสังคมก็จะลดลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว สังคมจะค่อยๆ เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ ซึ่งก็จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลพุ่งขึ้นในอัตราเร่ง ในขณะที่เก็บภาษีต่างๆ ได้น้อยลง

สิ่งที่ต้องทำเพื่อรับมือมีหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งคือ การออกมาตรการกึ่งบังคับให้คนรักษาสุขภาพ (Assertive Health Policies) เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระในระยะยาวกับทั้งตัวเอง ครอบครัว และสังคม ซึ่งก็อาจจะมีตั้งแต่

  • การเก็บภาษีความหวาน ความเค็ม ไขมัน เก็บภาษีจากน้ำตาล เกลือ
  • มาตรการให้ทหารกองเกินต้องมาทดสอบความฟิตของร่างกายทุก 2-3 ปี ถ้าฟิตพอจะมีเงินให้ ถ้าฟิตไม่พอ อาจต้องถูกบังคับไปเข้ารับการฝึกในค่ายทหาร (สิงคโปร์ใช้มาตรการนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง แต่ก็อาจมีส่วนช่วยทางอ้อม ทำให้ผู้ชายสิงคโปร์ไม่ค่อยอ้วน)
  • มาตรการการตัดสิทธิประโยชน์บางประการสำหรับตัวข้าราชการและคู่ครองที่มีปัญหาโรคอ้วนจากพฤติกรรม (เพราะภาครัฐต้องดูแลรักษาพยาบาลข้าราชการเกษียณและคู่ครองไปอีกนาน)
  • หรืออื่นๆ ที่แต่ละสังคมต้องพิจารณากันเอง ว่าอะไรที่เหมาะสม ยอมรับกันได้ ฯลฯ

ส่วนมาตรการที่จะเพิ่มอัตราการเกิด ยังไม่มีข้อเสนอ เพราะจากที่เห็นหลายประเทศพยายามทำ ดูจะไม่มีที่ไหนทำสำเร็จเลย

8. ปัญหาใหญ่คือ ประเทศจะเอาเงินจากไหน เพราะทั้งหมดนี้ ต้องใช้เงิน ประเทศร่ำรวยที่เป็นเจ้าของ AI บริษัทเทคโนโลยี ระบบการเงิน และ Robot อาจมีรายได้จำนวนมากพอที่จะดูแลประชาชนของตน แต่ประเทศกำลังพัฒนาอาจเจอสถานการณ์ที่ยากกว่านั้น แรงงานของประชาชนมีมูลค่าลดลงเพราะทั้ง AI และ Robot แย่งงานไป คนที่เหลือจึงต้องแข่งกันแย่งงานที่เหลือ ค่าตอบแทนส่วนใหญ่จึงจะต่ำมาก แต่เงินที่หาได้กลับไหลออกไปซื้อ

  • AI service
  • Cloud
  • Software
  • Entertainment
  • ยา และการรักษาพยาบาล
  • Longevity treatment
  • Robot
  • สินค้าจากโรงงานที่เดินเครื่องอัตโนมัติ
  • บริการทางการเงิน

จากต่างประเทศ ประชาชนอาจได้ของที่ถูกและดีขึ้นในโลกที่ AI และ Robot มีอยู่ทุกที่แต่รายได้และกำไรอาจไหลไปยังประเทศที่แข็งแรงกว่า ดังนั้น ประเทศอาจจะเกิดสถานการณ์แปลกๆ คือ ประชาชนในประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่ดีขึ้นมากขึ้น แต่ประเทศนั้นกลับมีอำนาจทางเศรษฐกิจลดลง

9. คนเก่งและคนรวยจะย้ายประเทศ ประเทศที่จนกว่าจะเสียคนที่มีโอกาสย้ายออกก่อน คนที่ไปได้มักเป็นคนที่

  • มีทักษะ
  • มีการศึกษา
  • มีทุน
  • มีเครือข่าย
  • มีความสามารถทำธุรกิจ

ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ประเทศต้องการมากที่สุดบางคนไม่จำเป็นต้องย้ายธุรกิจออกไปทั้งหมดด้วยซ้ำ เขาอาจยังหาเงินจากประเทศเดิม แต่เอาเงินที่หาได้ไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในต่างประเทศ เช่น

  • ส่งลูกเรียนต่างประเทศ
  • ซื้อบ้านต่างประเทศ
  • รักษาตัวต่างประเทศ
  • ลงทุนต่างประเทศ
  • ใช้เงินต่างประเทศ
  • ให้ลูกหลานสร้างชีวิตในต่างประเทศ

ในประเทศยังมีธุรกิจของเขาอยู่ แต่เงิน คน และอนาคตของครอบครัวค่อยๆ ย้ายออกไป

10. AI จะทำให้การ Financialization รุนแรงขึ้น แนวโน้มนี้ไม่ได้เริ่มจาก AI มันมีอยู่แล้ว AI เพียงแต่ทำให้เร็วขึ้น ภาคการเงินน่าจะเป็นหนึ่งในภาคแรกๆ ที่ได้ประโยชน์จาก AI มาก เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นดิจิทัลอยู่แล้ว AI สามารถช่วยสถาบันการเงินหา

  • บริษัทที่ราคาถูกเกินไป
  • เจ้าของทรัพย์สินที่กำลังเดือดร้อน
  • ที่ดินที่มีศักยภาพ
  • บริษัทที่ควรถูกซื้อ
  • รัฐบาลที่ต้องการเงินด่วน
  • โครงสร้างภาษีที่ได้เปรียบ
  • ทรัพย์สินที่สามารถซื้อได้ถูกเมื่อเจ้าของมีปัญหาทางการเงิน

ดังนั้น AI อาจทำให้สถาบันที่มีทุนมากอยู่แล้วสามารถซื้อสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ในประเทศที่อ่อนแอกว่าได้เร็วขึ้นมากขึ้น

11. ระบบภาษีจึงต้องเปลี่ยน เมื่อแรงงานสร้างรายได้ได้น้อยลง รัฐจะพึ่งภาษีเงินเดือนและภาษีรายได้แบบเดิมได้น้อยลงไปอีก จึงจำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มในจุดที่ “หนียาก” เช่น VAT ซึ่งเก็บเมื่อมีการใช้จ่าย แม้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศก็ยังเก็บ VAT จากการบริโภคในประเทศได้ ของจำเป็นขั้นต่ำ ก็อาจเก็บ VAT ในอัตราต่ำหรือไม่เก็บเลยก็ได้ หรือ Withholding Tax / Source Tax ถ้าบริษัทต่างประเทศหาเงินจากลูกค้าในประเทศ รัฐควรเก็บภาษีบางส่วนตรงจุดที่เงินถูกจ่ายออกไม่ต้องพยายามไล่หาว่าสุดท้ายบริษัทนั้นซ่อนกำไรไว้ประเทศไหน หรือ Land and Property Tax ภาษีที่ผูกกับมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะที่ดินย้ายหนีไปไหนไม่ได้ หรือ Sin Tax ภาษีที่เก็บจากสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น บุหรี่ ยาเส้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่หวานและเค็มเกินไปหรือมีไขมันสูงเกินไป การปล่อยน้ำเสีย ฝุ่นควัน ฯลฯ

และอาจไม่ทางเลือก ที่จะต้องพิจารณาเก็บ Wealth tax จากประชาชนของประเทศตน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะเป็นภาษีที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้โดยตรง แต่วิธีการเก็บต้องออกแบบให้ดี ให้มีช่องโหว่น้อย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องยาว ไว้ค่อยมาเขียนเพิ่มในโอกาสถัดไป

12. รัฐต้องเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพตัวเองอย่างเร่งด่วน ให้ใช้เงินน้อยลง ได้เนื้องานมากขึ้น โดยควรใช้ความสามารถของ AI นี่แหละมาช่วย เพื่อให้ภาครัฐมีทรัพยากรเหลือมาทำงานในส่วนอื่นที่ยังต้องมีภาระเพิ่มอีกมาก

การใช้ e-government ลดเอกสารกระดาษ ลดการขออนุญาต ปราบปรามคอรัปชั่น จะกลายเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ มิฉะนั้น ภาครัฐก็จะขาดความชอบธรรมในการปกครองในขณะที่ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นจุดให้เกิดความรุนแรงและการลุกฮือขึ้นในสังคมได้ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาต่างๆ ให้หนักลงไปอีก

13. ประเทศที่ยากจนต้องหารายได้จากสิ่งที่โลกต้องการ ในยุคที่ Robot เก่งขึ้นมาแล้ว ประเทศยากจนจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกได้อีก ประเทศจำนวนมากจะต้องหารายได้จากสิ่งอื่น เช่น

  • ป่าไม้และป่าชายเลน ที่ใช้เป็น Carbon sink ของโลก และรักษา Biodiversity ไว้ให้โลก และมีรายได้จากข้อตกลงระดับรัฐต่อรัฐ (ระดับเอกชนหรือชุมชน ทำยากมาก และได้เงินน้อยมาก)
  • การท่องเที่ยว อยู่อาศัย ย้ายถิ่นฐาน มี ทะเล มีอาหาร มีวัฒนธรรม มีความบันเทิง มีความสงบ ฯลฯ
  • ขายทรัพยากรที่โลกต้องการ เช่น อาหาร พลังงาน แร่
  • มีทำเลยุทธศาสตร์ที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น การขนส่งสินค้าบริการ ทางผ่าน ฯลฯ

อนึ่ง ถ้าประเทศหนึ่งเก็บป่าไว้และทำให้โลกได้ประโยชน์ ประเทศนั้นควรได้รับเงินตอบแทน ไม่ใช่ “ความช่วยเหลือ” แต่เป็นค่าบริการที่ประเทศนั้นให้แก่โลกโดยรวม

14. ประเทศเล็กๆ อาจต้องรวมกลุ่มกันมากขึ้น บางประเทศอาจไม่มีเงินและขนาดเพียงพอที่จะสร้าง

  • AI infrastructure
  • ระบบสุขภาพขั้นสูง
  • ความมั่นคง
  • ระบบการเงิน
  • ระบบสวัสดิการ
  • e-government
  • ระบบวิจัย

ขึ้นได้เองที่มี economy of scale ทางออกคือการรวมตัวกันเป็น Regional Bloc ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น เช่น ตลาดร่วม ระบบชำระเงินร่วม พลังงานร่วม หรือความมั่นคงร่วม ดีกว่าการพยายามทำไปแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ อาเซียน 10 ประเทศ เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ก็ยังทำอะไรด้วยกันได้มากกว่านี้มาก ถ้าคิดในเชิงผลประโยชน์ของประเทศให้น้อยลง และคิดในเชิงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ในภูมิภาคให้มากขึ้น กลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นก็เช่นกัน

สรุป

AI ไม่ได้สร้างปัญหาต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาใหม่ ทุนไหลไปประเทศแข็งแรง คนเก่งย้ายออก คนรวยเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ สถาบันการเงินซื้อทรัพย์สินของคนที่อ่อนแอกว่า และประเทศเล็กพึ่งประเทศใหญ่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว AI เป็นเพียง Force Multiplier ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นไปอีก

ดังนั้น โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ว่า “AI จะแย่งงานคนไปเท่าไหร่“ แต่รวมถึงว่า เราจะปรับระบบอย่างไร ให้แรงงานที่มีงานน้อยลง ได้ผลตอบแทนน้อยลง จะยังอยู่ได้ มีศักดิ์ศรี มีทางพลิกฟื้นชีวิตกลับขึ้นมาได้ และดูแลสุขภาพตัวเอง และถ้าใครตกลงไปในหลุมหนี้ ก็จะไม่ต้องติดอยู่ในนั้นไปตลอดชีวิต“

พร้อมกันนั้น ประเทศก็ต้องตอบอีกคำถามว่า “จะลดรายจ่าย ลดคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพ รักษารายได้ ทรัพย์สิน คนเก่ง และอำนาจต่อรองของตัวเองไว้อย่างไร ในโลกที่ทุน AI และประเทศที่แข็งแกร่งกว่า จะสามารถสะสมทุน ความสามารถ กำลัง และอำนาจได้เร็วขึ้นมากกว่ากลุ่มที่เหลือมาก”

แนวทางที่เสนอคือ

ประชาชน: Floor + Contribution + Shield + Ladder with Dignity

ประเทศ: Assertive Health policies + More direct/wealth tax + Global Service Income + Regional Cooperation

ทั้งหมดนี้ ก็คงยังต้องถกเถียงกันอีกมาก ว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แต่เป้าหมายของเรา ไม่ควรเป็น ”การหาระบบที่ไม่มีข้อเสีย“ เพราะคงไม่มีระบบแบบนั้น

เป้าหมายควรจะเป็น “การหาระบบที่มีข้อเสียในระดับที่พอรับได้ สามารถอุดช่องโหว่สำคัญได้ และให้ผลดีกว่าทางเลือกอื่นอย่างชัดเจน” ครับ