ASEAN Roundup อินโดนีเซียเสนอให้สิทธิ “ถือสองสัญชาติแบบจำกัด” ดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 19-25 กรกฎาคม 2569

  • อินโดนีเซียเสนอให้สิทธิ “ถือสองสัญชาติแบบจำกัด” ดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก
  • เวียดนามอนุมัติยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติ ขับเคลื่อน AI และเศรษฐกิจฐานข้อมูล
  • เวียดนามอนุมัติแผนพัฒนา “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ”
  • ท่าที 3 ประเทศอาเซียนหลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากปัญหาแรงงานบังคับ
    • โฆษกกระทรวงการต่างประเทศย้ำ เวียดนามห้ามใช้แรงงานบังคับทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด
    • เวียดนามสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ
    • มาเลเซียเตรียมแก้กฎหมายแรงงานบังคับ ตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
    • สิงคโปร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาแรงงานบังคับ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 12.5% กระทบส่งออก 1 ใน 3
  • มาเลเซียขยับเข้าใกล้เป้าหมาย “ประเทศรายได้สูง” ไปอีกขั้น
  • จีนอนุมัติเปิดตลาดนำเข้าขนุนจากลาว
  • ลาวเหนือมุ่งพัฒนาศูนย์กลางขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า
  • จีนนำเข้าทุเรียนพุ่ง 47% ครึ่งปีแรก 2569 ไทยครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาด

อินโดนีเซียเสนอให้สิทธิ “ถือสองสัญชาติแบบจำกัด” ดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก

ที่มาภาพ: https://www.asiaasset.com/post/27777-inagdsjv-gte-1019

อินโดนีเซียเตรียมเสนอแนวคิดถือสองสัญชาติแบบจำกัด (Limited Dual Citizenship) สำหรับชาวต่างชาติที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง รวมถึงชาวอินโดนีเซียในต่างแดน (Indonesian diaspora) โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศ

จากการเปิดเผยของ ซูปราตมัน อันดี อักตัส (Supratman Andi Agtas) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันพฤหัสบดี(23 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา รัฐบาลจะขอให้สภาผู้แทนราษฎร บรรจุข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (Citizenship Law) ซึ่งหากได้รับอนุมัติ โครงสร้างกฎหมายใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับคัดเลือกสามารถถือสัญชาติอินโดนีเซียได้ โดยไม่จำเป็นต้องสละสัญชาติเดิมของตน

ซูปราตมันย้ำว่า นโยบายนี้จะบังคับใช้แบบเฉพาะเจาะจง และสงวนไว้เฉพาะบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญหรือทักษะความสามารถในด้านที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่ออินโดนีเซียเท่านั้น

ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ ได้แก่

  • นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
  • นักวิจัยชั้นนำ
  • นักเคมีระดับแนวหน้า
  • นักกีฬายอดเยี่ยมที่จะลงแข่งขันในนามทีมชาติอินโดนีเซียระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ กฎระเบียบที่เสนอนี้จะจำกัดผู้ยื่นขอไว้เฉพาะผู้ได้รับการรับรองหรือสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล องค์กรกีฬา หรือสถาบันที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือเท่านั้น

“นโยบายนี้จะไม่ได้เปิดเสรีสำหรับทุกคน แต่จะปรับใช้เฉพาะกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริงของประเทศเท่านั้น” ซูปราตมันระบุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสริมว่า ได้นำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อประธานาธิบดี ปราบอโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีจะเป็นผู้เสนอและยื่นร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเป็นทางการต่อไป

ซูปราตมันระบุว่า นโยบายที่เสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้อินโดนีเซียดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงระดับโลก รวมถึงชาวอินโดนีเซียในต่างแดนที่ได้สัญชาติต่างชาติไปแล้ว แต่ยังลังเลที่จะสละสัญชาติเดิมด้วยเหตุผลทางอาชีพหรือส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยกระดับอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และอนาคตของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายสถาบันนิติบัญญัติจะเห็นชอบให้รวมมาตรการดังกล่าวไว้ในการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติหรือไม่

เวียดนามอนุมัติยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติ ขับเคลื่อน AI และเศรษฐกิจฐานข้อมูล

ที่มาภาพ: https://english.vov.vn/en/economy/vietnam-approves-national-data-strategy-to-drive-ai-and-data-economy-post1316765.vov

เวียดนามได้อนุมัติยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Strategy) สำหรับปี 2569-2573 วางแผนงานที่ตั้งแหมายไว้สูงในการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ซึ่งจะเป็นรากฐานรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล และการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่

ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการอนุมัติโดยรองนายกรัฐมนตรี โห่ กว๊อก ซุง(Ho Quoc Dung) ภายใต้คำสั่งเลขที่ 1308/QD-TTg ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2569  โดยวางวิสัยทัศน์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศข้อมูลแห่งชาติที่บูรณาการ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเวียดนาม และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

นอกเหนือจากการยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ยุทธศาสตร์นี้ยังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ โดยยอมรับว่าข้อมูลไม่ใช่เพียงข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพยากรการผลิตหลักและเครื่องยนต์ใหม่สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาดิจิทัล

วางรากฐานสำหรับ AI และเศรษฐกิจฐานข้อมูล

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแห่งชาติแบบเป็นเอกภาพ ที่รองรับการประยุกต์ใช้ AI การประมวลผลสมรรถนะสูง และการกำหนดนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

เวียดนามวางแผนที่จะเดินหน้ายกระดับฐานข้อมูลระดับชาติและระดับภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ตามหลักการที่ว่าข้อมูลต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน ผ่านการตรวจสอบ แก้ไข และจัดระเบียบแล้ว และได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะมีการพัฒนาฐานข้อมูลบูรณาการแห่งชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการแบ่งปันและการทำงานร่วมกันของข้อมูลทั่วประเทศ

รัฐบาลจะลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Centres) จำนวน 3 แห่งภายในปี 2573 ควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูงผสมผสาน AI ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลชุดข้อมูลขนาดใหญ่ และรองรับการพัฒนาโมเดล AI สำหรับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และองค์กรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ยุทธศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างชุดข้อมูลที่พร้อมสำหรับ AI ผ่านการกำหนดมาตรฐาน การกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนและข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง(data cleaning) การติดป้ายกำกับข้อมูล และการทำให้ข้อมูลไม่ระบุตัวตน ชุดข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมไว้ในคลังข้อมูล AI แห่งชาติ (National AI Data Repository) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดล AI ภายใต้แนวคิด “Make in Vietnam” อย่างน้อย 150 รายการ ภายในสิ้นทศวรรษนี้

ทั้งนึคาดว่าข้อมูลจะกลายเป็นเสาหลักใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเวียดนามวางแผนจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูล (data exchanges) อย่างน้อย 5 แห่ง พร้อมทั้งส่งเสริมตลาดข้อมูลที่มีวิสาหกิจเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนมากกว่า 1,000 แห่ง ยุทธศาสตร์ยังกำหนดให้มีการพัฒนาองค์กรตัวกลาง ที่อำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวม แบ่งปัน และนำข้อมูลไปใช้เชิงพาณิชย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เสริมสร้างการกำกับดูแล บุคลากร และอธิปไตยด้านข้อมูล

จากการตระหนักว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ยุทธศาสตร์นี้จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับการกำกับดูแล กรอบกฎหมาย และทุนมนุษย์ในระดับที่เท่าเทียมกัน

เวียดนามจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบ มาตรฐานทางเทคนิค และกรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำหนดให้ทุกกระทรวง หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพัฒนายุทธศาสตร์ข้อมูลของตนเองให้สอดคล้องกับกรอบข้อมูลแห่งชาติ (National Data Framework)

การพัฒนาทรัพยากรบุคคลถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญ ภายในปี 2573 เวียดนามตั้งเป้าฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐประมาณ 50,000 คนด้านการกำกับดูแลและการวิเคราะห์ข้อมูล จัดหาทักษะด้าน AI และข้อมูลให้แก่แรงงานในภาคเอกชน 300,000 คน และสร้างบุคลากรหลักผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอย่างน้อย 5,000 คน มหาวิทยาลัยต่างๆ จะขยายหลักสูตรด้านวิทยาการข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการประมวลผลสมรรถนะสูงเช่นกัน

ยุทธศาสตร์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยไซเบอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล และอธิปไตยด้านข้อมูลของชาติ

นอกจากนี้จะมีระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยข้อมูลทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ฐานข้อมูลสำคัญจะได้รับการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ความโปร่งใส และการปกป้องข้อมูลอ่อนไหวที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ประชาชนและองค์กรต่างๆ จะสามารถตรวจสอบถึงการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ได้มากขึ้น

วิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

เมื่อมองไปไกลกว่าปี 2573 ยุทธศาสตร์นี้ได้วางวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานไปจนถึงปี 2588 โดยมุ่งหวังให้เวียดนามติดอันดับ 1 ใน 30 ประเทศชั้นนำของโลกด้านการกำกับดูแลข้อมูล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการพัฒนา AI

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กิจกรรมด้านการนำและการบริหารทั้งหมดของหน่วยงานพรรคและรัฐคาดว่าจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยอย่างน้อย 90% ของการตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญจะได้รับการสนับสนุนจากการวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์

เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะเชี่ยวชาญเทคโนโลยีหลักอย่างน้อย 80% ที่จำเป็นสำหรับการจัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์ และปกป้องข้อมูล พร้อมทั้งพัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับการจัดเก็บ ประมวลผล และแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน

ยุทธศาสตร์ได้วางแนวทางสำคัญไว้ 8 ประการ เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ ได้แก่ การเสริมสร้างกรอบกฎหมาย การขยายโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแห่งชาติ การส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูล การพัฒนาเศรษฐกิจฐานข้อมูล การลงทุนด้านทรัพยากรบุคคล การปกป้องอธิปไตยด้านข้อมูล การยกระดับฐานข้อมูลบูรณาการแห่งชาติ และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศด้านข้อมูล

ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกแข่งขันกันด้วยขีดความสามารถทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะพึ่งพาทรัพยากรแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติของเวียดนามสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านในวงกว้างสู่ระบบเศรษฐกิจที่ข้อมูล AI และนวัตกรรม กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตระยะยาวและความสามารถในการแข่งขันของชาติ

เวียดนามอนุมัติแผนพัฒนา “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ”

เมืองดานัง เวียดนาม ที่มาภาพ:https://en.baodanang.vn/danang-s-economic-leadership-in-the-south-central-vietnam-3142417.html

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี เหวียน วัน ถัง (Nguyen Van Thang) ในฐานะประธานสภาบริหารศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเวียดนาม (IFC) ได้ลงนามใน คำสั่งลงนามเลขที่ 04/QD-HDDHTTTC เพื่ออนุมัติ “แผนพัฒนาศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) จนถึงปี 2578”

ภายใต้แผนดังกล่าว IFC มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญในการระดมทุน จัดสรร และใช้ทรัพยากรทางการเงินทั้งในและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ

ตามแผน IFC ตั้งเป้าที่จะติดอันดับ 1 ใน 75 ศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก ติดอันดับ 1 ใน 25 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน ภายในปี 2578

นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับสถานะและบทบาทของเวียดนามในเครือข่ายการเงินระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามรายงานของสำนักข่าวรัฐบาลเวียดนาม ที่นำเสนอเกี่ยวกับแผนพัฒนาดังกล่าว

สำหรับช่วงปี 2569-2570 แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนากรอบกฎหมายและสถาบันพิเศษ กลไกการกำกับดูแล การดำเนินงาน และการตรวจสอบของ IFC อย่างครอบคลุม ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสร้างความโปร่งใส ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ในช่วงนี้จะมีการทดลองนำร่องและเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สำคัญ ตามรายงานข่าวดังกล่าว

โครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการเงิน ดิจิทัล สังคม และกฎหมาย ที่รองรับการดำเนินงานของศูนย์กลางแห่งนี้ จะถูกจัดตั้งและเริ่มดำเนินการเช่นกัน

แผนดังกล่าวยังมุ่งดึงดูดสถาบันการเงินระหว่างประเทศรายใหญ่ กองทุนการลงทุน ธนาคาร ผู้เล่นมืออาชีพในตลาด และบุคลากรทางการเงินที่มีคุณภาพสูง เพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของศูนย์กลางแห่งนี้ และการบูรณาการระหว่างประเทศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

ในช่วงปี 2574-2578 แผนดังกล่าวมุ่งขยายและยกระดับระบบนิเวศทางการเงินที่ทันสมัย ครอบคลุมตลาดทุน การเงินสีเขียว การเงินดิจิทัล และเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) พร้อมทั้งเพิ่มความหลากหลาย ความลึก และการเชื่อมโยงของ IFC

ศูนย์กลางแห่งนี้คาดว่าจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางสำคัญที่เชื่อมโยงกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ และสร้างสถานะที่โดดเด่นในเครือข่ายการเงินระดับเอเชีย-แปซิฟิกและระดับโลก

สำหรับทิศทางการพัฒนา IFC ในนครโฮจิมินห์และดานัง ตามแผนดังกล่าว IFC ในนครโฮจิมินห์จะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศที่ครอบคลุมและหลากหลาย โดยเน้น

(1) การพัฒนาตลาดทุนและการให้บริการทางการเงินทั้งแบบดั้งเดิมและเฉพาะทาง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของความร่วมมือระหว่างการระดมทุน การลงทุน การชำระเงิน การออก และการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

(2) การบริหารสินทรัพย์ การบริหารกองทุน การเงินสีเขียว และการเงินดิจิทัล และ

(3) ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตราสารอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ ที่เชื่อมโยงกับการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ในขณะเดียวกัน IFC ในดานังจะถูกกำหนดตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและฟินเทค โดยเน้น:

(1) สินทรัพย์ดิจิทัล การชำระเงินดิจิทัล และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (asset tokenization)

(2) การจัดตั้งและดำเนินการแพลตฟอร์มการซื้อขายและตลาดหลักทรัพย์เฉพาะทาง

(3) บริการทางการเงินที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรม สตาร์ทอัพ การเงินการค้า การเงินห่วงโซ่อุปทาน และการเงินที่ยั่งยืน และ

(4) กลไก Regulatory Sandbox สำหรับทดสอบเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจทางการเงิน

แผนดังกล่าวยังกำหนดให้มีการพัฒนากลไกและนโยบายจูงใจที่มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งปรับปรุงการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ IFC

กระบวนการทางปกครองจะได้รับการปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเปลี่ยนเป็นดิจิทัล เพื่อลดระยะเวลาดำเนินการ ยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะ และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนร่วมในศูนย์กลางแห่งนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน ดิจิทัล ข้อมูล การขนส่ง และโครงสร้างเมืองคุณภาพสูงแบบบูรณาการ เพื่อให้มั่นใจถึงการเชื่อมต่อที่ราบรื่นทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์กลางแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

แผนดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูงสำหรับ IFC

รวมถึงครอบคลุมนโยบายวีซ่าพิเศษ การพำนักอาศัย และสิทธิประโยชน์จูงใจ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎหมาย ให้เข้ามาทำงานที่ศูนย์กลางแห่งนี้

ท่าที 3 ประเทศอาเซียนหลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากปัญหาแรงงานบังคับ

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมจากคู่ค้า 60 ราย หลังจากการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกี่ยวกับมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ

ตามข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) การไต่สวนเริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีการไต่สวนสาธารณะ การหารือกับรัฐบาลประเทศต่างๆ และการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหลายพันรายการ สหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า พ.ศ. 2517 (Trade Act of 1974 เนื่องจาก 60 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการภาษีใหม่นี้ มีอัตราภาษีตามมาตรา 301 ที่ 10% หรือ 12.5% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีผลต่อเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา และไทย

อัตราภาษี 10% จะถูกจัดเก็บกับประเทศที่สหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่ามีข้อตกลงในการตรากฎหมายและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอัตราภาษี 12.5% จะถูกจัดเก็บกับประเทศคู่ค้าที่ยังไม่ได้ใช้มาตรการดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศย้ำ เวียดนามห้ามใช้แรงงานบังคับทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ฟาม ทู ฮาง ที่มาภาพ:https://english.vov.vn/en/politics/diplomacy/vietnam-becomes-a-partner-country-of-brics-post1207294.vov

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามออกมาชี้แจง ตอบโต้กรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตัดสินใจจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ต่อสินค้าจากทุกประเทศที่อยู่ภายใต้การสืบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งรวมถึงเวียดนามด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ฟาม ทู ฮาง (Pham Thu Hang) เปิดเผยว่า เวียดนามห้ามการใช้แรงงานบังคับในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด และปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สนธิสัญญาระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรีที่เวียดนามเป็นภาคีอย่างเคร่งครัด

ในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตัดสินใจจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 12.5% ต่อสินค้าจากทุกประเทศที่อยู่ภายใต้การสืบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ฮางระบุว่า รัฐบาลเวียดนามได้ออก กฤษฎีกาที่ 292/2026/NĐ-CP เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อห้ามการนำเข้าสินค้าที่ขุดเจาะ ผลิต ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยใช้แรงงานบังคับ

“การตัดสินใจของ USTR ไม่ได้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงในพื้นที่ และความพยายามของเวียดนามในการป้องกัน ลด และขจัดปัญหาแรงงานบังคับอย่างแท้จริง ซึ่งรวมถึงการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับด้วย” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุ

ฟาม ทู ฮาง กล่าวเสริมว่า เวียดนามจะยังคงร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อไป ด้วยสปิริตของการสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน

นอกจากนี้ ฟาม ทู ฮาง ได้เรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณามาตรการต่างๆ ที่เวียดนามนำมาใช้ประกอบการปรับอัตราภาษีต่อสินค้าเวียดนามอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง รวมถึงความพยายามด้านนิติบัญญัติและการบังคับใช้กฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ในการพบปะกับ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 ณ กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เล หว่าง จุง (Le Hoai Trung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ได้เรียกร้องให้สหรัฐยุติการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) โดยสรุปผลการไต่สวนให้สะท้อนถึงความพยายามของเวียดนามอย่างรอบด้าน และสอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนเวียดนามให้มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และมั่งคั่งยั่งยืน

รัฐมนตรีจุงยังกล่าวย้ำว่า เวียดนามยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้ภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนและดำเนินกิจการในประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงการปฏิรูปกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ปรับปรุงกรอบกำกับดูแลให้ทันสมัย และยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุน

ทางด้านนักการทูตสหรัฐฯ ได้ระบุว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าถือเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่มีมาตรฐานสูง มีผลต่างตอบแทน ยุติธรรม และสมดุลได้ในเร็ววัน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและตำแหน่งงานใหม่ๆ ให้แก่ทั้งสองฝ่าย

เวียดนามสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ

ที่มาภาพ : The Boston Globe

รัฐบาลเวียดนามได้ออกคำสั่ง ฉบับที่ 292/2026/ND-CP ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ว่าด้วยการรายละเอียดการปฏิบัติตามมาตราต่างๆ ในกฎหมายการจัดการการค้าต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับทั้งแบบทั้งหมดและบางส่วน พร้อมยกระดับมาตรการคุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า ยาสูบแบบใช้ความร้อน และเพชรที่ยังไม่เจียระไนไร้ใบรับรอง

รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศปรับปรุงรายการสินค้าห้ามนำเข้าและส่งออกครั้งใหญ่ โดยเพิ่มการสั่งห้ามสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งยกระดับข้อบังคับทางกฎหมายต่อบุหรี่ไฟฟ้าและเพชรเจียระไนหรือเพชรดิบที่ไม่ผ่านการรับรองให้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ

คำสั่งฉบับที่ 292 (Decree 292) ได้กำหนดบัญชีรายละเอียดของสินค้าที่ห้ามผ่านเข้า-ออกชายแดนเวียดนามอย่างชัดเจน โดยเป็นการขยายผลและเพิ่มความจำเพาะเจาะจงในด้านประเภทและหลักเกณฑ์จากกฎหมายการค้าเดิมที่มีอยู่

ในบรรดาสินค้าที่มีการเพิ่มเข้ามาใหม่ ประเด็นที่โดดเด่นที่สุดคือ การสั่งห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ทำขุดเจาะ ผลิต หรือแปรรูป ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน จากการใช้แรงงานบังคับ ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีแหล่งกำเนิดมาจากบริษัท ประเทศ หรือดินแดนใดก็ตาม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า มาตรการนี้ช่วยปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าของประเทศให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เวียดนามได้ร่วมลงนามไว้

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังบรรจุข้อบังคับเกี่ยวกับ เพชรดิบที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการรับรองตามกระบวนการคิมเบอร์ลีย์ (Kimberley Process) ทั้งการนำเข้าและส่งออก รวมถึงการสั่งห้ามนำเข้าและส่งออก บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อน ในทั้งสองทิศทางเช่นกัน

รายละเอียดข้อห้ามฝั่งการส่งออกและการนำเข้า

การส่งออก รายการสินค้าห้ามส่งออกครอบคลุมถึง อาวุธ ยุทธภัณฑ์ และวัตถุระเบิด ตลอดจนไม้ท่อนและไม้แปรรูปทุกชนิดที่เก็บเกี่ยวจากป่าธรรมชาติภายในประเทศเวียดนาม

การนำเข้า มีขอบเขตและข้อจำกัดที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่า โดยนอกจากอาวุธ ยุทธภัณฑ์ และวัตถุระเบิดแล้วยังรวมถึง:

  • พลุและดอกไม้ไฟทุกชนิด (ยกเว้นพลุสัญญาณความปลอดภัยทางทะเลที่ได้รับอนุมัติ)
  • สารเคมีอันตรายที่ถูกห้าม ขยะกัมมันตรังสี
  • ยาฆ่าแมลงและยาสัตว์ที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีดำห้ามใช้งาน
  • ตัวอย่างพืชและสัตว์ป่าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัญญาระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ (CITES)

คำสั่งยังได้ยืนยันซ้ำถึงข้อห้ามเดิมที่มีต่อ สินค้ามือสองหลากหลายรายการ เช่น เสื้อผ้าใช้แล้ว รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รถจักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีดิจิทัล

ขณะเดียวกัน ยังได้แยกข้อห้ามเฉพาะสำหรับ การนำเข้าชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ใช้แล้ว ตลอดจนยานพาหนะหรือชิ้นส่วนที่มีการดัดแปลง ลบ หรือแก้ไขตัวเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์

ส่วนหมวดหมู่อื่นๆ ที่ถูกจำกัด ได้แก่ ยาและวัตถุดิบยาที่ถูกห้าม รวมถึงสิ่งพิมพ์และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ภายในประเทศ

รัฐบาลระบุว่า ข้อยกเว้นสำหรับข้อห้ามเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาอนุมัติเฉพาะในกรณีที่ได้รับอนุญาตไว้อย่างชัดเจนตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าต่างประเทศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

มาเลเซียเตรียมแก้กฎหมายแรงงานบังคับ ตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ที่มาภาพ: https://mspo.org.my/forced-labour-in-malaysian-palm-oil-industry/

รัฐบาลมาเลเซียจะยังคงเดินหน้าเจรจากับสหรัฐอเมริกาต่อไป เกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 10% ที่จัดเก็บต่อมาเลเซีย

มาเลเซียถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% เมื่อเทียบกับอัตรา 12.5% ที่จัดเก็บกับเศรษฐกิจอื่นๆ ส่วนใหญ่ เนื่องจากข้อตกลงและพันธกรณีที่เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับภายใต้ข้อตกลงทางการค้าแบบต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะถูกประกาศให้เป็นโมฆะโดย โจฮารี ฆานี (Johari Ghani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของมาเลเซีย ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็ตาม

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมว่า รัฐบาลจะยังคงเจรจากับสหรัฐฯ ต่อไป เกี่ยวกับมาตรการภาษีใหม่ที่เชื่อมโยงกับข้อกังวลเรื่องแรงงานบังคับ หากการเจรจาในปัจจุบันไม่บรรลุผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

นายอันวาร์กล่าวว่า การเจรจาในขณะนี้นำโดย ดาโต๊ะ สรี โจฮารี อับดุล ฆานี (Datuk Seri Johari Abdul Ghani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม สานต่อจากความพยายามในช่วงแรกของ เติงกู ดาโตํะ สรี ซาฟรุล อับดุล อาซีซ (Tengku Datuk Seri Zafrul Abdul Aziz) อดีตรัฐมนตรีฯ

“สำหรับตอนนี้ ยอมรับอัตราภาษีที่มีการประกาศออกมาไปก่อน” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเสริมว่ามาเลเซียจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับทางสหรัฐฯ ต่อไป

“อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้ เรายังโล่งใจได้บ้าง เพราะอัตราภาษีนี้ถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอีกหลายๆ ประเทศ” นายอันวาร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของมาเลเซียได้รับแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่จำเป็น เพื่อจัดการกับประเด็นแรงงานบังคับภายใต้ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐอเมริกา

ดาโต๊ะ สรี โจฮารี อับดุล ฆานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้รับทราบถึงบทบัญญัติเฉพาะที่จะต้องแก้ไขหรือบัญญัติขึ้นใหม่ เมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้รับการให้สัตยาบัน โดยมาเลเซียได้รับเวลาสูงสุด 2 ปีในการดำเนินการปฏิรูปที่จำเป็น

“กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ได้รับแจ้งแล้ว และทราบแล้วว่ามาตราใดบ้างที่ต้องแก้ไข และกฎหมายใหม่ใดบ้างที่ต้องบัญญัติขึ้น ซึ่งจะดำเนินการทันทีที่เราสรุปข้อตกลง ART” โจฮารีกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเข้าร่วมการประชุมสามัญประจำปี (AGM) 2569 ครั้งที่ 50 ของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติมาเลเซีย (NCCIM)

โจฮารีกล่าวว่า ระยะเวลา 2 ปีเป็นไปตามพันธกรณีของมาเลเซียภายใต้ข้อตกลง ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลมีเวลาเพียงพอในการเสริมสร้างกรอบกฎหมายของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น

“เขาให้เวลาเรา 2 ปีในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำทันที เมื่อเราให้สัตยาบันข้อตกลงแล้ว เราจะมีเวลา 2 ปีในการแก้ไขกฎหมายที่เรายังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน” โจฮารีกล่าว

โจฮารีกล่าวว่า มาเลเซียมีกฎหมายภายในประเทศที่ครอบคลุมเพื่อจัดการกับปัญหาแรงงานบังคับอยู่แล้ว รวมถึงกฎระเบียบที่ครอบคลุมแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร และข้อผูกพันของนายจ้างในการจัดหาที่พักอาศัยที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม โจฮารีกล่าวว่าช่องว่างในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับจากต่างประเทศ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของมาเลเซีย ก่อนที่จะถูกนำมาแปรรูปและส่งออกในฐานะสินค้ามาเลเซีย

“เรามีกฎหมายคุ้มครองแรงงานในมาเลเซียอยู่แล้ว ปัญหาคือ เรายังไม่มีกฎหมายที่จะป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับในประเทศที่สาม เข้ามาเป็นวัตถุดิบในมาเลเซีย ถูกแปรรูปที่นี่ แล้วส่งออกในฐานะสินค้ามาเลเซีย”

โจฮารีกล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้มาเลเซียถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ภายใต้การสอบสวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับ

โจฮารีกล่าวว่า มาเลเซียเป็นหนึ่งใน 66 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน แต่ถูกตรวจสอบเพียง 2 หมวดหมู่เท่านั้น คือ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม

“อัตรา 10% นั้นเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ เรายังไม่ทราบว่าจะมีการเรียกเก็บอัตราภาษีเท่าใด หากมี ภายใต้การสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน เมื่อมีการกำหนดแล้ว จะถูกนำมารวมกันเป็นอัตราภาษีโดยรวมของมาเลเซีย”

โจฮารีกล่าวว่า จะต้องมีการปฏิรูปกฎหมายแยกต่างหากเพื่อจัดการกับข้อกังวลเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ครอบคลุมอยู่ในข้อตกลงดังกล่าว

โจฮารีกล่าวเสริมว่า การปฏิรูปดังกล่าวจะช่วยปกป้องการส่งออกของมาเลเซียจากความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านแรงงานบังคับ

“หากเราใช้วัตถุดิบที่ผลิตผ่านแรงงานบังคับมาผลิตสินค้าของเราเอง นั่นอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเรา”

โจฮารีกล่าวว่า มาเลเซียเคยดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับมาแล้ว รวมถึงกรณีบริษัทสวนปาล์มที่ถูกจำกัดการส่งออกจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข

ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม โจฮารีกล่าวว่า จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

“กำลังการผลิตส่วนเกินก็ต้องการการปฏิรูปกฎหมายเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่ข้อตกลงกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ 2 ปี”

โจฮารีกล่าวว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในการปรับแนวปฏิบัติด้านการค้าและแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธกรณีภายใต้ข้อตกลง ART

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% จากสินค้าของประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ รวมถึงมาเลเซีย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามแรงงานบังคับ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการสิ้นสุดของมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10%

สิงคโปร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาแรงงานบังคับ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 12.5% กระทบส่งออก 1 ใน 3

ที่มาภาพ: เพจ FB Maritime and Port Authority of Singapore – MPA

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI)ออกแถลงการณ์ ว่าด้วยคำวินิจฉัยของ USTR ในคดีสอบสวนมาตรา 301 เรื่องแรงงานบังคับ

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 (ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับ 60 ประเทศ รวมถึงสิงคโปร์ ที่ถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ในประเด็นการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ โดย USTR สรุปว่าทั้ง 60 ประเทศที่ถูกสอบสวนล้มเหลวในการกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และ/หรือล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

USTR ได้เสนอให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตามมูลค่า (ad valorem) ในอัตรา 12.5% จากสินค้าส่งออกของสิงคโปร์ไปยังสหรัฐฯ โดยสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีตามมาตรา 232 จะได้รับการยกเว้น นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะ เช่น พลังงานและผลิตภัณฑ์พลังงาน ยาและส่วนประกอบยา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ผลิตภัณฑ์การบินและอวกาศบางประเภท เซมิคอนดักเตอร์ และโลหะที่ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์และแท่งโลหะมีค่า ทั้งนี้ สินค้าส่งออกในประเทศของสิงคโปร์ไปยังสหรัฐฯ ประมาณหนึ่งในสามจะต้องเสียภาษีในอัตรา 12.5% ดังกล่าว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 (ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ)

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) จะยังคงเจรจากับ USTR อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในประเด็นนี้ และจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าวเมื่อมีความพร้อม

แรงงานบังคับบ่อนทำลายการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง สิงคโปร์ไม่ยอมรับการใช้แรงงานบังคับในทุกรูปแบบ และมีกรอบการบังคับใช้กฎหมายที่ครอบคลุม พร้อมทั้งมีประวัติผลงานที่ดีในการปราบปรามแนวปฏิบัติที่ผิดกฎหมายดังกล่าวภายในประเทศ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอในการผลักดันมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ โดยในเดือนตุลาคม 1965 สิงคโปร์ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ปัญหาแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและหลายชั้นเป็นประเด็นข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ และจะสามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดหากดำเนินการที่ต้นทาง สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานแรงงานระดับสูงในระดับโลก และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึง ILO ในการพัฒนามาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ

สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ดังนั้น มาตรการจำกัดทางการค้าใดๆ รวมถึงการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งสิงคโปร์จะดำเนินการต่อไปโดยปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับคณะทำงานเพื่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ (Singapore Economic Resilience Taskforce) และภาคธุรกิจ

สิงคโปร์ พร้อมด้วยอีก 15 ประเทศ ยังอยู่ภายใต้การไต่สวนของสำนักงาน USTR ตามมาตรา 301 ในประเด็นการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต ทั้งนี้ ผลการสอบสวนและมาตรการที่เสนอในคดีนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

มาเลเซียขยับเข้าใกล้เป้าหมาย “ประเทศรายได้สูง” ไปอีกขั้น

ที่มาภาพ: https://www.businesstoday.com.my/2023/06/16/dosm-malaysias-fdi-recorded-rm74-6-billion-while-dia-registered-rm58-6billion-the-highest-since-2021/

มาเลเซียเข้าใกล้การบรรลุสถานะประเทศที่มีรายได้สูงไปอีกขั้น หลังจากบันทึกรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI) และผลผลิตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ดาโต๊ะ สรี อาร์. รามานัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ เปิดเผยในพิธีปิดสัปดาห์การฝึกอบรมแห่งชาติ (National Training Week หรือ NTW) ประจำปี 2026 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม เป็นประธานในวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ว่า ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลกสำหรับปี 2568 แสดงให้เห็นว่ามาเลเซียมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ดาโต๊ะ รามานันกล่าวว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของมาเลเซีย ตามวิธีการคำนวณแบบ Atlas ของธนาคารโลก แตะระดับ 12,380 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ได้รับเอกราช ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวจนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 472,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“สำหรับปีงบประมาณ 2570 เกณฑ์มาตรฐานประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกอยู่ที่ GNI ต่อหัวที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้มาเลเซียเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุสถานะดังกล่าว เราอยู่ไม่ไกลจากเป้าหมายแล้ว” รามานันกล่าว

รามานันยกความดีความชอบของความสำเร็จนี้ให้กับภาวะผู้นำของอันวาร์ โดยระบุว่าประเทศได้ถูกนำกลับเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รามานันยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จของมาเลเซียในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่สูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2568 โดยอ้างอิงจากรายงานการลงทุนโลกปี 2569 (World Investment Report 2026) พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจเติบโตถึง 5.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน

รามานันกล่าวว่า ผลงานทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับการแปรเปลี่ยนไปสู่ความมั่งคั่งที่กว้างขึ้นสำหรับชาวมาเลเซีย

“ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าประทับใจเหล่านี้จะมีความหมายเพียงเล็กน้อย หากโอกาสและความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นเป็นประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ในขณะที่คนอื่นยังคงเป็นเพียงผู้ชม” รามานันกล่าว

รามานันกล่าวว่า ข้อคิดริเริ่มต่างๆ เช่น NTW มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับประกันว่าชาวมาเลเซียจะมีโอกาสในการยกระดับทักษะ (upskill) และฝึกฝนทักษะใหม่ (reskill) เพื่อให้สามารถคว้างานที่ดีขึ้นและปรับปรุงรายได้ของตนเองได้

รามานันกล่าวว่า องค์กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD Corp) มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศการพัฒนาบุคลากรของประเทศ โดยดูแลให้เงินสมทบค่าธรรมเนียมของนายจ้างถูกนำไปใช้กับการฝึกอบรมแรงงานอย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย

เฉพาะในรัฐปีนังแห่งเดียว มีนายจ้างมากกว่า 4,000 รายลงทะเบียนกับ HRD Corp ครอบคลุมคนงานมากกว่า 445,000 คน ขณะที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมได้ 129.72 ล้านริงกิต ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

จากจำนวนดังกล่าว 113 ล้านริงกิต ได้ถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานและการพัฒนาทักษะภายในรัฐ

รามานันกล่าวสรุปว่า กระทรวงยังคงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างธรรมาภิบาลเพื่อให้แน่ใจว่าทุกเซนต์ที่จัดเก็บผ่านค่าธรรมเนียมจะถูกใช้อย่างรับผิดชอบเพื่อประโยชน์ของแรงงานชาวมาเลเซียทุกคน

จีนอนุมัติเปิดตลาดนำเข้าขนุนจากลาว

ตลาดผลไม้เจียซิงในมณฑลเจ้อเจียงได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการกระจายสินค้าผลไม้สดจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาภาพ: https://www.producereport.com/article/jiaxing-fruit-market-becomes-trading-center-jackfruit

จีนได้อนุมัติการนำเข้าขนุนสดจากลาวที่ผ่านเกณฑ์ด้านสุขอนามัยพืช เปิดช่องทางใหม่สำหรับการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ตามประกาศของสำนักงานศุลกากรทั่วไป (General Administration of Customs: GAC) ของจีน ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์

การเปิดตลาดครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของข้อตกลงด้านสุขอนามัยพืชที่ GAC และกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของลาวบรรลุร่วมกัน มีผลบังคับใช้ทันที และครอบคลุมขนุนสดที่ปลูกและแปรรูปในลาว ตามการระบุของ GAC

นักวิเคราะห์ระบุว่า การอนุมัติครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญที่เป็นรูปธรรมในการขยายการค้าสินค้าเกษตรระหว่างจีนและลาว เนื่องจากความร่วมมือทวิภาคีที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนที่ดีขึ้น กำลังสร้างโอกาสมากขึ้นให้สินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากลาวเข้าสู่ตลาดจีน

ประกาศดังกล่าวได้กำหนดรายละเอียดข้อกำหนดครอบคลุมการบริหารจัดการสวนผลไม้และโรงคัดบรรจุ ขั้นตอนการบรรจุภัณฑ์ การตรวจสอบและกักกันก่อนส่งออก ตลอดจนการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช

ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าว สวนผลไม้และโรงคัดบรรจุที่ส่งขนุนไปยังจีนจะต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานลาว และได้รับการอนุมัติพร้อมขึ้นทะเบียนจากฝ่ายจีน

สวนผลไม้ที่ผลิตขนุนเพื่อส่งออกไปจีนจะต้องจัดตั้งระบบบริหารคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ครบถ้วน ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานลาว ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices) และรักษาสุขอนามัยของสวนผลไม้อย่างเหมาะสม ตามประกาศดังกล่าว

ประกาศระบุว่า ในช่วงสองปีแรกหลังพิธีสารที่เกี่ยวข้องมีผลบังคับใช้ หน่วยงานลาวจะต้องสุ่มตรวจตัวอย่างในสัดส่วนเทียบเท่า 2% ของขนุนแต่ละล็อตที่ส่งไปยังจีน หากล็อตใดมีผลไม้น้อยกว่า 100 ผล จะต้องตรวจสอบทั้งหมด

การเปิดตลาดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-ลาวที่ลึกยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนรายใหญ่ที่สุดของลาวในปัจจุบัน และเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสอง ตามข้อมูลศุลกากรจีน

การค้าทวิภาคีมีมูลค่าถึง 9.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น 19.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าของจีนจากลาวเพิ่มขึ้น 20.7% เป็น 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีดังกล่าว

การเชื่อมต่อด้านการขนส่งที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการเดินรถไฟจีน-ลาว ได้เปิดเส้นทางโลจิสติกส์ที่รวดเร็วขึ้นสำหรับสินค้าเกษตรสดที่เคลื่อนย้ายระหว่างลาวและตลาดจีน

มูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่ขนส่งผ่านทางรถไฟสายนี้อยู่ที่ 6.81 พันล้านหยวน (ประมาณ 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 62.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลจากศุลกากรเมิ่งล่า สังกัดศุลกากรคุนหมิง

การนำเข้าผลไม้สดและผลไม้แห้งผ่านทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สู่ระดับ 500 ล้านหยวนในช่วงเวลาดังกล่าว ตามข้อมูลทางการ

การเปิดตลาดครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางที่จีนและลาวกำหนดไว้ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกเมื่อเดือนมิถุนายน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะกระชับความร่วมมือภายใต้กลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยอาหารศุลกากรตามแนวคิดหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) และขยายการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัยควบคู่กันไป

แถลงการณ์ดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นด้านการกักกันสัตว์และพืช การป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์และพืชข้ามพรมแดนร่วมกัน ตลอดจนการเร่งกระบวนการอนุมัติกักกันสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูง

นักวิเคราะห์ระบุว่า การขยายการเข้าถึงตลาด ประกอบกับมาตรฐานการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจช่วยให้ลาวสามารถแปลงทรัพยากรทางการเกษตรของตนให้กลายเป็นโอกาสส่งออกที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวจีนเข้าถึงผลไม้เมืองร้อนที่หลากหลายมากขึ้น

ลาวเหนือมุ่งพัฒนาศูนย์กลางขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า

ที่มาภาพ: https://amata.com/news/51-press-releases/1500-amata-city-lao-and-ptt-lao-collaborate-to-develop-landmark-ev-truck-park

ภาคเหนือของลาวอาจก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการขนส่งสินค้าด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้การศึกษาความเป็นไปได้ครั้งใหม่ที่มุ่งสนับสนุนระบบโลจิสติกส์สีเขียวตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน

การศึกษาดังกล่าวจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาลานจอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) ที่โครงการ Amata Smart and Eco City นาหม้อ ในแขวงอุดมไซ และโครงการ Amata Smart and Eco City นาเตย ในแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน โดยปริมาณการขนส่งสินค้าตามแนวระเบียงเศรษฐกิจนี้ได้รับแรงหนุนจากทางรถไฟลาว-จีน

โครงการนี้คาดว่าจะช่วยรองรับการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าที่กำลังเติบโตบนเส้นทางการค้าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค พร้อมทั้งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งข้ามพรมแดน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าหลังจากบริษัท อมตะ ซิตี้ ลาว (Amata City Laos) และบริษัท ปตท. (ลาว) จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) มอบอำนาจให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ ตามการเปิดเผยของ ปตท. (ลาว)

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ข้อกำหนดทางเทคนิค และรูปแบบการลงทุน ก่อนจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อผลักดันโครงการต่อไป

ตามข้อมูลจาก ปตท. (ลาว) ระบุว่า อมตะ ซิตี้ ลาว จะเป็นผู้จัดหาที่ดินสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เสนอไว้ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่ ปตท. ลาว จะนำความเชี่ยวชาญด้านระบบพลังงาน เทคโนโลยีการชาร์จไฟ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน

ลานจอดรถบรรทุกไฟฟ้าที่วางแผนไว้จะได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรสำหรับยานพาหนะขนส่งสินค้าไฟฟ้าที่วิ่งบนเส้นทางสายหลัก โดยจะประกอบด้วยสถานีชาร์จไฟฟ้าแบบเร่งด่วนพิเศษ (ultra-fast charging) และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการและพนักงานขับรถ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการใช้งานเชิงพาณิชย์ของการขนส่งสินค้าไฟฟ้าระยะไกล

ดร. มโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาว กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขยายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ยกระดับระบบโลจิสติกส์สีเขียว และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าให้ยานยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนถึง 30% ของยานพาหนะทั้งหมดภายในปี 2573 โดยกำลังลงทุนในสถานีชาร์จไฟฟ้า ศูนย์ซ่อมบำรุง มาตรการสนับสนุนทางการเงิน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการใช้งานให้แพร่หลายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ลานจอดรถบรรทุกไฟฟ้าที่เสนอนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้การเคลื่อนย้ายสินค้าตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากขึ้น และตอกย้ำความมุ่งมั่นของลาวในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สะอาดยิ่งขึ้น พร้อมทั้งตอกย้ำสถานะของลาวในฐานะประตูโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและจีนผ่านเครือข่ายการค้าและการขนส่งที่ยั่งยืน

จีนนำเข้าทุเรียนพุ่ง 47% ครึ่งปีแรก 2569 ไทยครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาด

ที่มาภาพ:เพจ Facebook People’s Daily, China

การนำเข้าทุเรียนของจีนเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ฒ๊การเติบโตที่แข็งแกร่ง ตามข้อมูลศุลกากรทางการ

การเพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งระบายผลผลิตส่วนเกิน หลังจากการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ผลักดันให้ราคาปรับตัวลดลง ตามรายงานของ South China Morning Post (SCMP) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

ลิม ชิน คี (Lim Chin Khee) ที่ปรึกษาของ Durian Academy ในมาเลเซีย กล่าวกับ SCMP ว่า ความต้องการจากจีนยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว แต่ไม่ได้ขยายตัวในอัตราเดียวกับการผลิต ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านราคาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสูงสุด ลิมยังระบุด้วยว่า ราคาขายส่งในจีนได้ลดลง โดยเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากหลายแหล่งผลิต ระดับสต็อกที่สูงขึ้น และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น

ข้อมูลศุลกากรจีนแสดงให้เห็นว่าไทยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด โดยส่งออกทุเรียนมูลค่า 3.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็น 81% ของตลาด ตามมาด้วยเวียดนามที่มูลค่า 846 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 18% ขณะที่มาเลเซียส่งออกมูลค่า 30.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 342% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้ารวมอยู่ที่ 1.07 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 708,000 ตันในช่วงครึ่งแรกของปี 2568

ตามรายงานของ SCMP นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมระบุว่า ความโดดเด่นของไทยสะท้อนถึงระบบโลจิสติกส์และการควบคุมคุณภาพที่มีความพร้อมมาอย่างยาวนาน ขณะที่เวียดนาม ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนตั้งแต่ปี 2565 ยังคงเผชิญปัญหาด้านคุณภาพเป็นบางครั้ง แม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนมาเลเซียซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาด กลับมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุเรียนที่ปลูกไว้เมื่อ 6-10 ปีก่อนเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่

เจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรในกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้ยื่นขอให้สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีน (GAC) เปิดเส้นทางขนส่งทางบก เพื่อลดระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า ตามรายงานของสำนักข่าวเบอร์นามา นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม ยังให้คำมั่นว่าจะหยิบยกประเด็นราคาที่ปรับตัวลดลงขึ้นหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนสิงหาคม

รายงานระบุว่า หวัง จวิน ( Wang Jun) รองผู้อำนวยการ GAC กล่าวว่าการขยายช่องทางการนำเข้าได้ช่วยเพิ่มตัวเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยหวังกล่าวว่า แหล่งที่มาของทุเรียนนำเข้ายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และผลไม้ชนิดนี้มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายในร้านผลไม้ตามชุมชน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น