สงครามบนดิน “ตัวเร่ง” สงครามบนฟ้า

1721955

เชื่อหรือไม่ว่าปีนี้ในสหรัฐถือเป็น “ปีทองแห่งโครงการอวกาศ” ซึ่งปีนี้จะเยอะและคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งที่สงครามยังคงระอุอยู่ และไม่มีวี่แววว่าจะจบลงตรงไหน แต่สหรัฐกลับทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงการอวกาศ จริง ๆ สงครามกับการแข่งขันกันทางอวกาศ มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลก สงครามและอวกาศเกี่ยวพันกันอย่างประหลาดมาตั้งแต่นั้น

เมื่อปี 1905 ตอนที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คิดค้นสมการอันโด่งดัง E=mc2 ซึ่งอธิบายว่า “มวลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลได้” เขาไม่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างอาวุธหรือเทคโนโลยีใดเลย เขาเพียงพยายามจะหาคำตอบพื้นฐานที่สุดของจักรวาลในเชิงฟิสิกส์  หนึ่งในนั้นคือการทำความเข้าใจว่า “ทำไมดวงอาทิตย์จึงเผาไหม้ส่องแสงได้นานนับพันล้านปี”

จนกระทั่งผ่านไป 33 ปี เมื่อปี 1938 สมการนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการค้นพบนิวเคลียร์ฟิชชัน  โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน อันเป็นยุคนาซี ความน่าตกใจคือเวลานั้นเยอรมนีเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์โลก นักฟิสิกส์เก่งที่สุดในโลกส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น ซึ่งตั้งใจจะใช้ทำอาวุธสงคราม ทว่าฮิตเลอร์มองว่า ทฤษฎีของไอน์สไตน์และฟิสิกส์สมัยใหม่เป็นวิทยาศาสตร์ของพวกยิว (เพราะไอน์สไตน์เป็นชาวยิว) จึงไม่ได้ทุ่มงบประมาณในช่วงแรก อีกทั้งนักวิทยาศาตร์ระดับโลกนับร้อยต่างหนีภัยกดขี่จากนาซีหันไปช่วยสหรัฐแทน

แต่นักวิทย์ “นาซี” สมองไหลนับพันเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่อาวุธ พวกเขาต่อมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้าง “นาซ่า” และจรวดที่ใช้สำหรับเดินทางไปอวกาศ แท้จริงแล้วมันถือกำเนิดจากต้นแบบอาวุธสงครามของ “นาซี” นับแต่นั้นสงครามอวกาศที่เรามองไม่เห็น จึงมีการต่อสู้กันไปมาระหว่างประเทศมหาอำนาจมาตลอด

ผู้ครองฟ้าคือผู้ชนะ

สงครามบนดินในยูเครนและตะวันออกกลางพิสูจน์ให้ทุกประเทศเห็นแล้วว่า “ใครคุมอวกาศได้คือผู้ชนะ” เราได้เห็นเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นระบบ GPS, อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink, ภาพถ่ายดาวเทียมแบบเรียลไทม์ถูกใช้เป็นอาวุธสำคัญในการล็อคเป้าถล่มศัตรู

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านิยามของ “ชัยชนะ” ในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถถังหรือทหารราบเพียงอย่างเดียว แต่ระนาบของอวกาศได้กลายเป็น “กระดูกสันหลัง” ของปฏิบัติการทางทหารที่ขาดไม่ได้

1. การล่มสลายของ “ม่านหมอกแห่งสงคราม” (Real-time Surveillance)

ในอดีต กองทัพสามารถพรางตัวหรือเคลื่อนพลในความมืดเพื่อจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวได้ แต่ปัจจุบัน ดาวเทียมจารกรรม (Spy Satellites) และกลุ่มดาวเทียมพาณิชย์ (เช่น Maxar หรือ Planet Labs) ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวถูกจับตาดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใครที่คุมการมองเห็นจากมุมสูงได้ จะสามารถทำนายการเคลื่อนพลของศัตรูได้ล่วงหน้า และลดความสูญเสียจากการถูกซุ่มโจมตี

2. Starlink การปฏิวัติการสื่อสารที่ตัดไม่ขาด

“อินเทอร์เน็ตดาวเทียม” คือเส้นเลือดใหญ่ของกองทัพยุคใหม่ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานบนดิน (เสาสัญญาณ, สายเคเบิล) ถูกทำลาย Starlink ของ SpaceX กลายเป็นช่องทางเดียวที่ทำให้ทหารในสมรภูมิสื่อสารกับบัญชาการได้  และมันถูกใช้ในการบังคับโดรนพิฆาตเพื่อโจมตีศัตรูจากระยะไกลในที่สูง

3. GPS และอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง (PNT)

ระบบดาวเทียมนำทาง (GPS ของสหรัฐฯ, GLONASS ของรัสเซีย, BeiDou ของจีน) คือสิ่งที่เปลี่ยน “การทิ้งระเบิดแบบสุ่ม” ให้กลายเป็นการ “ผ่าตัดทางการทหาร” ขีปนาวุธอย่าง HIMARS หรืออาวุธนำวิถีในตะวันออกกลาง อาศัยสัญญาณนาฬิกาอะตอมจากดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดเป้าหมายในระดับเมตร และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถ “Jam” (รบกวนสัญญาณ) หรือทำลายดาวเทียมนำทางของคู่แข่งได้ อาวุธราคาแพงจะสูญเสียความแม่นยำทันที และระบบโลจิสติกส์ของกองทัพจะหยุดชะงัก

4. Space Force: ทำไมต้องมีกองทัพอวกาศ?

การที่สหรัฐฯ จัดตั้ง U.S. Space Force หรือจีนและรัสเซียเร่งพัฒนาหน่วยงานอวกาศ ไม่ใช่เพื่อไปรบกับมนุษย์ต่างดาว แต่เพื่อ “ปกป้องทรัพย์สินบนวงโคจร” ทั้งรัสเซียและจีนเคยทดสอบยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อวกาศเพื่อทำลายดาวเทียมเก่าของตัวเอง เพื่อข่มขู่ว่า “ข้าสามารถสอยดาวเทียมสื่อสารของแกได้ทุกเมื่อ” หากดาวเทียมถูกทำลาย ระบบเศรษฐกิจ (ตู้ ATM, ตลาดหุ้น) และระบบป้องกันประเทศ (การเตือนภัยนิวเคลียร์) จะเป็นอัมพาตทันที

ในศตวรรษที่ 21 อวกาศไม่ใช่แค่เรื่องของการสำรวจ แต่เป็น “ชัยภูมิที่สูงที่สุด” (The Ultimate High Ground) และผู้เล่นล่าสุดที่เป็นตัวแปรสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ คือบริษัทเอกชน เช่น SpaceX ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทายหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก

ความท้าทายล่าสุดนี้ทำให้เส้นแบ่งเลือนลางระหว่างพลเรือนกับกองทัพ และบริษัทเอกชนกับรัฐบาล นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับเดิม (เช่น สนธิสัญญาอวกาศปี 1967) ตามไม่ทัน

[FYI:สนธิสัญญาอวกาศปี1967 (Outer Space Treaty)]

1.อวกาศเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ ไม่มีประเทศใด อ้างกรรมสิทธิ์ เหนือดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ หรือพื้นที่ใดในอวกาศได้ ห้ามยึดครองด้วยการปักธง ตั้งฐาน หรือประกาศอธิปไตย

2.ห้ามนำอาวุธทำลายล้างสูงไปไว้ในอวกาศ ห้ามติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์หรือ อาวุธทำลายล้างมวลชน (WMD) บนวงโคจร ดวงจันทร์ หรือวัตถุท้องฟ้าอื่น การใช้อวกาศควรมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ

3.ประเทศต้องรับผิดชอบกิจกรรมอวกาศของตน รวมถึงกิจกรรมของบริษัทเอกชน ถ้าดาวเทียมหรือยานอวกาศก่อความเสียหาย ประเทศเจ้าของต้องรับผิดชอบ

4.นักบินอวกาศถือเป็น “ทูตของมนุษยชาติ” หากตกหรือประสบภัยในประเทศอื่น ต้องได้รับความช่วยเหลือและส่งกลับ

5.ต้องหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนอวกาศและดาวเคราะห์ เช่น การนำเชื้อโรคจากโลกไปปนเปื้อนดาวอื่น (planetary contamination)

และต่อไปนี้คือ 4 ประเด็นหลักที่ท้าทายหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรงในขณะนี้

1. สถานะของ “บริษัทเอกชน” ในฐานะเป้าหมายทางทหาร ตามกฎหมายสงคราม (Law of Armed Conflict) ทรัพย์สินของพลเรือนควรได้รับการคุ้มครอง แต่เมื่อ Starlink หรือดาวเทียมของ Maxar ถูกใช้เพื่อส่งพิกัดเป้าหมายให้ปืนใหญ่ยูเครนยิงรถถังรัสเซีย ดาวเทียมดวงนั้นยังถือเป็น “ทรัพย์สินพลเรือน” หรือกลายเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” ไปแล้ว เพราะรัสเซียเคยขู่กลางที่ประชุมสหประชาชาติว่า “ดาวเทียมพาณิชย์ที่ช่วยเหลือกองทัพอาจตกเป็นเป้าโจมตี” ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามในอวกาศทันที

2. ความรับผิดชอบของรัฐ ตามสนธิสัญญาอวกาศ ระบุว่า “รัฐ” ต้องรับผิดชอบการกระทำของหน่วยงานในประเทศตน (รวมถึงเอกชน) ในอวกาศ หาก SpaceX ตัดสัญญาณ Starlink ในพื้นที่บางจุด จนทำให้ปฏิบัติการทางทหารของยูเครนล้มเหลว รัฐบาลสหรัฐต้องรับผิดชอบหรือไม่? หรือถ้าดาวเทียมเอกชนถูกศัตรูยิงตก สหรัฐจะถือว่านั่นคือการ “ประกาศสงคราม” ต่อรัฐบาลสหรัฐหรือไม่

3. ปัญหาขยะอวกาศและการทำลายล้าง หากประเทศใดประเทศหนึ่งตัดสินใจยิงทำลายดาวเทียมศัตรู (ASAT) จะเกิดเศษซาก (Debris) มหาศาลในวงโคจร ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ “ห้าม” การทดสอบอาวุธต่อต้านดาวเทียมอย่างเด็ดขาด มีเพียงข้อตกลงแบบสมัครใจ การทำลายดาวเทียมดวงเดียวอาจสร้างขยะที่ไปทำลายดาวเทียมของ “ทุกประเทศ” ทั่วโลก รวมถึงดาวเทียมพยากรณ์อากาศและดาวเทียมสื่อสารพลเรือน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในการใช้อวกาศอย่างสันติของผู้อื่น

4. เส้นแบ่งเขตแดนของอวกาศ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่มีการตกลงกันอย่างชัดเจนว่า “อวกาศเริ่มที่ความสูงเท่าไหร่?” ปกติทุกประเทศมีอธิปไตยเหนือเหนือน่านฟ้าตนเอง (Airspace) แต่ไม่มีอธิปไตยในอวกาศ (Outer Space) หากเครื่องบินรบไร้คนขับรุ่นใหม่บินที่ความสูง “กึ่งกลาง” (Near Space) ระหว่างชั้นบรรยากาศกับวงโคจรต่ำ มันจะถูกถือว่าเป็นการละเมิดน่านฟ้า หรือเป็นการใช้อวกาศโดยเสรี?

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วง “สุญญากาศทางกฎหมาย” กฎหมายอวกาศที่ใช้อยู่ถูกเขียนขึ้นในยุคสงครามเย็นที่สมัยนั้นการไปอวกาศทำได้แค่ 2 ประเทศ คือ สหรัฐ กับ โซเวียต และเป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น แต่พอมี “ตัวแสดงที่เป็นเอกชน” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น กฎหมายเดิมจึงแทบจะไร้สภาพบังคับ

และสิ่งที่เราร่ายสาธยายมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะเอ่ยถึงสิ่งที่ SpaceX กำลังทำอยู่ในปีทองอวกาศและอนาคตอันใกล้นี้

SpaceX Mars Colonization Program

“อย่าประมาทไป ถ้าอารยธรรมยังคงก้าวหน้าต่อไป มนุษย์จะไปถึงดาวอังคารได้ภายใน 5 – 10 ปีนี้  สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือการสร้างอารยธรรมที่ยั่งยืนบนดาวอังคาร ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีก 20-30 ปี”  นี่คือโพสต์ทวิตของอีลอน มัสก์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026

การไปดาวอังคารคือหนึ่งในความหวังของมวลมนุษยชาติ ช่วงทศวรรษก่อนหน้านี้มนุษย์เคยมีโปรเจกต์เรียลิตี้ลวงโลกชื่อดัง มาสู่ทศวรรษนี้ที่อีลอน มัสก์กำลังทำให้เป็นจริง ด้วยงบประมาณมหาศาลที่สหรัฐทุ่มลงไปผ่านนาซา

Mars One

ย้อนกลับไปเมื่อปี  2012-2015 Mars One คือโปรเจกต์ยักษ์โดยบริษัทเอกชนจากเนเธอร์แลนด์ นำโดย บาส ลานสดอร์ป ในการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร แล้วถ่ายทอดเป็นเรียลิตี้โชว์กลับมาให้ชาวโลกได้ดู เขาเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการตีตั๋วเที่ยวเดียวไปไม่มีกลับ เพราะเป็นไปได้ว่าพอไปถึงคุณอาจตายในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตามมีผู้สมัครเข้ามาอย่างคับคั่ง

ต่อมาในปี 2019 ศาลสวิส ได้ประกาศให้บริษัท Mars One Ventures ล้มละลาย หลังจากประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เนื่องจากโมเดลธุรกิจคือการหาสปอนเซอร์จำนวนมหาศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าโปรเจกต์นี้เสี่ยงและลงทุนสูงกว่าที่ประมาณการไว้หลายเท่า รวมถึงนักวิจัยจากสถาบัน MIT ออกมาจวกว่า ระบบผลิตออกซิเจนที่ Mars One วางแผนไว้จะทำให้พืชคายก๊าซออกมามากจนอาสาสมัคร “ขาดใจตายภายใน 68 วัน” ไปไปมามานอกจากโปรเจกต์จะถูกล้มกระดานไป ยังถูกมองว่าเข้าข่ายสแกมเมอร์ลวงโลกอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตามหนึ่งในความจริงที่มนุษย์วาดหวังไว้ก็คือ ดาวอังคารตกเป็นเป้าหมายบ้านใหม่ของมวลมนุษย์ยุคหน้าจริง ๆ เพราะตามทฤษฎีแล้ว มีการค้นพบน้ำแข็งบริเวณขั้วดาวและใต้พื้นดิน ซึ่งสามารถนำมาละลายเพื่อดื่ม หรือแยกโมเลกุลทำให้เป็นออกซิเจน และเชื้อเพลงไฮโดรเจนได้ ดินบนดาวอังคารมีธาตุอาหารที่พอจะใช้ปลูกพืชได้ หากล้างสารพิษจำนวนมากออกไปก่อนได้

สภาพแวดล้อมของมันใกล้เคียงกับโลกที่สุด เพราะ 1 วันบนดาวอังคาร ยาวนานประมาณ 24 ชั่วโมง 39 นาที นาฬิกาชีวิตมนุษย์จึงไม่ต้องปรับตัวเยอะ แม้จะมีแรงโน้มถ่วงน้อยแค่ 38% ของโลก แต่ก็ยังดีกว่าสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าถ้าเพิ่มกาซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศดาวอังคารให้หนาขึ้น ก็อาจช่วยกักเก็บความร้อนและสร้างความกดอากาศที่เพียงพอ จนมนุษย์อาจไม่ต้องสวมชุดอวกาศหนัก ๆ เดินบนดาวได้ในอนาคต

แต่การอยู่รอดบนดาวอังคารเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ เพราะดาวอังคารไม่มีสนามแม่เหล็กป้องกันรังสีคอสมิกเหมือนโลก อาสาสมัครมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงมากหากไม่ไปอาศัยอยู่ใต้ดิน แถมบรรยากาศเบาบางมากจนถ้าคุณออกไปที่แจ้งโดยไม่มีชุดปรับความดัน เลือดในตัวคุณจะเดือดและระเหยเป็นไอในพริบตา

อย่างไรก็ตามล่าสุด SpaceX กำลังสานต่อโครงการอาณานิคมบนดาวอังคารให้เป็นจริงด้วยยาน Starship และนี่คือเป้าหมายในปีนี้ของอีลอน มัสก์ในการจะส่งยาน Starship จำนวน 5 ลำแรกไปยังดาวอังคารในช่วงที่วงโคจรโลกและดาวอังคารใกล้กันที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในทุก ๆ 26 เดือน โดยในปีนี้จะตรงกับช่วงเดือนพฤศจิกายน

Starship เป็นอากาศยานไร้คนขับที่สามารถโดยสารได้ และผู้โดยสารในภารกิจนี้ไม่ใช่้คน แต่คือหุ่นฮิวแมนนอยด์ Optimus ของ Tesla (ทั้ง SpaceX และ Tesla เป็นของ มัสก์) ไปทำหน้าที่แทนมนุษย์ เพื่อเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสำรวจทรัพยากร เช่น ธารน้ำแข็งใต้ดิน

ทลายกรอบการออกแบบยาน

SpaceX Starship เป็นหนึ่งในโครงการที่ทลายกรอบวิศวกรรมการบินแบบเดิม ๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ อีลอน มัสก์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าวิศวกร เอง เขาเป็นคนตัดสินใจหลักในเชิงเทคนิคและสถาปัตยกรรมของยาน มัสก์ยึดหลักปรัชญาในการออกแบบว่า “ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดคือไม่มีชิ้นส่วน (The best part is no part)” เป็นการออกแบบที่เน้นการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปให้ถึงรากแก้ว

ในโลกของการออกแบบสร้างเครื่องจักร วิศวกรมักจะแก้ไขปัญหาด้วยการ “เพิ่ม” ชิ้นส่วน เช่น ถ้ามันร้อนก็เพิ่มพัดลม ถ้ามันสั่นก็เพิ่มตัวยึด แต่มัสก์มองว่างานดีไซน์เหล่านั้นคือความล้มเหลว ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดคือชิ้นส่วนที่ถูกลบทิ้งไปเลย แต่ระบบยังทำงานได้อยู่หรือดีกว่าเดิม ทำไมถึงดีที่สุดก็เพราะชิ้นส่วนที่ไม่มี ทำให้ ไม่มีน้ำหนัก ยานยิ่งเบายิ่งไปได้ไกล ลดต้นทุนการผลิต ไม่ต้องซ่อมบำรุง ลดเวลาในขั้นตอนโรงงาน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในการออกแบบ Starship มันไม่มีปีก มันไม่ใช้ปีกแบบเครื่องบินกระสวยอวกาศ แต่ใช้ครีบที่ขยับได้แทน และใช้ตัวถังทรงกระบอกสร้างแรงยก การตัดปีกทิ้งช่วยทุ่นน้ำหนักมหาศาล ไม่แค่นั้น มันยังไม่มีขาตั้งด้วย แต่เดิมมันจะวางอยู่บนแท่นปล่อยโดยมีขาตั้งติดกับตัวจรวดเพื่อให้มันตั้งตรงได้ แต่มัสก์ตัดขาตั้งออกจากตัวจรวด แล้วใช้แขนกลของแท่นหอคอยบนโลก คีบจรวดเอาไว้กลางอากาศแทน เพราขาตั้งเป็นน้ำหนักส่วนเกินที่ยานรุ่นก่อน ๆ แบกไปอวกาศด้วยแต่ไม่ได้ใช้งาน

ยานอวกาศทั่วไปต้องหุ้มเซรามิกทั้งลำ แต่ Starship ใช้สแตนเลสสตีลที่ทนความร้อนได้สูง แล้วติดแผ่นกันความร้อนเฉพาะด้านที่ปะทะลมเท่านั้น ส่วนอีกด้านปล่อยเปลือยเป็นเนื้อเหล็กเงา ๆ ไปเลย

The Algorithm

มัสก์มีกฎเหล็กดั้งเดิมที่ใช้กับ SpaceX และ Tesla อยู่แล้วเรียกว่า “ดิ อัลกอริทึ่ม”

1.Make requirements less dumb ตั้งคำถามเสมอว่าข้อกำหนดนี้ฉลาดพอหรือยัง

2.Delete the part or process พยายามลบชิ้นส่วนนั้นทิ้งไปเลย

3.Simplify or optimize ทำให้เรียบง่ายขึ้น (และต้องทำขั้นตอนนี้หลังจากลบชิ้นส่วนไม่จำเป็นไปแล้วเท่านั้น)

4.Accelerate cycle time ทำงานให้ไวขึ้น

5.Automate ใช้หุ่นยนต์ทำแทน (เป็นขั้นตอนสุดท้ายเสมอ)

นอกจากนี้ยาน Starship ยังมีการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ทนทาน และรีไซเคิลได้ 100% อันเป็นหัวใจหลักที่เขาทิ้งวัสดุเดิมอย่างคาร์บอนไฟเบอร์แล้วเปลี่ยนมาใช้สแตนเลสสตีลแทน ส่วนในด้านรูปทรงของ Starship ดูคล้ายกับยานอวกาศในนิยายวิทยาศาสตร์ยุค 1950 ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของอากาศพลศาสตร์

The Adventures of Tintin

ครั้งหนึ่ง มัสก์ เคยยอมรับอย่างเปิดเผยในงานแถลงข่าวปี 2018 ว่าเขาหลงใหลในการออกแบบจรวดใน The Adventures of Tintin (การผจญภัยของตินติน) โดยเฉพาะเล่ม Destination Moon และ Explorers on the Moon และเขาตั้งใจที่จะทำให้ Starship ดูมีความโน้มเอียงไปทางจรวดติตินเพราะเขาคิดว่ามันสวยงาม

ต้นฉบับในภาษาฝรั่งเศสคือ Les Aventures de Tintin มันไม่ใช่แค่การ์ตูนเด็กธรรมดา แต่คือหนึ่งในผลงานทางวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของศตวรรษที่ 20 วาดและแต่งเรื่องโดยนามปากกาว่า  Hergé (แอร์เฌ่) หรือชื่อจริงคือ จอร์จ เรมี นักวาดชาวเบลเยียม มีทั้งหมด 24 เล่ม เล่มสุดท้าย Tintin and Alph-Art วาดไม่เสร็จเนื่องจากแอร์เฌ่เสียชีวิตก่อน

ตินติน นักข่าวหนุ่มผู้รักความยุติธรรม แม้ในเรื่องเราแทบจะไม่เห็นเขาเขียนข่าวเลยก็ตาม เขาไม่มีนามสกุล ไม่มีอายุที่แน่ชัด และมีจุดเด่นคือ “ผมจุก” เขามี สโนวี่ สุนัขพันธุ์ฟ็อกซ์เทอร์เรียสีขาวคู่ใจที่ฉลาด และบางครั้งก็ขี้บ่นในใจ เป็นเพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์ที่สุด

รวมถึง กัปตันแฮดด็อก กัปตันเรือขี้โมโห ชอบดื่มเหล้ารัม และมีคำสบถที่เป็นเอกลักษณ์ เขาคือตัวละครที่เพิ่มมิติความเป็นมนุษย์และอารมณ์ขันให้กับเรื่อง ศาสตราจารย์แคลคูลัส นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่หูตึงและมักจะเข้าใจผิดจนเกิดเรื่องวุ่น ๆ ในการ์ตูนเขาคือผู้สร้าง “จรวดไปดวงจันทร์” อันเป็นแรงบันดาลใจของมัสก์ บางตอนก็ยังมี ทอมสัน กับ ทอมป์สัน คู่หูตำรวจสายสืบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะยกเว้นทรงหนวด และมักจะทำเรื่องซุ่มซ่ามตลอดเวลา

แอร์เฌ่คือผู้บุกเบิกสไตล์ Ligne Claire ที่มีลักษณะเด่นคือ การใช้ เส้นขอบที่คมชัดและสม่ำเสมอ ไม่มีการแรเงาหรือใช้เส้นสาน สีสันที่ราบเรียบแต่สดใส ในขณะที่ตัวละครดูเหมือนการ์ตูน แต่ฉากหลังอย่าง รถยนต์ เครื่องบิน ตึกรามบ้านช่อง หรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ จะถูกวาดอย่างละเอียดแม่นยำตามหลักความเป็นจริงเป๊ะ ๆ

การเดินทางไปดวงจันทร์ (Destination Moon) ในการ์ตูน ตินตินไปดวงจันทร์ในปี 1953 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่นีล อาร์มสตรอง จะไปเหยียบดวงจันทร์จริง ๆ ถึง 16 ปี (1969) แต่แอร์เฌ่ทำการบ้านหนักมาก เขาปรึกษานักวิทยาศาสตร์เพื่อให้การออกแบบจรวด ท่าทางการบิน และสภาวะไร้น้ำหนักในเรื่องมีความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดในยุคนั้น

ถูกแปลไปมากกว่า 70 ภาษา และมียอดขายทั่วโลกกว่า 200 ล้านเล่ม เนื้อหาในตินตินมักเกี่ยวพันกับการเมืองโลก การจารกรรม การค้ายาเสพติด และการสำรวจวัฒนธรรมที่แตกต่าง แม้ในเล่มแรก ๆ จะมีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติที่ถูกวิจารณ์ในภายหลัง แต่เล่มหลัง ๆ แอร์เฌ่ได้ปรับปรุงจนกลายเป็นงานที่ส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมอื่น เป็นแรงบันดาลใจให้นักวาดการ์ตูนทั่วโลก รวมถึงผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่นำไปสร้างเป็นหนังแอนิเมชันในปี 2011และแน่นอนคือ อีลอน มัสก์ ในการออกแบบ Starship

ตินตินคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “การผจญภัยที่ตื่นเต้น” กับ “ความแม่นยำทางข้อมูล” และ “ศิลปะที่สะอาดตา” ทำให้มันเป็นผลงานที่ข้ามผ่านกาลเวลามาได้เกือบ 100 ปี อย่างไรก็ตามรูปทรงแหลมยาว รูปทรงแหลมยาว ผิวเหล็กเงาวับ และครีบขนาดใหญ่ด้านท้ายของ Starship ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเลียนแบบการ์ตูน แต่เป็นผลลัพธ์ของ ฟิสิกส์และอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เหล็กสแตนเลสเงาวับ ทนความร้อนสูงได้ดีมาก ราคาถูก และเมื่อบินที่ความเร็วเหนือแสง มันจะสร้าง “คลื่นกระแทก(Shockwave) ” ที่ช่วยปกป้องตัวยานจากความร้อนเผาไหม้ได้บางส่วน

ครีบขนาดใหญ่ (Flaps) ตัวอย่างเช่น ในภาพต้นแบบ Starhopper หรือแม้แต่ Starship ในยุคแรก ครีบด้านท้ายนั้นดูคล้ายกับครีบที่ Tintin ใช้ แต่ใน Starship รุ่น Block 2/3 ปัจจุบัน ครีบถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น “ครีบที่ขยับได้ 4 ตัว(แขน 2 ขา 2)” ซึ่งมีความจำเป็นในการควบคุมท่าทางตอนที่ยาน “ร่วงลงมาแบบท้องขนานกับพื้น(Belly Flop) ” เหมือนนักกระโดดร่ม ก่อนจะพลิกกลับตัวลงจอด

Retro-Futurism

เรโทร-ฟิวเจอริสม์ คือนิยามของ “ความสับสนในกาลเวลา” หรือ “ความขัดแย้งระหว่างอดีตกับอนาคต” ในวงการศิลปะและออกแบบ มาจากคำ 2 คำ Retro (เรโทร) หมายถึง อดีต, ความหลัง, รสนิยมในสมัยก่อน กับ Futurism (ฟิวเจอริสม์) หมายถึง อนาคต, เทคโนโลยี, ความก้าวหน้า มันคือการที่คนในอดีต เช่น ในยุค 1950s-1970s (ยุคทองของแนวไซ-ไฟ) จินตนาการว่า “อนาคต” จะเป็นอย่างไร และเราในปัจจุบันนำเอาจินตนาการเหล่านั้นกลับมาสร้างใหม่ โดยผสมผสานกับเทคโนโลยีจริงที่เรามีในวันนี้

งานออกแบบเรโทรฟิวเจอริสม์ เน้น สุนทรียะ (Aesthetic) เส้นสายเรียบง่ายแต่โค้งมน, พื้นผิวโลหะขัดเงา, ครีบขนาดใหญ่, หรือรูปทรงกระบอกที่ดูแข็งแรง และ บรรยากาศ (Vibe) เต็มไปด้วยความมองโลกในแง่ดี (Optimism) และ ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากในยุค Space Age ยุคที่มนุษย์แข่งกันไปอวกาศครั้งแรก

เรโทรฟิวเจอริสม์ คือกระแสการเคลื่อนไหวในงานสร้างสรรค์ที่เกิดจาก “การผสมผสานระหว่างรสนิยมแบบย้อนยุค (Retro) กับเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Futuristic)

แต่มันไม่ใช่การทำนายอนาคตจริง ๆ มันคือ “จินตนาการเรื่องอนาคตของคนในอดีต(The future as seen from the past) ” หรือพูดง่าย ๆ คือการที่เราในปัจจุบันมองย้อนกลับไปดูว่า “คนสมัยก่อนเขาฝันถึงโลกอนาคตไว้อย่างไร” แล้วนำสไตล์นั้นมาสร้างสรรค์ใหม่

มักจะอิงจากจินตนาการในยุค 1920s – 1960s ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนตื่นเต้นกับเครื่องจักร พลังงานนิวเคลียร์ และการพิชิตอวกาศ (Space Age) โทนของงานมักจะเต็มไปด้วยความมองโลกในแง่ดี เชื่อว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ซึ่งต่างจากแนว Cyberpunk ในปัจจุบันที่มักจะดูหม่นหมอง

ในยุคของเรามีการแบ่งย่อยสไตล์ของ เรโทรฟิวเจอริสม์ ดังนี้

Steampunk อนาคตในจินตนาการของยุควิกตอเรีย (ศตวรรษที่ 19) ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย “เครื่องจักรไอน้ำ” ฟันเฟือง และทองเหลือง

Dieselpunk อิงจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงปี 1950 เน้นความบึกบึนของเครื่องยนต์ดีเซล โลหะหนัก และศิลปะแบบ Art Deco

Atompunk นี่คือยุคของ Starship และ Tintin อิงจากช่วงปี 1945–1965 ที่เน้นพลังงานปรมาณู จรวดทรงแคปซูล และการไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์

ลักษณะเด่นทางทัศนศิลป์ (Visual Characteristics) เมื่อคุณดูงานที่เป็น Retrofuturism คุณจะสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้

รูปทรงเรขาคณิตที่โฉบเฉี่ยว เน้นความโค้งมน (Streamlined) เหมือนหยดน้ำหรือหัวจรวด การใช้ โดมแก้ว ขนาดใหญ่, โลหะขัดเงา (สแตนเลส/โครเมียม) และไฟนีออน เทคโนโลยีในจินตนาการ รถบินได้, หุ่นยนต์รับใช้ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์, เมืองลอยฟ้าใต้โดมกระจก

เรโทรฟิวเจอริสม์ มี 2 ทิศทาง คือ The future as seen from the past อนาคตที่คนในอดีตคาดหวัง (เช่น จรวดตินติน) กับ   The past as seen from the future การเอาสไตล์อดีตมาแต่งเติมด้วยเทคโนโลยีใหม่ (เช่น การที่ SpaceX เอาดีไซน์ยุค 50 มาใส่เครื่องยนต์ยุคปัจจุบัน)

เรโทรฟิวเจอริสม์ คือการนำ “เสน่ห์และความหวังในอดีต” มาขับเคลื่อน “เทคโนโลยีในอนาคต” มันทำให้วิทยาศาสตร์ดูมีความฝันและมีความเป็นศิลปะมากขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องจักรที่เย็นชา

อาณานิคมบนดาวอังคาร

ไม่ใช่แค่การไปถึงหรือการรอดชีวิต แต่คือการที่เมืองบนดาวอังคารสามารถ “อยู่ได้ด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องรอเสบียงจากโลก    SpaceX ประเมินว่าต้องใช้คนประมาณ 1 ล้านคน และสินค้าจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างเมืองที่สมบูรณ์ ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรืออาจสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์

ยาน Starship ออกแบบมาให้ขนส่งคนได้คราวละ 100 คน หรือสินค้า 100 ตันต่อเที่ยว สามารถนำจรวดกลับมาใช้ใหม่คือปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนมหาศาล เลือกใช้มีเทนและออกซิเจนเหลวเพราะสามารถผลิตบนดาวอังคารได้จากน้ำแข็งใต้ดินและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

ขั้นตอนการดำเนินการ (Timeline)

ระยะแรก (Uncrewed): ส่งยานเปล่าไปทดสอบการลงจอดก่อน โดยอาจส่งหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla ไปเตรียมพื้นที่และทดสอบระบบ

การเพิ่มระดับ เมื่อสำเร็จจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนยานเป็นฝูงบิน (Fleet) โดยตั้งเป้าส่งยานนับพันลำในช่วงที่วงโคจรเหมาะสม (ทุกๆ 26 เดือน)

การใช้ชีวิตและการเอาตัวรอดบนดาวอังคาร มนุษย์ต้องอยู่ในที่พักอาศัยที่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันรังสีและความกดอากาศที่ต่ำมาก น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แผนคือการรีไซเคิลน้ำให้ได้เกือบ 100% (คล้ายบนสถานีอวกาศ ISS) และขุดเจาะน้ำแข็งจากใต้ดิน อาหารและพลังงานผลิตได้ด้วยการปลูกพืชในเรือนกระจก และใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ร่วมกับพลังงานนิวเคลียร์

สถานที่ตั้งจะอยู่บริเวณที่เรียกว่า Arcadia Planitia เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะเป็นที่ราบและมีน้ำแข็งใต้ดินจำนวนมาก SpaceX Mars Colonization Program” หรือบางครั้งก็เรียกตามเป้าหมายของบริษัทคือ “Making Life Multi-Planetary(การทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้หลายดาว) “

โครงการนี้มีชื่อเล่นอื่น ๆ ด้วย เช่น

Occupy Mars มัสก์ มักจะใช้คำนี้บ่อยมาก จนกลายเป็นสโลแกนหลักที่อยู่บนเสื้อยืดและสินค้าของ SpaceX ซึ่งเป็นการล้อเลียนแคมเปญ Occupy Wall Street ในอดีต เพื่อสื่อถึงเป้าหมายที่จะไปตั้งรกรากบนดาวอังคารให้ได้

Heart of Gold มัสก์ เคยประกาศไว้ว่า ยาน Starship ลำแรกที่จะเดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งน่าจะไปพฤศจิกายนปีนี้ จะถูกตั้งชื่อว่า “Heart of Gold” เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ยานอวกาศในนิยายไซไฟเรื่องโปรดของเขาคือ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (ฉบับแปลไทย คู่มือท่องเที่ยวฉบับนักโบก แปลโดย แทนไท ประเสริฐกุล)

The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy

เขียนโดย ดักลาส อดัมส์ นักเขียนชาวอังกฤษผู้มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายและช่างเสียดสี เดิมทีมันเริ่มต้นจากการสคริปต์รายการละครวิทยุ ทางช่อง BBC Radio 4 ในปี 1978 ก่อนจะถูกนำมาเขียนเป็นนิยายเล่มแรกในปี 1979 กลายมาเป็นซีรีส์นิยาย 5 เล่มจบ

เรื่องราวเริ่มต้นที่ อาร์เธอร์ เดนท์ ชายชาวอังกฤษธรรมดา ๆ ที่ตื่นมาพบว่าบ้านของเขากำลังจะถูกทุบเพื่อสร้างทางด่วน แต่ในขณะเดียวกัน โลกทั้งใบ ก็กำลังจะถูกทำลายโดยชาวต่างดาวที่ชื่อว่า “โวกอนส์” เพื่อสร้าง “ทางด่วนอวกาศ” เช่นกัน!

อาเธอร์รอดชีวิตมาได้เพราะเพื่อนสนิทของเขา ฟอร์ด เพอร์เฟคต์ ซึ่งจริง ๆ เป็นมนุษย์ต่างดาวที่มาติดแหงกบนโลกเพื่อเขียนข้อมูลลงใน “คู่มือท่องกาแล็กซี” ได้พาเขา “โบกยานอวกาศ” หนีออกมาได้ทันเวลา จากนั้นการผจญภัยสุดเพี้ยนไปทั่วจักรวาลพร้อมกับหุ่นยนต์ซึมเศร้าชื่อ มาร์วิน ก็เริ่มต้นขึ้น

ในเรื่องมีการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อหาคำตอบของ “ชีวิต จักรวาล และทุกสรรพสิ่ง” ซึ่งหลังจากคำนวณอยู่ 7.5 ล้านปี คำตอบที่ได้คือเลข “42” ซึ่งเป็นการเสียดสีว่า ต่อให้เรามีคำตอบที่ถูกต้อง แต่มันก็ไร้ความหมายถ้าเราไม่รู้ว่า “คำถาม” จริง ๆ คืออะไร

Don’t Panic เป็นคำโปรยบนหน้าปกของ “คู่มือท่องกาแล็กซี” (The Guide) ซึ่งมัสก์ชอบไอเดียนี้มาก เพราะมันสะท้อนถึงการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของจักรวาลด้วยสติและอารมณ์ขัน มัสก์จึงหยิบไปใส่บนหน้าจอของรถเทสลาด้วย

Babel Fish ปลาตัวเล็ก ๆ ที่ถ้าใส่เข้าไปในหู มันจะช่วยแปลภาษาต่างดาวทุกภาษาให้เราเข้าใจได้ทันที ซึ่งต่อมาไอเดียนี้กลายเป็นที่มาของชื่อโปรแกรมแปลภาษาในยุคแรก ๆ ของโลกอินเทอร์เน็ต

The Guide ตัว “คู่มือ” ในเรื่องมีลักษณะเหมือนแท็บเล็ตขนาดเล็กที่บรรจุข้อมูลทุกอย่างในจักรวาล ซึ่งหลายคนมองว่ามันคือการพยากรณ์ถึง Wikipedia หรือ iPad ล่วงหน้าหลายสิบปี

มัสก์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาอ่านเรื่องนี้ในช่วงที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยรุ่น และมันช่วยสอนเขาว่า “สิ่งที่ยากที่สุดคือการตั้งคำถามที่ถูกต้อง” เพราะเมื่อเราตั้งคำถามได้ถูก คำตอบนั้นมักจะง่ายเสมอ นอกจากนี้ ยานอวกาศลำแรกที่จะไปดาวอังคาร มัสก์ยังเคยเปรยไว้ว่าอยากจะตั้งชื่อว่า “Heart of Gold” ตามชื่อยานอวกาศลำหลักในนิยายเรื่องนี้ด้วย

[FYI 42 คำตอบที่ “ถูกต้อง” แต่ “ไร้ประโยชน์”]

มุขหลายเลข 42 เป็นมีมดังมากจากหนังสือเล่มนี้ เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ชื่นชอบนิยายเรื่องนี้มาก จนนำเลข 42 ไปใส่ไว้ในโค้ดและโปรแกรมต่าง ๆ ทั่วโลกจนกลายเป็นมาตรฐานสากล

Google ลองพิมพ์ในช่องค้นหาว่า the answer to life the universe and everything Google Calculator จะตอบกลับมาทันทีว่า “42”

Siri / Alexa หากคุณถามคำถามเดียวกันนี้กับ AI พวกเขาจะตอบว่า “42” เช่นกัน

ASCII Code ในภาษาคอมพิวเตอร์ เลขฐานสิบ 42 ตรงกับสัญลักษณ์ดอกจัน * ซึ่งในทางโปรแกรมมิ่งมักใช้แทนความหมายว่า “Anything” หรือ “อะไรก็ได้” (Wildcard) หลายคนจึงตีความว่านี่คือความฉลาดล้ำของคนแต่ง (แม้เจ้าตัวจะบอกว่าแค่สุ่มเลขมาเฉยๆ ก็ตาม)

ครั้งหนึ่งอดัมส์เคยให้สัมภาษณ์ว่าทำไมต้องเป็น 42? เขาบอกว่า “ผมแค่นั่งอยู่ที่โต๊ะ จ้องมองไปที่สวน แล้วคิดว่าเลขอะไรดีนะที่จะตลกที่สุด… มันต้องเป็นเลขธรรมดา ๆ ที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป ผมเลยเลือกเลข 42” ความว่างเปล่าและเรียบง่ายของมันนี่เองที่ทำให้แฟน ๆ พยายามตีความไปต่าง ๆ นา ๆ จนกลายเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีวันตาย

DOGE

บทบาทที่โด่งดังที่สุดของ อีลอน มัสก์ ในช่วงที่ยังเป็น “พันธมิตรเบอร์หนึ่ง” กับ โดนัลด์ ทรัมป์ คือการได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า DOGE คือบทบาทของมัสก์ในช่วง “ฮันนีมูน(มกราคม – พฤษภาคม 2025) ” ก่อนที่จะแตกหักกัน

ผู้นำหน่วยงาน DOGE (Department of Government Efficiency)

หน่วยงานนี้ไม่ได้เป็นกระทรวงทางการ แต่เป็นคณะทำงานพิเศษที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมาตามไอเดียของมัสก์โดยเฉพาะ ภารกิจหลัก คือ มัสก์ได้รับมอบอำนาจให้ “รื้อ” ระบบราชการสหรัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนและกำจัดกฎระเบียบที่ขัดขวางนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายสุดโต่ง มัสก์ประกาศว่าจะตัดงบประมาณรัฐบาลให้ได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 ใน 3 ของงบทั้งหมด) ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ววอชิงตัน

มัสก์ใช้ทีมงานจาก SpaceX และ Tesla เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เหมือนการทำ “Due Diligence” ก่อนซื้อบริษัท และมีการประกาศ “Hiring Freeze(ระงับการจ้างงาน) ” ทั่วประเทศ

“ที่ปรึกษาอาวุโส” ที่ทรงอิทธิพลที่สุด (The Shadow President)

ในช่วงนั้นมัสก์ไม่ได้ทำแค่เรื่องงบประมาณ แต่เขากลายเป็น “คนวงใน” ที่ทรัมป์ไว้ใจมากที่สุด เขาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี มีภาพมัสก์นั่งร่วมโต๊ะประชุมกับรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ ๆ และร่วมเดินทางไปกับเครื่องบิน Air Force One บ่อยครั้ง  มัสก์เคยร่วมสายโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลก เช่น เซเลนสกี ของยูเครน และให้คำปรึกษาเรื่องความมั่นคงผ่านเครือข่ายดาวเทียม Starlink มัสก์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้คนที่มีแนวคิดคล้ายกันเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล เพื่อให้เอื้อต่อโครงการอวกาศและเทคโนโลยี

ผู้กุมบังเหียน “การสื่อสารของรัฐ”

เนื่องจากมัสก์เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม X (Twitter) เขาจึงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงหลักให้กับนโยบายของทรัมป์ เขาใช้ X ในการทำ “โพล” ถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล และใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับแผนการตัดงบของเขา

ในมุมมองเชิงอำนาจเหตุการนี้คือ “ผลประโยชน์ที่ลงตัว” ทรัมป์ ต้องการภาพลักษณ์ของ “นักธุรกิจผู้มีประสิทธิภาพ” และต้องการฐานแฟนคลับเทคโนโลยีของมัสก์ ส่วน มัสก์ ก็ต้องการลดกฎระเบียบ ที่ขวางทาง SpaceX และ Tesla รวมถึงต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการไปดวงจันทร์และดาวอังคารอย่างเต็มสูบ

มัสก์ได้อะไรจากเหตุการณ์นี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเราจะสรุปตัวเลขและ “ดีล” สำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้า SpaceX ไปตลอดกาลดังนี้

งบประมาณภาพรวม

จากข้อมูลล่าสุดในปี 2026 SpaceX ถือเป็นคู่สัญญาภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของ NASA มูลค่าสัญญารวม NASA ใช้จ่ายงบประมาณกับ SpaceX ไปแล้วกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากนับรวมกระทรวงกลาโหม (เพนทากอน) และหน่วยงานอื่น ๆ SpaceX มีมูลค่าสัญญาโครงการภาครัฐในมือรวมกันสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์

งบประมาณที่ได้รับในสมัยทรัมป์ช่วงปี 2017 – 2021

ในสมัยแรกของทรัมป์ ถือเป็นยุคทองที่ SpaceX ได้รับ “แรงหนุน” มหาศาลเพื่อผลักดันโครงการไปดวงจันทร์ Artemis ให้ทันกำหนดการเดิมปี 2024 สัญญา HLS (Human Landing System) ในปี 2020 (ปลายสมัยทรัมป์แรก) SpaceX ชนะสัญญาเพียงรายเดียวมูลค่า 2,890 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนา Starship ให้เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากเพราะ NASA เลือกแค่บริษัทเดียวแทนที่จะเป็นสองรายเพื่อประหยัดงบประมาณ รวมถึงโครงการ Commercial Crew ที่ SpaceX ได้รับงบประมาณต่อเนื่องในการส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศ (ISS) โดยมีมูลค่าสัญญาเฉพาะส่วนนี้รวมกว่า 4,900 ล้านดอลลาร์ รวมการจ้างเพิ่มในปีต่อ ๆ มาด้วย

สถานการณ์ในปี 2026 (ทรัมป์สมัยที่ 2)

ปัจจุบันในปี 2026 ความสัมพันธ์เรื่องงบประมาณมีความ “ย้อนแย้ง” สูงมาก งบประมาณ Artemis ปี 2026 รัฐบาลทรัมป์เสนอตัดงบ NASA ลงเหลือ 18,800 ล้านดอลลาร์ (ลดลง 24%) แต่สภาคองเกรสเพิ่งโหวตสวนและ “โยนห่วงชูชีพ” ให้ NASA โดยอนุมัติงบให้ที่ 24,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อคุ้มครองโครงการส่งคนไปดวงจันทร์ไม่ให้หยุดชะงัก

แม้ มัสก์ จะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลในบางแง่ แต่ก็มีข่าวเรื่องความขัดแย้ง ที่อาจทำให้สัญญาบางส่วนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ตกอยู่ในความเสี่ยง ซึ่งเป็นประเด็นการเมืองที่ต้องจับตาดูในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

ทำไมในตอนนั้นทรัมป์ถึงหนุน SpaceX เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องมิตรภาพ แต่เป็นเรื่อง “อำนาจและตัวเลข” จรวดของ SpaceX ถูกกว่าของเจ้าเดิม เช่น Boeing หรือ Lockheed Martin มาก ทรัมป์ชอบโมเดลธุรกิจที่ “ทำได้มากกว่าด้วยเงินที่น้อยกว่า”ทรัมป์ต้องการให้คนอเมริกาไปดวงจันทร์ด้วย “จรวดอเมริกัน” แทนที่จะเช่าจรวดโซยุซของรัสเซีย ซึ่ง SpaceX ทำได้สำเร็จในปี 2020

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจที่เห็นว่า SpaceX เติบโตขึ้นมาได้ด้วย “เงินภาษี” ของคนอเมริกาผ่าน NASA เป็นหลัก โดยเฉพาะในสมัยทรัมป์ที่เน้นความเร็วและความประหยัด ทำให้ SpaceX ชนะดีลใหญ่ ๆ ที่บริษัทเดิม ๆ เคยผูกขาดไว้ ยังไม่นับข่าวลือข่าวฉาว หรือบุคลิกส่วนตัวของทั้งมัสก์และทรัมป์อีก

แม้ทั้งคู่เคยดูเหมือนจะเป็นพันธมิตรกันในช่วงต้นปี 2025 แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์นี้ “สั่นคลอนอย่างหนัก” และส่งผลกระทบต่อโครงการอวกาศ ดังนี้

ผลกระทบต่อ “เป้าหมาย” (Moon vs. Mars)

ความไม่ลงรอยกันทำให้เกิดการชิงไหวชิงพริบเชิงนโยบาย ทรัมป์อยากไป “ดวงจันทร์” ทรัมป์เพิ่งออกคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) เน้นย้ำว่าต้องปักธงอเมริกาบนดวงจันทร์ให้ได้ภายในสมัยของเขาก่อนปี 2029 เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ ซึ่งล่าสุดมัสก์ยอมถอยชั่วคราว จากข่าวล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มัสก์ตัดสินใจ “ลดความสำคัญ” ของดาวอังคารลง และหันมาทุ่มทรัพยากรให้ดวงจันทร์ตามใจรัฐบาล เพื่อรักษาฐานงบประมาณและสัญญาจาก NASA ไว้

สงครามน้ำลายและคำขู่ “ยกเลิกสัญญา”

ในช่วงกลางปี 2025 ถึงต้นปี 2026 มีเหตุการณ์ดราม่าที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นสูงมาก มัสก์เคยวิจารณ์งบประมาณของรัฐบาลว่า “น่าเกลียด” จนทรัมป์สวนกลับว่าควร “ยกเลิกเงินอุดหนุนและสัญญาทั้งหมดของอีลอน” เพื่อประหยัดเงินรัฐบาลต่อมามัสก์เลยทวีตขู่ว่าจะ “หยุดใช้งานยาน Dragon (ซึ่งเป็นยานเดียวที่ส่งนักบินไปสถานีอวกาศได้ในตอนนี้)” ทันทีหากโดนตัดงบ แม้ภายหลังเขาจะลบทวีตและบอกว่า “พูดเล่น” แต่มันแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่รุนแรง

ทำไมโครงการยังเดินหน้าต่อได้

แม้ผู้นำสองคนจะทะเลาะกัน แต่โครงการอวกาศในปี 2026 ยังไม่ล่มเพราะสภาคองเกรสคือ “เกราะคุ้มกัน” เมื่อต้นปี 2026 สภาคองเกรสเพิ่งโหวตสวนคำเสนอตัดงบ NASA ของทรัมป์ และอนุมัติงบ 2.44 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อคุ้มครองโครงการ Artemis ไว้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและงานในหลายรัฐ รัฐบาลตระหนักดีว่าหากทิ้ง SpaceX ตอนนี้ สหรัฐ จะไม่มีจรวดส่งนักบินอวกาศและไม่มีทางชนะจีนในศึกดวงจันทร์(โครงการ “ฉางเอ๋อ” ของจีน)ได้เลย SpaceX จึงอยู่ในฐานะ “คู่สัญญาที่ขาดไม่ได้”

ความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงนี้ทำให้แผนที่จะไปอวกาศเปลี่ยนไป ดาวอังคารถูกเลื่อนออกไป ตอนนี้มัสก์เลยต้องเน้นส่งหุ่นยนต์ไปก่อน เพื่อเอาใจรัฐบาลที่อยากไปดวงจันทร์ มัสก์ต้องเล่นเกมการเมืองหนักขึ้นเพื่อรักษาเงิน 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัญญาภาครัฐ ส่วน NASA เริ่มถูกดึงกลับไปเน้นเรื่อง “ความมั่นคงและการทหาร” มากขึ้นตามแนวทางของทรัมป์

ความสัมพันธ์ของ ทรัมป์ และ มัสก์ แตกหักกันอย่างรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน 2025

จุดเริ่มต้น: ความขัดแย้งเรื่อง “งบประมาณ” (มิถุนายน 2025) ชนวนเหตุสำคัญคือร่างกฎหมายงบประมาณและการลดภาษีที่ทรัมป์ผลักดัน ซึ่งมัสก์มองว่าเป็นการ “เพิ่มหนี้สาธารณะ” และเป็นงบประมาณที่เต็มไปด้วยการทุจริต (Pork-filled bill) มัสก์เรียกกฎหมายนี้ว่าเป็น “สิ่งอัปยศ” และพยายามใช้กระแสโซเชียลสั่งให้ “ฆ่าร่างกฎหมายนี้ทิ้ง(Kill the Bill ตามชื่อหนัง Kill Bill ของเควนติน ทารันติโน)”  ทรัมป์โต้กลับว่ามัสก์คัดค้านเพราะกฎหมายนี้มีการ “ตัดงบอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ซึ่งกระทบต่อกระเป๋าตังค์ของ Tesla โดยตรง

การตอบโต้ที่รุนแรง เมื่อเรื่องบานปลายทั้งคู่ก็เริ่มโจมตีกันในประเด็นส่วนตัวและธุรกิจ นอกจากที่เราเล่าไปแล้วมัสก์ยังถึงขั้นโพสต์ว่าชื่อของทรัมป์ปรากฏอยู่ใน “ไฟล์ของเอปสตีน” ซึ่งเป็นประเด็นอื้อฉาวระดับโลก เพื่อเป็นการดิสเครดิตทรัมป์

ปัญหาเรื่อง “อีโก้” และบทบาทในรัฐบาล โดยเฉพาะการคุมหน่วยงาน DOGE ของมัสก์มีปัญหา สไตล์การทำงานของมัสก์ที่ชอบ “ทุบแล้วสร้างใหม่” ไปขัดกับผลประโยชน์ของนักการเมืองฝั่งรีพับลิกันที่เป็นพวกเดียวกับทรัมป์ ทำให้ทรัมป์เริ่มรู้สึกว่ามัสก์ “ทำตัวเด่นเกินไป(ทั้งที่ทรัมป์เป็นคนมอบอำนาจนี้ให้เอง)” และพยายามทำตัวเป็น “ประธานาธิบดีเงา” จนมีคำกล่าวว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”

หลังจากทะเลาะกันอย่างหนักในช่วงปี 2025 มีรายงานว่าทั้งคู่เพิ่งจะเริ่ม “กลับมาคืนดีกันแบบหลวม ๆ” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ถูกพบว่าอยู่ด้วยกันในงานรำลึกของ ชาร์ลี เคิร์ก (นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวา พันธมิตรสำคัญของทรัมป์ และถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2025) ซึ่งถือเป็นการสงบศึกชั่วคราวเพื่อให้โครงการอวกาศและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้

แม้จะกลับมาคุยกันได้ แต่ความเชื่อใจหายไปหมดแล้ว ตอนนี้เป็นความสัมพันธ์แบบ “พันธมิตรทางธุรกิจที่จำเป็น” เพราะทรัมป์ต้องการเทคโนโลยีของ SpaceX เพื่อชนะจีน และมัสก์ต้องการงบจากรัฐบาลเพื่อรักษามูลค่าหุ้นของตัวเอง

สถานะล่าสุดของโครงการไปดาวอังคาร ปีนี้มัสก์จะส่ง Starship ออกไปแน่นอน แต่เขาประกาศล่าสุดว่า โครงการตั้งอาณานิคม จะเลื่อนออกไปราว 5- 7 ปี เพื่อจะส่งคนชุดแรกขึ้นไป ระหว่างนี้ก็ให้หุ่นยนต์สำรวจดาวไปพลาง ๆ ก่อน บทความนี้น่าจะจบลงตรงนี้ ไว้ถ้ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “อาร์ต” มากพอ โอกาสหน้าเราจะมาเล่าถึง โครงการอาร์ทิมิส ซึ่งจะเป็นคำตอบว่าทำไมปีนี้โครงการอวกาศของสหรัฐจึงคักคักเป็นพิเศษ