
แม้อินโดนีเซียจะยังถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ภายใต้ภาพดังกล่าว ประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่สังคมผู้สูงอายุ พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในทศวรรษหน้า
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ จัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ปีที่ 2 ดึงกูรูเจาะลึกโอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย โดย นายเฮรียันโต อิราวัน หุ้นส่วนผู้จัดการ พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย นายแอ็กซ์ตัน ซาลิม กรรมการ พีที อินโดฟู้ด ซุกเซส มักมูร์ ทีบีเค (PT Indofood Sukses Makmur Tbk) นางคาร์ติกา เซติอาบูดี กรรมการ พีที คัลเบ ฟาร์มา ทีบีเค (PT Kalbe Farma Tbk) ร่วมเสวนาหัวข้อ “การลงทุนในอินโดนีเซีย” เพื่อแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดนีเซียให้ประสบความสำเร็จ โอกาสของธุรกิจที่กำลังเติบโตได้ดีในอินโดนีเซีย ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มสุขภาพ Healthcare & Wellness รวมถึงความท้าทายและวิธีเอาชนะใจผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย โดย นายพนุกร จันทรประภาพ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
นางคาร์ติกา เซติอาบูดี กรรมการ บริษัท พีที คัลเบ ฟาร์มา ทีบีเค (PT Kalbe Farma Tbk) กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนมากยังมองอินโดนีเซียผ่านมิติของประเทศที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการด้านการรักษา การป้องกันโรค และการดูแลสุขภาพระยะยาวกำลังขยายตัวตามไปด้วย
เพื่อความเข้าใจในศักยภาพการรองรับตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจนางคาร์ติกา ได้แนะนำภาพรวมโครงสร้างธุรกิจของ คัลเบ ฟาร์มา (Kalbe Farma) ซึ่งปัจจุบันขับเคลื่อนผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่ครอบคลุมวงจรการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียอย่างเบ็ดเสร็จ
1. กลุ่มธุรกิจยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription Pharmaceuticals) ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือยาทั้งหมดทีjต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์
2. กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภค (Consumer Health)
ครอบคลุมกลุ่มยาสามัญประจำบ้านและยาซื้อได้เอง (OTC – Over-the-Counter) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งตอบโจทย์แนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของผู้บริโภคยุคใหม่
และถัดมาเรามีธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภค (Consumer health business) ซึ่งก็คือยากลุ่ม OTC (ยาซื้อได้เองไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์) และเราก็มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิดในกลุ่มนั้นด้วย
3. กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โภชนาการ (Nutritional Business)
มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการที่ดีในทุกช่วงวัย โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ นมผงสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เช่น น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มบริสุทธิ์
4. กลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์ (Distribution Business)
ธุรกิจจัดจำหน่าย ครอบคลุมการกระจายเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมดของเครือข่ายไปถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศอินโดนีเซีย

จาก “ประเทศวัยหนุ่มสาว” สู่สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายสุขภาพยังต่ำ ศักยภาพเติบโตสูง
นางคาร์ติกากล่าวว่า หากพิจารณาถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคและโครงสร้างประชากรที่ทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) ในอินโดนีเซียมีความน่าดึงดูดใจต่อนักลงทุนต่างชาติอย่างสูง โดยมีแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ
- การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรและรูปแบบของโรค (Demographic & Epidemiological Shift)
นางคาร์ติกากล่าวว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยประชากรกว่า 280 ล้านคน แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนประชากรคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีจำนวนประชากรสูงอายุถึง 29 ล้านคน โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้รูปแบบการเจ็บป่วยของประชากรเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มโรคติดต่อ (Communicable Diseases) ไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งการดูแลรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้ก่อให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ยาและบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและยาวนานในอนาคต
- ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค อินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขต่อ GDP ต่ำที่สุด โดยคิดเป็นเพียง 2.94% ของ GDP เท่านั้น หากคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวจะอยู่ที่ประมาณ 138 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (มากกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ) และต่ำกว่าสิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด (มากกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
“ดังนั้นจะเห็นพื้นที่ในการเติบโตที่สำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์” นางคาร์ติกากล่าว
- ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage)
อินโดนีเซียได้วางรากฐานระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (JKN) มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งระบบนี้ส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใน 2 มิติหลัก คือ สร้างอุปสงค์ให้กับบริการด้านสุขภาพรวมถึงผลิตภัณฑ์ยา และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ในแง่ประสิทธิภาพการผลิต ระบบนี้ช่วยรักษาผลิตภาพ (Productivity) ของประชากรวัยแรงงาน และในแง่กำลังซื้อ ช่วยปกป้องสถานะทางการเงินของครัวเรือนจากผลกระทบรุนแรงของค่ารักษาพยาบาล
“สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งหรือสร้างแนวโน้มระยะยาวที่ดีให้กับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์” นางคาร์ติกากล่าว
ผู้บริโภคไม่ได้มองหาของถูก แต่ต้อง “คุ้มค่าเงิน”
นางคาร์ติกากล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่ให้ความสำคัญกับ “Value for Money” มากกว่าการเลือกสินค้าที่ราคาถูกที่สุด
“ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีความพิถีพิถัน มีวิจารณญาณในการเลือกซื้อสินค้า และมองหา “ความคุ้มค่าเงิน (Value for Money)” มากกว่าแค่เรื่องราคาถูกที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมเด่นชัดและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียยินดีจ่าย” นางคาร์ติกกล่าวและว่า ในฐานะบริษัทท้องถิ่น ขอชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในพื้นที่จริง 3 ประการ ที่นักลงทุนไทยจำเป็นต้องเตรียม เพราะแม้อินโดนีเซียมีโอกาสมาก แต่ก็เหมือนกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ทั่วไปที่มีความท้าทายในพื้นที่จริง
- การกระจายตัวของตลาดและภูมิศาสตร์วัฒนธรรม
นางคาร์ติกากล่าวว่า อินโดนีเซียไม่สามารถมองเป็นตลาดเดี่ยวที่มีมาตรฐานเดียวกันได้ เนื่องจากความซับซ้อนของภูมิศาสตร์ที่เป็นหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะ ควบคู่กับความหลากหลายของวัฒนธรรมย่อยในแต่ละพื้นที่ จึงต้องรับมือด้วยแนวทางที่แตกต่างกันออกไป
กลยุทธ์การจัดจำหน่าย การบริหารโลจิสติกส์ท่ามกลางสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นหมู่เกาะ จำเป็นต้องพึ่งพา “องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น (Local Knowledge)” เพื่อออกแบบแนวทางที่แตกต่างและจำเพาะเจาะจงให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานและวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค
- แนวโน้ม “ความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้” (Affordability )
ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มกระแสการยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม (Premiumization) ในอินโดนีเซียยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับถูกแทนที่ด้วยแนวโน้ม “ความประหยัดและซื้อหาได้ง่าย (Affordability Trend)”
แม้กระทั่งในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โภชนาการระดับบนของกลุ่มคัลเบเอง ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมเองก็กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงแต่มีระดับราคาที่ย่อมเยาลง
“บริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามาในอินโดนีเซียจำเป็นต้องตอบโจทย์เรื่องนี้ คือ ต้องมีข้อเสนอคุณค่า (Value proposition) ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การพูดถึงเรื่องการลดราคาลงเท่านั้น แต่ต้องตอบคำถามผู้บริโภคให้ได้ว่า “พวกเขาจะได้คุณค่าอะไรกลับมาคุ้มค่าที่สุดกับเงินทุกรูเปียะฮ์ที่จ่ายไป”
- ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากอัตราแลกเปลี่ยนและห่วงโซ่อุปทาน
นางคาร์ติกากล่าวว่า อินโดนีเซียยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในด้านการจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Sourcing) ที่มักเกิดภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และยาที่คัลเบดำเนินธุรกิจอยู่ ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
โครงสร้างนี้ทำให้บริษัทท้องถิ่นต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่การจะผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นไปสู่ผู้บริโภคนั้นทำได้ยากมาก โดยเฉพาะในสภาวะการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังคงค่อนข้างอ่อนแอ
สำหรับแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการรักษาอัตรากำไรของ คัลเบ ฟาร์มา นางคาร์ติกากล่าวว่า หากตอบตามความเป็นจริง การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และยาของอินโดนีเซียถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายและยาก เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ประเทศไม่มีแหล่งจัดหาวัตถุดิบภายในท้องถิ่น ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบ 100%
ในบางสถานการณ์ บริษัทจะพยายามสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงผ่านการปรับราคาสินค้าขึ้นเท่าที่ทำได้ แต่กลยุทธ์นี้มีข้อจำกัดสูงมากในธุรกิจยา เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียมีการควบคุมราคาอย่างเข้มงวดเพื่อพยุงงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (JKN)
“เราจึงต้องยอมแบกรับผลกระทบต่ออัตรากำไร (Margin Impact) ไว้บางส่วนในระดับที่เหมาะสม โดยได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปรับโครงสร้างในธุรกิจยา เนื่องจากช่องทางการขายส่วนใหญ่ให้กับโครงการภาครัฐเป็นการดำเนินงานผ่านระบบการประมูล (Tender) บริษัทจึงเข้าปรับปรุงรูปแบบการทำตลาด โดยลดขนาดทีมผู้แทนยา (Medical Representatives) ลง” นางคาร์ติกากล่าว
นอกจากนี้ยังยกระดับนวัตกรรมและกระบวนการผลิต ให้ดีขึ้น รวมทั้งพัฒนาแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานเพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนนี้ได้

ความท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลและสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ
นอกจากความท้าทายเชิงกายภาพและพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว ในเชิงลึกของการดำเนินธุรกิจ ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการวางกลยุทธ์
- ข้อจำกัดในการสรรหาบุคลากรเฉพาะทาง (Talent Acquisition Bottleneck):
สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยาและเฮลธ์แคร์ นางคาร์ติกากล่าวว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในท้องถิ่น เช่น ในสาขาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ (Biologics), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), ตลอดจนสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการจัดการข้อมูล (Data Management) ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังจำเป็นต้องพึ่งพาและสรรหาผู้สำเร็จการศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเติมเต็มในช่องว่างเหล่านี้
- ความซับซ้อนของกฎระเบียบและนโยบายการสนับสนุนการผลิตในประเทศ (Regulatory & Local Content Requirements):
การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซียที่มีความหลากหลายและแตกต่าง อาจพบปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนหรือการขาดการบูรณาการของกฎระเบียบระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้บังคับใช้นโยบายข้อกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content Requirement หรือ TKDN) อย่างเข้มงวดมากขึ้นในอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและผลิตจริงในท้องถิ่น
“บางครั้งกฎระเบียบต่างๆ ก็ไม่ได้มีการบูรณาการหรือเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ดังนั้นการมีพันธมิตรในท้องถิ่นที่แข็งแกร่งจะช่วยบริหารจัดการเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับนี้ได้เป็นอย่างดี” นางคาร์ติกากล่าว
ภูมิทัศน์การแข่งขันในเซกเตอร์เฮลธ์แคร์
เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่มีผู้เล่นรายใหม่บุกตลาดอย่างดุเดือด ภูมิทัศน์การแข่งขันในเซกเตอร์เฮลธ์แคร์และเวลเนส (Healthcare & Wellness) ของอินโดนีเซียมีลักษณะเฉพาะและแนวโน้มที่แตกต่างออกไป
ในตลาดยาสามัญ นางคาร์ติกากล่าวว่า โครงสร้างตลาดยาในอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นยาสามัญ บริษัทท้องถิ่นที่เป็นผู้เล่นรายเดิมๆ ครองตลาดอยู่เป็นหลัก และยังไม่พบการเคลื่อนไหวนักจากบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากข้อจำกัดและช่วงเปลี่ยนผ่านด้านกฎระเบียบ
สิ่งที่น่าจับตาคือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนแสดงความสนใจในตลาดอินโดนีเซียอย่างมาก แต่มาในรูปแบบ “การร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยี มากกว่าการตั้งโรงงานโดยตรง บริษัทจีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านเฮลธ์แคร์ ในหมวดหมู่เฉพาะทาง ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งยินดีที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีนั้นผ่านความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech transfer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D)
“บริษัทจีนที่ต้องการจะเข้ามาในอินโดนีเซียอาจจะไม่ได้เข้ามาโดยตรงในแง่ของการตั้งโรงงานผลิต แต่เข้ามาผ่านการร่วมมือ สิ่งที่เราชื่นชมอย่างมากจากประเทศจีน คือ การที่เปิดกว้างและยินดีที่จะแบ่งปันเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเปิดรับรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพันธมิตรในส่วนของผู้ถือหุ้น หรือความร่วมมือในการพีฒนาและวิจัย” นางคาร์ติกากล่าว
นางคาร์ติกากล่าวว่า กลุ่มคัลเบได้จัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Venture) กับพันธมิตรจีน เพื่อผลิตสารตั้งต้นยา (API Manufacturing) ป้อนตลาดสหรัฐฯ และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทจีนหลายแห่งเพื่อพัฒนายาในกลุ่ม GLP-1 (ยารักษาเบาหวานและลดน้ำหนัก) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการหมดอายุสิทธิบัตรของยาต้นแบบ (Originator Products) ซึ่งคาดว่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลในอินโดนีเซีย รวมไปถึมีการทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกัน
ชี้เป้า 3 เซกเตอร์ย่อยศักยภาพสูง สำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับผู้ฟังและนักลงทุนชาวไทยที่มองหาโอกาส นางคาร์ติกาแนะนำ 3 เซกเตอร์ย่อย ที่มีแรงหนุนเชิงโครงสร้างเด่นชัดที่สุดในปัจจุบัน
- กลุ่มตลาดยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases – NCDs)
จากรูปแบบการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนผ่านสู่โรคเรื้อรัง ตลาดยารักษาโรคที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอดชีวิตจึงขยายตัวอย่างมาก
- ตลาดผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Market): ปัจจุบันอินโดนีเซียมีผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 30 ล้านคน (คิดเป็นเกือบหรือมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด) และยังมีกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการตรวจยืนยันอีกจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการยารักษาโรคในกลุ่มนี้มีเสถียรภาพและเติบโตในระยะยาว
2.กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะที่ดี (Healthy Aging Market)
การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยฐานประชากรอายุเกิน 60 ปี ที่สูงถึง 29 ล้านคนในปัจจุบัน ผนวกกับความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ (Health Consciousness) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อกลุ่มผลิตภัณฑ์โภชนาการ และผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
3.กลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงป้องกันและไลฟ์สไตล์ (Preventive & Lifestyle Products)
นางคาร์ติกากล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้ผลิตภัณฑ์เชิงรักษาโรค (Curative) ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงป้องกัน (Preventive) ในยากลุ่ม OTC (ยาซื้อได้เอง) ทั่วไปจะค่อนข้างทรงตัว (Defensive) โดยเติบโตตาม GDP หรือตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง
แต่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงป้องกันและไลฟ์สไตล์ (Preventive & Lifestyle) ยังมีพื้นที่ในการสร้างอุปสงค์ได้อีกมาก หากสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และตรงใจผู้บริโภค ตัวอย่างที่เด่นชัด ได้แก่ วิตามินและอาหารเสริม ตลาดอินโดนีเซียเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นอย่างมาก วิตามินพื้นฐานเช่น วิตามินดี (Vitamin D) เพิ่งจะมาได้รับความนิยมอย่างจริงจังหลังยุคโควิด-19 จึงยังมีโอกาสในการนำเสนอรายการสินค้าใหม่ๆ (SKUs) เข้าสู่ตลาดอีกมหาศาล และผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ (Herbal Products) เป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงซึ่งเป็นโอกาสดีในการเข้ามาสำรวจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้
อินโดนีเซีย “ฟันเฟืองขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว”
นางคาร์ติกาให้คำแนะนำแก่นักลงทุนชาวไทยในการก้าวเข้ามาสู่ตลาดสุขภาพและเวลเนสในอินโดนีเซีย ว่า อินโดนีเซียไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ตลาดขนาดใหญ่หรือมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่เท่านั้น แต่อินโดนีเซียคือ “ฟันเฟืองขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว” ในภูมิภาค จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีพลัง ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น การขับเคลื่อนไปสู่เวลเนส การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน “สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งมอบเรื่องราวระยะยาวที่ดีมากให้กับประเทศ”
“แม้มีความท้าทายมากมาย แต่การมีพันธมิตรในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ฝ่าฟันสถานการณ์นี้ไปได้ อินโดนีเซียกับประเทศไทย มีสิ่งที่เหมือนกันหลายด้าน การทำงานร่วมกัน เราจะสามารถสร้างการทำงานร่วมกันที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และสร้างอาเซียนที่มีสุขภาพดีขึ้นได้” นางคาร์ติกากล่าว
สำหรับโอกาสของ “ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรไทย” ในการลงสนามแข่งขันท้องถิ่น ท่ามกลางบริบทของสังคมผู้สูงอายุและกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน นางคาร์ติกากล่าวว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีพื้นที่และโอกาสในอินโดนีเซียเสมอ อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีความคุ้นเคยและเปิดรับกลุ่มยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันผู้บริโภคและตลาดระดับบนกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความเหนือกว่า
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีพื้นที่และโอกาสในอินโดนีเซียเสมอค่ะ เรามียาแผนโบราณของอินโดนีเซียเอง และบางบริษัทก็กำลังจัดหาผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่ตลาดด้วยข้ออ้างสิทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific claims) ดังนั้นดิฉันคิดว่านี่คือจุดที่เราสามารถเข้ามาเพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์แผนโบราณของไทยได้ค่ะ ผู้พูด 2 27:55 ลูกค้าชาวอินโดนีเซียมีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และถ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณรู้ใช่ไหมคะว่า มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รองรับ มีข้ออ้างสิทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน สิ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้ผลสำหรับตลาดอินโดนีเซียค่
“หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย มีการยกระดับด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Claims) รองรับผลิตภัณฑ์นั้นจะได้รับการยอมรับในตลาดอินโดนีเซีย” นางงคาร์ติกากล่าว
สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนไทยคือ ทุกผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการอนุมัติและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากองค์การอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) ซึ่งในทางปฏิบัติ กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติของ อย. ท้องถิ่น มักมีความละเอียด ซับซ้อน และต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน
“นี่คือจุดที่ “การเป็นพันธมิตรในท้องถิ่นกับบริษัทท้องถิ่น” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุด เพราะบริษัทเจ้าถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยทำหน้าที่นำทาง ประสานงาน และบริหารจัดการเอกสารกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว” นางคาร์ติกากล่าว


