
ธนาคารกรุงเทพชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วง Mature Market ขณะที่อินโดนีเซียยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง พร้อมเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนผ่านเครือข่าย PermataBank โดยมองว่าความร่วมมือไทย-อินโดนีเซียจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ระเบียงการค้า” แห่งใหม่ของอาเซียน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ จัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ปีที่ 2 ดึงกูรูเจาะลึกโอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย เปิดปัจจัยหนุนนักลงทุนไทยบุกตลาดดาวเด่นแห่งภูมิภาค ด้วยฐานผู้บริโภคกว่า 270 ล้านคน และเศรษฐกิจที่โตเฉลี่ย 5% แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมชี้เป้าอุตสาหกรรมแห่งโอกาส ตอกย้ำบทบาท ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ที่พร้อมเคียงข้างและเสริมศักยภาพนักลงทุนไทยสยายปีกในตลาดอินโดนีเซียให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารเพอร์มาตา ร่วมจัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในธีม “Driving Growth and Creating Opportunities : Unlocking Thailand & Indonesia Trade Corridor” หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจเมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินโดนีเซียมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจไทยกำลังมองหาโอกาสขยายการลงทุนออกนอกประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ตลาดที่มีความเติบโตเต็มที่ “Mature Market” ขณะที่อินโดนีเซียยังคงเป็น “ตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง”
- ธนาคารกรุงเทพ ผนึกพลัง แบงก์เพอร์มาตา หนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาส “อินโดนีเซีย” ตลาดศักยภาพสูงแห่งอาเซียน
งานสัมมนามีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจ และปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่นักลงทุนไทยไปยังตลาดอินโดนีเซีย แหล่งลงทุนดาวเด่นของภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคการผลิต ภาคพลังงานและบริการดิจิทัล ด้วยจำนวนประชากรกว่า 270 ล้านคน ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นทั้งตลาดแรงงาน และตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้รัฐบาลยังปฏิรูปกฎระเบียบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดอุปสรรค เพิ่มความสะดวกในการลงทุนให้แก่ต่างชาติ ควบคู่ไปกับนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่นักลงทุนไทยที่ต้องการขยายการลงทุนสู่ตลาดอินโดนีเซีย

“การจัดงานสัมมนาในปีแรกพบว่ามีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากสนใจขอคำปรึกษาการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย สะท้อนความต้องการของนักลงทุนไทยที่มองหาโอกาสในตลาดศักยภาพสูง ซึ่งธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ พร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกมิติ ผ่านเครือข่ายของธนาคารเพอร์มาตาที่มีสาขากว่า 200 แห่ง ครอบคลุม 81 เมืองสำคัญทั่วอินโดนีเซีย รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ในพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การลงทุน การจัดหาพันธมิตรทางการค้า ตลอดจนการสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารยังได้พาลูกค้าเดินทางไปศึกษาศักยภาพตลาดจริงในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องให้ได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เห็นโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ จากประสบการณ์จริง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกลงทุนในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างมั่นใจ” นายชาติศิริ กล่าว
“ธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียมายาวนานกว่า 60 ปี เราภูมิใจที่ได้แนะนำลูกค้าจำนวนมาก ทั้งจากประเทศไทยและพื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาค ให้เข้ามาลงทุนในตลาดที่มีความสำคัญนี้” นายชาติศิริกล่าวและว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีลูกค้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ให้ความสนใจทำธุรกิจในอินโดนีเซีย และเพื่อรองรับลูกค้าธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงได้เปิดสาขาใหม่ในปี 2555 ที่เมืองสุราบายา และในปี 2556 ที่เมืองเมดาน เพิ่มเติมจากสาขาในจาการ์ตาที่ตั้งอยู่มาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของการเป็นธนาคารต่างชาติ จึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการธนาคารเพอร์มาตา( PermataBank) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 และดำเนินการควบรวมกิจการของ Permata Bank เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทของธนาคารได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการควบรวมกิจการธนาคารภายในอาเซียน (Intra-ASEAN Banking Acquisition) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวลานั้น
ปัจจุบัน PermataBank ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในธนาคาร 10 อันดับแรกของอินโดนีเซีย และกลายเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนลูกค้าของธนาคารกรุงเทพให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างครบวงจร พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน ธนาคารกรุงเทพและ PermataBank ยังได้จัดตั้งหน่วยงานด้านธุรกิจระหว่างประเทศและบริการที่ปรึกษา (International Business Division and Advisory Service) เพื่อให้คำปรึกษาด้านการขยายธุรกิจ การจัดหาเงินทุนโครงการ (Project Finance) รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืน โดยอาศัยจุดแข็งของทั้งสองธนาคาร ทั้งความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่น เครือข่ายพันธมิตร และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
ตลอดปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ทั้งไทยและอินโดนีเซียต่างเผชิญความท้าทายภายในประเทศของตนเองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังคงแข็งแกร่ง และยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก
การลงทุนในอินโดนีเซียจึงมีความน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับบริษัทไทยที่กำลังมองหาการเติบโตนอกเหนือจากตลาดในประเทศของตนเอง “ความสำเร็จของการลงทุนในอินโดนีเซียไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมองเห็นโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้ว่าจะขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรในพื้นที่ และการได้เชื่อมต่อกับพันธมิตรท้องถิ่นที่เหมาะสมเพื่อบรรลุเป้าหมาย” นายชาติศิริกล่าว
“ด้วยการประสานความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวภายใต้โครงสร้างทีมและครอบครัวเดียวกันของธนาคารกรุงเทพ และ Permata Bank ช่วยให้ธนาคารสามารถมอบข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่น ความเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และเครือข่ายการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการแนะนำนักลงทุนรายใหม่สู่อินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้บริษัทของอินโดนีเซียสามารถขยายธุรกิจออกสู่ระดับภูมิภาคได้อีกด้วย” นายชาติศิริกล่าว
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงาน อาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก บริการดิจิทัล สุขภาพและความงาม บริการทางการเงิน รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งอินโดนีเซียตั้งเป้าพัฒนาตัวเองให้เป็นประตูสู่เศรษฐกิจฮาลาลระดับโลก
นอกจากนี้ ไทยและอินโดนีเซียยังมีโอกาสสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกันในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) พลังงานหมุนเวียน และภาคการเกษตร ซึ่งสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในห่วงโซ่อุปทานโลก
นายชาติศิริกล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งด้านแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซีย กฎระเบียบที่นักลงทุนควรรู้ ตลอดจนแนวทางการเข้าสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของ “ระเบียงการค้าไทย-อินโดนีเซีย” ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกในอนาคต

นางเมลิสา รุสลี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพอร์มาตา อินโดนีเซีย ในเครือธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงมีความแข็งแกร่งและสามารถปรับตัวได้ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ การลงทุนในอินโดนีเซียยังคงขยายตัวครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น ทรัพยากร อาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และโทรคมนาคม
“ความสามารถในการปรับตัวของอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถก้าวข้ามความท้าทาย มองหาโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน และเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ สำหรับผู้ประกอบการไทย อินโดนีเซียไม่เพียงเป็นตลาดแห่งโอกาส แต่ยังเป็นจุดหมายในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารเพอร์มาตาให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่ความไว้วางใจ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ธนาคาเพอร์มาตา มุ่งมั่นเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยสนับสนุนทั้งข้อมูลเชิงลึก โซลูชันทางการเงิน และบริการที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจในอินโดนีเซีย และสร้างคุณค่าในระยะยาว” นางเมลิสากล่าว
งานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ได้รับเกียรติ จากนายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย นายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอินโดนีเซีย ร่วมกล่าวเปิดงาน

ทูตอินโดฯ ชูเศรษฐกิจ “Resilient-Forward-looking” ดึงธุรกิจไทยลงทุน รับเมกะเทรนด์สีเขียว-ดิจิทัล
นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังคงมีความแข็งแกร่งและมองไปข้างหน้า (Resilient-Forward-looking) พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ผ่านเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจไทยใช้จังหวะนี้ขยายการลงทุนสู่ตลาดอินโดนีเซีย
นายฮารีกล่าวว่า การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่ต้องอาศัยมุมมองระยะยาว จึงได้หยิบยก “สองจุดแข็ง” ของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ได้แก่ “ความสามารถในการรับมือกับความผันผวน (Resilience) และการมุ่งสู่อนาคต (Forward-looking)” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจของภูมิภาค
“การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นความร่วมมือระยะยาวที่ต้องสร้างคุณค่าและเติบโตไปด้วยกัน” นายฮารีกล่าว พร้อมระบุว่า อินโดนีเซียมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย
นายฮารีกล่าวว่า อินโดนีเซียเผชิญทั้งวิกฤติการเงินโลก ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความท้าทายภายในประเทศมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรกปี 2569 เศรษฐกิจขยายตัว 5.61% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ามากกว่า 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในไตรมาสแรกของปีนี้ยังขยายตัวเพิ่มอีก 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.08% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาล และดุลการค้ายังเกินดุล 5.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 4 เดือนแรกของปี
นายฮารีกล่าวว่า นอกจากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแล้ว อินโดนีเซียยังเร่งวางรากฐานการเติบโตในอนาคตผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเร่งลงทุนในพลังงานชีวภาพ พลังงานความร้อนใต้พิภพ ระบบนิเวศพลังงานแสงอาทิตย์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนสีเขียวมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ครอบคลุมพลังงานหมุนเวียน เมืองสีเขียว ภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) โดยธนาคารต่าง ๆ ได้ขยายพอร์ตสินเชื่อสีเขียวเพิ่มขึ้น 15%- 20% และธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) กำลังเตรียมโครงการเพื่อขยายการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อินโดนีเซียยังได้รับแรงหนุนจากประชากรวัยหนุ่มสาวขนาดใหญ่ ทำให้คาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และอาจเพิ่มเป็น 220,000-350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดยมีประชากรกว่า 230 ล้านคนที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายดิจิทัล บวกกับพื้นที่ร้อยละ 97 ของอินโดนีเซียทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับสัญญาณเครือข่ายอย่างน้อยระดับ 4G หรือมากกว่านั้น ส่งผลให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสีเขียวและดิจิทัลร่วมกันนี้ กำลังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการสร้างความท้าทายใหม่ ๆ เช่นกัน
นายฮารีกล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินที่มีความแข็งแกร่ง โดยธนาคารกรุงเทพมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านบริการด้านการเงิน เครือข่าย และความเชี่ยวชาญ ขณะที่ PermataBank มีจุดแข็งด้านความเข้าใจตลาดท้องถิ่นและเครือข่ายทั่วประเทศ การทำงานร่วมกันของทั้งสองธนาคารจึงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมผู้ประกอบการไทยกับโอกาสทางธุรกิจในอินโดนีเซีย และเปลี่ยนความตั้งใจในการลงทุนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
“ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้สำรวจโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย และใช้ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงความเป็นหุ้นส่วนและความสัมพันธ์อันพิเศษระหว่างธนาคารกรุงเทพและ PermataBank ด้วย” นายฮารีกล่าว พร้อมยืนยันว่า สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทยพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างความมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว

เอกอัครราชทูตไทยประจาประเทศอินโดนีเซีย
ทูตไทยชี้อินโดนีเซียโตแกร่ง ชวนธุรกิจไทยคว้าโอกาสลงทุน ดันการค้าสองประเทศโตต่อ
นายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำอินโดนีเซีย กล่าวว่า แม้ปี 2569 โลกจะเผชิญความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ต้นทุนพลังงาน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง อินโดนีเซียยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการรับมือกับความผันผวนได้อย่างโดดเด่น จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับภาคธุรกิจไทยในการศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูงแห่งนี้
นายประพันธ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตไทยประจำอินโดนีเซีย ได้เห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด โดยเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการบริโภคภายในประเทศที่คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอด (Downstream Industries) และการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง
“อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีพลวัตมากที่สุดของภูมิภาค” นายประพันธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัว 5.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเติบโต ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งยังคงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
นายประพันธ์กล่าวว่า ไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมายาวนานกว่า 76 ปี และหลังจากที่ทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เมื่อปีที่ผ่านมา ความร่วมมือก็ขยายตัวในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.29% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากได้เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียแล้ว ทั้งในธุรกิจธนาคาร พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และอาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสการลงทุนใหม่อีกหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ธุรกิจสุขภาพ และอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว
นายประพันธ์มองว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียไม่ได้ตั้งอยู่บนปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ความเชื่อมโยงทางสังคม” ที่แข็งแกร่งจากความใกล้ชิดของประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การศึกษาของนักศึกษาทั้งสองประเทศ หรือความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะความนิยมของชาวอินโดนีเซียที่มีต่ออาหารไทย แฟชั่นไทย แหล่งท่องเที่ยว เพลง และภาพยนตร์ไทย ซึ่งถือเป็น “ต้นทุน” สำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
“อินโดนีเซียต้องการทำธุรกิจกับประเทศไทย” นายประพันธ์กล่าว พร้อมย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา พร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ และ PermataBank เพื่อให้คำปรึกษา สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอินโดนีเซีย รวมถึงผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้ก้าวไปอีกขั้น พร้อมแสดงความหวังว่างานสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ การขยายการลงทุน และการเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดอินโดนีเซีย



