เรียนรู้เรื่อง Power Literacy จากหนังสือสามเล่ม

Hesse004

ในช่วงวัยหนุ่ม ผมเชื่อว่าความรู้คือพลัง

ยิ่งอ่านมาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งเข้าใจโลกมาก ก็ยิ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากขึ้น

แต่เมื่อเติบโตขึ้น ผมเริ่มพบว่าความรู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจาก Knowledge Literacy แล้ว ผู้นำยังต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Power Literacy หรือความสามารถในการอ่าน เข้าใจ และใช้อำนาจอย่างเหมาะสม

…หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้

แต่เกิดจากการไม่เข้าใจว่าอำนาจทำงานอย่างไร

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีหนังสือหลายเล่มที่พยายามอธิบายเรื่องนี้ แต่หากต้องเลือกเพียงสามเล่มที่สะท้อนมิติของอำนาจได้อย่างน่าสนใจ ผมมักนึกถึง The Prince ของ Niccolò Machiavelli, สามก๊ก และ The 48 Laws of Power ของ Robert Greene

ทั้งสามเล่มเขียนขึ้นต่างยุค ต่างวัฒนธรรม แต่กลับตั้งคำถามคล้ายกันว่า

“ผู้นำจะรักษาอำนาจและสร้างความสำเร็จได้อย่างไร”

The Prince อาจเป็นหนังสือที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์

หลายคนมองว่าเป็นตำราการเมืองที่สอนให้ผู้นำเจ้าเล่ห์ แต่หากอ่านอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า Machiavelli กำลังอธิบายโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่โลกตามอุดมคติ

เขาเตือนว่า ผู้นำที่มอง “โลกสวย” เกินไปอาจอยู่รอดได้ยากในโลกแห่งผลประโยชน์และการแข่งขัน

อำนาจจึงไม่ใช่เรื่องของความดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

ขณะที่”สามก๊ก” พาเราไปเห็นอีกด้านหนึ่งของอำนาจ

อำนาจในสามก๊กไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งเพียงอย่างเดียว

เล่าปี่มีคุณธรรม

โจโฉมีวิสัยทัศน์

ซุนกวนมีเครือข่าย

ขงเบ้งมีปัญญา

แต่ละคนมีทุนอำนาจคนละรูปแบบ

สามก๊กจึงสอนเราว่า อำนาจไม่ได้มีเพียงมิติเดียว

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จต้องเข้าใจทั้งคน เครือข่าย จังหวะเวลา และบริบททางการเมือง

ในขณะที่ Robert Greene ใน The 48 Laws of Power พยายามรวบรวมบทเรียนเรื่องอำนาจจากประวัติศาสตร์โลก

แม้บางกฎอาจฟังดูแข็งกร้าว แต่คุณค่าสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการทำให้เราเห็นว่า เกมอำนาจมีอยู่จริง ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม การไม่เข้าใจกฎของเกม ไม่ได้ทำให้เกมหายไป แต่ทำให้เรากลายเป็นผู้เสียเปรียบในเกมนั้น

เมื่อมองทั้งสามเล่มร่วมกัน ผมพบว่าอำนาจมีอย่างน้อยสามระดับ ระดับแรก คือ อำนาจจากตำแหน่งเป็นอำนาจที่ได้มาจากบทบาท หน้าที่ และกฎหมาย

ระดับที่สอง คือ อำนาจจากความรู้และความสามารถ เป็นอำนาจที่ทำให้ผู้คนยอมรับและเชื่อถือ

ระดับที่สาม คือ อำนาจจากคุณค่าและความน่าเชื่อถือ เป็นอำนาจที่ทำให้ผู้คนยินดีเดินตาม แม้เราไม่มีตำแหน่งใดเหลืออยู่แล้ว

สำหรับผม อำนาจที่ยั่งยืนที่สุดคืออำนาจประเภทสุดท้าย เพราะตำแหน่งมีวันหมดวาระ ชื่อเสียงมีวันเปลี่ยนแปลง แต่คุณค่าที่เราสร้างไว้ในใจผู้คนสามารถอยู่ได้นานกว่านั้นมาก

ผมเชื่อว่า Power Literacy ไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้เพื่อครอบงำผู้อื่น แต่คือการเรียนรู้เพื่อเข้าใจความเป็นจริงของโลก เข้าใจว่าคนคิดอย่างไร องค์กรทำงานอย่างไร ผลประโยชน์ขับเคลื่อนการตัดสินใจอย่างไร และเราจะใช้อำนาจที่ได้รับมาเพื่อสร้างประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร

เมื่ออ่าน The Prince เราเรียนรู้ความจริงของการเมือง

เมื่ออ่านสามก๊ก เราเรียนรู้ธรรมชาติของคน

เมื่ออ่าน The 48 Laws of Power เราเรียนรู้กลไกของอำนาจ

แต่เมื่ออ่านทั้งสามเล่มร่วมกัน เราอาจค้นพบคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะได้อำนาจมาอย่างไร แต่คือเมื่อมีอำนาจแล้ว เราจะใช้มันเพื่ออะไร บางที ความสำเร็จสูงสุดของผู้นำอาจไม่ใช่การรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุด แต่คือการใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างคน สร้างสถาบัน และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่สังคม

ผู้สนใจโปรดดู

  1. Niccolò Machiavelli. The Prince.
  2. Luo Guanzhong. Romance of the Three Kingdoms.
  3. Robert Greene. The 48 Laws of Power.
  4. Henry Kissinger. On Leadership.
  5. James MacGregor Burns. Leadership.