1721955
ซีรีส์ระทึกขวัญสืบสวนเชิงจิตวิทยา 8 ตอนจบ Bloody Flower (2026) งานกำกับโดย ฮันยุนซุน (จากหนังแอ็คชั่นดราม่า 18 – Eighteen Noir) ดัดแปลงจาก The Flower of Death ของอีดงกอน นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากงานประกวดโดย KOCCA เมื่อปี 2023 จากผลงานทั้งหมด 525 เรื่อง
เริ่มเริ่มขึ้นเมื่อ อีอูกยอม (รยออุน จากซีรีส์ Weak Hero Class 2, Twinkling Watermelon) อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ถูกจับข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่อง 17 ศพ โดยเขาอ้างว่าเป็นการทดลองมนุษย์เพื่อเป้าหมายในการสร้างยารักษาสารพัดโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย ทำให้พัคฮันจุน (ซองดงอิล จากซีรีส์ Typhoon Family, Twelve) ทนายความที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อมาปกป้องฆาตกรคนนี้ เพราะเขามีลูกสาวที่กำลังป่วยเป็นโรคร้ายและหวังจะให้อีอูคยอมรักษา ทำให้ชายีฮยอน (คึมแซรก จาก Iron Family, Youth of May) อัยการสาวที่ยึดมั่นในความยุติธรรม และเป็นลูกศิษย์ของพัคฮันจุน พยายามทำทุกอย่างที่จะลากอีอูกยอมเข้าคุกและรับโทษประหารให้ได้
สิ่งที่เราสนใจเป็นอย่างมากในซีรีส์นี้ที่ไม่ได้ถูกอธิบายอะไรมากนักคือข้อมูลทางการแพทย์บางอย่าง อาทิ โรคร้ายแรงของลูกสาวของ พัคฮันจุน ที่ในซีรีส์เล่าว่าเธอป่วยเป็นโรคหายากที่เรียกว่า “แบตเทน (Batten Disease)” ทำให้เราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่าโรคแบตเทนนี้เป็นโรคที่น่าเศร้าและซับซ้อนที่สุดในวงการแพทย์ เพราะมันคือโรคระบบประสาทเสื่อมในเด็กที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด และมักส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้
ในทางการแพทย์โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Neuronal Ceroid Lipofuscinoses (NCLs) สาเหตุเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์ในร่างกาย (โดยเฉพาะเซลล์สมองและดวงตา) ไม่สามารถย่อยสลาย “ขยะ” (ไขมันและโปรตีนที่เรียกว่า Lipopigments) ได้ตามปกติ เมื่อขยะเหล่านี้สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นพิษและทำลายเซลล์ประสาทจนตายลง
เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะดูเหมือนเด็กปกติในช่วงแรก แต่เมื่อถึงอายุประมาณ 2–10 ปี (แล้วแต่ชนิดของยีนที่ผิดปกติ) จะเริ่มมีอาการ เช่น สูญเสียการมองเห็น มักเป็นอาการแรกๆ จนตาบอดสนิท, อาการชักที่ควบคุมยากขึ้นเรื่อย ๆ, พัฒนาการถดถอย สูญเสียความสามารถในการพูด การเดิน และความจำ (คล้ายสมองเสื่อมในเด็ก), กล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยจะขยับร่างกายไม่ได้เลย
Lipopigments (ไลโปพิกเมนต์) เป็นสารประกอบประเภทหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวของไขมันและโปรตีน จนกลายเป็นตะกอนเม็ดสีที่มีสีเหลืองน้ำตาล สารนี้มักถูกขนานนามว่าเป็น “ขยะของเซลล์” โดยปกติ เซลล์ในร่างกายจะมีระบบกำจัดขยะที่เรียกว่า Lysosome (ไลโซโซม) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายของเสียจากการทำงานของเซลล์ แต่เมื่อเราแก่ตัวลง หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม (เช่น ใน โรคแบตเทน) เซลล์จะย่อยสลายไขมันและโปรตีนบางชนิดไม่หมด ของเสียที่เหลือจะจับตัวกันจนกลายเป็นก้อนเหนียวหนึบที่ย่อยไม่ได้ ก้อนเหล่านี้จะสะสมอยู่ในเซลล์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มพื้นที่ และขัดขวางการทำงานของเซลล์
แม้จะยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางชีวภาพที่น่าสนใจมาก เช่น Enzyme Replacement Therapy (การให้เอนไซม์ทดแทน) ปัจจุบันมีการใช้ยาชื่อ Brineura สำหรับโรคแบตเทนชนิด CLN2 โดยการฉีดเอนไซม์สังเคราะห์เข้าไปในสมองโดยตรงผ่านอุปกรณ์พิเศษ เพื่อทำหน้าที่แทนเอนไซม์ที่ร่างกายขาดไป ช่วยชะลอการสูญเสียการเดินและการพูดได้, Gene Therapy (ยีนบำบัด) นักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยการใช้ “ไวรัสพาหะ” นำยีนที่ปกติเข้าไปใส่ในเซลล์สมอง เพื่อให้เซลล์กลับมาสร้างเอนไซม์เองได้อีกครั้ง, Milasen (ยากำจัดขยะเฉพาะบุคคล) เคยมีเคสที่โด่งดังของเด็กหญิงชื่อ มิลา มาโคเวค ซึ่งแพทย์ใช้เทคโนโลยี Antisense Oligonucleotide มาสร้างยาที่ออกแบบมาเพื่อยีนที่ผิดปกติของเธอคนเดียวโดยเฉพาะ (Personalized Medicine)
มิลา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ เพราะเธอคือมนุษย์คนแรกที่ได้รับยาที่ “ออกแบบและผลิตมาเพื่อเธอเพียงคนเดียวในโลก” โดยเฉพาะ มิลา เป็นเด็กหญิงร่าเริงจากรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ (ปี 2016) โดยเริ่มจากการเดินเซ ตาเริ่มมองไม่เห็น และมีอาการชัก แพทย์พบว่าเธอเป็น โรคแบตเทน ชนิด CLN7 ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายากมากและไม่มีทางรักษาในขณะนั้น โดยปกติโรคนี้ต้องมียีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ แต่ในเคสของ มิลา ทีมแพทย์ตรวจพบยีนผิดปกติจากแม่เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างดูเหมือนปกติแต่ทำงานไม่ได้ ซึ่งทำให้การรักษาด้วยวิธีมาตรฐานทั่วไปใช้ไม่ได้ผล ดร. ทิโมธี หยู จากโรงพยาบาลเด็กบอสตัน ได้เข้ามาช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เขาพบว่ามียีนส่วนเกิน (ชิ้นส่วน DNA แปลกปลอม) เข้าไปแทรกกลางยีนของมิลา ทำให้เซลล์อ่านรหัสพันธุกรรมไม่ได้
ดร. หยู และทีมงานใช้เวลาเพียง 1 ปี (ซึ่งถือว่าเร็วระดับปาฏิหาริย์ในวงการยา) ในการสร้างยาที่เรียกว่า Antisense Oligonucleotide (ASO) ยานี้ทำหน้าที่เป็น “สติกเกอร์พันธุกรรม” เข้าไปแปะทับส่วนที่ผิดปกติในรหัสพันธุกรรมของ Mila เพื่อให้เซลล์สามารถอ่านข้ามส่วนนั้นและผลิตโปรตีนที่จำเป็นได้ตามปกติ ยานี้ถูกตั้งชื่อว่า “Milasen” (มิลาเซน) ตามชื่อของเธอเอง มิลา เริ่มได้รับยา Milasen ในปี 2018 (ขณะอายุ 7 ขวบ) ผ่านการฉีดเข้าทางไขสันหลัง อาการของเธอดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง อาการชักลดลงจากวันละหลายสิบครั้งเหลือเพียงไม่กี่ครั้ง และเธอกลับมานั่งตัวตรงและรับประทานอาหารเองได้บ้าง แม้ยาจะช่วยชะลอโรคได้ดีมาก แต่เนื่องจากโรคแบตเทนได้ทำลายเซลล์สมองของเธอไปมากก่อนที่จะได้รับยา สุดท้าย มิลา เสียชีวิตลงอย่างสงบในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 ขณะอายุ 10 ขวบ
แม้ มิลา จะจากไป แต่เคสของเธอได้เปลี่ยน “กฎกติกา” ของวงการยาโลกไปตลอดกาล คือ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เริ่มวางแนวทางสำหรับการทดลองยาที่มีผู้ป่วยเพียง “คนเดียว” (N-of-1) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน, ครอบครัวของเธอตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นโรคหายาก ให้เข้าถึงการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงได้เร็วขึ้น, เคสนี้พิสูจน์ว่าหากเรามีรหัสพันธุกรรมและเทคโนโลยี ASO เราสามารถสร้างยาให้ใครก็ได้ในเวลาอันสั้น เคสของมิลา คือความจริงที่ล้ำยิ่งกว่าซีรีส์ครับ เพราะมันคือการเปลี่ยนจากการใช้ยาครอบจักรวาล มาเป็นการสร้าง “อาวุธชีวภาพเฉพาะบุคคล” เพื่อต่อสู้กับโชคชะตาที่เขียนไว้ใน DNA
โลหิตวิทยา
สิ่งที่เราตั้งคำถามหนักมากจากในซีรีส์คือการรักษาโรคด้วยเลือด แน่นอนว่าเลือดที่สามารถรักษาได้สารพัดโรคย่อมไม่มีอยู่จริง แต่เราค้นพบข้อมูลอันเนื่องมาจากกรณีที่คล้ายคลึงกันหลายอย่าง ซึ่งเราจะขอย้อนกลับไปในอดีตยุคโบราณก่อนแล้วกันว่า
วิชาโลหิตวิทยา (Hematology) หรือการศึกษาเรื่องเลือด มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากความเชื่อในยุคโบราณที่มองว่าเลือดคือ “น้ำแห่งชีวิต” ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ สู่การเป็นวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุลในปัจจุบัน
1. ยุคโบราณ: เลือดกับความสมดุล
ในสมัยกรีกโบราณ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ เชื่อเรื่อง ทฤษฎีของเหลวทั้งสี่ (Four Humors) โดยมองว่าเลือดเป็นหนึ่งในสี่ของเหลวหลักที่ต้องสมดุลกัน หากใครป่วย แพทย์มักจะใช้วิธี “การเจาะเลือดออก (Bloodletting)” เพราะเชื่อว่ามีเลือดเสียหรือมีเลือดมากเกินไป ซึ่งวิธีนี้ใช้สืบต่อกันมานานหลายพันปี และฮิตมากในยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 19 เพราะเชื่อว่าโรคเกิดจาก “เลือดเสีย” หรือสมดุลของเหลวในร่างกายผิดปกติ โดยในยุคหลัง ๆ หมอจะใช้ปลิงดูดเลือด หรือใช้มีดเจาะเลือดคนไข้ออกมา (แต่ส่วนใหญ่ก็ทำให้คนไข้ช็อกตายมากกว่าหายโรค), ในสมัยโรมัน มีบันทึกว่าคนที่เป็นโรคลมบ้าหมูจะไปดื่มเลือดสดๆ ของนักรบแกลดิเอเตอร์ที่เสียชีวิตในอารีน่า เพราะเชื่อว่าจะได้รับพละกำลังและความแข็งแรง
2. ยุคการค้นพบระบบหมุนเวียน (ศตวรรษที่ 17)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1628 เมื่อนักสรีรวิทยาชาวอังกฤษ วิลเลียม ฮาร์วีย์ ค้นพบว่าเลือดไหลเวียนเป็นวงจรโดยมีหัวใจเป็นปั๊ม ไม่ได้ถูกสร้างและเผาผลาญไปเรื่อย ๆ ตามความเชื่อเดิม ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์ กล้องจุลทรรศน์ โดย แอนโทนี ฟาน เลเวนฮุค มนุษย์จึงได้เห็นเม็ดเลือดแดงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1674 ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกของเซลล์วิทยา ในศตวรรษที่ 17 เคยมีความพยายามถ่ายเลือดจาก “แกะ” หรือ “วัว” เข้าสู่ตัวคน ผลคือคนไข้ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการแพ้อย่างรุนแรง เพราะตอนนั้นเรายังไม่รู้จักหมู่เลือด
3. ยุคการจำแนกประเภทและหมู่เลือด (ศตวรรษที่ 19 – ต้น 20)
นักจุลชีววิทยาชาวเยอรมันเชื้อสายยิว พอล เออร์ลิช พัฒนาเทคนิคการย้อมสีเซลล์เลือดในปี 1879 ทำให้เราสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ ได้, ต่อมาในปี 1901 แพทย์ชาวออสเตรีย คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ ค้นพบหมู่เลือดระบบ ABO ซึ่งช่วยให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและแม่นยำ เปลี่ยนโฉมหน้าการแพทย์แผนปัจจุบันไปตลอดกาล
4. ยุคโลหิตวิทยาสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 20 – ปัจจุบัน)
เมื่อความรู้ด้านพันธุศาสตร์และชีวโมเลกุลก้าวหน้าขึ้น เราจึงเริ่มเข้าใจโรคทางเลือดที่ซับซ้อน เช่น การค้นพบโครงสร้างของฮีโมโกลบินและความผิดปกติอย่างโรคธาลัสซีเมีย, การศึกษาเรื่องการสร้างเม็ดเลือดจากไขกระดูกและสเต็มเซลล์, การเข้าใจกลไกการแข็งตัวของเลือดและการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติ ปัจจุบันเราไม่ได้มองเลือดเป็นแค่ของเหลว แต่เรามองมันเป็น “ซอฟต์แวร์ทางชีวภาพ” ที่สามารถปรับแต่งได้ เพราะแทนที่จะใช้ยาเคมีไปฆ่ามะเร็ง เราใช้วิธีนำ “เม็ดเลือดขาว” ของคนไข้ออกมา “ฝึก” หรือปรับแต่งพันธุกรรมในแล็บ (เช่น CAR T-cell therapy) ให้รู้จักกับเซลล์มะเร็ง แล้วฉีดกลับเข้าไปให้มันไปล่าทำลายมะเร็งด้วยตัวเอง, หรืออย่างกรณี Platelet-Rich Plasma (PRP) ที่เป็นการนำเลือดตัวเองมาปั่นแยกเอาเฉพาะเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปที่ข้อต่อหรือผิวหนังเพื่อเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (นิยมมากในกลุ่มนักกีฬาและคลินิกความงาม) ไปจนถึง Liquid Biopsy อันเป็นการตรวจมะเร็งจากการเจาะเลือดเพียงนิดเดียว เพื่อหาเศษ DNA ของเซลล์มะเร็งที่หลุดลอยอยู่ในกระแสเลือด ทำให้เจอโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโดยไม่ต้องผ่าชิ้นเนื้อ
ในซีรีส์เกาหลี (โดยเฉพาะแนวแฟนตาซีหรือการแพทย์อย่าง Blood, The Midnight Studio หรือ Island) พล็อตเรื่องการใช้ “เลือดพิเศษ” มักจะถูกปรุงแต่งให้ดูเหนือจริงเพื่อความสนุก หากถามว่าเป็นไปได้ไหมในโลกความเป็นจริง คำตอบคือ มีส่วนที่ใกล้เคียงความจริง แต่ไม่มหัศจรรย์ขนาดนั้น เราสามารถแยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องในละครได้ดังนี้
1. เลือดหายากที่มีอยู่จริง (Rare Blood Types)
ในซีรีส์แนววิทยาศาสตร์หลายเรื่องมักพูดถึงเลือดที่หายากมากจนเหมือนมีพลังวิเศษ ในโลกจริงเรามีเลือดกลุ่ม Rh-null ซึ่งถูกเรียกว่า “Golden Blood (เลือดทองคำ)” โดยปกติเลือดคนเราจะมีสารแอนติเจน (Antigen) บนผิวเม็ดเลือดแดง แต่ Rh-null คือ “ไม่มีเลย” สักอย่างเดียว ในมุมการรักษามันคือเลือดที่ “ส่งต่อชีวิตให้ใครก็ได้ (Universal donor)” สำหรับคนที่มีหมู่เลือดหายากในระบบ Rh ด้วยกัน ซึ่งคนเหล่านั้นถ้าไม่ได้เลือดกลุ่มนี้อาจจะเสียชีวิตได้เลย แต่คนที่มีเลือดนี้ต้องระวังตัวสุดๆ เพราะถ้าพวกเขาบาดเจ็บ การหาเลือดมาเติมนั้นยากระดับงมเข็มในมหาสมุทร หลายคนต้อง “บริจาคเลือดเก็บไว้ให้ตัวเอง” ในธนาคารเลือดเผื่อกรณีฉุกเฉิน ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกพบว่ามีแค่ 50 คนเท่านั้นที่มีเลือดกลุ่ม
2. การบำบัดด้วยพลาสมา (Convalescent Plasma Therapy)
บางเรื่องตัวเอกมีภูมิคุ้มกันต่อโรคระบาด แล้วเอาเลือดไปฉีดให้คนอื่นเพื่อให้หายป่วย ความเป็นจริงวิธีนี้มีอยู่จริงเรียกว่าการใช้ “พลาสมาที่มีภูมิคุ้มกัน” เช่น ในช่วงโควิด-19 มีการนำพลาสมาจากคนที่หายป่วยแล้ว (ซึ่งมีแอนติบอดี) ไปฉีดให้ผู้ป่วยหนักเพื่อช่วยสู้กับไวรัส แต่มันมีข้อจำกัดเพราะมันเป็นการช่วยระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ “ยาครอบจักรวาล” ที่รักษาได้ทุกโรค
3. สเต็มเซลล์จากเลือด (Hematopoietic Stem Cells)
บางครั้งซีรีส์อาจจะสื่อถึงการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ ความเป็นจริงการใช้สเต็มเซลล์จากเลือดสามารถรักษาโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) หรือความผิดปกติของเลือดได้จริง และถือเป็นหนึ่งในการรักษาที่ดู “มหัศจรรย์” ที่สุดในทางการแพทย์ปัจจุบัน
เจมส์ แฮร์ริสัน “ชายผู้มีแขนทองคำ”
กรณีนี้น่าสนใจมาก คือถ้าจะมีใครสักคนที่เหมือนตัวเอกในซีรีส์ที่มีเลือดรักษาคนได้ทั้งประเทศ คนคนนั้นคือ เจมส์ แฮร์ริสัน ชาวออสเตรเลีย เลือดของเขามี “แอนติบอดี” ที่หายากมาก ซึ่งสามารถรักษา โรค Rhesus (Rh disease) ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดแม่ทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกในท้องจนอาจแท้งหรือพิการได้ เจมส์บริจาคเลือดต่อเนื่องกว่า 1,000 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 60 ปี และช่วยชีวิตเด็กทารกไปได้มากกว่า 2.4 ล้านคน รวมถึงหลานสาวของเขาเองด้วย!
เมื่อเจมส์อายุ 14 ในปี 1951 เขาต้องรับการผ่าตัดทรวงอกครั้งใหญ่และต้องรับเลือดจากผู้อื่นถึง 13 ลิตร ซึ่งช่วยชีวิตเขาไว้ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาสัญญากับตัวเองว่าเมื่ออายุครบ 18 ปี เขาจะเริ่มบริจาคเลือดเพื่อตอบแทนสังคม หลังจากเขาบริจาคเลือดไปได้ไม่กี่ครั้ง แพทย์ก็พบว่าในเลือดของเขามี แอนติบอดีหายากและมีความเข้มข้นสูงมาก ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นยาชื่อ Anti-D immunoglobulin ได้ เจ้ายานี้เอาไว้ฉีดให้คุณแม่ที่มีหมู่เลือด Rh-negative เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของคุณแม่สร้างภูมิต้านทานไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกในท้อง (อันเป็นสาเหตุของการแท้งหรือเด็กเสียชีวิตหลังคลอด)
เนื่องจากสิ่งที่หมอต้องการคือ “แอนติบอดี” ในพลาสมา ไม่ใช่เม็ดเลือดแดง เจมส์จึงเปลี่ยนมาบริจาคพลาสม่าแทน ซึ่งการบริจาคพลาสมานั้นร่างกายฟื้นตัวเร็วมาก ทำให้เขาสามารถ บริจาคได้ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ต่อเนื่องยาวนานถึง 57 ปี! รวมทั้งหมด 1,173 ครั้ง ที่พีคสุดคือลูกสาวของเขาเอง เทรซี่ ก็ต้องการยานี้ตอนที่เธอตั้งท้องลูกชาย (หลานของเจมส์) ดังนั้น เลือดที่เขาบริจาคไปจึงย้อนกลับมาช่วยชีวิตหลานแท้ ๆ ของเขาเองด้วย
นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยเพื่อสร้างแอนติบอดีเลียนแบบเลือดของเขาในห้องแล็บ (Monoclonal antibodies) โดยเรียกโปรเจกต์นี้เล่นๆ ว่า “James in a Jar” เพื่อที่จะได้มีสารนี้ใช้ไปตลอดกาลแม้ว่าเขาจะหยุดบริจาคแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามการบริจาคครั้งสุดท้ายของเจมส์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2018 ตอนอายุ 81 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุสูงสุดที่กฎหมายออสเตรเลียอนุญาตให้บริจาคได้ น่าเสียดายที่เขาเพิ่งเสียชีวิตไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมานี้เองด้วยอายุ 88 ปี
Young Blood Transfusion: การถ่ายเลือดเพื่อ “ความอ่อนเยาว์”
ในซีรีส์แนวแวมไพร์หรือไฮโซเกาหลี เช่น The Penthouse บางทีมีการพูดถึงการฉีดเลือดเพื่อให้ดูเด็กลง ความเป็นจริงมีการศึกษาที่เรียกว่า Parabiosis ในหนู พบว่าเมื่อเชื่อมระบบเลือดของหนูแก่กับหนูหนุ่มเข้าด้วยกัน หนูแก่จะมีเนื้อเยื่อและสมองที่ฟื้นตัวดีขึ้น
จากแนวคิดนี้เองเคยมีบริษัทสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์พยายามทำธุรกิจฉีดพลาสม่าจากคนหนุ่มสาวให้มหาเศรษฐี แต่ องค์การอาหารและยา (FDA) ออกมาเตือนว่า “อย่าหาทำ” เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางคลินิกที่ชัดเจนและอาจเป็นอันตรายได้
บริษัทที่ทำธุรกิจฉีดพลาสม่าจากคนหนุ่มสาวให้มหาเศรษฐีอย่างตรงไปตรงมาที่สุดมีชื่อว่า “แอมโบรเซีย (Ambrosia-มาจากชื่ออาหารทิพย์ของเทพเจ้ากรีกที่กินแล้วเป็นอมตะ)” ก่อตั้งเมื่อประมาณปี 2016 ผู้ก่อตั้ง เจสซี คาร์มาซิน บัณฑิตจากโรงเรียนแพทย์สแตนฟอร์ด เริ่มต้นในเมืองมอนเทอเรย์ แคลิฟอร์เนีย และขยายไปยังเมืองอื่น ๆ ในสหรัฐ โดยมีโมเดลธุรกิจคือบริษัทรับซื้อเลือดจากวัยรุ่นหรือคนหนุ่มสาวอายุ 16-25 ปี นำมาแยกเอาเฉพาะพลาสม่าขายให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีสูงวัยในซิลิคอนวัลเลย์ ในราคาประมาณ 8,000 ดอลลาร์ (ราว 2.6 แสนบาท) ต่อ 1 ลิตร หรือ 12,000 ดอลลาร์ (ราว 4 แสนบาท) ต่อ 2 ลิตร ลูกค้าจะได้รับการฉีดพลาสม่าของคนหนุ่มเข้าสู่ร่างกาย โดยเชื่อว่าจะช่วยรักษาโรคชรา และฟื้นฟูความจำ
ธุรกิจนี้ได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากมีข่าวลือว่าปีเตอร์ ธีล มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ให้ความสนใจเรื่องการถ่ายเลือดคนหนุ่ม (แม้ภายหลังเขาจะไม่ได้ยืนยันว่าใช้บริการของ Ambrosia หรือไม่) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เตือนว่าผลการทดลองในหนูยังไม่สามารถสรุปผลในมนุษย์ได้ และการฉีดพลาสม่าโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีความเสี่ยงสูง เช่น อาการแพ้รุนแรง หรือการบาดเจ็บของปอด
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้ออกแถลงการณ์เตือนอย่างรุนแรงว่า “การฉีดพลาสม่าเพื่อชะลอวัยไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยหรือได้ผล” ทันทีที่ FDA ออกประกาศ Ambrosia ก็ประกาศหยุดให้บริการรักษาในวันเดียวกันนั้นเอง แม้ภายหลังจะพยายามกลับมาเปิดใหม่ในชื่ออื่น แต่ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือเหมือนเดิม
นอกจาก Ambrosia ยังมีบริษัทชื่อ Alkahest ก่อตั้งโดยโทนี วีสส์-คอเรย์ นักวิจัยจากสแตนฟอร์ด แต่บริษัทนี้เน้นไปที่การวิจัยทางการแพทย์ที่จริงจังกว่า เพื่อหาโปรตีนเฉพาะในเลือดมารักษาโรคอัลไซเมอร์ ไม่ใช่การขาย “บริการเติมเลือดคนหนุ่ม” แบบเชิงพาณิชย์ให้กับบุคคลทั่วไป
จากบทความของ The Guardian เมื่อปี 2017 และข้อมูลอัปเดตปัจจุบัน มีรายละเอียดที่น่าสนใจและสถานะล่าสุดของบริษัทแอมโบรเซียว่า Ambrosia ไม่ได้ทำการทดลองแบบเก็บข้อมูลฟรี แต่ใช้ชื่อว่า Clinical Trial (การทดลองทางคลินิก) โดยให้คนไข้จ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมซึ่งผิดหลักการวิจัยมาตรฐานที่มักจะให้ผู้ร่วมทดลองได้รับค่าตอบแทนหรือรักษาฟรี
ในขณะนั้นมีผู้สมัครประมาณ 600 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี และที่น่าสนใจคือ 2 ใน 3 เป็น “ผู้ชาย” ซึ่งสะท้อนความหมกมุ่นเรื่องความเป็นอมตะในหมู่มหาเศรษฐีชายในซิลิคอนวัลเลย์ บริษัทไม่ได้ไป “ดูดเลือด” เด็กวัยรุ่นโดยตรงแต่ใช้วิธี “ซื้อพลาสม่าจากธนาคารเลือดสาธารณะ” ซึ่งเป็นพลาสม่าที่มาจากผู้บริจาคทั่วไปที่อายุยังน้อย แล้วนำมาผสมกัน (Pooled Plasma) เพื่อฉีดให้ลูกค้า
เจสซี-ผู้ก่อตั้งอ้างว่าการฉีดพลาสม่าช่วยลดระดับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและอัลไซเมอร์ได้ถึง 20% และช่วยเรื่องการนอนหลับ แต่ข้อมูลนี้ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่น่าเชื่อถือเลย แม้ปัจจุบันบริษัทนี้ปิดตัวไปแล้ว (ในชื่อเดิม) แต่มีประวัติการ “เกิดใหม่” คือเมื่อ กุมภาพันธ์ 2019 หลังจาก FDA (องค์การอาหารและยา) ออกคำเตือน Ambrosia ประกาศ “หยุดให้บริการรักษาทันที” และปิดเว็บไซต์ไป แต่แล้วไม่กี่เดือนต่อมาในเดือนมิถุนายน 2019 เจสซีพยายามจะเปิดบริษัทใหม่ในชื่อ “Ivy Plasma” โดยอ้างว่าจะให้บริการฉีดวิตามินและพลาสม่าเหมือนเดิม แต่ถูกกระแสสังคมและหน่วยงานกำกับดูแลจับตามองอย่างหนัก
ปัจจุบัน Ambrosia ในฐานะบริษัทที่ขายเลือดหนุ่มชะลอวัย ไม่ได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการแล้ว เว็บไซต์หลักล่มและไม่มีการเคลื่อนไหวเชิงธุรกิจสาธารณะ แล้วเจสซี่ไปหากินทำอะไรต่อ คำตอบคือ เขายังคงวนเวียนอยู่ในแวดวงชีวการแพทย์และการลงทุน แต่ไม่ได้โด่งดังในฐานะ “แวมไพร์แห่งซิลิคอนวัลเลย์” เหมือนช่วงปี 2017 เพราะกระแสวิจัยหันไปให้ความสนใจกับ “การคัดกรองโปรตีนเฉพาะเจาะจงในเลือด(Longevity Science)” มากกว่าการถ่ายเลือดแบบเหมาเข่ง ซึ่งดูปลอดภัยและเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า
และทั้งหมดนี้คือข้อมูลอันเกี่ยวกับเลือดในชีวิตจริงเท่าที่เราหามาและมันไม่ได้ถูกอธิบายในรายละเอียดใดใดในซีรีส์นี้เลย


