W Award พื้นที่ของผู้หญิงหลังกล้อง

1721955

ตลอดประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ การกำกับถูกมองมาเนิ่นนานว่าเป็นโลกของผู้ชาย แม้ผู้หญิงจะปรากฏอยู่เต็มจอในฐานะนักแสดง ตัวละคร หรือแรงบันดาลใจ แต่คนที่มีอำนาจเลือกว่าจะตั้งกล้องตรงไหน เล่าเรื่องของใคร และทำให้โลกถูกมองผ่านสายตาแบบใด กลับเป็นผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่ W Award จึงเกิดขึ้นเพื่อให้พื้นที่กับผู้กำกับหญิงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าผู้หญิงต้องทำ “หนังผู้หญิง” แบบใดแบบหนึ่ง แต่เพราะยิ่งมีผู้หญิงอยู่หลังกล้องมากเท่าไร เราก็ยิ่งได้เห็นโลกที่หลากหลายมากขึ้น

ปีนี้หากนับรวมทุกสายประกวดของ WTD! มีผู้กำกับหญิงมากถึง 13 คนจากภาพยนตร์ 32 เรื่อง ก็เรียกได้ว่าเกือบครึ่ง และใน W Award เราเลือกภาพยนตร์ 4 เรื่องที่ทำให้เห็นว่าคำว่า “ประเด็นผู้หญิง” สามารถไปได้ไกลแค่ไหน นับจากโลกในหัวของเด็กสาว ร่างกายและความตายของหญิงวัยกลางคน ตำนานมู่หลานที่ถูกแย่งชิงความหมายข้ามศตวรรษ ไปจนถึงหญิงสาวที่ถือกล้องเดินไปพร้อมกับขบวนผู้อพยพนับหมื่นคน 

ทั้งหมดทำให้คำว่า “เรื่องของผู้หญิง” ในโปรแกรมนี้กว้างกว่าที่เราคุ้นเคยมาก เพราะมันเกี่ยวข้องทั้งกับร่างกาย ความปรารถนา ความตาย เพศสภาพ อำนาจรัฐ การอพยพ และสิทธิในการเล่าเรื่องของตัวเอง และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมพื้นที่แบบนี้จึงยังจำเป็น

W01 [WTD!2026] Fantasy

Fantasy — โลกในหัวของเด็กสาวอาจจริงกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่เรียกว่า “ความจริง”

หลุยส์ เป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความกลัว เธอกลัวคนอื่น กลัวตัวเอง และเขียนทุกอย่างลงในสมุดบันทึก เธอบอกถึงความรู้สึกประหลาดราวกับตัวเองเป็นทั้งวัชพืชและสิ่งมีชีวิตที่กำลังถูกล่า วันหนึ่ง โธมาส พบสมุดเล่มนั้นบนรถไฟและเริ่มอ่าน จนเรื่องราวในบันทึกค่อย ๆ พาเขาเข้าไปสู่โลกของ หลุยส์ และในที่สุดคนทั้งสองก็มาอยู่ด้วยกันในป่ายามราตรี ที่ซึ่งเราเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นเหตุการณ์จริง อะไรคือความฝัน และอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงเพราะใครบางคนต้องการให้มันเกิดขึ้น อิซาเบล ปาเกลีย ไม่ได้สร้าง Fantasy ในฐานะ “สารคดีเกี่ยวกับเด็กสาวคนหนึ่ง” แบบที่เราจะค่อย ๆ ได้ข้อมูลว่าเธอคือใคร อยู่ที่ไหน หรือมีประวัติชีวิตอย่างไร แต่ใช้ หลุยส์ เป็นประตูเข้าสู่โลกภายในของเด็กสาวคนหนึ่งมากกว่า 

คำว่า Fantasy ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงโลกแฟนตาซีแบบมังกรหรือเวทมนตร์เท่านั้น ปาเกลีย สนใจความหมายที่โยงทั้ง “จินตนาการ” “ความเพ้อฝัน” และ “ภูติผี” ผู้กำกับเรียกครึ่งหลังของหนังว่าเป็นคล้าย “documentary dream” หรือความฝันที่สร้างขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า กล้องติดตามอารมณ์ของ หลุยส์ ก่อน แล้วจึงค่อยสร้างโลกภาพยนตร์ขึ้นรอบ ๆ อารมณ์นั้น วิธีคิดแบบนี้น่าสนใจมากสำหรับเรื่องของเด็กสาว เพราะในวัฒนธรรมที่ความกลัว ความปรารถนา หรือจินตนาการของเด็กผู้หญิงมักถูกผู้ใหญ่ตัดสินว่า “คิดมาก” “เพ้อ” หรือ “ไร้สาระ” หนังกลับเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นความจริงหลักของเรื่องเสียเอง

ปาเกลีย มีพื้นฐานทั้งวรรณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ และภาพยนตร์ และทำงานอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีมาโดยตลอด Fantasy เป็นหนังยาวเรื่องแรกของเธอ แต่ก่อนหน้านี้หนังสั้น Tender ของเธอก็คว้ารางวัลจาก DocumentaMadrid และ IndieLisboa มาแล้ว Fantasy เปิดตัวที่ FIDMarseille 2025 และได้ Prix Premier Film ก่อนที่ ปาเกลีย จะได้รับ Best Director Award จาก Doclisboa จากนั้นเดินทางต่อไปยัง Viennale, Ji.hlava, IDFA, CPH:DOX, New Directors/New Films, Jeonju และเทศกาลอีกจำนวนมาก Fantasy จึงอาจเป็นหนังที่ดีมากสำหรับคนที่คิดว่าสารคดีต้อง “บอกข้อเท็จจริง” เพราะมันเสนออีกความเป็นไปได้หนึ่งว่า ความรู้สึกก็เป็นข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ความกลัวที่ไม่มีใครมองเห็นก็เป็นความจริงได้ และชีวิตภายในของเด็กสาวไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายด้วยภาษาของผู้ใหญ่เสมอไป บางทีการเข้าไปในป่าพร้อม หลุยส์ แล้วปล่อยให้ตรรกะพังลงชั่วคราว อาจทำให้เราเข้าใจเธอมากกว่าการนั่งสัมภาษณ์ว่า “คุณรู้สึกอย่างไร” เสียอีก

W02 [WTD!2026] Masayume

Masayume — ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร และเราอาจไม่จำเป็นต้องควบคุมมันตลอดเวลา

ตอนอายุ 34 ปี นาโอะ โยชิกาอิ รู้สึกว่าทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเองเสียสมดุล ก่อนจะต้องเผชิญกับการจากไปอย่างกะทันหันของแม่ เธอจึงไปฝึกตนอยู่ในวัดเซน และเริ่มกลับมาสนใจสิ่งพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ทำทุกวี่วัน คือ กิน นอน หายใจ ใช้มือ และเคลื่อนไหว จากเรื่องธรรมดาเหล่านี้ Masayume ค่อย ๆ ขยายไปสู่คำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เราเป็นเจ้าของร่างกายจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วเราเพียงอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ร่างกาย” ชั่วคราว หนังพาเธอจากความโศกเศร้าส่วนตัวไปสำรวจชีวิต ความตาย วัตถุ จิตใจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งรอบตัว โดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรออกมาตรง ๆ 

สำหรับคนดู WTD! เมื่อปีที่แล้ว ใบหน้าของ โยชิกาอิอาจดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เพราะนอกจากเป็นผู้กำกับและนักเต้นแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงในหนังของ โอดะ คาโอริ ถึงสองเรื่อง คือ GAMA และ Underground โดยใน Underground เธอรับบทเป็น “Shadow” หนังของโอดะทั้งสองเรื่องเคยอยู่ในโปรแกรม WTD! 2025 ร่วมกับ Cenote ดังนั้นคนที่มาดูโปรแกรมของโอดะเมื่อปีที่แล้วอาจเคยเห็น โยชิกาอิบนจอมาแล้วโดยไม่รู้ว่าอีกหนึ่งปีต่อมา เธอจะกลับมาที่เทศกาลในฐานะผู้กำกับหนังของตัวเอง และสายสัมพันธ์นี้ยังต่อมาถึง Masayume เพราะ โอดะ คาโอริ มาร่วมทำหน้าที่ผู้กำกับภาพบางฉากให้กับ โยชิกาอิในหนังเรื่องนี้ด้วย การร่วมงานกันนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะภาษาภาพยนตร์ของทั้งสองคนมีบางอย่างที่แตะกันอยู่ โอดะเป็นผู้กำกับที่สนใจพื้นที่ ร่างกาย ความทรงจำ เสียง และสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เธอเคยเรียนใน Film.Factory ของ Béla Tarr และเป็นผู้กำกับญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากจากงานอย่าง Aragane, Cenote, GAMA และ Underground อ่านเพิ่มเติมที่ https://thaipublica.org/2025/08/documentary-club-78-oda-kaori/

ขณะที่ โยชิกาอิเริ่มต้นจากการเต้นและสร้างหนังโดยคิดถึงการมอง ฟัง สัมผัส และการเคลื่อนไหวของร่างกายอันเป็นภาษาสำคัญของภาพยนตร์ การที่โอดะมาร่วมถือกล้องใน Masayume จึงไม่ได้รู้สึกเหมือนการเชิญผู้กำกับชื่อดังมาช่วยงาน แต่เหมือนคนทำหนังสองคนที่สนใจ “ร่างกายและการรับรู้” ในคนละทางมาเจอกันพอดี Masayume ยังได้รับอิทธิพลจาก มิจิโซ โนกูจิ ผู้คิดวิธีฝึกร่างกายแบบ Noguchi Taiso ซึ่งเสนอให้มองร่างกายไม่ใช่โครงสร้างแข็งแรงที่เราต้องบังคับควบคุม แต่คล้าย “ถุงหนังที่เต็มไปด้วยของเหลว” ซึ่งกระดูก อวัยวะ และสมองลอยอยู่ภายใน

ความคิดนี้ไปไกลมากในงานศิลปะการแสดงของญี่ปุ่น และเข้ากับชีวิตของ โยชิกาอิ อย่างพอดี เพราะเธอเรียนด้านนาฏศิลป์ก่อนเรียนภาพยนตร์ และทำงานทั้งในฐานะนักเต้น นักออกแบบท่า นักแสดง และผู้กำกับ Masayume เปิดตัวใน สายฟอรั่ม ของเทศกาลหนังเบอร์ลิน ก่อนเดินทางไป อิสตันบูล, Punto de Vista ประเทศสเปน ซึ่งทำให้เธอได้รับ Jury’s Special Mention, Jeonju เกาหลี, Taiwan International Documentary Festival (TIDF) และ Prismatic Ground นิวยอร์ก สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับหนังทดลอง วิธีดูเรื่องนี้อาจง่ายกว่าที่คิด—ไม่ต้องพยายาม “เข้าใจ” ทุกภาพ แค่ลองอยู่กับร่างกายของคนคนหนึ่งที่กำลังหัดกิน นอน หายใจ และมีชีวิตอยู่ใหม่ หลังโลกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็พอ

W04 [WTD!2026] Where Comes Mulan

Where Comes Mulan — มู่หลานเป็นของใครกันแน่?

เรารู้จักมู่หลานจากไหน? จากนิทานจีน? หนังจีน? ดิสนีย์? ภาพหญิงนักรบถือดาบถูกใช้ขายของและสถานที่ท่องเที่ยว Where Comes Mulan ของ เจิ้งเทียนอี้ เริ่มจากคำถามนี้ด้วยการกลับไปยัง หวงปี่ ในอู่ฮั่น บ้านบรรพบุรุษของผู้กำกับ และพื้นที่ที่ปัจจุบันโปรโมตตัวเองว่าเป็น “บ้านเกิดของมู่หลาน” เจิ้ง คุยกับญาติและชาวบ้าน เดินเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวธีมมู่หลาน และสำรวจโรงแรมกับสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้าง ก่อนพบช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “มู่หลานที่คนในพื้นที่จำได้” กับ “มู่หลาน” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขายการท่องเที่ยว 

มู่หลานเองก็เป็นตัวละครที่ไม่มีประวัติศาสตร์ตรงไปตรงมา เรื่องราวที่เก่าแก่ที่สุดเชื่อมโยงกับเพลงพื้นบ้านช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ในยุค Northern Wei ซึ่งจีนตอนเหนืออยู่ภายใต้ราชวงศ์ที่มีรากจากกลุ่ม เสียนเป่ย (Xianbei) ตัวบทเก่าแก่ยังเรียกผู้ปกครองว่า “ข่าน” ด้วย ซึ่งทำให้โลกของมู่หลานดั้งเดิมซับซ้อนกว่าภาพ “จีนฮั่นสู้กับชนเผ่าป่าเถื่อนทางเหนือ” ที่เรามักคุ้นจากการดัดแปลงยุคใหม่

ตัวบทฉบับเก่าเล่าเรื่องหญิงสาวที่ออกทัพแทนพ่อ และตอนจบใช้ภาพกระต่ายตัวผู้กับตัวเมียวิ่งเคียงกันจนไม่สามารถแยกเพศได้ง่าย ๆ ตำนานนี้จึงเปิดพื้นที่ให้คนแต่ละยุคตีความเรื่องเพศ หน้าที่ต่อครอบครัว และความเป็นหญิงได้ต่างกันมาตลอดหลายศตวรรษ และนั่นคือจุดที่หนังหักเลี้ยวอย่างสนุก เมื่อ ศิลปินเพอร์ฟอร์มแมนซ์ กั๊วะเฉียวจู่ เข้ามา มู่หลานที่เราเคยถูกสอนให้มองว่าเป็น “หญิงปลอมตัวเป็นชายเพื่อทำหน้าที่แทนพ่อ” เริ่มถูกมองผ่านสายตาเควียร์แทน การแต่งกายข้ามเพศยังเป็นเพียงการปลอมตัวหรือเปล่า? ถ้าคนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตหลายปีในเพศที่สังคมบอกว่าไม่ใช่ของตัวเอง เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับตัวตน? เจิ้ง จึงไม่ได้พยายามประกาศว่ามู่หลาน “เป็น” อะไร แต่ใช้ช่องโหว่ของตำนานเปิดพื้นที่ให้เพศและอัตลักษณ์ที่เรื่องเล่าทางการมักทำให้เรียบร้อยเกินจริงกลับมายุ่งเหยิงอีกครั้ง

Where Comes Mulan เปิดตัวระดับโลกใน RTM Section ของ เทศกาลหนังร็อตเตอร์ดัม (IFFR) และเดินทางต่อไปยัง International Queer & Migrant Film Festival, Chinese Film Festival Hamburg และ Queer East ในลอนดอน เจิ้ง เองทำงานอยู่ระหว่าง ร็อตเตอร์ดัม กับฮ่องกง และสนใจเรื่องความทรงจำ การพลัดถิ่น ความทรงจำอันหลอนหลอก (hauntology) และจินตนาการแบบเควียร์อยู่แล้ว 

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูมากสำหรับคนที่รู้จักมู่หลานมาตั้งแต่เด็ก จึงอาจเป็นความรู้สึกว่า ตัวละครที่เราคิดว่ารู้จักดีที่สุดกลับเต็มไปด้วยช่องว่าง และบางทีคำถามที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ “มู่หลานตัวจริงคือใคร” แต่คือ ใครมีอำนาจตัดสินว่ามู่หลานควรถูกจดจำแบบไหน

W05 [WTD!2026] Whitney

Whitney — หญิงสาวหนึ่งคน กล้องหนึ่งตัว และผู้คนกว่าหมื่นคนที่ตัดสินใจเดินออกจากประเทศ

เดือนตุลาคม 2018 ผู้คนจากฮอนดูรัสจำนวนมหาศาลเริ่มเดินทางขึ้นเหนือผ่านกัวเตมาลาและเม็กซิโกไปยังสหรัฐอเมริกา ภาพ “คาราวานผู้อพยพ” กลายเป็นข่าวระดับโลกอย่างรวดเร็ว และรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ขบวนผู้อพยพเป็นประเด็นสำคัญในการเมืองเรื่องชายแดน ขณะที่ Human Rights Watch รายงานว่าหลายคนเลือกเดินทางเป็นกลุ่มเพราะเชื่อว่าปลอดภัยกว่าการเดินทางเพียงลำพัง ผู้คนจำนวนมากกำลังหนีทั้งความรุนแรงจากอาชญากรรม ความยากจน การคุกคาม และรัฐที่ไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ 

ตรงกลางเหตุการณ์นี้มี วิทนีย์ โกดอย นักศึกษาสาววัย 23 ปี เธอไม่ได้ออกเดินทางในฐานะผู้อพยพ แต่ถือกล้องเดินตามขบวนเพื่อบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น จากฮอนดูรัสเข้าสู่เม็กซิโก และยิ่งเดินไปไกลเท่าไร เส้นแบ่งระหว่าง “คนทำข่าว” กับ “คนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์” ก็ยิ่งพร่าเลือน เธอเสี่ยงทั้งการเรียนไม่จบและความปลอดภัยของตัวเอง แต่ยังเดินต่อ เพราะความทุกข์ของคนที่อยู่รอบตัวเริ่มสำคัญกว่าความกลัวของตัวเอง คาเทีย ลารา นำภาพที่ วิทนีย์ และทีมงานบันทึกไว้มาสร้างเป็นหนังที่ไม่ได้มองผู้อพยพเป็นเพียงมวลชนไกล ๆ แต่ทำให้เราเห็นแต่ละคนในฐานะมนุษย์ที่มีเหตุผลของตัวเองในการออกจากบ้าน

ฉากหลังทางการเมืองมีความสำคัญมาก ช่วงนั้นฮอนดูรัสอยู่ภายใต้รัฐบาล ฮวน ออร์ลันโด เฮอร์นานเดซ ท่ามกลางปัญหาความรุนแรง การละเมิดสิทธิ และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันรัฐ ขณะที่การเดินทางไปสหรัฐฯ ถูกทำให้กลายเป็นภาพ “ภัยคุกคาม” ในวาทกรรมการเมืองอเมริกัน รัฐบาล ทรัมป์ ถึงกับส่งทหารหลายพันนายไปยังชายแดนในช่วงที่คาราวานกำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือ 

ความพิเศษของ Whitney จึงอยู่ตรงที่ประวัติศาสตร์ระดับประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ขนาดใหญ่นั้นถูกมองผ่านสายตาของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ นอกจากกล้องในมือ

คาเทีย ลารา ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเรื่องการเมืองของฮอนดูรัส เธอทำงานด้านภาพยนตร์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เคยทำงานตัดต่อภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามและเป็นโปรดิวเซอร์ให้ CNN ก่อนสร้างสารคดีการเมืองอย่าง Who Said Fear? และ Berta Soy Yo ส่วน Whitney ได้รับเลือกฉายใน DocMX 2025 และ Memoria, Truth and Justice International Film Showcase ที่กัวเตมาลาในปี 2026 

ในโปรแกรม W Award เรื่องนี้จึงทำหน้าที่เหมือนปลายอีกด้านของสเปกตรัมนับจาก Fantasy จากโลกส่วนตัวในสมุดบันทึกของเด็กสาว ไปจนถึงหญิงสาวอีกคนที่หันกล้องออกไปมองโลกข้างหน้า แต่ทั้งสองคนกำลังทำสิ่งเดียวกันอย่างหนึ่ง คือการพยายามบันทึกสิ่งที่ตัวเองเห็นก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาบอกว่าความจริงควรมีหน้าตาแบบไหน

ทั้งสี่เรื่องทำให้ W Award ปีนี้น่าสนใจตรงที่ไม่มี “ผู้หญิงแบบเดียว” ให้เราเลือกเชียร์ มีทั้งเด็กสาวที่ติดอยู่กับโลกในจินตนาการ หญิงวัยสามสิบที่พยายามกลับมาอยู่กับร่างกายของตัวเอง ตำนานหญิงนักรบที่ถูกสังคมแย่งกันตีความ และนักข่าวสาวที่เดินไปกับผู้คนซึ่งกำลังจะลี้ภัยออกจากบ้านเกิดตัวเอง การกำกับโดยผู้หญิงจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเล่าเรื่องผู้หญิงในรูปแบบเดียวกัน แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ประสบการณ์ที่เคยถูกมองว่าเล็ก ส่วนตัว แปลก หรืออยู่นอกเรื่องเล่าหลัก ได้กลายเป็นศูนย์กลางของภาพยนตร์เสียเอง

เทศกาลปีนี้มีช่วง Pre-Festival ซึ่งเปิดตัวพร้อมโรงใหม่ของด็อคคลับในนาม Doc Club & Friends ณ ตึก Cloud 11 ส่วนช่วงเทศกาลจริง ๆ จะมีในวันที่ 3-13 กันยายนนี้ และฉายเพิ่มอีกหนึ่งโรงคือเซ็นจูรี มูฟวี เธียเตอร์ สุขุมวิท (ติด BTS อ่อนนุช) ปีนี้เปิดให้ดูฟรีทุกรอบมีคำบรรยายไทยและอังกฤษ เปิดรับตั๋ว 30 นาทีก่อนรอบฉาย เช็ครายละเอียดได้เลยที่ https://wtd.in.th/