เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
หลายครั้งเราจะพบว่า คนที่ทำงานหนักมากๆ ไม่มีเงินเดือน เช่น คนทำงานบ้านไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือสามี รวมถึงลูกสักคนที่ดูแลพ่อแม่ด้วย
หากมีคนคนหนึ่งอายุ 48 ปี ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อกลับมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทุกเช้าเธอต้องอาบน้ำ ป้อนอาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อม พาแม่ไปพบแพทย์ คอยเฝ้าไม่ให้เดินหลงออกจากบ้าน และดูแลทุกความต้องการตั้งแต่เช้าจนค่ำ งานของเธอเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้าและจบลงเมื่อแม่หลับ ไม่มีวันหยุด ไม่มีโบนัส ไม่มีประกันสังคม และไม่มีเงินเดือน
แต่หากไม่มีเธอ รัฐอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ การดูแลระยะยาวในสถานพยาบาล หรือการขยายบริการสาธารณสุข ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าหลายเท่า
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ลูกควรดูแลพ่อแม่หรือไม่” เพราะแทบทุกคนยอมรับว่านั่นคือคุณค่าที่สำคัญของสังคมไทย หากแต่เป็นคำถามที่ว่า คนที่กำลังช่วยรัฐประหยัดงบประมาณมหาศาล ควรได้รับการสนับสนุนหรือไม่
ประเทศไทยกำลังแก่เร็วกว่าที่เราคิด
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ เราใช้เวลาเพียงประมาณ 20 ปีในการเปลี่ยนผ่านจาก “สังคมผู้สูงอายุ” ไปสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ซึ่งถือว่าเร็วกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดของไทยก็ลดลงต่อเนื่อง ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และจำนวนลูกหลานที่สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุก็น้อยลงเรื่อยๆ
ผลลัพธ์คือ คนวัยทำงานหนึ่งคนอาจต้องรับผิดชอบทั้งลูก พ่อแม่ และปู่ย่าตายายในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า Sandwich Generation หรือ “คนรุ่นแซนด์วิช” ที่ถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองรุ่น พวกเขาไม่เพียงต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ยังต้องแบกรับภาระการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี
หากประเทศไทยยังคงมองการดูแลผู้สูงอายุว่าเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัวเพียงอย่างเดียว ความท้าทายนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
ผู้ดูแลในครอบครัว คือระบบดูแลผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
เมื่อพูดถึงการดูแลผู้สูงอายุ หลายคนมักนึกถึงโรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือผู้ช่วยพยาบาล แต่ในความเป็นจริง ระบบดูแลผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุดของโลกไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล แต่อยู่ภายในบ้าน
OECD ระบุว่า ในหลายประเทศ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับการดูแลจากสมาชิกในครอบครัวมากกว่าระบบดูแลอย่างเป็นทางการ และในประเทศที่มีข้อมูลเปรียบเทียบ ผู้สูงอายุราว 60% ได้รับการดูแลจากผู้ดูแลในครอบครัวเป็นหลัก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบดูแลผู้สูงอายุของโลกตั้งอยู่บนแรงงานจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยได้รับค่าจ้าง คนเหล่านี้อาจเป็นลูก ภรรยา สามี พี่น้อง หรือญาติที่เสียสละเวลาและชีวิตการทำงานเพื่อดูแลคนในครอบครัว แม้สังคมจะเรียกสิ่งนี้ว่า “หน้าที่” แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มันคือแรงงานที่สร้างคุณค่าอย่างมหาศาล
ต้นทุนที่มองไม่เห็นของการดูแล
หลายคนเชื่อว่าการดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องของความกตัญญู ซึ่งยากจะปฏิเสธ แต่สิ่งที่เรามักมองข้ามคือ ความกตัญญูนั้นมีต้นทุนที่จับต้องได้
ผู้ดูแลจำนวนไม่น้อยต้องลาออกจากงาน บางคนลดเวลาทำงานจากเต็มเวลาเหลือเพียงพาร์ตไทม์ บางคนปฏิเสธโอกาสเลื่อนตำแหน่ง หรือไม่สามารถรับงานที่ต้องเดินทางได้อีก หลายคนสูญเสียโอกาสสะสมเงินออมเพื่อวัยเกษียณ และเมื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ก็อาจพบว่าทักษะและรายได้ของตนลดลงเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่น
สิ่งที่ผู้ดูแลสูญเสียจึงไม่ได้มีเพียงเงินเดือนของวันนี้ แต่รวมถึงโอกาสทางอาชีพ รายได้ในอนาคต และความมั่นคงทางการเงินตลอดชีวิต
หลายประเทศเริ่มมองผู้ดูแลในฐานะ “กำลังสำคัญของระบบ”
แนวคิดการสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัวไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศยอมรับแล้วว่า หากไม่มีผู้ดูแลเหล่านี้ ระบบสาธารณสุขของรัฐจะต้องแบกรับภาระที่สูงกว่ามาก
เยอรมนีใช้ระบบประกันการดูแลระยะยาว (Long-term Care Insurance) โดยผู้สูงอายุที่ผ่านการประเมินสามารถเลือกใช้บริการดูแลจากผู้ให้บริการ หรือเลือกรับเงินสดเพื่อนำไปสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัวได้ตามระดับความต้องการดูแล
สหราชอาณาจักรมี Carer’s Allowance ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ใช้เวลาจำนวนมากในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้พิการ ขณะที่หลายประเทศในยุโรปยังให้สิทธิลาเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว โดยยังได้รับค่าจ้างบางส่วนหรือได้รับการคุ้มครองสิทธิในการทำงาน
OECD ระบุว่า ประมาณสองในสามของประเทศสมาชิกมีมาตรการช่วยเหลือผู้ดูแลในครอบครัวในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินโดยตรง การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการสนับสนุนบริการพักให้ผู้ดูแล (Respite Care)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มองผู้ดูแลเป็น “คนว่างงาน” แต่เห็นว่าพวกเขาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศ
เหตุผลที่รัฐควรสนับสนุนไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เพราะความคุ้มค่า
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐจึงควรจ่ายเงินให้คนทำหน้าที่ที่ควรทำอยู่แล้ว คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องของความสงสาร แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
หากผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่บ้าน รัฐอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างสถานดูแลระยะยาวเพิ่ม ไม่ต้องจ้างบุคลากรจำนวนมาก หรือขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล ผู้ดูแลในครอบครัวจึงกำลังทำงานที่รัฐเองก็ต้องทำ หากไม่มีพวกเขา
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การสนับสนุนผู้ดูแลอาจมีต้นทุนต่ำกว่าการปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนต้องลงทุนสร้างระบบดูแลขนาดใหญ่ในอนาคต
ข้อโต้แย้งที่ต้องรับฟัง
แน่นอน นโยบายนี้ไม่ได้มีแต่ข้อดี หลายคนกังวลว่าหากรัฐจ่ายเงินให้ผู้ดูแล อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งลาออกจากงานมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานลดลง หรือเปิดช่องให้เกิดการแอบอ้างสิทธิ
นอกจากนี้ ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายข้อ เช่น ใครควรได้รับสิทธิ ต้องดูแลกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผู้สูงอายุต้องมีระดับการพึ่งพิงเท่าใด และจะตรวจสอบอย่างไรว่าเป็นผู้ดูแลจริง
ประเทศที่มีระบบสนับสนุนผู้ดูแลจึงไม่ได้จ่ายเงินแบบถ้วนหน้า แต่กำหนดเกณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด เชื่อมโยงกับการประเมินทางการแพทย์และระดับการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่มีภาระการดูแลอย่างแท้จริง
แล้วประเทศไทยควรเริ่มต้นอย่างไร
ประเทศไทยสามารถเริ่มจากกลุ่มที่มีภาระสูงที่สุดก่อน เช่น ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้พิการรุนแรง หรือผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงตลอดเวลา โดยมีการประเมินจากทีมสาธารณสุขและจ่ายเงินช่วยเหลือในรูปแบบ Caregiver Allowance
จำนวนเงินไม่จำเป็นต้องสูงมาก แต่ควรเพียงพอที่จะชดเชยโอกาสทางรายได้ที่ผู้ดูแลต้องสูญเสีย พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการอื่นควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิลาเพื่อดูแลครอบครัว การฝึกอบรมผู้ดูแล บริการพักให้ผู้ดูแลได้หยุดพักเป็นครั้งคราว และการคุ้มครองสิทธิประกันสังคมหรือเงินออมเพื่อวัยเกษียณสำหรับผู้ที่ต้องออกจากงานมาดูแลสมาชิกในครอบครัว
มาตรการเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือครอบครัว แต่ยังเป็นการลงทุนในระบบดูแลระยะยาวของประเทศอีกด้วย
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน
หลายคนอาจมองว่านโยบายนี้เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่แท้จริงแล้ว มันคือเรื่องของคนวัยทำงานทุกคน
วันนี้คุณอาจอายุเพียง 30 ปี มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และยังไม่เคยคิดถึงการดูแลพ่อแม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากที่สุดในชีวิต นั่นคือ การเลือกระหว่างการรักษาอาชีพที่สร้างรายได้ กับการกลับไปดูแลคนที่เคยเลี้ยงดูคุณมาตลอดชีวิต
เมื่อวันนั้นมาถึง คำถามจะไม่ใช่อีกต่อไปว่า “ลูกควรดูแลพ่อแม่หรือไม่” แต่จะกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า รัฐควรปล่อยให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวแบกรับภาระของสังคมสูงวัยเพียงลำพังหรือไม่
เพราะสังคมสูงวัยไม่ใช่ปัญหาของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายของทั้งประเทศ และหากผู้ดูแลในครอบครัวกำลังเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงระบบดูแลผู้สูงอายุเอาไว้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกมองพวกเขาเป็นเพียง “ลูกที่ทำหน้าที่” และเริ่มยอมรับว่าพวกเขากำลังทำงานที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง
และเหนือสิ่งอื่นใด ความท้าทายนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า เราจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อให้คนที่เสียสละดูแลครอบครัว ไม่ต้องเสียสละอนาคตของตัวเองไปพร้อมกัน


