
1721955
เมื่อภาพความตายมีอยู่มากมาย แต่โลกกลับมองไม่เห็น
เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! Film Festival ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–13 กันยายน 2026 ณ โรงภาพยนตร์ Doc Club แห่งใหม่บนตึก Cloud 11 โดยปีนี้จะเปิดให้ชมภาพยนตร์ทุกเรื่องฟรี หนึ่งในหนังสายประกวดนานาชาติที่เราอยากชวนให้จับตามองเป็นพิเศษอีกเรื่องคือ Notes on an Exile สารคดีบราซิลความยาว 79 นาที ผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ กุสตาโว คาสโตร
หนังเปิดเรื่องด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ฟังดูเหมือนบทกวี
“คุณถามว่า ผู้ลี้ภัยหมายถึงอะไร
พวกเขาจะตอบว่า คนที่รากถูกถอนขึ้นจากผืนดิน
แล้วผืนดินหมายถึงอะไร
บ้าน ต้นหม่อน เล้าไก่ รังผึ้ง กลิ่นขนมปัง และรุ่งอรุณแรก”
คำว่า “ผู้ลี้ภัย” ใน Notes on an Exile จึงไม่ได้หมายถึงตัวเลขในรายงาน ไม่ใช่มวลชนไร้ใบหน้าที่เคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนแผนที่ แต่คือคนที่ถูกตัดขาดจากบ้าน ต้นไม้ รสอาหาร กลิ่นดิน หลุมศพของบรรพบุรุษ และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นความรู้สึกว่าตนเองมีที่แห่งหนึ่งในโลก
นี่คือหนังเกี่ยวกับปาเลสไตน์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนังเกี่ยวกับ “ภาพ” ใครมีสิทธิสร้างภาพ ใครเป็นผู้กำหนดว่าภาพใดน่าเชื่อถือ ภาพใดจะถูกมองเห็น และเหตุใดในยุคที่ความตายจากกาซาถูกบันทึกไว้แทบทุกวัน หลักฐานเหล่านั้นจึงถูกทำให้มองไม่เห็น ทำให้คลุมเครือ หรือไหลผ่านหน้าจอไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
หนังตั้งคำถามอันน่ากลัวว่า ในโลกปัจจุบัน การลบประวัติศาสตร์อาจไม่จำเป็นต้องเผาฟิล์ม ปิดสำนักข่าว หรือทำลายเอกสารอีกต่อไป แค่ปล่อยให้ภาพหนึ่งภาพจมหายไปท่ามกลางอีกหลายล้านภาพก็เพียงพอแล้ว
จากทัวร์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สู่ดินแดนที่ล้อมด้วยกำแพงสูง
จุดเริ่มต้นของ Notes on an Exile ย้อนกลับไปในปี 2018 เมื่อคาสโตรได้รับเชิญจากบริษัทท่องเที่ยวให้เดินทางไปกับกลุ่มคริสเตียนชาวบราซิล เพื่อถ่ายวิดีโอประชาสัมพันธ์การแสวงบุญใน “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ตลอดสิบวันแรก เขาเดินตามเส้นทางที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยว เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนา ลอยตัวอยู่ในทะเลเดดซี และพบว่าในเยรูซาเล็ม นักท่องเที่ยวสามารถเช่าไม้กางเขนมาแบกตามเส้นทาง Via Dolorosa หรือซื้อมงกุฎหนามเป็นของที่ระลึกได้
ภาพของเยรูซาเล็มในช่วงนี้จึงคล้ายสวนสนุกทางศาสนา ความเจ็บปวดของเยซูถูกแปรรูปเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีเส้นทางปลอดภัย มีไกด์นำทาง มีร้านค้ามากมาย และมีเวลานัดหมายขึ้นรถกลับโรงแรม
แต่คาสโตรวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นว่าเมื่อคณะทัวร์เดินทางกลับ เขาจะอยู่ต่ออีกยี่สิบวันเพื่อรอพบราฟาเอลเพื่อนช่างภาพ และออกไปทำสารคดีโดยไม่มีบทล่วงหน้า ทันทีที่เขาแยกจากคณะทัวร์ ภูมิทัศน์ก็เปลี่ยนไป กำแพง รั้ว ทหาร และจุดตรวจปรากฏถี่ขึ้น เขาเดินทางผ่านด่านควบคุมของทหารอิสราเอลเข้าสู่เขตเวสต์แบงก์ สิ่งที่ถูกซ่อนไว้หลังเส้นทางท่องเที่ยวปลอดภัยค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนออกมา
ในปี 2018 ความตั้งใจของคาสโตรยังค่อนข้างเรียบง่าย เขาอยากบันทึกชีวิตประจำวัน ขนบ ความเชื่อ และความเป็นไปได้ในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในดินแดนที่ถูกยึดครอง โดยพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ปะทะ แต่เมื่อเหตุการณ์หลังวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เปลี่ยนโลกของผู้คนในปาเลสไตน์ ฟุตเทจเก่าทั้งหมดก็เปลี่ยนความหมายตามไปด้วย
“สิ่งที่ควรจะเป็นไปได้ที่จะเอามาทำเป็นหนัง กลายเป็นภาพสะท้อนอันโหดร้ายเกี่ยวกับการแบ่งแยกและการล่าอาณานิคมในปาเลสไตน์”
คาสโตรกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงการ หนังที่เริ่มต้นจากความหวังเรื่องการอยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นคำถามว่า การอยู่ร่วมกันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อคนกลุ่มหนึ่งควบคุมสิทธิในการเดินทาง น้ำ ที่ดิน พรมแดน และแม้กระทั่งนิยามของความจริง
เมื่อร่างกายกลายเป็นด่านตรวจ
ระหว่างถ่ายภาพในจัตุรัสกลางเมืองรามัลลาห์ช่วงเดือนรอมฎอน คาสโตรบังเอิญเข้าไปอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารปาเลสไตน์กับกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านการยึดครอง ชายกลุ่มหนึ่งกระชากกล้อง ทุบตี และลากตัวเขาออกไป เขาไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเข้าใจว่าเขาเป็นไซออนิสต์ ผู้ชุมนุมชาวปาเลสไตน์ หรือสายลับจากฝ่ายใด
เขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากคนกลุ่มนั้นเห็นหนังสือเดินทางบราซิล กล้องเสียหาย ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และเขากับราฟาเอลเกือบตัดสินใจยุติการถ่ายทำ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การใคร่ครวญที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของหนัง คาสโตรยอมรับว่า การเกิดเป็นคนผิวขาวในบราซิล ประเทศที่เต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติและความเหลื่อมล้ำ ทำให้เขาไม่เคยถูกตำรวจเพ่งเล็ง ไม่เคยถูกสันนิษฐานว่าเป็นอาชญากร และไม่เคยต้องตระหนักถึงสีผิวของตนเองเมื่อเทียบกับคนบราซิลผิวดำ
เขากล่าวว่า “ในบราซิลด่านตรวจคือสีผิวของเรา” แต่เมื่อมาอยู่ในปาเลสไตน์ ใบหน้าแบบคนขาวของเขาไม่ได้รับประกันความปลอดภัยอีกต่อไป “ที่นั่นผมรู้สึกผ่านผิวหนังของตัวเองว่า ร่างกายของผมก็เป็นดินแดนหนึ่ง เป็นกำแพงหนึ่ง และเป็นพรมแดนได้เช่นกัน”
ประโยคนี้สะท้อนทั้งพลังและข้อจำกัดของหนัง คาสโตรไม่พยายามเสแสร้งว่าตนเองไม่มีสิทธิพิเศษ หรือสามารถเข้าใจประสบการณ์ของชาวปาเลสไตน์ได้ทั้งหมด เขาใช้ความสับสนและความหวาดกลัวชั่วครู่ของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นในการมองเห็นว่า สำหรับผู้คนในดินแดนแห่งนี้ การถูกอ่าน ถูกตรวจสอบ และถูกตัดสินจากร่างกายและเอกสารประจำตัว ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติ แต่คือชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ครอบครัวลาติฟ ขนมปัง ต้นมะกอก และบ้านที่ไม่เคยเป็นเพียงบ้าน
หลังเหตุการณ์ในรามัลลาห์ คนจำนวนมากที่นัดหมายไว้ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ มีเพียงครอบครัวลาติฟ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทั้งกับบราซิลและปาเลสไตน์ ที่ยอมเปิดบ้านต้อนรับทีมงาน พวกเขามาถึงหมู่บ้านโกบาร์ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวกำลังอบขนมปังอยู่หลังบ้าน ภาพชีวิตธรรมดานี้มีความสำคัญต่อหนังมาก เพราะ Notes on an Exile ไม่ยอมให้ชาวปาเลสไตน์ปรากฏอยู่บนจอเพียงในฐานะผู้บาดเจ็บ ศพ นักรบ หรือผู้ประท้วง ทว่าพวกเขาปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ดูแลลูกหลาน ทะเลาะกันบ้าง หัวเราะบ้าง วางแผนอนาคต และมีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับบ้านเกิดไม่ต่างจากมนุษย์ที่อื่น
โมฮัมหมัด อับเดล ลาติฟ เป็นวิศวกรชาวปาเลสไตน์ที่เคยใช้ชีวิตในบราซิลนาน 14 ปี ก่อนกลับมาตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ เขาแต่งงานกับหญิงชาวบราซิลซึ่งเป็นลูกหลานของครอบครัวปาเลสไตน์ และมีลูกด้วยกันสามคน ส่วน รูไอดา ราบาห์ ภรรยาของลาติฟ ทำหน้าที่ล่ามและกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมถ่ายหนังด้วย เธอเล่าว่า “ที่ดินของครอบครัวเป็นมรดกจากพ่อ ต้นมะกอกหลายต้นพ่อของฉันปลูกเอาไว้ แต่เขาเสียชีวิตก่อนจะได้เห็นมันออกผล”
เธอกลับมาดูแลต้นไม้เหล่านั้น ส่วนหนึ่งเพื่อสานต่อความฝันของพ่อ และอีกส่วนหนึ่งเพราะหลุมศพของพ่อเธออยู่ที่นี่ พ่อเคยเล่าให้เธอฟังถึงปาเลสไตน์อันงดงาม เต็มไปด้วยภูเขา ต้นมะกอก โบสถ์ และมัสยิด แต่เมื่อเธอกลับมาถึง สิ่งที่พบกลับต่างจากเรื่องเล่าอย่างสิ้นเชิง
เธอผ่านการเคอร์ฟิว การปิดกั้นการเดินทาง และเหตุการณ์รุนแรงระหว่างอินทิฟาดาครั้งที่สอง หลังการผ่าตัดคลอด เธอเคยถูกห้ามไม่ให้เดินทางกลับหมู่บ้าน และยังเล่าว่าตนสูญเสียลูกระหว่างตั้งครรภ์หลังสูดดมแก๊สพิษ
[FYI: อินทิฟาดา (Intifada) เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า “การลุกฮือ” หรือ “การสลัดออก” ใช้เรียกการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองของอิสราเอล โดยมีทั้งการประท้วง การนัดหยุดงาน การไม่ให้ความร่วมมือ การขว้างก้อนหิน และในบางช่วงมีการใช้อาวุธ
อินทิฟาดาครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นระหว่าง เดือนธันวาคม 1987 ถึงปี 1993 เริ่มต้นหลังรถบรรทุกของกองทัพอิสราเอลชนรถชาวปาเลสไตน์ใกล้ค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลียในฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต และจุดชนวนการประท้วงทั่วกาซาและเวสต์แบงก์การลุกฮือครั้งนี้เน้นการประท้วงระดับมวลชน การนัดหยุดงาน การคว่ำบาตรสินค้าอิสราเอล และการขว้างก้อนหินเป็นหลัก โดยทั่วไปถือว่าสิ้นสุดลงเมื่อมีการลงนาม ข้อตกลงออสโลในปี 1993
อินทิฟาดาครั้งที่สอง เกิดขึ้นระหว่าง เดือนกันยายน 2000 ถึงราวปี 2005 และมักเรียกว่า อัลอักซออินทิฟาดา ชนวนสำคัญคือการที่ อาเรียล ชารอน ผู้นำฝ่ายค้านอิสราเอลในขณะนั้น เดินทางไปยังบริเวณมัสยิดอัลอักซอ/เทมเพิลเมาต์ในเยรูซาเล็ม เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2000 ท่ามกลางความตึงเครียดจากความล้มเหลวของกระบวนการสันติภาพ
ครั้งที่สองรุนแรงกว่าครั้งแรกมาก มีทั้งเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย การยิง การปฏิบัติการทางทหาร การบุกเมือง และการทำลายบ้านเรือน โดยทั่วไปถือว่าสงบลงในปี 2005 แม้จะไม่มีวันสิ้นสุดที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันอย่างชัดเจน]
สำหรับรูไอดา ปาเลสไตน์ในความทรงจำของพ่อคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ บ้านของสามศาสนา แต่ปาเลสไตน์ที่เธอพบคือพื้นที่ซึ่งศาสนาถูกนำมาใช้สร้างความเกลียดชัง และกลบความจริงที่ว่าความขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องกับที่ดิน อำนาจ และสิทธิในการดำรงชีวิตมากเพียงใด
ที่บ้านของครอบครัวลาติฟ น้ำประปามาเพียงสัปดาห์ละครั้ง สมาชิกในบ้านต้องรีบซักผ้า ล้างจาน อาบน้ำ และนำน้ำใช้แล้วไปรดต้นไม้ บ้านทุกหลังต้องมีถังขนาดใหญ่สำหรับกักน้ำ ขณะที่นิคมชาวยิวซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ หนังใช้รายละเอียดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า “การยึดครอง” ไม่ได้เกิดเฉพาะในฉากทหารยิงปืนหรือบุกค้นบ้าน แต่อยู่ในทุกครั้งที่คนคนหนึ่งเปิดก๊อกน้ำ แล้วไม่รู้ว่าจะมีน้ำไหลออกมาหรือไม่
คาเล็ด ลูกชายวัยรุ่นของครอบครัวนี้ พูดถึงเพื่อนที่ถูกจับและใช้เวลาหลายเดือนในเรือนจำ เขาพูดถึงเยาวชนปาเลสไตน์ที่เล่นฟุตบอล ชกมวย และมีความสามารถ แต่ไม่มีพื้นที่พักผ่อน ไม่มีอิสระในการเดินทาง และบางคนไม่เคยเห็นทะเล ทั้งที่อาคารสูงริมชายฝั่งเทลอาวีฟอยู่ห่างจากบ้านของพวกเขาเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ต่อมาในปี 2022 คาเล็ดสามารถย้ายไปบราซิล เรียนกฎหมาย และสอนรำดับเกะห์ (Dabkeh การเต้นรำพื้นบ้านของปาเลสไตน์) ชีวิตของเขาจึงต้องเผชิญทั้งการลี้ภัย โอกาสที่ดีขึ้นในชีวิต และความพยายามรักษาวัฒนธรรมรากเหง้าเอาไว้ในเวลาเดียวกัน
จามิเล และความทรงจำที่เดินทางข้ามทะเลทราย
บุคคลที่ทรงพลังที่สุดในหนังอาจเป็น จามิเล อับเดล ลาติฟ แม่ของโมฮัมหมัด ผู้เป็นพยานที่ยังมีชีวิตจากเหตุการณ์นัคบาในปี 1948 และสงครามหกวันในปี 1967
[FYI: เหตุการณ์นัคบา นัคบา (Nakba) เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า “หายนะ” ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากต้องพลัดถิ่น สูญเสียบ้านและที่ดิน ระหว่างสงครามปาเลสไตน์–อิสราเอลช่วงปี 1947–1949 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในเดือนพฤษภาคม 1948
หลังสหประชาชาติเสนอแผนแบ่งปาเลสไตน์เป็นรัฐยิวและรัฐอาหรับ ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นระหว่างกองกำลังยิวกับชาวอาหรับปาเลสไตน์ ก่อนขยายเป็นสงครามระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับรอบข้าง ภายในสงครามครั้งนั้น ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 700,000 คนหนีภัยหรือถูกขับออกจากถิ่นฐาน และกลายเป็นผู้ลี้ภัยในเวสต์แบงก์ กาซา จอร์แดน เลบานอน ซีเรีย และประเทศอื่น ๆ
สำหรับชาวอิสราเอล เหตุการณ์เดียวกันนี้มักถูกเรียกว่า สงครามประกาศเอกราช แต่สำหรับชาวปาเลสไตน์ นัคบาหมายถึงการสูญเสียบ้านเกิด การแตกสลายของชุมชน และปัญหาผู้ลี้ภัยที่สืบต่อมาอีกหลายรุ่น
สงครามหกวัน สงครามหกวัน เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5–10 มิถุนายน 1967 เป็นสงครามระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์ จอร์แดน และซีเรีย หลังจากความตึงเครียดทางทหารเพิ่มสูงขึ้น อียิปต์นำทหารเข้าสู่คาบสมุทรไซนาย ขอให้กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติถอนตัว และปิดช่องแคบติราน ก่อนที่อิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออียิปต์
ภายในหกวัน อิสราเอลเข้าควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้แก่ คาบสมุทรไซนายและฉนวนกาซาจากอียิปต์, เวสต์แบงก์ รวมถึงเยรูซาเล็มตะวันออกจากจอร์แดน และที่ราบสูงโกลันจากซีเรีย สงครามครั้งนี้ทำให้ชาวปาเลสไตน์อีกหลายแสนคนต้องพลัดถิ่น และเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เวสต์แบงก์ เยรูซาเล็มตะวันออก และกาซาตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของความขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบัน]
จามิลาต้อนรับทีมงานด้วยมักลูบา (Maqlooba แปลว่าคว่ำลง นำข้าว เนื้อ และผักมาเรียงเป็นชั้นก่อนจะคว่ำหม้อลงบนจานเมื่อสุกแล้ว) อาหารปาเลสไตน์ ก่อนเริ่มเล่าเรื่องวันที่ข่าวการโจมตีหมู่บ้านใกล้เคียงเดินทางมาถึง ครอบครัวและเพื่อนบ้านตัดสินใจหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่มีรถ ไม่มีถนนใหญ่ มีเพียงทางเดินเท้า จามิเลเล่าว่าพวกเขาต้องเดินทางไกลราว 400 กิโลเมตร พักกลางแจ้ง เคลื่อนต่อไปยังกรุงอัมมานในจอร์แดนด้วยรถบรรทุกผัก และถูกนำไปอยู่ในอาคารที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือฟูกนอน “เราไม่ได้ต้องการความสะดวกสบาย เราเพียงต้องการพื้นสำหรับนอน”
ต่อมาผู้ลี้ภัยถูกขนย้ายไปยังพื้นที่ทะเลทรายซึ่งไม่มีต้นไม้ หรือแม้แต่ก้อนหินสำหรับบังแดด องค์การบรรเทาทุกข์นำผ้าใบมาแจก คนที่มาถึงก่อนจึงได้เต็นท์ ส่วนคนที่มาช้าต้องอยู่อย่างไร้ที่กำบัง สิ่งที่ทำให้คำให้การของจามิเลแตกต่างจากวาทกรรมชาตินิยมแบบเหมารวม คือเธอย้ำว่าไม่ต้องการขับไล่หรือสังหารชาวยิว เธอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน มุสลิม หรือยิว สิ่งที่เธอต่อต้านคือการถูกทำให้อับอาย การจำคุกลูกหลาน การพรากบ้าน และกำแพงที่กักผู้คนไว้
“เราเป็นนกที่บินข้ามกำแพงได้หรือ เราไม่ใช่มนุษย์หรือ พระเจ้าไม่ได้สร้างเราทุกคนหรือ”
คาสโตรบอกว่า นี่คือคำให้การที่สะเทือนใจที่สุดสำหรับเขา เพราะเรื่องลี้ภัยของจามิเลในปี 1948 สะท้อนกับภาพร่วมสมัยของครอบครัวที่ต้องทิ้งบ้าน อาศัยในเต็นท์ และถูกบังคับให้เคลื่อนย้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประวัติศาสตร์ในหนังจึงไม่ใช่เส้นตรงจากอดีตสู่ปัจจุบัน แต่เป็นวงจรที่กลับมาในรูปร่างใหม่ โดยมีร่างกายของคนรุ่นใหม่รับช่วงความเจ็บปวดจากคนรุ่นก่อน
หนังที่ไม่ได้ถามเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถามว่าเราเห็นมันอย่างไร
Notes on an Exile ไม่ได้พอใจกับการเป็นสารคดีประวัติศาสตร์หรือบันทึกคำให้การของครอบครัวหนึ่งเท่านั้น หนังขยายคำถามไปถึงประวัติศาสตร์ของการผลิตภาพเกี่ยวกับ “ตะวันออกกลาง” คาสโตรย้อนกลับไปพูดถึงภาพถ่ายของ เฟลิกซ์ บงฟิส ช่างภาพชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้ถ่ายภาพดินแดนตะวันออกกลางแล้วนำไปเผยแพร่ในยุโรป
ภาพเหล่านี้สร้างจินตนาการเรื่อง “ตะวันออกอันแปลกประหลาด” สำหรับผู้ชมที่นิยามตัวเองว่าเป็นชาวตะวันตก จากภาพคนพื้นเมืองอันลึกลับในยุคอาณานิคม มาถึงภาพชายตะวันออกกลางในฐานะผู้ก่อการร้าย โลกตะวันตกผลิตภาพของ “คนอื่น” ให้ดูดิบเถื่อน รุนแรง และไร้เหตุผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนภาพเหมารวมเหล่านี้ไม่ได้เพียงบันทึกโลก แต่เข้ายึดครองจินตนาการของผู้ชม
คาสโตรตั้งคำถามว่า “เราสามารถรู้อะไรเกี่ยวกับมนุษย์คนหนึ่งได้จริงหรือ หากรู้จักเขาผ่านภาพที่คนอื่นเลือกมาให้ดูเท่านั้น”
ชาวปาเลสไตน์ ซีเรีย อิหร่าน หรือเลบานอน อาจถูกผู้ชมจำนวนมากมองว่าไม่แตกต่างกัน ทั้งที่แต่ละคนมีประวัติ ครอบครัว ความเชื่อ ภาษา และความฝันของตัวเอง การไม่สามารถแยกแยะไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนภาพเสมอไป แต่อาจเกิดจากภาพทั้งหมดถูกผลิตและจัดหมวดหมู่ให้อยู่ภายใต้คำกว้าง ๆ เช่น “อาหรับ” “มุสลิม” “ตะวันออกกลาง” หรือ “ผู้ก่อการร้าย”
นี่คือเหตุผลที่ฉากอบขนมปัง ดูแลต้นมะกอก แบ่งน้ำใช้ หรือรับประทานมักลูบาใน Notes on an Exile มีความสำคัญทางการเมืองไม่น้อยไปกว่าภาพระเบิด เพราะมันคืนความเฉพาะปกติสามัญให้แก่คนที่ถูกภาพข่าวทำให้กลายเป็นมวลชน
เมื่อการลบเลือนเกิดจากความล้นเกิน
ช่วงท้ายคือส่วนที่ผลัก Notes on an Exile ให้ไกลกว่าสารคดีประวัติศาสตร์ทั่วไป ภาพจากโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียได้เปิดบทใหม่ในประวัติศาสตร์ภาพสงคราม ผู้คนที่ถูกโจมตีไม่จำเป็นต้องรอให้นักข่าวต่างชาติเดินทางมาถึง พวกเขาถ่ายภาพบ้านที่พัง เด็กที่บาดเจ็บ ศพของสมาชิกครอบครัว และโพสต์ออกสู่โลกด้วยตนเอง
ภาพเหล่านี้เรียกร้องให้เราเป็นพยาน แต่ในเวลาเดียวกันมันต้องแข่งขันกับภาพอาหาร แมว การแต่งหน้า การเต้น ข่าวดารา โฆษณา และคอนเทนต์อีกจำนวนมหาศาลบนหน้าจอเดียวกัน ชายคนหนึ่งในหนังอุ้มร่างพี่ชายซึ่งถูกห่อด้วยผ้าขาว และบอกนักข่าวให้ถ่ายภาพนั้นไว้ ส่งให้สำนักข่าว และโพสต์ลงทุกโซเชียลมีเดีย เพราะเขาต้องการให้โลกเห็น
แต่ทันทีที่ภาพถูกโพสต์ มันก็เข้าสู่กระแสข้อมูลที่ไม่มีวันสิ้นสุด “ในยุคของเรา การลบเลือนเกิดขึ้นผ่านความล้นเกิน” ยิ่งภาพเพิ่มจำนวน ความรู้สึกแตกต่างระหว่างภาพหนึ่งกับอีกภาพกลับลดลง เด็กแต่ละคนมีชื่อ มีบ้าน และมีครอบครัว แต่เมื่อภาพเด็กบาดเจ็บปรากฏซ้ำทุกวัน พวกเขาอาจถูกมองเป็นภาพประเภทเดียวกัน จนผู้ชมไม่สามารถอ่านเรื่องราวเฉพาะของแต่ละชีวิตได้อีก
ภาพจากกาซาจึงไม่ได้หายไป มันยังอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ ในฟีด ในคลิปที่ถูกแชร์ซ้ำ และในฐานข้อมูลดิจิทัล แต่สิ่งที่หายไปคือความสามารถของเราที่จะหยุด มอง เชื่อมโยง และจดจำ นี่คือคำถามที่บทวิจารณ์ของเว็บ Tropical Alien มองว่าเป็นข้อสรุปสำคัญที่สุดของหนัง — เหตุใดสิ่งที่อาจเป็นความรุนแรงซึ่งถูกบันทึกด้วยวิดีโอมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จึงยังถูกตั้งคำถามหรือเพิกเฉยได้
คำตอบส่วนหนึ่งคือ ภาพของตึกที่พังและร่างผู้เสียชีวิตต้องวางอยู่ข้างข่าวรายวัน คลิปสัตว์เลี้ยง และข้อมูลบิดเบือน จนหลักฐานถูกเจือจางในมหาสมุทรข้อมูลอันกว้างใหญ่แต่ตื้นเขิน ในแง่นี้ Notes on an Exile ไม่ได้เรียกร้องเพียงให้ผู้ชม “ดูภาพ” เพราะเราอาจเคยเห็นภาพเหล่านี้มามากแล้ว
สิ่งที่หนังพยายามทำคือดึงภาพกลับออกมาจากกระแส ให้มันกลับไปเชื่อมกับชื่อ สถานที่ ครอบครัว ประวัติศาสตร์ และความต่อเนื่องของเหตุการณ์ หนังเรื่องนี้ต้องการคืน “เรื่องราว” ให้แก่ภาพ ก่อนที่ภาพนั้นจะถูกเลื่อนผ่านและฝังกลบ
จุดแข็งและข้อจำกัดของหนัง
ความน่าสนใจของ Notes on an Exile อยู่ที่การเป็นหนังจากบราซิล ไม่ใช่หนังที่มองปาเลสไตน์จากยุโรปหรืออเมริกาเหนือเพียงอย่างเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างบราซิลกับปาเลสไตน์ปรากฏผ่านครอบครัวผู้อพยพ หนังสือเดินทางสองสัญชาติ ชีวิตของคนที่เคยไปตั้งหลักในบราซิลและเดินทางกลับมาปาเลสไตน์ รวมถึงคาสโตรเองซึ่งมองปาเลสไตน์ผ่านประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม ความเหลื่อมล้ำ และการเหยียดเชื้อชาติในประเทศของตน
ผู้กำกับมีประสบการณ์ทำงานด้านภาพยนตร์และการศึกษาภาคประชาชนมาราวสองทศวรรษ ผลิตหรือร่วมสร้างสารคดีมากกว่า 30 เรื่องเกี่ยวกับการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมในอเมริกาใต้ อเมซอน และตะวันออกกลาง แต่ Notes on an Exile คือภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกที่เขากำกับและถ่ายภาพเอง
สถานะ “หนังยาวเรื่องแรก” นี้มองเห็นได้ทั้งในข้อดีและข้อจำกัดของงาน หนังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ต้องการพูดพร้อมกันทั้งเรื่องครอบครัวลาติฟ ประวัติศาสตร์นัคบา การยึดครอง การล่าอาณานิคม บทบาทศาสนา ภาพแบบตะวันออกนิยม จุดตรวจ สิทธิในน้ำ การเหยียดเชื้อชาติ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ และการไหลของภาพในโซเชียลมีเดีย
ในบางช่วง ประเด็นต่าง ๆ ต่อกันอย่างทรงพลัง แต่ในบางช่วงหนังอธิบายมากเกินไป และเสียงบรรยายของผู้กำกับเข้ามานำความคิดผู้ชมอย่างใกล้ชิด จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ภาพทำงานเอง บรูโน เวเบอร์ ผู้เขียนบทวิจารณ์ใน Tropical Alien ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีที่คาสโตรใส่ตัวเองเป็นตัวละครและใช้เสียงบรรยาย ชวนให้นึกถึงงานของเปตรา คอสตา [Petra Costa ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชาวบราซิล ซึ่งมีลักษณะเด่นในการใช้ เสียงบรรยายบุคคลที่หนึ่ง เรื่องราวครอบครัว และประสบการณ์ส่วนตัว เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และการเมืองของบราซิล ผลงานสำคัญของเธอ ได้แก่ Elena (2012), Olmo and the Seagull (2015) และ The Edge of Democracy (2019)]
แต่บางครั้งผู้กำกับปรากฏตัวมากเกินความจำเป็น รวมทั้งลำดับแอนิเมชันบางส่วนดูไม่กลมกลืนกับส่วนอื่นของหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์มองว่าความไม่เรียบร้อยทางรูปแบบเหล่านี้ไม่สามารถหักล้างความกล้าหาญและความสำคัญของการสร้างหนังในเวลานี้ได้ ข้อวิจารณ์นี้ฟังขึ้น โดยเฉพาะช่วงต้นที่หนังใช้ประสบการณ์และสิทธิพิเศษของผู้กำกับเป็นแกนค่อนข้างมาก แต่เมื่อ Notes on an Exile เดินทางถึงครอบครัวลาติฟ และปล่อยให้จามิเล รูไอดา คาเล็ด และคนอื่น ๆ เล่าเรื่อง พลังของหนังเพิ่มขึ้นทันที
ภาพของหญิงชราที่นั่งเล่าเรื่องการเดินทางผ่านทะเลทรายมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายทางทฤษฎีหลายหน้า ส่วนภาพต้นมะกอกของพ่อ น้ำที่ต้องกักเก็บ หรือโมฮัมหมัดซึ่งถูกห้ามผ่านด่านแม้มีเอกสารครบ ทำให้โครงสร้างขนาดใหญ่อย่างการยึดครองปรากฏเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้
จุดแข็งที่สุดของคาสโตรจึงอาจไม่ใช่ความสามารถในการสรุปประวัติศาสตร์ทั้งหมด แต่คือการมองเห็นว่าประวัติศาสตร์นั้นซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดาอย่างไร ในขนมปังก้อนหนึ่ง ถังน้ำหนึ่งใบ ใบอนุญาตผ่านทางหนึ่งใบ และต้นมะกอกที่คนปลูกไม่มีโอกาสได้เห็นผลของมัน

Notes on an Exile เปิดตัวที่เทศกาล Olhar de Cinema ในเมืองกูรีตีบา ก่อนเดินทางไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์และเทศกาลสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ทั้งในบราซิล โคลอมเบีย สหรัฐอเมริกา จอร์แดน คิวบา เม็กซิโก โปรตุเกส และอิหร่านหนังยังได้รับรางวัลพิเศษจากคณะกรรมการในสายประกวด Gaza Competition จาก Cinema Vérité – Iran International Documentary Film Festival
คาสโตรกล่าวว่า เป้าหมายของเขาคือพาหนังไปพบผู้ชมให้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะในโรงภาพยนตร์ หนังจึงถูกนำไปฉายในมหาวิทยาลัย สหภาพแรงงาน และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ด้วย เพราะสำหรับเขา การฉายหนังไม่ใช่เพียงการจัดจำหน่ายผลงาน แต่เป็นการต่ออายุคำให้การของผู้คนในเรื่อง
เดือนกันยายนนี้ Notes on an Exile จะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในสาย International Competition ของ What the Doc! Film Festival 2026 และคาสโตรจะเดินทางมาร่วมเทศกาลด้วยตนเอง พร้อมกับช่วงถามตอบหลังหนังฉาย ท่ามกลางยุคที่ภาพจากสงครามถูกผลิตและเลื่อนผ่านเร็วกว่าที่มนุษย์จะประมวลผล Notes on an Exile กล้าหยุดภาพเหล่านั้นไว้ แล้วถามคำถามที่เรียบง่ายแต่หลีกเลี่ยงได้ยากว่า “เมื่อหลักฐานทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเราแล้ว เรายังจะอ้างได้อีกหรือว่าไม่เคยเห็น”



