รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในระยะ 250 ปีที่ผ่านมา เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น สถาบันและการเมืองมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจแบบทวีป ตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่ ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม และการมีระบบการเงินที่เข้มแข็งและหลากหลาย ทำให้ธุรกิจต่างๆสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ปัญหาท้าทายและการฟื้นตัว
แต่รายงาน Deutsche Bank เรื่อง US at 250 – Why has the US been so successful and can it continue? กล่าวว่า ความสำเร็จอย่างมากของสหรัฐฯในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ดำเนินไปแบบเส้นตรง นับตั้งแต่สร้างประเทศขึ้นมา มีทั้งเหตุการณ์ต่างๆและคำถามตามมาตลอดในเรื่อง ศักยภาพระยะยาวของประเทศ สงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1860 ทำให้สหรัฐฯเกิดความเสี่ยงในการอยู่รอดของประเทศ แม้จะตั้งขึ้นมาได้ไม่ถึง 100 ปี
ในระยะ 100 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่สหรัฐฯมีอำนาจมากที่สุด แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยต่ออนาคตประเทศ หลังจากเกิดการตกต่ำของตลาดหุ้นในปี 1929 ตามมาด้วยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) การว่างงานพุ่งขึ้นถึง 25% และยังสูงกว่า 10% ตลอดเวลานับ 10 ปี ดัชนี S&P 500 ลดลงถึง 86% จนมาถึงปี 1954 ที่ดัชนีหุ้น S&P กลับมาที่ระดับสูงสุดในปี 1929 เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ได้สั่นคลอนต่อความเชื่อในระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรี
แต่สหรัฐฯก็หลุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เริ่มต้นจากโครงการ New Deal ของประธานาธิบดีแฟรนกลิน โรสเวลต์ ที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและธุรกรรมเศรษฐกิจขึ้นมาอีก สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ธุรกรรมเศรษฐกิจพุ่งขึ้นมากไปอย่างมาก เพราะสงครามไม่ได้เกิดขึ้นบนดินแดนสหรัฐฯ หลังสงคราม ฐานะสหรัฐฯแข็งแกร่งแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนเทียบกับประเทศระดับเดียวกัน ส่วนยุโรปต้องกลับไปฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม
ปี 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โลกเข้าสู่ยุคมีมหาอำนาจขั้วเดียวคือสหรัฐฯ แต่วิกฤติการเงินโลกปี 2008 ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยต่อชื่อเสียงสหรัฐฯ การว่างงานสูงกว่า 10% เศรษฐกิจถดถอยนาน 18 เดือน ยาวนานที่สุดนับจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ปี 1930 การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า การเติบโตต่ำกว่าทศวรรษในอดีต ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เสนอแนวคิด “ภาวะชะงักงันที่ยาวนาน” (secular stagnation) มีนัยยะว่า สหรัฐฯกำลังเผชิญยุคการเติบโตที่ช้าลงแบบถาวร
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามต่อฐานะนำของสหรัฐฯ เมื่อจีนมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเดียวกันที่สหรัฐฯตกต่ำ ปี 2005 จีนมี GDP เทียบเท่ากับ 18% ของสหรัฐฯ แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 62% ในปี 2015 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลกำลังเศรษฐกิจเชิงเปรียบเทียบ ที่สำคัญภายในเวลา 10 ปี
แต่ในทศวรรษ 2020 คำอธิบายสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯแบบ “ภาวะชะงักงันที่ยาวนาน” หายไปเลย เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากโรคระบาด ปริมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมากกว่าวิกฤติปี 2008 นอกจากนี้ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯเป็นแนวหน้าการพัฒนาของ AI สร้างความหวังเรื่องการเติบโตของผลิตภาพใหม่ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯยังมีรายได้ต่อคนมากที่สุดในกลุ่มประเทศ G-7
ปัญหาท้าทายในอนาคต
รายงาน Deutsche Bank กล่าวว่า แม้สหรัฐฯจะผ่านวิกฤติต่างๆมาได้ และพิสูจน์ว่า การพยากรณ์การตกต่ำของสหรัฐฯคือสิ่งที่เวลาของมันยังไม่มาถึง แต่ปัญหาท้าทายปัจจุบันคือสิ่งที่มีความแหลมคมกว่าอดีต การพุ่งมาท้าทายของจีน ทำให้สหรัฐฯไม่ได้เป็นมหาอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีฐานะนำแบบอดีต หนี้สินต่อ GDP พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ฐานะการคลังมีความจำกัด ที่จะรับมือปัญหาท้าทายใหม่ๆ ดังนั้น ใน 10 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงที่ทดสอบความสามารถในการปรับตัวของสหรัฐฯ
หลังสงครามเย็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการสิ้นสุดของช่วงโลกขั้วเดียว และการพุ่งขึ้นมาเป็นมาอำนาจของจีน ที่เป็นคู่แข่งระดับเดียวกับสหรัฐฯ ปัจจุบัน จีนก้าวล้ำหน้าสหรัฐฯในเรื่อง ผลผลิตอุตสาหกรรม ปริมาณการค้า และมูลค่า GDP เมื่อวัดจากกำลังซื้อ และกำลังไล่ตามในเรื่องเทคโนโลยีก้าวกน้าและเซมิคอนดักเตอร์ สหรัฐฯยังนำในเรื่อง GDP ตามมูลค่าตลาด ความเข้มแข็งช่ำชองของตลาดทุน ระบอบเงินดอลลาร์ และนวัตกรรมแนวหน้า
แต่การก้าวเป็นประเทศผู้นำของจีน เกิดขึ้นหลายด้าน เช่นจีนครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมการผลิตโลก ภาคการผลิตจีนใหญ่พอๆกับภาคการผลิตของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมัน และเกาหลีใต้รวมกัน ค่าไฟฟ้าของจีนมีราคาเสี้ยวหนึ่งของราคาที่คนยุโรปและสหรัฐฯจ่าย จีนทำให้เงินหยวนมีอิทธิพลในโลกมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการออมในประเทศที่มีปริมาณล้นเกิน
การพุ่งขึ้นมาของจีน เกิดขึ้นในช่วงที่ระบบระหว่างประเทศมีพื้นฐานกฎระเบียบ กำลังถูกกดดันอย่างหนัก การสนับสนุนโลกาภิวัตน์ในประเทศตะวันตก ก็ลดน้อยลงไป รัฐบาลทรัมป์ยังสร้างแรงสั่นคลอนต่ออนาคตระเบียบโลก เช่นการใช้อัตราภาษีนำเข้าสูงสุด ที่สหรัฐฯนำมาใช้กับพันธมิตร ทั้งๆที่ในทางยุทธศาสตร์ เครือข่ายพันธมิตรเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจมีค่ามหาศาล ที่สนับสนุนฐานะนำของเงินดอลลาร์ สร้างความมั่นคงแก่เส้นทางการค้า และเป็นพื้นฐานด้าน soft power แก่ระเบียบโลก ที่ยึดถือกฎเกณฑ์
ทำไมสหรัฐฯยังรักษาความสำเร็จต่อไป
รายงาน Deutsche Bank กล่าวว่า ความท้าทายที่สหรัฐฯเผชิญอยู่ คือสิ่งที่เป็นจริง แต่ความหนักแน่นของหลักฐานต่างๆ ทำให้อนาคตที่มองเห็นข้างหน้า สหรัฐฯยังคงเป็นประเทศที่มีฐานะนำทางเศรษฐกิจของโลก เพราะมีความเปรียบทางโครงสร้างโดยรวม ที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก และสหรัฐฯยังคงรักษาความสามารถในการปรับตัว ที่เคยช่วยให้ฟืนตัวจากความยากลำบากในอดีต
จุดเริ่มต้นอยู่ที่ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า สหรัฐฯยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก และยังมีศักยภาพของการเติบโตด้านผลิตภาพ ที่มาจากการเป็นผู้นำด้าน AI ความรุ่งเรืองด้าน AI สะท้อนความสามารถของสหรัฐฯ ในเรื่องการสร้างสิ่งใหม่ (reinvention)
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯแสดงให้เห็นว่า ยินดีที่จะอ้าแขนรับเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ที่ใช้ทุนเข้มข้น และพร้อมรองรับความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น AI เป็นหนึ่งในหลายเทคโนโลยี ที่นำไปสู่ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ เช่นวัฏจักรการขึ้นลง แต่เวลาผ่านไป ก็ทำให้ประโยชน์กระจายเป็นวงกว้าง
แต่รายงาน Deutsche Bank ระบุว่า เงื่อนไขความสำเร็จที่ต่อเนื่องของสหรัฐฯนั้น มีอยู่หลายประการ เช่น การเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ ต้องทำให้ประโยชน์กระจายวงกว้าง หากผลประโยชน์กระจุกตัว จะเกิดความเสี่ยงที่ระบอบการเมืองและสถาบันต่างๆทำงานผิดปกติขึ้นมา การรักษาการมีเสถียรภาพทางสถาบันของสหรัฐฯ ที่มาจากหลักนิติธรรมและสิทธิในทรัพย์สิน ที่เป็นรากฐานของตลาดทุนและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
คำถามที่ว่าประเทศต่างๆจะเรียนรู้ความสำเร็จของสหรัฐฯอย่างไร รายงาน Deutsche Bank สรุปไว้ 3 ข้อ คือ การมีโครงสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง มีระบบกฎหมายรองรับการลงทุนระยะยาว การมีระบบการเงินที่พัฒนาแล้ว ที่ยอมรับความเสี่ยง และปรับตัวสู่ภาคที่เกิดผลผลิต และสุดท้าย ความสามารถในการปรับต่อบริบทต่างๆที่เกิดขึ้น สามารถใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็งที่มีอยู่ รับมือกับแรงกดดันที่เกิดขึ้น
เอกสารประกอบ
US at 250 – Why has the US been so successful and can it continue? Jun 24, 2026, Deutsche Bank Research Intitute



