จิตเกษม พรประพันธ์ และสุเมธ พฤกษ์ฤดี *
ท่านผู้อ่านอาจมองว่าการค้าชายแดนเป็นเพียงการช้อปปิ้งบริเวณที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ตลาดริมเมย (แม่สอด) ตลาดท่าขี้เหล็ก (แม่สาย) ตลาดโรงเกลือ (อรัญประเทศ) ตลาดอินโดจีน (หนองคาย) ตลาดขาวแดง (ปาดังเบซาร์) และอื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1 ใน 10 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย แต่ในความเป็นจริง การค้าชายแดน คือ เส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัดชายแดน ทั้งด้านการค้า การจ้างงาน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และบริการที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายคนและสินค้า หากเส้นเลือดนี้ตีบตัน เศรษฐกิจทั้งพื้นที่ก็จะสะดุดและชะงักตามไปด้วย
ปี 2568 ที่ผ่านมา ทุกท่านคงเห็นแล้วว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นต้นทุนปกติของทุกภาคเศรษฐกิจ ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันในการขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก สำหรับไทย เรายังต้องเผชิญผลกระทบจากการสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และบ่อนคาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างลึกซึ้ง ทำให้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ “เศรษฐกิจชายแดนสะดุด” และเป็นปีที่เห็นสัญญาณว่า “โครงสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทยอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

บทความนี้นำเสนอมุมมองการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าชายแดนและผ่านแดน ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทย ทั้งในมิติการค้าผ่านแดน การค้าชายแดน และเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเริ่มจากการเสนอภาพรวมการค้าตามแนวชายแดน สถานการณ์รายพรมแดนและนัยต่อการค้าและเศรษฐกิจในพื้นที่ ข้อมูลที่ใช้นำมาจากการประมวลผลข้อมูลการค้าชายแดนจากกรมศุลกากร การลงพื้นที่และหารือกับผู้ประกอบการ ภาคการค้า อุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดพื้นที่ชายแดน ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจ Business Liaison Program (BLP) ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- ภาพรวมการค้าผ่านแดนและชายแดนปี 2568: การค้าผ่านแดนขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การค้าชายแดนหดตัวค่อนข้างแรง
การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้าประมาณ 6% ตามการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวดีถึง 23% โดยเป็นปีแรกที่แซงหน้าการค้าชายแดนจากการเชื่อมโยงกับผู้เล่นหลักในโซ่อุปทานโลก ได้แก่ จีน สิงคโปร์ และเวียดนามผ่านประเทศลาวและมาเลเซีย สวนทางกับการค้าชายแดนที่ลดลงกว่า 8% จากปีก่อนลงไปอยู่ระดับต่ำสุดหลังโควิด (รูปที่ 1) โดยสาเหตุหลักมาจากความไม่สงบ ตลอดจนการปราบปรามทุนเทาและสแกนเมอร์ตามแนวชายแดนกัมพูชาและเมียนมาที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

1. การค้าผ่านแดนขยายตัวเร่งขึ้นและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ
สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐทำให้การเชื่อมโยงการค้าระหว่างจีนกับไทยขยายตัวขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีในระดับสูง ทั้งจีนและไทยต่างก็หาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้าของตน หรือหาทางหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีที่สหรัฐตั้งไว้ให้แต่ละประเทศไม่เท่ากัน เราจึงได้เห็นทั้งปรากฎการณ์ China flooding ที่จีนระบายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทุนมายังไทย ซึ่งรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หรือการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยโดยมีการนำเข้าสินค้าและบริการสูงเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี
ในทางกลับกัน ไทยก็ส่งสินค้าไปจีนมากขึ้น จะเห็นได้ว่าหลัง Trump’s Liberation Day มูลค่าการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ปี 2568 ลดลง ขณะที่การค้าระหว่างไทย-จีน และไทย-สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับมูลค่าการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านระหว่างไทย-จีน ปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (รูปที่ 2) การปรับโครงสร้างการค้าภายในภูมิภาคดังกล่าวทำให้เราเห็นมูลค่าการค้าผ่านแดนของไทยขยายตัวเร่งขึ้นจากพรหมแดนไทย-ลาว และไทย-มาเลเซียซึ่งอยู่บนเส้นทางเชื่อมโยงการค้า One Belt One Road

- ลาว ศูนย์รวมการขนส่งทางบกเชื่อมโยงจีน-อาเซียน
การค้าผ่านแดนทางลาวเติบโตในอัตราเร่งขึ้นกว่า 32% ในปี 2568 จากภาคอีสานเติบโตดีจากด่านมุกดาหารผ่านเส้นทาง R9 ขยายตัวที่ 42% เนื่องจากเป็นถนนที่เรียบที่สุดที่เชื่อมโยงไทยกับจีน จึงถูกใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (ซึ่งอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือน) ระหว่างไทย-จีน กว่า 80% ของมูลค่าส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จากไทยไปจีนใช้ช่องทางนี้ ซึ่งเติบโตดีตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์
อีกด่านหนึ่งที่สำคัญคือ ด่านนครพนมผ่านเส้นทาง R12 ขยายตัวที่ 27% เนื่องจากเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดเชื่อมโยงไทย-จีน จึงถูกใช้เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งผลไม้ไปจีน ทุเรียนส่วนใหญ่ที่ส่งไปจีนส่งผ่านช่องทางนี้ (รูปที่ 4) ขณะที่ด่านเชียงของ จ.เชียงราย ที่เชื่อมโยงกับเส้นทาง R3A หดตัวเล็กน้อยที่ 1% แต่ยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าหลักกับจีนผ่านลาว โดยเฉพาะผลไม้ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนจึงไม่ได้ช่วยการจ้างงาน การผลิต และการบริโภคในพื้นที่มากนัก เราจึงเห็นเพียงกิจกรรมการขนส่งและคลังสินค้าที่ได้รับผลดีจากการค้าผ่านแดนดังกล่าว (รูปที่ 5)
อย่างไรก็ดี ช่องทางการค้าดังกล่าวกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการแผนยุทธศาสตร์ด้านทางโลจิสติกส์ของทางการจีน ที่เปลี่ยนไปเน้นผลักดันการขนส่งผ่านรถไฟจีน–ลาว และการขนส่งทางน้ำผ่านแม่น้ำโขงมากขึ้น อาจจส่งผลให้ความสำคัญของเส้นทางที่เราใช้เป็นช่องทางหลักในการขนส่งสินค้าไปจีนจะลดลงในระยะต่อไป
- มาเลเซีย ช่องทางบกสู่สิงคโปร์ (ศูนย์กลางขนส่งทางทะเล)
ด้านมาเลเซีย มูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2568 ขยายตัวที่ 9.1% อยู่ที่ 6.7 แสนล้านบาท จากการค้าผ่านแดนที่ขยายตัว 15.3% ซึ่งมีสิงคโปร์และจีนเป็นประเทศปลายทางสำคัญ โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ (ส่วนใหญ่เพื่อไปผลิตยางล้อที่จีน) เครื่องมือสื่อสารและชิ้นส่วน ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยใช้การขนส่งทางบกผ่านด่านสะเดาและปาดังเบซาร์เป็นช่องส่งออกหลัก
ขณะที่การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนด่านสุไหง โก-ลกที่สถานีรถไฟก็ยังไม่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟโกตาบารูและท่าเรือสำคัญด้านตะวันออกของมาเลเซีย ถ้าหากเชื่อมโยงกันได้ พื้นที่ชายแดนใต้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มเติม ล่าสุดโครงการรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมฝั่งตะวันออกฝั่งทะเลจีนใต้และตะวันตกฝั่งอันดามันกำลังจะเริ่มให้บริการเฟสแรกช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่เป้าหมายของทั้งภาคตะวันออกของมาเลเซีย และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ก็อาจได้รับผลพลอยได้จากประโยชน์ของโครงการนี้ด้วย
2. ปัญหาความไม่สงบและทุนเทาเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าชายแดน
ภาพการค้าชายแดนที่หดตัวลงไม่ได้เป็นเพียงผลจากวัฏจักรเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อที่อ่อนแรงเท่านั้น แต่สะท้อนแรงกระแทกเชิงโครงสร้างจากปัญหาความมั่นคง ความไม่สงบทางการเมือง และการแทรกซึมของกิจกรรมผิดกฎหมายตามแนวชายแดน โดยเฉพาะชายแดนเมียนมาและกัมพูชา ตามรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประเมินว่ามีผู้ถูกค้ามนุษย์มากกว่า 220,000 คนถูกกักขังในศูนย์หลอกลวงในเมียนมาและกัมพูชา
- เมียนมา: ทุนเทาแทรกซึมภายใต้ความขัดแย้งภายในประเทศ
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะรัฐกะเหรี่ยงตามแนวชายแดนไทย–เมียนมารุนแรงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2566 ประกอบกับแก๊งก์สแกมเมอร์ทุนเทาที่เคยอยู่ตามตะเข็บชายแดนจีนและถูกทางการจีนปราบปรามย้ายเข้ามาดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เมียวดี ทำให้หลังโควิด กิจกรรมการค้าและเศรษฐกิจผ่านด่านแม่สอด จังหวัดตาก บูมมาก มูลค่าการค้าชายแดนและกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทุนเทาโตอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับทั้งข้อมูลการส่งออกโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนผ่านด่านแม่สอดไปยังเมียนมาที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจากประมาณ 60 ล้านบาทต่อปีช่วงก่อนโควิด (ปี 2560-2562) กระโดดมาเป็นประมาณ 4,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2568[1] (ล่าสุด ยังไม่เห็นผลของการปราบปรามทุนเทาต่อยอดส่งออกโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนผ่านด่านแม่สอด โดยยอดส่งออกรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งปี 2568) และข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับจากการลงพื้นที่ด่านแม่สอด พบว่า ในช่วงดังกล่าว มีความต้องการวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเพื่อสร้างบ่อนการพนันและศูนย์หลอกลวง รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อเลี้ยงประชากรแฝงจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ ซึ่งดึงดูดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฝั่งไทย โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการของแม่สอดขยายตัวตามไปด้วย
เศรษฐกิจชายแดนบางส่วนในช่วงที่ผ่านมาจึงเติบโตบน “กิจกรรมสีเทา” เมื่อมีการปราบปราม ก็ส่งผลให้กำลังซื้อในพื้นที่หดหายไป และทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นกลับเข้าสู่ระดับปกติ การที่ทางการจีน ลาว เมียนมา และไทยร่วมกันปราบปรามสแกมเมอร์และทุนเทาตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนของจังหวัดที่อยู่ใกล้ศูนย์หลอกลวง โดยเฉพาะจังหวัดตาก ตัวเลขยอดขายฐาน VAT หมวดการขายส่งและการขายปลีกช่วงปี 2565 และ 2566 โตเฉลี่ยปีละกว่า 30% และปี 2567 ทรงตัวในระดับสูง เมื่อทางการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ทุนเทาในพื้นที่ในปี 2568 ตัวเลขหมวดดังกล่าวหดตัว 2.5%
- กัมพูชา สถานการณ์สู้รบและท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันจะทำให้เศรษฐกิจการค้าชายแดนซึมยาว
สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานำไปสู่การปิดด่านตลอดแนวตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ทำให้การค้าชายแดน “หยุดทั้งระบบ” ในเวลาอันสั้น และหายไปเกือบทั้งหมดในปี 2569 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนรุนแรง เช่น จังหวัดสระแก้ว ตลาดโรงเกลือซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญซบเซาลงทันที พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ที่เป็นชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ คนไทยที่เคยเดินทางไปเที่ยวสระแก้วก็หายไปมาก ร้านค้าหลายแห่งต้องปิดตัว สำหรับธุรกิจบริการในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในอำเภออรัญประเทศได้รับผลกระทบมาก โรงแรม ร้านอาหาร ร้านนวดสปาแทบไม่มีลูกค้า เช่นเดียวกับโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และสุรินทร์ ที่สูญเสียลูกค้าชาวกัมพูชาซึ่งเคยมีสัดส่วน 30-50% ของผู้ใช้บริการ
นอกจากนี้ การปิดด่านยังกระทบต่อการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร เช่น ทุเรียนและมังคุดตกเกรด ปลาสวาย อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน เช่น แรงงานเก็บผลไม้และตัดแต่งกิ่งที่มีทักษะ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาความไม่สงบและทุนเทา เราพบว่าการบริโภคในพื้นที่ (สะท้อนจากยอดขายฐาน VAT หมวดค้าส่งค้าปลีก) ของจังหวัดตากและสระแก้วแปรผันตามกับมูลค่าการค้าชายแดน ทั้งนี้ อาจเนื่องจากมูลค่าการค้าชายแดนในพื้นที่ดังกล่าวมีขนาดใกล้เคียงกับยอดขายฐาน VAT หมวดค้าส่งค้าปลีกจึงทำให้การค้าชายแดนมีอิทธิพลต่อการค้าส่งค้าปลีกในพื้นที่ กรณีตาก ยอดขายฐาน VAT หมวดค้าส่งค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตามหลังมูลค่าการค้าชายแดนเร่งขึ้นหลังโควิดจนมีมูลค่าสูงสุดในปี 2565 หรือกรณีสระแก้ว ยอดขายฐาน VAT หมวดค้าส่งค้าปลีกปรับตัวตามมูลค่าการค้าชายแดนอย่างเห็นได้ชัด (รูปที่ 7) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากพื้นที่ว่าทุนเทาเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน (จังหวัดชายแดนอื่น เช่น เชียงราย มูลค่าการค้าชายแดนมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับยอดจากฐาน VAT หมวดค้าส่งค้าปลีกจึงไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว แม้ว่าผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ข้อมูลว่าได้รับผลกระทบจากการปราบปรามสแกมเมอร์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างลดลงไปมาก)
จากทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การปรับโครงสร้างการค้าการผลิตในภูมิภาคอาเซียนตามแรงกระเพื่อมที่เกิดจากความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ปัญหาความขัดแย้งและทุนเทาตามแนวชายแดนไม่ได้กระทบเพียง “ตัวเลขการค้า” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทยในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งรูปแบบการค้า เส้นทางโลจิสติกส์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองชายแดน การจ้างงาน ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และอาจเป็นสัญญาณเตือนให้ฉุกคิดว่า โลกการค้าและเศรษฐกิจชายแดนจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและไม่กลับมาเหมือนเดิมในระยะต่อไป ปี 2568 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ทุกภาคส่วนต้องกลับมาทบทวนว่า เศรษฐกิจชายแดนของเราจะอยู่บน “ความหวังว่าโลกจะกลับไปเหมือนเดิม” หรือจะเติบโตบน “การเตรียมพร้อมรับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
อ้างอิง :
1.ที่มา: กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์คำนวณโดยผู้เขียน
หมายเหตุ: “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”




