พระเจ้าหรือปีศาจ LEVITICUS

1721955

บทความนี้ถือว่าเป็นชิ้นพิเศษในด้านหนึ่งถือเป็นการปิดท้ายเดือนไพร์ด (Pride Month เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ LGBTQIA+ ในเดือนมิถุนายนของทุกปี) และเป็นอีกครั้งที่เราขอแทรกภาพยนตร์เข้ามาแทนที่จะเป็นซีรีส์เหมือนอย่างเคย สืบเนื่องมาจากหนังสยองขวัญ Leviticus (2026) ที่ฮือฮามาตั้งแต่เทศกาลหนังซันแดนซ์ และเพิ่งเข้าไทยเมื่อพฤหัส 25 มิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง และเราได้มีโอกาสดูแล้วเกิดข้อกังขาหลายอย่าง และรวมไปถึงหลายรีวิวที่พูดถึง “ปีศาจสิงสู่” กับ “โฮโมโฟเบีย” (Homophobia ความเกลียด กลัว รังเกียจ อคติ เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน) ซึ่งสำหรับเรากลับตีความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ไม่ใช่ปีศาจ และพฤติกรรมมองเห็นคนรักเพศเดียวกันเป็นซาตาน เป็นมารร้าย เป็นสิ่งที่ควรกำจัดมีมาช้านานแล้ว…และมาในนามของ “พระเจ้า”

Leviticus เป็นภาพยนตร์สยองขวัญเหนือธรรมชาติจากออสเตรเลีย กำกับและเขียนบทโดย เอเดรียน เคียเรลลา (กำกับหนังยาวเรื่องแรก) เล่าเรื่องของ เนม (โจ เบิร์ด จาก Talk to Me และซีรีส์ Invisible Boys) และ ไรอัน (สเตซี คลอเซน แจ้งเกิดในปี 2023 จากซีรีส์ออสเตรเลียแนวตลกสยองขวัญสำหรับเด็ก Crazy Fun Park และหนัง True Spirit) วัยรุ่นสองคนในเมืองชนบทที่เคร่งศาสนา ซึ่งแม่เพิ่งพาเนมย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ หลังจากไรอันกับเนมเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างต่อกัน ความสับสนในใจและไม่คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในเมืองนี้ ได้นำพาความน่ากลัวบางอย่างที่สามารถแปลงร่างเป็น “คนที่พวกเขาปรารถนามากที่สุด” ความรักต้องห้ามจึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ทั้งคู่ต้องหาทางเอาชีวิตรอด พร้อมเผชิญแรงกดดันจากครอบครัวและชุมชนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกัน

ผู้กำกับ เอเดรียน เคียเรลลา เปิดเผยว่าเขาหยิบยืมชื่อหนังจากหนังสือ Leviticus (เลวีนิติ) ในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมักถูกอ้างเพื่อโจมตีคน LGBTQ+ และนำมาสร้างเป็นอุปมาว่าด้วยความหวาดกลัว ความปรารถนา และการกดทับตัวตน ภาพยนตร์เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในสาย Midnight ของ Sundance Film Festival ก่อนเดินทางไปฉายในเทศกาลหนัง South by Southwest (SXSW) โดยเคียเรลลาเคยทำงานเป็นนักตัดต่อมาก่อน และ Leviticus ถือเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขา นักวิจารณ์จาก The Guardian ยกย่องว่าเป็น “หนังสยองขวัญที่หลอกหลอนและสร้างสรรค์” ส่วน The Hollywood Reporter ชื่นชมการวิพากษ์โฮโมโฟเบียผ่านเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ ขณะที่ Rotten Tomatoes สรุปความเห็นนักวิจารณ์ว่า “หนังผสานเรื่องรักของคนรักเพศเดียวกันเข้ากับแนวคิดสัตว์ประหลาดได้อย่างทรงพลังและชวนขนลุก”

LEVITICUS – Official Trailer – Only In Theaters June 19

ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขอออกตัวก่อนว่าบทความนี้เป็นเพียงการตีความของเรา และยกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบ ซึ่งเราไม่ใช่ผู้รู้ อาจมีผิดบ้างถูกบ้างก็ถือว่าอ่านเอาสนุกก็แล้วกัน หากใครจะแย้งอย่างมีเหตุผลใดใดสามารถคอมเม้นต์ได้ทางเว็บเพจได้เลย

มาเริ่มกันที่ชื่อเรื่อง Leviticus หรือในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแปลภาษาไทยแบบที่ชาวคริสต์ทั่วไปรู้จักกันว่า “เลวีนิติ” หากถอดความจากภาษาไทย นิติ คือ กฎหมาย, หลักเกณฑ์, วิถีปฏิบัติ ส่วน เลวี คืออะไร

เลวี (Levi) เป็นบุตรชายคนที่สามของ ยาโคบ (Jacob อิสลามเรียก ยะอ์กูบ ฝรั่งเรียก เจค็อบ) กับภรรยาหลวง เลอาห์ [ยาโคบมีเมีย 4 คน 1.เลอาห์ 2.ราเชล (เมียที่รักที่สุด) 3.บิลฮาส์ (สาวใช้ของราเชล) 4.ศิลพาห์ (สาวใช้ของเลอาห์)] เลวี เป็นต้นตระกูลของเผ่าเลวี หนึ่งใน 12 เผ่าที่ถูกนับเป็นชนชาติอิสราเอล

ในเวลาต่อมาเผ่านี้ได้รับเลือกเป็น เผ่าปุโรหิต (Priesthood) โดยบางคนในเผ่านี้จะถูกรับเลือกให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปรนนิบัติพระเจ้า ดูแลพลับพลาพิธีกรรม และต่อมาคือผู้ดูแลพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ไปจนถึงทำการสอนธรรมบัญญัติแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตามต้นฉบับของชาวอิสราเอลและชาวยิว ในภาษาฮีบรู หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เรียกว่า “Leviticus” แต่มีอีกสองชื่อที่นิยมเรียกกัน

1.Vayikra (วายิกรอ – וַיִּקְרָא) เป็นชื่อหลักที่ใช้กันทั่วไป มาจากประโยคแรกในคัมภีร์ 1:1 ที่ว่า “พระยาห์เวห์ทรงเรียกโมเสส ตรัสกับท่านจากเต็นท์นัดพบว่า” ชาวอิสราเอลมักเรียกชื่อคัมภีร์ในโทราห์ด้วยคำแรกของหนังสือเล่มนั้นเสมอ มันจึงมีความหมายว่า “แล้วพระองค์(พระเจ้า)ทรงเรียก”

2.Torat Kohanim (โทราห์ โคฮานิม – תורת כוהנים) แปลว่า “ธรรมบัญญัติของปุโรหิต” เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามเนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นคู่มือและระเบียบปฏิบัติสำหรับปุโรหิตในการประกอบศาสนกิจและการดูแลความบริสุทธิ์ของประชาชน

เนื้อหาโดยสรุปของคัมภีร์เล่มนี้ มีดังนี้

1. กฎการถวายเครื่องบูชา (บทที่ 1–7) เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า ทั้งเครื่องเผาบูชา ธัญบูชา ศานติบูชา เครื่องบูชาลบล้างบาป และเครื่องบูชาชดใช้บาป เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ การขอบพระคุณ และการสารภาพความผิดต่อพระเจ้า

2. การสถาปนาปุโรหิต (บทที่ 8–10) บันทึกเหตุการณ์การแต่งตั้งอาโรน (ปุโรหิตใหญ่คนแรกของอิสราเอล) และบุตรชายให้เป็นปุโรหิต เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประกอบพิธีกรรมระหว่างพระเจ้ากับประชาชน รวมถึงคำเตือนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการปรนนิบัติพระเจ้า

[เช่น เรื่องนาดับและอาบีฮู (ลูกชายคนโตกับคนรองของอาโรน/หลานโมเสส) ที่ทำผิดกฎการบูชา

‘1ฝ่ายนาดับกับอาบีฮูบุตรของอาโรน ต่างนำกระถางไฟของตนมา เอาไฟใส่ในนั้น ใส่เครื่องหอมลงไป เอาไฟที่ต้องห้ามมาเผาถวายบูชาแด่พระยาห์เวห์ ซึ่งพระองค์มิได้ทรงบัญชาให้ทำเช่นนั้น 2ไฟก็พุ่งขึ้นมาจากที่พระยาห์เวห์ประทับเผาผลาญเขาทั้งสอง เขาทั้งสองก็ตายเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ 3โมเสสจึงบอกอาโรนว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ‘ท่ามกลางผู้ที่อยู่ใกล้เรา เราจะสำแดงความบริสุทธิ์ของเรา ต่อหน้าประชาชนทั้งปวง เราจะต้องได้รับการยกย่อง’ ” ฝ่ายอาโรนก็นิ่งอยู่

4โมเสสเรียกมิชาเอลและเอลซาฟานบุตรของอุสซีเอล อาของอาโรน บอกพวกเขาว่า “จงเข้ามาใกล้ หามพี่น้องของเจ้าออกไปนอกค่ายจากหน้าสถานนมัสการ” 5พวกเขาก็เข้ามาใกล้ หามศพทั้งเสื้อออกไปไว้นอกค่ายตามที่โมเสสสั่ง’ เลวีนิติ บทที่ 10 ข้อ 1-5

กล่าวคือ หลานของโมเสสได้ถวายไฟต้องห้าม (ต้นฉบับภาษาฮีบรูใช้คำว่า “เอช ซาราห์” (Esh Zarah – אֵשׁ זָרָה) ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Strange Fire อันมีความหมายครอบคลุมถึง ไฟที่ไม่ได้รับอนุญาต ไฟแปลกปลอม ไม่ได้มาจากแหล่งที่ถูกต้อง อันเป็นการกระทำนอกเหนือคำสั่ง ซึ่งผลลัพธ์คือพระเจ้าส่งไฟไปเผาผลาญเขาทั้งคู่จนตายต่อหน้าปรัมพิธี ]

3. กฎความสะอาดและมลทิน (บทที่ 11–15) ครอบคลุมรายละเอียดในชีวิตประจำวัน เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ “สะอาด” และ “มลทิน” เช่น อาหารที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้รับประทาน กฎเกณฑ์เรื่องโรคผิวหนังและสุขอนามัย การจัดการกับสิ่งที่ไหลออกจากร่างกาย เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของชุมชน

4. วันลบมลทินบาป (Yom Kippur – บทที่ 16) เป็นบทที่สำคัญที่สุดบทหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงพิธีกรรมประจำปีที่ปุโรหิตหลวงจะต้องทำเพื่อลบล้างบาปให้กับตนเองและประชากรทั้งปวง เพื่อให้ชุมชนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ต่อหน้าพระเจ้าอีกครั้ง

[ตามปฏิทินฮีบรู (เนื่องจากชาวอิสราเอลและยิวใช้ปฏิทินจัทรคติ ไม่ใช่แบบปฏิทินสากล สริยคติแบบเกรกอเรียนที่ปัจจุบันใช้กันทั่วโลก) วันยมคิปปูร์ จะตรงกับวันที่ 10 เดือนทิชรี (เดือนที่ 7 ในปฏิทินศาสนา) โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงตะวันตกดินของวันก่อนหน้า และสิ้นสุดช่วงค่ำของวันถัดไป ตามธรรมเนียม “เย็นและเช้าเป็นวันหนึ่งวัน” ปีนี้จะเริ่มต้นในช่วงตะวันตกดินของวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน แล้วไปสิ้นสุดในช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 21 กันยายน]

5. ประมวลกฎหมายความศักดิ์สิทธิ์ (บทที่ 17–26) เป็นชุดคำสั่งที่เน้นเรื่องจริยธรรมและการปฏิบัติตัวในสังคมให้แตกต่างจากชนชาติอื่นที่อยู่รอบข้าง เช่น การห้ามแก้แค้น และคำสั่งให้ “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (บทที่ 19:18) กฎระเบียบเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และการแต่งงาน เทศกาลสำคัญประจำปี เช่น ปัสกา, เทศกาลอยู่เพิง ปีสะบาโตและปีอิสรภาพ หรือ ปี Jubilee ที่มีการประกาศอิสรภาพแก่ทาสและคืนที่ดิน

6. การไถ่ของถวาย (บทที่ 27) บทสรุปเรื่องกฎเกณฑ์การถวายสิ่งของหรือการแก้บนแด่พระเจ้า

หัวใจสำคัญ คือ ความบริสุทธิ์ (Holiness) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์สูงสุด มนุษย์ที่เข้าใกล้พระองค์ต้องมีการชำระตัวให้บริสุทธิ์สะอาด และการไถ่บาป (Atonement) บาปมีราคาที่ต้องจ่าย และพระเจ้าทรงจัดเตรียมวิถีแห่งการไถ่โทษผ่านโลหิตของเครื่องบูชา โดยเครื่องถวายบูชาในยุคพันธสัญญาเดิมเป็นไปได้ทั้ง คน สัตว์ บ้าน หรือที่ดินแด่พระเจ้า (ขณะที่ชาวคริสต์ปัจจุบันเชื่อว่าจีซัสได้ทำการไถ่บาปให้เราแล้ว เราจึงไม่ต้องทำพิธีบูชายัญอย่างยุคโบราณ)

ทีนี้เราจะไปเจาะไอเดียต้นคิดของผู้กำกับซึ่งเขาได้ระบุไว้ในบทสัมภาษณ์ The AU Review ว่า “จริง ๆ แล้วเคยมีฉากช่วงต้นเรื่องที่ตัวละครศิษยาภิบาลเทศนาเกี่ยวกับข้อเฉพาะจากเลวีนิติ — ข้อความที่คนจำนวนมากมักยกขึ้นมาเมื่อประณามกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน…แต่พอเข้าสู่ขั้นตอนตัดต่อ มันรู้สึกไม่ลงตัว เหมือนหนังอธิบายตัวเองมากเกินไป”

สรุปคือเขาตัดประโยคดังกล่าวออกจากหนังในช่วงต้นของการปรากฎตัวของศิษยาภิบาลในโบสถ์ คำถามคือ ประโยคยอดฮิตในไบเบิลที่ถูกตัดออกนั้น มีเนื้อหาว่าอย่างไร และแน่นอนว่าประเด็นนี้ถูกพูดถึงในเลวีนิติเพียง 2 ครั้ง คือ ‘ห้ามผู้ชายหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันเช่นเดียวกับหลับนอนกับผู้หญิง เป็นสิ่งพึงรังเกียจ’ เลวีนิติ บทที่ 18 ข้อ 22

และ ‘ชายใดนอนกับผู้ชายเหมือนอย่างกับผู้หญิง ทั้งสองคนทำผิดในสิ่งอันพึงรังเกียจ ทั้งสองคนนั้นต้องถูกลงโทษถึงตายแน่ ๆ ที่พวกเขาต้องตายนั้นพวกเขาเองเป็นผู้รับผิดชอบ’ เลวีนิติ บทที่ 20 ข้อ13 ซึ่งสำหรับเราเดาว่าคือข้อหลัง เนื่องจากระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ถึงตาย”

เอาล่ะมาถึงบรรทัดนี้คุณจะพบว่า ลักษณะพระเจ้าในภาคพันธสัญญาเดิมที่ใช้ร่วมกันทั้ง คริสต์ ยิว อิสลาม [มุสลิมเชื่อว่าคัมภีร์เดิมถูกเปลี่ยนแปลง บิดเบือน หรือสูญหาย ไปตามกาลเวลา พวกเขาจึงไม่ยอมรับคัมภีร์เลวีนิติ แต่เนื้อหานี้เป็นเพียงส่วนประกอบในเตาร็อต (Torah) ที่พระเจ้า(อัลลอฮ์)ได้ประทานแก่นบีมูซา (โมเสส)เท่านั้น] หากวกกลับไปกรณีที่หลานโมเสสถวายไฟแปลกปลอม เขาก็ถูกพระเจ้าเผาจนตายไปต่อหน้าต่อตานั้น และการระบุอย่างชัดเจนว่า ‘ชายใดนอนกับผู้ชาย…ต้องถูกลงโทษถึงตาย’ คุณจะพบลักษณะที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งของพระเจ้าในยุคพันธสัญญาเดิมว่า “เขาคือพระเจ้าที่สามารถลงโทษมนุษย์ได้ในพริบตา อย่างง่ายดายเพียงเพราะคุณทำสิ่งที่…ไม่เป็นที่พึงพอใจของพระเจ้า”

ตรงนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นข้อพิพาท คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วาทกรรมว่า “พระเจ้าเป็นความรัก” หรืออะไรต่าง ๆ นานาที่ยกย่องว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก คุณต้องแยกความเชื่อยุคหลังจีซัส ออกจากยุคก่อนหน้านั้น เพราะลักษณะของพระเจ้าในยุคคัมภีร์เดิมนั้นแตกต่างจากยุคหลังจีซัสโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการจะระบุว่า สิ่งที่ปรากฏในหนัง Leviticus เป็นปีศาจนั้น…ย่อมไม่ใช่

ในบทสัมภาษณ์จาก The Guardian เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ผู้กำกับได้ระบุว่า “ยิ่งผมพยายามทำหนังสยองขวัญเกี่ยวกับการไล่ผีแบบตรง ๆ มากเท่าไร มันก็ยิ่งดูเหมือนเป็นการรับรองความเชื่อของคนเหล่านั้นที่ว่ามี ‘ปีศาจเกย์’ อยู่จริง ผมจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ‘แล้วสิ่งที่ตรงกันข้ามกับปีศาจเกย์’…คืออะไร?”

เราไม่รู้หรอกว่าผู้กำกับต้องการจะหมายถึงอะไร แต่เท่าที่เราตีความจากประโยคนี้ แปลว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ปรากฎเกิดขึ้นกับคู่เกย์ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ปีศาจ แต่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับปีศาจ

10 วีรกรรมสุดโหดเหี้ยมของพระเจ้าที่เคยถูกระบุเอาไว้ในคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

1. เหตุการณ์น้ำท่วมโลก (ปฐมกาล 6–8)

พระเจ้าทรงกวาดล้างสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกด้วยน้ำท่วมใหญ่ เพราะมนุษย์มีความชั่วร้ายมากเกินไป ‘พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วของมนุษย์… มีมาก… พระเจ้าจึงตรัสว่า ‘เราจะกวาดล้างมนุษย์… ให้พ้นไปจากพื้นดิน ทั้งมนุษย์และสัตว์’ ปฐมกาล 6:5-7

2. การทำลายเมืองโสโดมและโกโมราห์ (ปฐมกาล 19)

พระเจ้าทรงทำลายเมืองทั้งสองด้วยไฟและกำมะถันเพื่อลงโทษความบาปของผู้คนในเมืองนั้น [หนึ่งในบาปนั้นคือการ “ยาดะ” หรือการชำเรา ในปฐมกาล 19:5 ระบุว่า ‘พวกเขาร้องเรียกโลทว่า “พวกผู้ชายที่มาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน? จงส่งพวกเขาออกมาให้เรา เราจะได้มีเพศสัมพันธ์(ในภาษาฮีบรูใช้คำว่ายาดะ แปลตามภาษาเดิมว่า “รู้จัก”)กับพวกเขา’ ในทีนี้นักการศาสนาโลกปัจจุบันตีความว่าสื่อถึงพฤติกรรมแบบ LGBTQ

‘แล้วพระยาห์เวห์ทรงให้ฝนกำมะถันและไฟตกลงมา… จากฟ้า… ทรงคว่ำเมืองเหล่านั้นและที่ราบทั้งหมด’ (ปฐมกาล 19:24-25)

3. ภัยพิบัติ 10 ประการในอียิปต์ โดยเฉพาะการประหารบุตรหัวปี (อพยพ 11–12)

เพื่อบังคับให้ฟาโรห์ปล่อยทาสชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงสั่งประหารชีวิตลูกชายคนโตของชาวอียิปต์ทุกคน

‘เวลาเที่ยงคืน พระยาห์เวห์ทรงประหารบุตรหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ ตั้งแต่บุตรหัวปีของฟาโรห์… จนถึงบุตรหัวปีของนักโทษ’ อพยพ 12:29

4. การประหารคนอิสราเอลที่กราบไหว้ลูกวัวทองคำ (อพยพ 32)

หลังจากโมเสสลงมาจากภูเขาและพบว่าประชาชนกราบไหว้รูปเคารพ พระเจ้าทรงสั่งให้เผ่าเลวีฆ่าฟันประชาชนกันเอง

‘โมเสสจึงสั่งว่า… ‘จงเอาดาบคาดเอว… และฆ่าพี่น้อง เพื่อน และเพื่อนบ้านของตนเสีย’… วันนั้นมีคนตายประมาณ 3,000 คน’ อพยพ 32:27-28

5. การสั่งให้กวาดล้างชนชาติคานาอัน (เฉลยธรรมบัญญัติ 20:16-17)

พระเจ้าทรงสั่งไม่ให้ชาวอิสราเอลเหลือชีวิตใครไว้เลยเมื่อเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอัน

‘ในเมืองของชนชาติเหล่านั้น… อย่าไว้ชีวิตสิ่งใดที่มีลมหายใจเลย… เจ้าจงทำลายคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน… ให้สิ้นซาก’ เฉลยธรรมบัญญัติ 20:16-17

6. การส่งหมีมาขย้ำเด็ก ๆ ที่ล้อเลียนเอลีชา (2 พงศ์กษัตริย์ 2:23-24)

เอลีชาถูกเด็กกลุ่มหนึ่งล้อเลียนเรื่องหัวล้าน จึงแช่งพวกเขา แล้วพระเจ้าก็ส่งหมีสองตัวออกมาขย้ำเด็กเหล่านั้น

‘หมีสองตัวออกมาจากป่า และขย้ำเด็ก 42 คนในกลุ่มนั้น’ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:24

7. การทำลายเมืองเยรีโค (โยชูวา 6)

หลังจากกำแพงพังทลาย พระเจ้าทรงสั่งให้ชาวอิสราเอลฆ่าล้างโคตรทุกคนในเมือง

‘พวกเขาทำลายทุกสิ่งในเมืองนั้นด้วยดาบ ทั้งชายหญิง เด็กและคนชรา ทั้งวัว แกะ และลา’ โยชูวา 6:21

8. พระเจ้าทรงสั่งซาอูลให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอมาเลข (1 ซามูเอล 15)

แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็ไม่ให้เว้นไว้

‘จงไปโจมตีคนอมาเลข… อย่าไว้ชีวิตเขาเลย จงฆ่าทั้งชายหญิง เด็กและทารก วัวและแกะ อูฐและลา’ 1 ซามูเอล 15:3

9. การลงโทษดาวิดด้วยการระบาดของโรคระบาด (2 ซามูเอล 24)

ดาวิดทำผิดด้วยการนับจำนวนประชากร พระเจ้าจึงลงโทษด้วยโรคระบาดที่ทำให้ประชาชนบริสุทธิ์ตายไป 70,000 คน

‘พระยาห์เวห์จึงทรงส่งโรคระบาดมาในอิสราเอล… มีคนตายตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา 70,000 คน’ 2 ซามูเอล 24:15

10. พระเจ้าทรงยอมให้บุตรสาวของเยฟธาห์ถูกบูชายัญ (ผู้วินิจฉัย 11)

เยฟธาห์สาบานกับพระเจ้าว่าถ้าชนะศึกจะถวายสิ่งที่ออกมาต้อนรับเขาเป็นเครื่องบูชา แล้วลูกสาวก็ออกมาต้อนรับเขา

‘เขาก็ทำกับบุตรสาวตามที่เขาได้ปฏิญาณไว้’ ผู้วินิจฉัย 11:39

แม้ว่ายุคหลังจีซัส พระเจ้าจะกลายเป็นความรักไปแล้วก็ตาม แต่ความรักของพระเจ้าไม่เคยนับรวม LGBTQ

การต่อต้านพฤติกรรมแบบรักเพศเดียวกันในคริสตศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลเดียว และไม่ได้เริ่มต้นจากคำสอนของจีซัสโดยตรง หากค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นผ่านหลายยุคสมัย ตั้งแต่รากฐานในศาสนายูดาห์ การตีความของคริสเตียนยุคแรก อิทธิพลของปรัชญากรีก-โรมัน ไปจนถึงการที่คริสตศาสนากลายเป็นศาสนาของจักรวรรดิและเปลี่ยนคำสอนทางศีลธรรมให้กลายเป็นกฎหมายบ้านเมือง

1. ก่อนยุคจีซัส: รากจากศาสนายูดาห์และหนังสือเลวีนิติ

ก่อนคริสตศาสนาจะเกิดขึ้น ชาวยิวมีธรรมบัญญัติหรือโตราห์เป็นกรอบศาสนาและสังคมอยู่แล้ว ในหนังสือเลวีนิติ มีข้อห้ามที่กล่าวถึงชายมีเพศสัมพันธ์กับชายโดยตรง คือ เลวีนิติ 18:22 และ 20:13 ข้อเหล่านี้อยู่ในบริบทของ “กฎหมายความบริสุทธิ์” ที่กำหนดว่าชาวอิสราเอลควรแยกตนเองออกจากชนชาติอื่นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ข้อความเหล่านี้ไม่ได้พูดถึง “เกย์” หรือ “LGBTQ” ในความหมายสมัยใหม่ เพราะโลกโบราณยังไม่มีแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศแบบปัจจุบัน สิ่งที่ตัวบทกล่าวถึงคือ “การกระทำทางเพศ” มากกว่า “ตัวตน” หรือ “ความรัก” ของคนเพศเดียวกัน แต่ภายหลัง ข้อเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นรากฐานสำคัญในการต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายในคริสตศาสนา

2. ยุคจีซัส: จีซัสไม่ได้พูดเรื่องนี้โดยตรง

ในพระวรสารทั้งสี่ แมทธิว มะระโก ลูกา และยอห์น ไม่พบว่าจีซัสพูดโจมตีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันโดยตรง สิ่งที่เขาพูดถึงบ่อยคือความหน้าซื่อใจคดของผู้นำศาสนา ความอยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบคนจน การกีดกันคนชายขอบ และการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้อื่น

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าถามว่า “การต่อต้าน LGBTQ มาจากคำสอนของจีซัสโดยตรงไหม” คำตอบคือ ไม่ชัดเจนเลย ในพระวรสารไม่มีคำสอนของจีซัสที่พูดเรื่องนี้ตรง ๆ แต่คริสเตียนยุคหลังนำกฎหมายยิวเดิมและจดหมายของอัครทูตมาใช้สร้างกรอบศีลธรรมทางเพศแทน

3. ยุคเปาโลและคริสเตียนรุ่นแรก: เริ่มมีข้อความในพันธสัญญาใหม่

หลังจีซัส ข้อความที่มีอิทธิพลมากที่สุดมาจากจดหมายของเปาโลหรือจดหมายที่สืบทอดแนวคิดแบบเปาโล เช่น โรม 1:26–27, 1 โครินธ์ 6:9–10 และ 1 ทิโมธี 1:9–10 ข้อเหล่านี้กลายเป็นฐานสำคัญที่คริสเตียนยุคหลังใช้ต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ

‘เพราะเหตุนี้ พระเจ้าทรงปล่อยให้เขามีกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ พวกผู้หญิงของเขาก็เปลี่ยนจากเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ให้ผิดธรรมชาติไป ส่วนผู้ชายก็เลิกมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงให้ถูกตามธรรมชาติเช่นกัน และเร่าร้อนด้วยไฟราคะตัณหาที่มีต่อกัน ผู้ชายกับผู้ชายด้วยกันประกอบกิจอันน่าละอายอย่างยิ่ง เขาจึงได้รับผลกรรมอันสมควรแก่ความผิดของเขา’ โรม 1:26-27

‘ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าคนไม่ชอบธรรมจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า? อย่าหลงผิดเลย พวกที่ล่วงประเวณี พวกไหว้รูปเคารพ พวกผิดผัวผิดเมีย พวกโสเภณีชาย พวกรักร่วมเพศ พวกขโมย พวกที่โลภ พวกขี้เมา พวกชอบกล่าวร้าย พวกฉ้อโกง จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า’ 1 โครินธ์ 6:9-10

‘คือรู้ว่าธรรมบัญญัตินั้น ไม่ได้บัญญัติไว้สำหรับคนชอบธรรม แต่สำหรับพวกที่ไม่ยึดถือบัญญัติและพวกดื้อด้าน พวกที่ไร้ธรรม พวกคนบาป พวกคนชั่วร้าย พวกที่ไม่นับถือพระเจ้า พวกที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ พวกฆ่าคน พวกที่ล่วงประเวณี ชายรักร่วมเพศทั้งหลาย พวกโจรลักพาตัว พวกโกหก พยานเท็จทั้งหลาย และอะไรต่อมิอะไร ที่ขัดกับคำสอนที่ถูกต้อง’ 1 ทิโมธี 1:9-10

แต่ต้องระวังว่า โลกกรีก-โรมันในยุคนั้นมีรูปแบบความสัมพันธ์ทางเพศที่ต่างจากปัจจุบันมาก สิ่งที่เปาโลวิจารณ์นั้นอาจเกี่ยวข้องกับความใคร่ที่ไร้การควบคุม การใช้อำนาจทางเพศ ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาส ชายผู้ใหญ่กับเด็ก หรือพิธีกรรมของคนนอกศาสนา มากกว่าจะหมายถึงคู่รักเพศเดียวกันที่เท่าเทียมและยินยอมกันแบบที่เราเข้าใจในปัจจุบัน

4. ศตวรรษที่ 2–3: คริสเตียนสร้างอัตลักษณ์ว่า “บริสุทธิ์กว่า” โลกโรมัน

ในช่วงที่คริสเตียนยังเป็นชนกลุ่มน้อยในจักรวรรดิโรมัน พวกเขาต้องการสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้แตกต่างจากสังคมรอบข้าง โลกโรมันถูกคริสเตียนจำนวนมากมองว่าเต็มไปด้วยรูปเคารพ ความฟุ่มเฟือย การปล่อยตัวทางเพศ และความเสื่อมทรามทางศีลธรรม

ดังนั้น การควบคุมเรื่องเพศจึงกลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของการเป็นคริสเตียนที่ดี คริสเตียนยุคแรกเริ่มย้ำว่าเพศสัมพันธ์ควรอยู่ในกรอบสมรสชาย-หญิง และควรเกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ การปฏิเสธพฤติกรรมร่วมเพศกับเพศเดียวกันจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องศาสนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการประกาศว่า “พวกเราไม่เหมือนโลกนอกศาสนา”

5. อิทธิพลกรีก-โรมัน: แนวคิดเรื่อง “ธรรมชาติ” และ “การควบคุมตนเอง”

แม้คริสเตียนจะต่อต้านวัฒนธรรมโรมันหลายอย่าง แต่ก็รับอิทธิพลจากปรัชญากรีก-โรมัน โดยเฉพาะแนวคิดแบบสโตอิก [Stoicism – สำนักปรัชญาจากกรีกโบราณที่ก่อตั้งขึ้นในเอเธนส์เมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาลโดย ซีโน แห่งคิติอุม (Zeno of Citium) ซึ่งต่อมากลายเป็นปรัชญาที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในอาณาจักรโรมัน หัวใจสำคัญของสโตอิกคือ “การฝึกฝนจิตใจให้มีสติปัญญาและมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของชีวิตซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมความใคร่และการอยู่ภายใต้เหตุผล”]

จากแนวคิดนี้ เพศสัมพันธ์ที่ดีจึงถูกมองว่าควรเป็นไปตาม “ธรรมชาติ” และ “ธรรมชาติ” ถูกตีความว่าเป็นระเบียบที่พระเจ้าสร้างไว้ คือชายกับหญิงเพื่อการสืบพันธุ์ สิ่งใดที่ไม่ก่อให้เกิดบุตร หรือดูเหมือนฝ่าฝืนบทบาทชาย-หญิง จึงค่อย ๆ ถูกมองว่า “ผิดธรรมชาติ”

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะแนวคิดต่อต้านกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในคริสตศาสนาไม่ได้มาจากเลวีนิติอย่างเดียว แต่มาจากการผสมระหว่างพระคัมภีร์กับปรัชญาเรื่องธรรมชาติของโลกกรีก-โรมันด้วย

6. ยุคปิตาจารย์คริสตจักร: เพศสัมพันธ์ถูกผูกกับการสืบพันธุ์

บรรดาปิตาจารย์แห่งคริสตจักร อาทิ

คลีเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย (ประมาณ ค.ศ. 150 – 215 นักเทววิทยาชาวกรีกและครูผู้สอนในเมืองอเล็กซานเดรีย (อียิปต์) เป็นผู้บุกเบิกการนำ ปรัชญากรีก มาผสมผสานกับการตีความคัมภีร์ไบเบิล เพื่ออธิบายความเชื่อคริสเตียนให้ปัญญาชนในยุคนั้นเข้าใจ)

เทอร์ทูลเลียน (ประมาณ ค.ศ. 155 – 220 นักเขียนชาวแอฟริกาเหนือ (คาร์เธจ) ผู้ที่ได้ฉายาว่า “บิดาแห่งเทววิทยาละติน” เขาเป็นคนแรกๆ ที่เขียนงานเทววิทยาด้วย ภาษาละติน แทนที่จะเป็นภาษากรีก และขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดทางศีลธรรมอย่างรุนแรง)

จอห์น คริสอสตอม (ประมาณ ค.ศ. 347 – 407 อัครสังฆราชแห่งคอนสแตนติโนเปีย ผู้มีฉายาว่า “คริสอสตอม” (แปลว่า ปากทองคำ) เพราะเป็นนักเทศน์ที่เก่งกาจและทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตจักรตะวันออก เน้นเรื่องการปฏิรูปศีลธรรมของสังคมและการดูแลคนยากจน)

ออกัสตินแห่งฮิปโป (ค.ศ. 354 – 430 บิชอปแห่งฮิปโป (แอฟริกาเหนือ) และเป็นนักเทววิทยาที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตจักรตะวันตก งานเขียนของเขาเช่น Confessions (คำสารภาพ) และ The City of God ได้วางรากฐานแนวคิดเรื่อง “บาปกำเนิด” (Original Sin) และศีลธรรมทางเพศที่คริสตจักรยึดถือต่อมานับพันปี)

คนเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการทำให้ศีลธรรมทางเพศของคริสตศาสนาเข้มงวดขึ้น พวกเขาเน้นว่าเพศสัมพันธ์ควรอยู่ในชีวิตสมรส และเป้าหมายที่ถูกต้องที่สุดคือการให้กำเนิดบุตร

ผลที่ตามมาคือ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเท่านั้นที่ถูกมองว่าผิด แต่รวมถึงการช่วยตัวเอง การคุมกำเนิด การมีเพศสัมพันธ์เพื่อความใคร่ล้วน ๆ และเพศสัมพันธ์รูปแบบอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ด้วย กล่าวคือ การร่วมเพศเดียวกันถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มใหญ่ของ “เพศสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายการสืบพันธุ์”

7. ศตวรรษที่ 4–6: เมื่อคริสตศาสนากลายเป็นอำนาจรัฐ

จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคริสตศาสนาเริ่มได้รับอำนาจในจักรวรรดิโรมัน หลังยุคจักรพรรดิคอนสแตนติน และต่อมาเมื่อคริสตศาสนากลายเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิ คำสอนทางศาสนาก็ค่อย ๆ ถูกแปลงเป็นกฎหมายบ้านเมือง

ในช่วงนี้เริ่มมีกฎหมายโรมันที่ลงโทษพฤติกรรมทางเพศระหว่างชายกับชายรุนแรงขึ้น เช่น กฎหมายในคริสต์ศตวรรษที่ 4 และต่อมาในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน ศตวรรษที่ 6 มีการเชื่อมโยงพฤติกรรมดังกล่าวกับความพิโรธของพระเจ้า ภัยพิบัติ แผ่นดินไหว โรคระบาด และความเสื่อมของสังคม

นี่คือช่วงที่เรื่องนี้เปลี่ยนจาก “บาปทางศาสนา” ไปเป็น “อาชญากรรมของรัฐ” อย่างชัดเจน

[ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 จักรวรรดิโรมันภายใต้การปกครองของจักรพรรดิที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา เริ่มมีการออกกฎหมายที่มุ่งเป้าไปที่การจัดการกับพฤติกรรมทางเพศระหว่างชายกับชายอย่างชัดเจนและรุนแรงขึ้น โดยมีเหตุการณ์สำคัญสองช่วงหลัก ดังนี้

1. กฎหมายปี ค.ศ. 342 (ยุคของจักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่ 2 และคอนสแตนส์)

กฎหมายฉบับนี้ถูกบันทึกอยู่ใน ประมวลกฎหมายธีโอโดเซียน (Theodosian Code 9.7.3) ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรก ๆ ที่ระบุถึงการห้ามการ “สมรส” ระหว่างชายกับชาย

เนื้อหา: กฎหมายนี้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำในลักษณะที่ “ชายแต่งงานเยี่ยงหญิง” โดยมองว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายและเป็นการทำลายความสำคัญทางเพศตามธรรมชาติ (ในมุมมองของผู้ร่างกฎหมายในสมัยนั้น)

บทลงโทษ: ระบุให้มีการใช้ “การลงโทษอันแสนสาหัส” (exquisite punishment) แก่ผู้ที่ฝ่าฝืน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ตีความว่าอาจหมายถึงการประหารชีวิต

2. กฎหมายปี ค.ศ. 390 (ยุคของจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1, วาเลนติเนียนที่ 2 และอาร์คาเดียส)

กฎหมายฉบับนี้ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมากและมุ่งเป้าไปที่การปราบปรามพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันในวงกว้าง

เนื้อหา: จักรพรรดิประกาศให้พฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ชายที่เป็นฝ่าย “รับ” (passive partner) หรือผู้ที่ทำหน้าที่เยี่ยงสตรีในความสัมพันธ์นั้น

บทลงโทษ: มีการกำหนดโทษ “ประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็น” ต่อหน้าสาธารณชน เพื่อเป็นการเตือนใจและชำระล้างความอัปยศที่มองว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับศีลธรรมของโรม

บริบทที่น่าสนใจ

การอ้างความชอบธรรม: การออกกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีการอ้างถึง “ศีลธรรมทางธรรมชาติ” และในบางกรณีก็มีการอ้างอิงถึงข้อห้ามในคัมภีร์เลวีนิติ (Leviticus) เข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างความชอบธรรมในเชิงศาสนา

ความเป็นจริงในการบังคับใช้: แม้กฎหมายจะระบุโทษถึงตาย แต่ในทางปฏิบัติจริง นักประวัติศาสตร์ยังมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายว่ามีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริงจังเพียงใด หรือเน้นไปที่การข่มขู่ การปรับเงิน หรือการทรมานเพื่อปราบปรามทางอ้อมมากกว่า

การสานต่อถึงยุคจัสติเนียน (ค.ศ. 527–565): ในเวลาต่อมา จักรพรรดิจัสติเนียนได้ขยายกฎหมายเหล่านี้ให้ครอบคลุมและเข้มงวดขึ้นไปอีก โดยประกาศโทษความผิดฐานรักร่วมเพศว่าเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว โรคระบาด และความอดอยาก เพื่อให้คนในสังคมเกิดความกลัวและตระหนักถึง “ความไม่พอใจของพระเจ้า”

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดหักเหสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะมันเปลี่ยนสถานะของพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันจากเรื่อง “ความเหมาะสมทางสังคม” (ที่เคยถูกตัดสินด้วยค่านิยมแบบกรีก-โรมันเดิม) ให้กลายเป็น “อาชญากรรมทางศีลธรรมและศาสนา” ซึ่งส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสังคมตะวันตกสืบต่อมาอีกนับพันปี]

8. ยุคกลาง: คำว่า Sodomy และการลงโทษรุนแรง

ในยุคกลาง คริสตจักรยุโรปมีอำนาจสูงมาก แนวคิดเรื่อง “sodomy” หรือ “บาปแบบเมืองโสโดม” ถูกใช้กว้างขึ้น คำนี้ไม่ได้หมายถึงร่วมเพศเดียวกันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเพศสัมพันธ์หลายรูปแบบที่คริสตจักรมองว่าไม่เป็นธรรมชาติ เช่น เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ออรัลเซ็กซ์ การช่วยตัวเอง หรือการร่วมเพศกับสัตว์

แต่ในทางปฏิบัติ คำว่า sodomy มักถูกใช้โจมตีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเป็นพิเศษ หลายพื้นที่ในยุโรปกำหนดโทษรุนแรง ตั้งแต่การประจาน การทรมาน ไปจนถึงประหารชีวิต

ในยุคนี้การต่อต้านไม่ได้เป็นเพียงการตีความพระคัมภีร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมาย ศีลธรรม และอำนาจของคริสตจักรในสังคมยุโรป

9. ยุคปฏิรูปศาสนา: เปลี่ยนคริสตจักร แต่ไม่เปลี่ยนท่าทีเรื่องเพศมากนัก

เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่ 16 ผู้นำโปรเตสแตนต์อย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ และจอห์น คาลวิน วิจารณ์คริสตจักรคาทอลิกอย่างหนักในหลายเรื่อง แต่ในเรื่องเพศ พวกเขายังคงรับมรดกความคิดเดิมจำนวนมาก

ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ยังคงมองความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันว่าเป็นบาป และยังคงใช้พระคัมภีร์ เช่น เลวีนิติ โรม และจดหมายของเปาโล เป็นฐานในการอธิบาย ดังนั้น แม้ยุโรปจะแตกออกทางศาสนา แต่ทัศนคติต่อต้านพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันยังคงดำรงอยู่ต่อไปในหลายสังคม

10. ศตวรรษที่ 19: จาก “การกระทำบาป” สู่ “ตัวตนของคนรักเพศเดียวกัน”

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อแพทย์ นักจิตวิทยา และนักกฎหมายเริ่มใช้คำว่า “homosexuality” ก่อนหน้านั้น ศาสนาและกฎหมายมักพูดถึง “การกระทำ” เช่น sodomy แต่ในยุคใหม่ คนเริ่มถูกนิยามว่าเป็น “homosexual” ในฐานะประเภทของบุคคล

นี่ทำให้การกดทับเปลี่ยนรูป จากเดิมที่สังคมลงโทษพฤติกรรมบางอย่าง กลายเป็นการตีตราตัวตนของคนทั้งคน คนรักเพศเดียวกันจึงไม่ได้ถูกมองว่า “ทำบาป” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า “เป็นคนผิดปกติ” ในเชิงการแพทย์ จิตวิทยา และศีลธรรม

ออสการ์ ไวลด์ (1854-1900 กวี นักประพันธ์บทละคร และนักเขียนคนสำคัญชาวไอริชในยุควิกตอเรีย เขามีชื่อเสียงโด่งดังจากการเสียดสีสังคมชั้นสูง ใช้ภาษาคมคาย) เคยถูกตัดสินจำคุกในปี 1895 ด้วยกฎหมายภายใต้ Section 11 ของกฎหมาย Criminal Law Amendment Act 1885 ในข้อหา “ความอนาจารขั้นร้ายแรง” (Gross Indecency) กรณีของเขาถือเป็นคดีตัวอย่างที่อื้อฉาวที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งปูทางไปสู่การกดขี่ทางกฎหมายต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในยุคต่อมา

ไวลด์ถูกฟ้องร้องโดย “มาร์ควิสแห่งควีนส์เบอร์รี” (บิดาของอัลเฟรด ดักลาส ชายคนรักของไวลด์) ในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากไวลด์พยายามจะตอบโต้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนรักเพศเดียวกัน สุดท้ายไวลด์กลับกลายเป็นฝ่ายถูกสอบสวนและถูกฟ้องกลับในข้อหา “Gross Indecency” ในปี 1895 ไวด์ถูกตัดสินจำคุก 2 ปีพร้อมการใช้แรงงานหนัก ชีวิตของเขาพังทลายทันที ผลงานถูกแบน ครอบครัวแตกแยก หลังออกจากคุกเขากลายเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจและต้องลี้ภัยไปอยู่ปารีส เขาเสียชีวิตในความยากจนและโดดเดี่ยวด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในวัย 46 ปี

อลัน ทัวริง (อัจฉริยะนักคณิตศาสตร์ ผู้กอบกู้ชัยชนะให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันทั่วโลกทุกวันนี้) เขาถูกดำเนินคดีในปี 1952 ช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่กฎหมายต่อต้านการร่วมเพศเดียวกันในสหราชอาณาจักรยังคงมีความเข้มงวดสูงมาก โดยเขาถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายฉบับเดียวกันกับ ออสการ์ ไวลด์

ทัวริงถูกตำรวจสืบสวนพบว่ามีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่งในปี 1952 หลังจากเขาไปแจ้งความว่าถูกขโมยของ ทัวริงไม่ได้ปฏิเสธความสัมพันธ์นั้น เพราะเขารู้สึกว่ามันไม่ผิด แต่เขากลับถูกดำเนินคดี เพื่อหลีกเลี่ยงการติดคุก เขาถูกบังคับให้เลือกระหว่างการจำคุกกับ “การบำบัดด้วยฮอร์โมน” โดยการฉีดเอสโตรเจนเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลา 1 ปี เพื่อลดความต้องการทางเพศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจของเขา (เช่น ร่างกายเปลี่ยนรูปร่างและเกิดภาวะซึมเศร้า)

เพียง 2 ปีหลังจากนั้น ทัวริงเสียชีวิตในปี 1954 ด้วยวัยเพียง 41 ปี จากการกินแอปเปิลอาบสารไซยาไนด์ เชื่อกันว่าเป็นการ ฆ่าตัวตาย เพื่อหนีจากความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและปมด้อยที่ถูกรัฐตีตราว่าเป็นอาชญากร

บุคคลอื่นที่ถูกดำเนินคดีในยุคใกล้เคียงกัน: แม้ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้จดบันทึกทุกกรณีไว้อย่างละเอียด แต่ในช่วงปี 1950 ในอังกฤษ มีการกวาดล้างและดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การตั้ง “Wolfenden Committee” ในปี 1954 เพื่อพิจารณาการแก้กฎหมาย เนื่องจากมีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาความอนาจารระหว่างชายกับชายสูงขึ้นมาก

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ในช่วงปีที่ทัวริงถูกดำเนินคดี สังคมอังกฤษในยุค 1950 ยังคงมองว่าพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมายและเป็นปัญหาทางศีลธรรม จนกระทั่งมีการปฏิรูปกฎหมายครั้งสำคัญในปี 1967 (Sexual Offences Act 1967) ที่เริ่มยกเลิกความผิดในกรณีที่กระทำโดยสมัครใจในที่ร่มระหว่างผู้ใหญ่สองคน

ผ่านไปนานอีก 50 ปี ต่อมาในปี 2017 สหราชอาณาจักรได้ผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายทัวริง Turing Law” ภายใต้ Policing and Crime Act 2017 เพื่ออภัยโทษให้แก่ชายที่เคยถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายที่ล้าสมัยเหล่านั้น (รวมถึงตัวทัวริงเองด้วย แม้เขาจะตายไปนานมากแล้ว) ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความพยายามแก้ไขความอยุติธรรมในอดีต

การที่กฎหมายลงโทษพฤติกรรมกลุ่มคนรักเพศเดียวกันอย่างรุนแรงหรือล้าสมัยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษ แต่เป็น “มรดกทางกฎหมาย” ที่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอดีตอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ

เหตุผลที่อังกฤษเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจน เพราะอังกฤษใช้กฎหมายที่เรียกว่า “Sodomy Laws” ซึ่งมีรากฐานมาจากกฎหมายศาสนาและถูกนำไปบังคับใช้ในดินแดนที่อังกฤษไปปกครอง

1. ทำไมจึงเกิดในอังกฤษ?

กฎหมายอังกฤษ (English Common Law) ช่วงศตวรรษที่ 16-19 รับอิทธิพลมาจากศาสนจักรอย่างเข้มข้น

คดีความที่กลายเป็นบรรทัดฐาน: อย่างที่กล่าวไป กฎหมาย Criminal Law Amendment Act 1885 (ที่ทัวริงและไวลด์โดน) เป็นกฎหมายที่ขยายขอบเขตการลงโทษให้ครอบคลุมพฤติกรรมในที่ร่ม (ที่ไม่มีพยาน) ทำให้รัฐสามารถแทรกแซงพื้นที่ส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้นมาก

การปฏิรูปกฎหมาย: อังกฤษเป็นประเทศที่ “แช่แข็ง” กฎหมายศีลธรรมไว้นานกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตก (ซึ่งรับอิทธิพลจากประมวลกฎหมายนโปเลียน ทั้งที่กฎหมายต้นแบบนั้นเลิกเอาผิดเรื่องร่วมเพศเดียวกันในที่ร่มไปตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19) อังกฤษจึงเป็นประเทศที่ยังคงล่าแม่มดทางศีลธรรมผ่านกฎหมายจนถึงช่วงปี 1960s

2. ประเทศอื่นในทำนองเดียวกัน (มรดกแห่งกฎหมายอาณานิคม)

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ มีกฎหมายในทำนองนี้ คือ “British Colonial Penal Codes” อังกฤษได้ร่างกฎหมายอาญาให้แก่ประเทศที่ตนเองเคยไปปกครอง โดยมักจะรวมเอามาตราที่ระบุว่า “การกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบธรรมชาติ” (Carnal intercourse against the order of nature) เป็นความผิดอาญาไว้ด้วย

ประเทศที่ยังคงได้รับอิทธิพลจากกฎหมายอาณานิคมอังกฤษและยังมีการบังคับใช้อยู่ หรือเพิ่งมีการยกเลิกไปไม่นาน มีดังนี้

อินเดีย: ใช้กฎหมายมาตรา 377 ซึ่งเป็นมรดกจากยุคอาณานิคมอังกฤษที่ห้ามพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกัน เพิ่งจะมีการยกเลิกโดยศาลสูงสุดของอินเดียเมื่อปี 2018 นี้เอง

สิงคโปร์: ใช้กฎหมายมาตรา 377A ที่สืบทอดมาจากอังกฤษเช่นกัน เพิ่งจะมีการยกเลิกกฎหมายนี้ไปเมื่อปี 2022

มาเลเซีย: ยังคงใช้กฎหมายมาตรา 377 ที่ครอบคลุมโทษจำคุกและโบย สำหรับพฤติกรรมทางเพศระหว่างชายกับชาย

จาเมกาและกลุ่มประเทศแคริบเบียน: หลายประเทศในแถบนี้ยังคงมีกฎหมาย Buggery Law ซึ่งเป็นกฎหมายยุคอาณานิคมที่สั่งห้ามพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันอย่างรุนแรง

ประเทศในแอฟริกาตะวันออกและใต้: เช่น เคนยา, ยูกันดา, ไนจีเรีย และซิมบับเว หลายประเทศเหล่านี้ยังคงมีกฎหมายต่อต้านกลุ่ม LGBTQ+ ที่ฝังรากมาจากการตีความกฎหมายในช่วงยุคจักรวรรดิอังกฤษ

ข้อแตกต่างที่น่าสนใจ

ประเทศอดีตอาณานิคมอังกฤษมักจะ “คง” กฎหมายอาญาที่อังกฤษทิ้งไว้ให้ มากกว่าประเทศอดีตอาณานิคมของ ฝรั่งเศส (French Civil Law) ประเทศอดีตอาณานิคมฝรั่งเศสส่วนใหญ่มักไม่มีกฎหมายเอาผิดพฤติกรรมร่วมเพศเดียวกันโดยตรง เพราะฝรั่งเศสเองยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส (ภายใต้ประมวลกฎหมายนโปเลียน) ดังนั้นเราจึงเห็นความแตกต่างว่าประเทศอดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในแอฟริกาหรือเอเชีย มักจะไม่มีกฎหมายแบบเดียวกับที่อังกฤษทิ้งไว้ให้  เช่น โกตดิวัวร์, มาลี, สาธารรัฐคองโก, เบนิน, เวียดนาม, กัมพูชา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเทศ ในบางประเทศอดีตอาณานิคมฝรั่งเศส เช่น ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตกที่มีประชากรมุสลิมสูง อาทิ เซเนกัล, ไนจีเรีย, มอริเตเนีย, กีนี แม้กฎหมายอาญาต้นฉบับจะไม่ได้ห้าม แต่รัฐบาลท้องถิ่นอาจมีการออกกฎหมายใหม่หรือนำกฎหมายศาสนามาปรับใช้ในระดับท้องถิ่นเพื่อต่อต้านความหลากหลายทางเพศได้เช่นกัน

11. ศตวรรษที่ 20–21: การโต้กลับและการตีความใหม่

ในศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เพศวิถี และอัตลักษณ์ทางเพศพัฒนาอย่างมาก นักวิชาการด้านพระคัมภีร์จำนวนมากเริ่มกลับไปอ่านตัวบทอีกครั้ง และตั้งคำถามว่า ข้อความในเลวีนิติและจดหมายของเปาโลหมายถึงคู่รักเพศเดียวกันแบบปัจจุบันจริงหรือไม่ หรือหมายถึงบริบทเฉพาะในโลกโบราณ เช่น การล่วงละเมิด การค้าประเวณี พิธีกรรมนอกศาสนา หรือความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม

ในเวลาเดียวกัน คริสตจักรทั่วโลกก็เริ่มแตกออกเป็นสองแนวทาง บางนิกายยังคงยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นบาป ขณะที่บางนิกายยอมรับ LGBTQ แต่งตั้งนักบวช LGBTQ และประกอบพิธีสมรสให้คู่รักเพศเดียวกัน

ดังนั้น ความขัดแย้งในปัจจุบันจึงเป็นผลจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่ใช่เพียงการอ่านพระคัมภีร์ไม่กี่ข้อ แต่เกี่ยวข้องกับคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เราควรอ่านคัมภีร์โบราณอย่างไรในโลกสมัยใหม่ และเราจะแยกแยะอย่างไรระหว่างศีลธรรมทางศาสนา วัฒนธรรมโบราณ และสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย

กรณีศึกษา

แม้หลายประเทศในยุโรป อเมริกา และเอเชียบางส่วนจะทยอยรับรองสิทธิของ LGBTQ มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศกลับเดินสวนทาง โดยออกกฎหมายที่เข้มงวดกว่าเดิม จนองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ยูกันดา: หนึ่งในกฎหมายที่รุนแรงที่สุดในโลก

ในปี ค.ศ. 2023 ยูกันดาประกาศใช้ Anti-Homosexuality Act 2023 ซึ่งถูกนักสิทธิมนุษยชนจำนวนมากเรียกว่าเป็นหนึ่งในกฎหมายต่อต้าน LGBTQ ที่รุนแรงที่สุดในโลก กฎหมายกำหนดโทษจำคุกสำหรับการมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน และในบางกรณีที่กฎหมายเรียกว่า “Aggravated Homosexuality” เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ หรือสถานการณ์บางประเภทที่กฎหมายกำหนด ยังมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ การสนับสนุนหรือส่งเสริมสิทธิ LGBTQ ก็อาจมีความผิดทางอาญาเช่นกัน

UN และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ออกมาประณามทันที โดยระบุว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ยูกันดาเป็นภาคี

กานา: ใช้ “ค่านิยมครอบครัว” เป็นเหตุผล

ในปี ค.ศ. 2026 รัฐสภากานาผ่านร่าง Proper Human Sexual Rights and Ghanaian Family Values Bill ซึ่งกำหนดโทษจำคุกต่อผู้มีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน และยังลงโทษผู้ที่สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่กิจกรรมของ LGBTQ อีกด้วย

ฝ่ายสนับสนุนอธิบายว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้อง “ค่านิยมครอบครัวแบบกานา” และต่อต้านอิทธิพลจากตะวันตก ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ฮังการี: ความขัดแย้งภายในสหภาพยุโรป

ฮังการีมีบริบทแตกต่างจากประเทศในแอฟริกา เพราะไม่ได้ลงโทษความสัมพันธ์ร่วมเพศเดียวกันโดยตรง แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน ดำเนินนโยบายจำกัดการนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ LGBTQ โดยอ้างว่าเป็นการคุ้มครองเด็กและรักษาค่านิยมครอบครัว

นโยบายดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเห็นว่ากฎหมายเลือกปฏิบัติต่อคน LGBTQ และขัดต่อกฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป จนศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) มีคำวินิจฉัยว่ากฎหมายบางส่วนละเมิดกฎหมายของ EU

ประเทศอื่น ๆ

นอกจากสามประเทศนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังคงมีกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน เช่น

ไนจีเรีย มีกฎหมายห้ามการสมรสและความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน พร้อมบทลงโทษจำคุก และมีการจับกุมเป็นระยะ

อิรัก ผ่านกฎหมายในปี 2024 กำหนดโทษจำคุกต่อความสัมพันธ์ร่วมเพศเดียวกันและการแสดงออกทางเพศบางรูปแบบ

หลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, เยเมน และบางพื้นที่ของ ไนจีเรีย ที่ใช้กฎหมายชารีอะห์ ยังคงกำหนดโทษรุนแรง รวมถึงโทษประหารชีวิตในบางกรณี

ทำไมหลายประเทศจึงเดินสวนทางกับกระแสโลก?

นักรัฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน

1. การเมืองเรื่องอัตลักษณ์และชาตินิยม

รัฐบาลหลายประเทศเสนอว่าความหลากหลายทางเพศเป็น “ค่านิยมจากตะวันตก” ที่กำลังคุกคามวัฒนธรรมและครอบครัวแบบดั้งเดิม ผู้นำจึงใช้ประเด็นนี้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “ผู้พิทักษ์ชาติ ศาสนา และครอบครัว”

2. อิทธิพลของศาสนา

ทั้งคริสต์สายอนุรักษนิยมในแอฟริกา และอิสลามสายเคร่งครัดในตะวันออกกลาง มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายเหล่านี้ โดยอ้างอิงทั้งพระคัมภีร์และคัมภีร์ศาสนาของตน

3. การต่อต้านอิทธิพลของตะวันตก

รัฐบาลหลายประเทศมองว่าการที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือ UN เรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิ LGBTQ เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ดังนั้น ยิ่งถูกกดดันจากภายนอก ผู้นำบางประเทศก็ยิ่งใช้ประเด็นนี้สร้างกระแสชาตินิยม โดยกล่าวหาว่าตะวันตกกำลังพยายามทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น

แล้ว UN ทำอย่างไร?

นี่คือข้อถกเถียงสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า UN มีหน้าที่ปกป้องหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพราะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระบุว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างเสรีและเท่าเทียม จึงควรออกมาวิพากษ์วิจารณ์และกดดันประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่อีกฝ่ายมองว่า การกดดันจากภายนอกอาจให้ผลตรงกันข้าม เพราะรัฐบาลสามารถใช้แรงกดดันนั้นสร้างวาทกรรมว่า “ชาติกำลังถูกตะวันตกคุกคาม” ส่งผลให้ประชาชนหันมาสนับสนุนกฎหมายต่อต้าน LGBTQ มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งเรื่อง LGBTQ ในเวทีโลกจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเรื่องเพศหรือศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย ชาตินิยม ศาสนา ประวัติศาสตร์อาณานิคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแยกไม่ออก

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายความเห็นลงเอยกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง Leviticus เป็นปีศาจ เพราะในพระคัมภีร์มีข้อความที่กล่าวว่าซาตานสามารถปลอมตนเป็น “ทูตสวรรค์แห่งความสว่าง” และ “เป็นผู้ล่อลวงโลกทั้งโลก” แต่อันที่จริงไม่มีข้อใดในไบเบิลเลยที่ระบุชัดว่าปีศาจสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือเป็นภาพของคนที่เราปรารถนาได้โดยตรง ดังนั้น การอ่านสิ่งที่ปรากฏใน Leviticus ว่าเป็น “ปีศาจที่ปลอมเป็นคนรัก” จึงเป็นการตีความตามขนบหนังสยองขวัญหรือเทววิทยาภายหลัง มากกว่าการอ้างอิงจากตัวบทไบเบิลอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตามสำหรับเรา เรากลับมองว่าสิ่งที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ปีศาจ แต่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เหตุผลคือ

ในต้นฉบับคัมภีร์เดิมมีคำศัพท์ภาษาฮีบรูสองคำ คือ “Tselem” (צלם) และ “Demut” (דמות) ปรากฏพร้อมกันใน

‘แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในท้องฟ้าและฝูงสัตว์ใช้งาน ให้ปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินทั้งหมด” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง’ ปฐมกาล 1:26-27 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจแนวคิดเรื่อง “มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า” เรียกว่า Imago Dei หรือ พระฉายของพระเจ้า

อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองคำจะดูคล้ายกัน แต่ในเชิงภาษาและเทววิทยาแล้วมีนัยยะที่ต่างกัน ดังนี้

1. Tselem (צלם – เชเลม)

ความหมายโดยตรงแปลว่า “รูปปั้น”, “ภาพลักษณ์”, หรือ “เงา” (Shadow/Silhouette)

นัยยะในสมัยโบราณ: ในโลกตะวันออกกลางโบราณ คำนี้มักใช้เรียก “รูปเคารพ” หรือ “รูปปั้นของกษัตริย์” ที่ตั้งไว้ในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนการปรากฏอยู่ของกษัตริย์ในพื้นที่ที่กษัตริย์ไม่ได้ไปเอง

การประยุกต์ใช้กับมนุษย์: การที่มนุษย์ถูกสร้างตาม Tselem ของพระเจ้า หมายความว่ามนุษย์คือ “ตัวแทน” (Representative) ของพระเจ้าบนโลกใบนี้ มนุษย์เปรียบเสมือนรูปปั้นที่พระเจ้าติดตั้งไว้เพื่อแสดงถึงการครอบครองและอำนาจของพระองค์ในโลกนี้

2. Demut (דמות – เดมุธ)

ความหมายโดยตรงแปลว่า “ความเหมือน”, “ความคล้ายคลึง” (Likeness, Resemblance), หรือ “รูปแบบ”

นัยยะในเชิงเปรียบเทียบ: คำนี้เน้นไปที่ “คุณภาพ” หรือ “ลักษณะ” ที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจจะไม่ใช่การเหมือนกันทุกประการแบบพิมพ์เขียว

การประยุกต์ใช้กับมนุษย์: Demut ช่วยปรับแก้แนวคิดของ Tselem คือเพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดว่ามนุษย์ “เป็นพระเจ้า” หรือเป็น “รูปปั้นพระเจ้าจริง ๆ” แต่เป็นการบอกว่ามนุษย์มีคุณลักษณะ เช่น สติปัญญา ศีลธรรม ความรัก หรือเจตจำนงเสรี ที่สะท้อนถึงลักษณะของพระเจ้า

นักวิชาการศาสนาอย่าง จอห์น เอช. วอลตัน ใน The Lost World of Genesis One (2009), จี.ซี. เบอร์โคเวอร์ ใน Man: The Image of God (1962), บราวน์-ไดรเวอร์-บริกส์ ใน Hebrew Lexicon (1906) ต่างอธิบายว่าเมื่อสองคำนี้มาอยู่รวมกัน “Tselem และ Demut”

‘การใช้สองคำนี้คู่กันในปฐมกาล 1:26 “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา” จึงไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นตัวแทน กล่าวคือมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นแค่ “รูปปั้นที่ตายตัว” แต่เป็น “ภาพสะท้อนที่มีชีวิต (Living image)” ของพระเจ้า Tselem เน้นย้ำเรื่อง “หน้าที่” ของมนุษย์ในฐานะตัวแทนของพระเจ้าที่ต้องดูแลโลก ส่วน Demut เน้นย้ำเรื่อง “คุณลักษณะ” ที่ทำให้มนุษย์มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้’

การใช้คู่กันจึงเป็นการนิยามว่า: มนุษย์เป็นสิ่งสร้างที่มีศักดิ์ศรีสูงสุด เพราะมี “ความคล้ายคลึง” ในเชิงคุณลักษณะ (Demut) และเป็น “ตัวแทนที่มองเห็นได้” (Tselem) ของพระเจ้าผู้ทรงมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า สองคำนี้มีความหมายว่า “เหมือนเรา” และ “มีลักษณะคล้ายเรา” ในที่นี้ถ้าให้แปลตรง ๆ แบบกำปั้นทุบดินคือ มนุษย์ถูกสร้างให้มีรูปร่างหน้าตาและลักษณะเหมือนพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏขึ้นในลักษณะเหมือนเรา หรือคล้ายเราในหนังสยอง Leviticus สำหรับเราแล้วจึงไม่อาจถูกตีความเป็นปีศาจได้

ท้ายที่สุด Leviticus ไม่ได้เป็นเพียงชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่ง แต่เป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานที่มนุษย์ใช้ “พระเจ้า” เป็นภาษาในการทำให้ความกลัวของตนเองดูศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ข้อห้ามในคัมภีร์ กฎหมายของจักรวรรดิ คุกของออสการ์ ไวลด์ ร่างกายที่ถูกรัฐทำลายของอลัน ทัวริง ไปจนถึงกฎหมายร่วมสมัยในยูกันดา กานา ฮังการี และอีกหลายประเทศ สิ่งที่หลอกหลอนคนรักเพศเดียวกันจึงอาจไม่ใช่ “ปีศาจ” ในความหมายเหนือธรรมชาติ แต่คือมนุษย์ที่เชื่อว่าตนมีสิทธิ์กำจัดความปรารถนาของผู้อื่นในนามของศีลธรรม ศาสนา ครอบครัว และชาติ หากมีปีศาจจริงในเรื่องนี้ มันอาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในตัวคนที่รักกัน หากซ่อนอยู่ในระบบความเชื่อที่ทำให้ความรักกลายเป็นอาชญากรรม และทำให้ความเกลียดชังได้รับการยกย่องว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า