อนาคตประมงไทยกับบทบาทของกรมประมงในปัจจุบัน

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

อยากทราบว่า ถ้าจะเอาภาพ 3 มิติ แห่งความยั่งยืนของการประมงไทย (ทรัพยากรยั่งยืน อาชีพยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหารยั่งยืน) มาตั้งเป็นโจทย์แล้วให้เอาเงินงบประมาณ (ปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท) และกำลังคน (ประมาณ 7,400 คน) ที่มีอยู่เข้าไปใส่ เราจะเห็นความยั่งยืนทั้ง 3 มิติได้หรือไม่ และต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด

คำตอบตรงๆ สำหรับโจทย์นี้คือ “ไม่มีทางเห็นความยั่งยืนทั้ง 3 มิติได้เลย” หากยังใช้โครงสร้างและวิธีการบริหารจัดการแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะถมเงินงบประมาณราว 4,000 ล้านบาท/ปี และกำลังคน 7,400 กว่าอัตรา ลงไปทั้งหมดก็ตามครับ

สาเหตุที่ทรัพยากร อาชีพ และความมั่นคงทางอาหารจะไม่บรรลุความยั่งยืนจริง และประเมินเรื่องระยะเวลา มีดังนี้ครับ:

1. ทำไมใส่เงินและคนเท่าเดิม ถึงไม่เห็น “ความยั่งยืน 3 มิติ”?

มิติที่ 1: ทรัพยากรยั่งยืน (Resource Sustainability)

  • กับดักความคิด: โครงสร้างปัจจุบันทุ่มงบและคนไปกับการ “ตั้งรับและคุมเข้ม” (เช่น VMS, PIPO, ตรวจจับ IUU) ซึ่งเป็นการควบคุมการลงแรงทำประมง (Effort Control) บนสมมติฐานว่าถ้าห้ามจับ ปลาจะเพิ่มขึ้นเอง
  • ช่องโหว่จริง: ทรัพยากรไม่ได้เสื่อมโทรมจากการจับเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก สิ่งแวดล้อมพัง (ขยะทะเล, มลพิษจากชายฝั่ง, น้ำเปลี่ยนสี, สัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน และภาวะโลกร้อน) ตราบใดที่งบประมาณส่วนใหญ่ยังหมดไปกับค่าบุคลากรและงานธุรการปราบปราม แต่ไม่มีงบวิจัยฟื้นฟูเชิงลึกหรือกู้ระบบนิเวศสายน้ำ ทรัพยากรก็ไม่มีทางกลับมาสมบูรณ์จริง

มิติที่ 2: อาชีพยั่งยืน (Socio-Economic Sustainability)

  • กับดักความคิด: รัฐมองความยั่งยืนผ่านมุมมองกฎหมาย (ถ้าทำถูกกฎหมาย = ยั่งยืน)
  • ช่องโหว่จริง: ผู้ประกอบการและชาวประมงต้องแบกรับ “ต้นทุนที่รัฐสร้างขึ้น” ทั้งภาระเอกสาร กฎเกณฑ์ที่ตึงเกินไป ควบคู่กับราคาน้ำมันและค่าแรงที่พุ่งสูง เมื่อต้นทุนโตสวนทางกับปริมาณปลาที่จับได้ ผู้ประกอบการรายย่อยทยอยล้มละลาย เรือจอดทิ้ง อาชีพหดหาย การมีบุคลากรภาครัฐ 7,400 คนไว้คอยจับผิด ไม่ได้ช่วยให้ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

มิติที่ 3: ความมั่นคงทางอาหารยั่งยืน (Food Security)

  • กับดักความคิด: คิดว่าถ้าคุมประมงพาณิชย์ แล้วไปดันการเพาะเลี้ยง (Aquaculture) ประเทศจะมีอาหารกินพอ
  • ช่องโหว่จริง: การเพาะเลี้ยงเองก็เจอวิกฤตต้นทุนค่าอาหารและค่าไฟพุ่งสูง ผลผลิตในประเทศที่ลดลงกลับถูกแทนที่ด้วย “การนำเข้าวัตถุดิบสัตว์น้ำราคาถูกจากต่างประเทศ” ซึ่งไม่ได้ผ่านมาตรฐานเข้มงวดเท่าเรือไทย กลายเป็นว่าความมั่นคงทางอาหารของคนไทยต้องไปพึ่งพาภายนอก และตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนนำเข้า ไม่ใช่ความมั่นคงที่เกิดจากฐานการผลิตของคนในประเทศ

2. ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด?

หากปฏิรูปเชิงโครงสร้างและปรับทิศทางการใช้งบประมาณ/คนอย่างจริงจัง กรอบเวลาที่จะเริ่มเห็น “ความยั่งยืนที่แท้จริง” แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะครับ:

  • ระยะเร่งด่วน (1–3 ปี): ต้องเห็น “คนทำมาหากินรอด” ก่อน
    • สิ่งที่ต้องทำ: นำงบประมาณและคนมาใช้ในการ Regulatory Guillotine (ยกเลิก/แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรค), เร่งซื้อเรือคืนเพื่อคืนสภาพคล่องให้ผู้ที่ต้องการออกนอกระบบ, และปรับโครงสร้างการตรวจให้เป็นมิตร ไม่มองผู้ประกอบการเป็นอาชญากร
    • ผลลัพธ์: อาชีพเริ่มฟื้นคืนสติ หยุดการล้มละลายของผู้ประกอบการ
  • ระยะกลาง (3–5 ปี): ปรับบทบาทบุคลากรและฟื้นฟูเชิงรุก
    • สิ่งที่ต้องทำ: เปลี่ยนบทบาทพนักงานและข้าราชการจากการ “จ้องจับผิด” มาเป็น “ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ทุ่มงบวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง และแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างเป็นระบบ
    • ผลลัพธ์: ต้นทุนการจับและการเพาะเลี้ยงลดลง ผลผลิตเริ่มมีทิศทางบวก
  • ระยะยาว (5–10 ปี): ทรัพยากรและอาหารยั่งยืนอย่างแท้จริง
    • สิ่งที่ต้องทำ: บริหารจัดการปริมาณการจับตามค่า MSY ที่อิงกับฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์จริงในปัจจุบัน ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ประมงพื้นบ้านและการทำประมงนอกน่านน้ำอย่างถูกต้อง
    • ผลลัพธ์: ระบบนิเวศฟื้นตัวจริง อุตสาหกรรมประมงไทยกลับมาพึ่งพาตนเองได้ และเกิดความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริง

บทสรุป

ตราบใดที่ “โจทย์” ยังเป็นการเอางบ 4,000 ล้านบาท และคน 7,400 คน ไปวิ่งไล่จับและกำกับดูแลตามกรอบที่ต่างชาติขีดไว้ ความยั่งยืนทั้ง 3 มิติจะ “ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง” ครับ

ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “เปลี่ยนโจทย์บริหารใหม่” เปลี่ยนบทบาทคนของกรมประมงจากการเป็น “ผู้คุม” ให้กลายเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” ร่วมกับชาวประมงและผู้ประกอบการเท่านั้นครับ

ถ้าเช่นนั้น ผมถามใหม่ว่า ถ้าผมยุบกรมประมงไปทั้งกรม การประมงไทยจะแย่ไปกว่าที่เป็นปัจจุบันไม๊

คำถามนี้เป็นคำถามระดับ “ตัดลาภยศ ถอดสมการ” ที่ตรงไปตรงมาและน่าคิดมากครับ

ถ้าตอบแบบกำปั้นทลายทหารแบบไม่เกรงใจใคร: “ถ้ายุบกรมประมงทิ้งไปในวันนี้ โดยไม่มีโครงสร้างใหม่มารองรับ ในระยะสั้นอาจจะวุ่นวาย แต่ในระยะยาว หากเปลี่ยนไปใช้ระบบบริหารรูปแบบใหม่ การประมงไทยอาจจะไม่แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ และอาจจะ ‘ดีขึ้น’ กว่าสภาพกระอักกระอ่วนในปัจจุบันด้วยซ้ำครับ”

เหตุผลที่กล้าตั้งสมมติฐานเช่นนี้ สามารถวิเคราะห์ผ่าน 3 มุมมองหลักครับ:

1. สิ่งที่จะ “ไม่แย่ลง” (เพราะปัจจุบันก็แย่จนถึงจุดต่ำสุดแล้ว)

  • ผู้ประกอบการและเรือประมง: ปัจจุบันเรือประมงพาณิชย์ทยอยจอดทิ้ง ล้มละลาย และขายซากกันเป็นแถบๆ จากภาระกฎหมายล้นเกิน (Over-regulation) และต้นทุนที่รัฐสร้างขึ้น หากไม่มีกรมประมงคอยออกกฎกระทรวงลำดับรองมาบีบคั้น ผู้ประกอบการที่เหลืออยู่อาจจะ “หายใจได้สะดวกขึ้น” และมีต้นทุนการบริหารจัดการที่ลดลงทันที
  • ความมั่นคงทางอาหาร: ปัจจุบันเราก็พึ่งพาการนำเข้าสัตว์น้ำต่างชาติเข้ามาทดแทนผลผลิตในประเทศที่ลดลงอยู่แล้ว การไม่มีกรมประมงไม่ได้ทำให้คนไทยไม่มีปลากินในทันที เพราะกลไกตลาดและภาคเอกชน/ฟาร์มเพาะเลี้ยงยังคงทำงานของมันเองได้

2. สิ่งที่จะ “แย่ลงชั่วคราว” (ข้อจำกัดหากไร้ภาครัฐกุมกลไก)

หากยุบไปโดยไม่มีหน่วยงานอื่นมาทำหน้าที่แทนเลย สิ่งที่จะเกิดปัญหาทันทีคือ:

  • กติการะหว่างประเทศและการส่งออก: ตลาดต่างชาติ (EU, USA) บังคับว่าสินค้าประมงต้องมี “ใบรับรองจากรัฐ” (Catch Certificate / Health Certificate) หากไม่มีองค์กรระดับกระทรวง/กรมมาเซ็นรับรอง สินค้าแปรรูปส่งออกแสนล้านของไทยจะชนตอทันที
  • การเฝ้าระวังน่านน้ำ (Anarchy in the Sea): หากไม่มีการควบคุมเลย จะเกิดสภาวะ “Tragedy of the Commons” หรือการแย่งชิงทรัพยากรแบบใครดีใครได้ เรือขนาดใหญ่จะเข้ามาแย่งจับในเขตชายฝั่ง ทำลายล้างสัตว์น้ำวัยอ่อนจนระบบนิเวศพังทลายในเวลาอันสั้น

3. ทางออกที่ไม่ใช่แค่ “ยุบ” แต่คือ “Re-Engineering” (ผ่าตัดโครงสร้างใหม่)

ปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเนื้องานประมง” แต่อยู่ที่ “วัฒนธรรมองค์กรและโครงสร้างแบบราชการเทอะทะ” ที่มองตัวเองเป็น ผู้คุม (Regulator) มากกว่า ผู้ส่งเสริม (Facilitator)

หากเปรียบเทียบกับโมเดลการจัดการประมงในประเทศที่ประสบความสำเร็จ (เช่น ออสเตรเลีย หรือกลุ่มนอร์ดิก) การยุบกรมประมงแบบเดิมแล้วตั้ง “องค์กรบริหารจัดการประมงรูปแบบใหม่” (Fisheries Management Authority) อาจเป็นคำตอบที่แท้จริง โดยมีแนวคิดดังนี้:

  • ตัดงบบุคลากรสายคุมเข้มที่ไม่จำเป็น: นำงบประมาณ 4,000 ล้านบาท ไปใช้ตั้ง “กองทุนฟื้นฟูทะเลและชดเชยอาชีพ” หรือลงทุนในนวัตกรรมเพาะเลี้ยงแม่นยำ (Agri-Tech/Aquaculture)
  • ใช้เทคโนโลยีแทนคน: ใช้ดาวเทียม AI และระบบอัตโนมัติในการตรวจจับเรือจริง แทนการตั้งศูนย์ PIPO ที่ใช้คนมหาศาลแต่สร้างภาระเอกสารให้ชาวประมง
  • ให้คนจับปลาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์: เปลี่ยนให้สมาคมประมงและชุมชนท้องถิ่นร่วมกำหนดวันปิดอ่าวและโควตาจับปลา บนฐานข้อมูลวิจัยที่เป็นจริง ไม่ใช่กฎหมายที่คิดจากฝ่ายปกครอง

การ “ยุบกรมประมง” ในความหมายของการ “ทำลายระบบราชการประมงแบบเดิมที่ล้าหลัง” แล้วแทนที่ด้วยองค์กรบริหารจัดการกะทัดรัดที่ใช้เทคโนโลยีและให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วม จะ “ไม่ทำให้การประมงไทยแย่ลง แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นเดียวที่ทำให้การประมงไทยรอดชีวิต” ครับ