อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีหนึ่งล้านล้านคนแรกของโลก ความมั่งคั่งส่วนตัวมีมูลค่าถึง 3% ของ GDP สหรัฐฯ

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : dw.com

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา อีลอน มัสก์กลายเป็นมหาเศรษฐีหนึ่งล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก นักธุรกิจไฮเทคที่ทรงพลัง สามารถไปถึงหลักไมล์นี้ได้เมื่อราคาหุ้นเปิดตลาดครั้งแรกของบริษัท SpaceX อยู่ที่ 150 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากราคาเสนอขายครั้งแรกที่ 135 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของอีลอน มัสก์ใน SpaceX, Tesla และบริษัทอื่น มีมูลค่าตลาดที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่ามูลค่า GDP ของสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเข้าสู่ยุคความมั่งคั่งมหาศาล และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น

ความมั่งคั่งเท่ากับ 3% GDP สหรัฐฯ

New York Times รายงานว่า อีลอน มัสก์เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกมาตั้งแต่ปี 2021 เมื่อมูลค่าทรัพย์สินของเขามีมากถึง 185 พันล้านดอลลาร์ นับจากนั้นเป็นต้นมา ภายในเวลากว่า 5 ปี ทรัพย์สินเขาเพิ่มกว่า 4 เท่าตัว ในช่วงเวลานี้ เขาซื้อ Twitter ตั้งบริษัทสตาร์ทอัป AI นำบริษัทของตัวเองเข้าตลาด และใช้เงินถึง 250 ล้านดอลลาร์ช่วยการหาเสียงการเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์

Steven Durlauf ผู้อำนายการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวว่า ความเป็นจริงมีอยู่ว่า เกิดความมั่งคั่งกับคนบางกลุ่ม และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งที่มีมากขึ้นในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ในปี 1937 ที่มหาเศรษฐีน้ำมันจอห์น ร็อกกีเฟลเลอร์ มีทรัพย์สินมากที่สุดนั้น มีมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ เทียบเท่ากับ 1.5% ของ GDP สหรัฐฯ แต่ความมั่งคั่งของอีลอน มัสก์ในขณะนี้มีสัดส่วนมากกว่า 3% ของ GDP สหรัฐฯ

John D Rockefeller เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์คนแรกในปี 1916 ที่มาภาพ : pinterest

รายงาน New York Times กล่าวว่า ความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่มากเป็นประวัติการณ์ดังกล่าว ทำให้ยากที่จะนำไปเปรียบเทียบแล้วให้เกิดความเข้าใจ ในปี 2022 รายได้กึ่งกลางของครัวเรือนคนอเมริกันอยู่ที่ 200,000 ดอลลาร์ ครัวเรือนที่มีฐานะของอเมริกาจำนวน 10% มีรายได้เฉลี่ย 6.5 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ที่น้อยกว่า 0.001% ของทรัพย์สินของอีลอน มัสก์

ส่วนความเหลื่อมล้ำก็เป็นประเด็นที่วัดออกมาให้ชัดเจนได้ยากลำบาก แต่สิ่งที่ไม่อาจหักล้างได้ก็คือ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนระดับกลาง 40% เพิ่มขึ้นกว่า 50% กลุ่มคนระดับสูง 1% เพิ่มในอัตราเดียวกัน แต่คนมั่งคั่งที่สุด 0.001% เพิ่ม 2 เท่าตัว

นอกเหนือจากตัวอีลอน มัสก์เอง ทรัพย์สินของพวกมั่งคั่งที่สุดคนอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2016 การมีทรัพย์สินมูลค่า 100 พันล้านดอลลาร์ ที่อีลอน มัสก์ก้าวข้ามมาเมื่อ 6 ปีที่แล้วนั้น จะทำให้คนคนนั้นมีรายชื่อติดอันดับมหาเศรษฐีชั้นนำของโลก ที่จัดทำโดยนิตยสาร Forbes

แต่ปัจจุบัน การมีทรัพย์สิน 100 พันล้านดอลลาร์ จะตกมาอยู่อันดับที่ 20 ของรายชื่อบุคคลร่ำรวยที่สุดของโลก เบอร์นี แซนเดอร์ วุฒิสมาชิกหัวก้าวหน้าสหรัฐฯ กล่าวว่า “สมัยเด็ก ผมได้ยินแค่คำว่าเศรษฐี หากว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวอย่างโครงสร้างอำนาจที่มาจากคนมั่งคั่งที่สุด (oligarchy) แล้ว ผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรแล้ว”

การสั่งสมความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วของอีลอน มัสก์ ส่วนใหญ่มาจากการถือครองหุ้นเกือบ 50% ใน SpaceX ที่มีราคาเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นที่ถือครองอยู่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงการเปิดขายหุ้นครั้งแรก SpaceX ขายหุ้นออกไป 555 ล้านหุ้น มูลค่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมกราคม SpaceX ให้รางวัลสิทธิประโยชน์แก่อีลอน มัสก์ทั้งหมด 1.3 พันล้านหุ้น ที่เขายังไม่สามารถขายออกมา จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการดำเนินงาน

ที่มาภาพ : dw.com

เมื่อความมั่งคั่งที่ไร้ขอบเขตคืออันตราย

ส่วน Ingrid Robeyns นักเศรษฐศาสตร์ของเบลเยียม เขียนบทความลงใน The Guardian เรื่องความมั่งคั่งมหาศาลกลายเป็นสิ่งที่อันตรายว่าปกติ นักเศรษฐศาสตร์มักพูดคำว่า “ล้านล้าน” (trillion) เมื่ออธิบาย GDP ของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คำนี้ไม่ได้เป็นคำพูดที่สนทนาในแต่ละวัน ยิ่งเป็นไปได้น้อย ที่จะนำมาพูดถึงความมั่งคั่งส่วนตัวของคนเรา

ปัจจุบัน เราก้าวมาถึงอีกจุดหนึ่งของยุคโครงสร้างอำนาจ ที่มาจากความมั่งคั่ง เราจำเป็นต้องรู้และเข้าใจใน 2 อย่างเกี่ยวกับ “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” คือ (1) มีความหมายอย่างไร และ (2) ทำไมการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในระดับนี้ คือสิ่งที่อันตราย

คำว่า “1 ล้านล้าน” มีเลขศูนย์ 12 ตัว เพราะเหตุนี้จึงต้องมีแนวคิดเส้นแบ่ง “ความมั่งคั่ง” แบบเดียวกับที่มีเส้นแบ่ง “ความยากจน” เพื่อระบุว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต เส้นแบ่งความมั่งคั่งคือ “ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง” กรณีของอีลอน มัสก์ การที่เขาจะสะสมความมั่งคั่งได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จะต้องทำงาน 70 ชม. ต่อสัปดาห์ ทำงานตั้งแต่อายุ 20-75 ปี ค่าจ้างจะต้องได้ 5 ล้านดอลลาร์ต่อ ชม. แต่ในสหรัฐฯ ค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ต่อ ชม.

ทำไมรวยกระจุกจึงเกิดปัญหา

บทความของ Ingrid Robeyns ตอบคำถามว่า “ทำไมการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง” จึงสร้างปัญหา เหตุผลหนึ่งคือความยุติธรรมทางการคลัง มหาเศรษฐีนั้นจ่ายภาษีในอัตราที่น้อยกว่าคนอื่น เพราะระบบกฎหมายทำให้เกิดความเป็นไปได้ ที่จะหลีกเลี่ยงภาษี เช่น การโอนเงินระหว่างประเทศที่ตัวเองมีธุรกิจอยู่ หรือโอนทรัพย์สินไปไว้ที่แหล่งปลอดภาษี

หลายสิบปีที่ผ่านมา พวกเสรีนิยมใหม่ (neoliberal) เรียกร้องให้เรายอมรับการลดอัตราภาษีรายได้แก่คนร่ำรวย เพื่อที่ว่าในที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งเหล่านั้นจะส่งผ่านลงมาสู่คนระดับล่าง (trickle-down) เช่น การสร้างงาน เพราะฉะนั้น ทุกคนได้ประโยชน์จากการที่มีคนรวยเป็นเศรษฐีพันล้าน และปัจจุบันเป็นเศรษฐีล้านล้าน แต่ทุกวันนี้ แม้แต่ IMF ก็ไม่ยอมรับแนวคิดนี้ว่าเป็นความจริง แนวคิดนี้จึงเป็นมายาภาพ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เราเลิกวิตกกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

เหตุผลที่ 2 ที่คัดค้านเศรษฐีพันล้านและล้านล้าน คือการสูญเปล่า ไม่มีเหตุผลที่ตัวบุคคลจะมีเงินทองมหาศาลขนาดนั้น และยังเป็นเรื่องน่าอัปยศ เนื่องจากคนจำนวนมากต้องตายก่อนถึงเวลาอันควร หรือมีชีวิตอยู่ที่ขาดแคลน และไร้โอกาส เนื่องจากคนร่ำรวยสามารถได้ส่วนแบ่งความมั่งคังที่มากสุด จากสิ่งที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้นมา โลกที่ความมั่งคั่งกระจายทั่วถึง จะช่วยให้มนุษย์เราสามารถร่วมกันแก้ปัญหาท้าทาย เช่น ภาวะโลกร้อน

แต่เหตุผลที่ 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ คือ อันตรายจากพวกมหาเศรษฐี การกระจุกตัวของความมั่งคั่งที่เกินขอบเขต เป็นอันตรายที่กัดกร่อนประชาธิปไตย อำนาจที่ล้นเกินของบริษัทธุรกิจยังเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเที่ยงธรรมน้อยลง และมีการแข่งขันน้อยลง สังคมต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ที่เคยมองว่า ในการสั่งสมความมั่งคั่งนั้น ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ที่คนเราพยายามบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การมีฐานะเป็นคนร่ำรวยที่สุดของโลก อีลอน มัสก์คือตัวอย่างของอันตรายดังกล่าว เขาบริจาคเงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์การหาเสียงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยใช้เงิน 290 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2024 ใช้อิทธิพลตั้งกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาลขึ้นมา ที่สร้างความปั่นป่วนแก่ระบบเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยกเลิกหน่วยงาน USAID ของสหรัฐฯ ที่ตั้งขึ้นในปี 1961 เป็นองค์การช่วยเหลือต่างประเทศด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา ที่ใหญ่สุดของโลก นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า จากยุบ USAID เมื่อถึงสิ้นปี 2030 จะทำให้มีคนเสียชีวิต 14 ล้านคน โดยเป็นเด็ก 4.5 ล้านคน

เพราะฉะนั้น การกระจุกตัวของความมั่งคั่งที่ไม่มีขีดจำกัด มีความหมายเดียวกับการมีอำนาจที่ไม่มีขีดจำกัดเช่นเดียวกัน

เอกสารประกอบ

Elon Musk Becomes the World’s First Trillionaire, June 12, 2026, nytimes

Is it bad that Elon Musk has a trillion dollars? 17 Jun 2026, theguardian.com