
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สมัยที่ 2 ยังไม่ถึง 100 วัน ต้องปรับกลยุทธ์ ดันให้เศรษฐกิจนำการเมือง คู่ขนานการรุกกลับคู่ขัดแย้งในฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้น
หลังคณะรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล บริหารประเทศ ต่อเนื่องจากยุครัฐบาลเสียงข้างน้อย ต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น รุมถล่มราวกับดักระเบิด เฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายค้าน มุ่งเจาะกล่องดวงใจรัฐมนตรีทายาทผู้นำจิตวิญญาณแห่งบ้าน “ชิดชอบ”
เสียงการตรวจสอบโครงการ AI-Thai passport มูลค่า 1,600 ล้าน พุ่งเป้าแทงตรงไปที่ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำรงสถานะเลขาธิการพรรค
พลุน้ำแข็งถูกจุดขึ้นโดย ไอซ์-รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ สนธิกำลังกับ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน (ปชน.) หลายโครงการถูกเปิดแผลในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ไม่เพียงโครงการ AI-Thai passport ยังมีวาระ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในการเลือกตั้ง ลามไปถึงการกวาดล้างทีมผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ จังหวัดภูเก็ต การปรับ-ปลด-ลด-ย้าย ระดับอธิบดี ในกระทรวงมหาดไทย กระจายไปทุกกรมกอง
กระแสตรวจสอบดคี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่หยุดไม่อยู่ ทั้งใน-นอกสภาผู้แทนราษฎร บรรจบกับคดีฮั้วเลือกวุฒิสภา (สว.) ที่ลากยาวในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปจนถึงคดีรุกที่ดินเขากระโดง ที่ร้อนแรง-กระหน่ำรัฐบาลทุกทิศ-ทุกทาง
ขู่ปลดรัฐมนตรี ปิดแผล ไอซ์-รักชนกถล่ม “ลูกเทพ”
“ทำไมไอซ์คนเดียวตรวจสอบสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลได้ทุกโครงการ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อทำอะไรอยู่ รัฐมนตรีทั้งหลายทำอะไรอยู่ ประธานกรรมาธิการโควตาพรรคทำอะไรอยู่ ถึงไม่มีข่าวการตอบโต้ออกมาเลย จากนี้ไปให้ทุกคนทำหน้าที่ตอบฝ่ายค้านให้ครบทุกด้าน ถ้าใครไม่ทำหน้าที่อาจจะมีการปรับ การปลด… รัฐมนตรีลูกเทพ ก็ปลดได้…” รายงานข่าวระบุเสียงผู้นำพรรคที่แผดก้องไปทั่วห้องประชุมพรรคภูมิใจไทย ที่แกนนำได้ยินต่อกันเป็นระลอก
เป็นที่มาของ API-Anutin Performance Index ในวันต่อมา พร้อมคำสัมภาษณ์สำทับว่า “รัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารประเทศ จะต้องมีการประเมินผลการทำงานของพรรคภูมิใจไทยก็เป็นไปตามที่เป็นข่าวว่า ทุกคนจะต้องทำงานอย่างทุ่มเทให้กับรัฐบาลและประชาชน”
พร้อมข้อสั่งการที่เป็นรูปธรรม ระดับแผนปฏิบัติการ คือให้รัฐมนตรีโควตาพรรคภูมิใจไทยทั้ง 27 คน ต้องแยกย้ายจัดกำลังดูแลสื่อระดับใกล้ชิด
API-ปฏิบัติการโต้กลับฝ่ายค้าน-แค้น ปักธงยุบพรรคตรงข้าม
หลังคำสั่งสิ้นเสียงลง ปฏิบัติการโต้กลับทุกฝ่ายอย่างเข้มข้นก็เกิดขึ้น รัฐมนตรีอย่างน้อย 4 คนมีนัดคุยแบบโฟกัสกรุ๊ปกับสื่อหลายสำนักต่อเนื่องตลอดสัปดาห์
คู่ขนานไปกับการนัดคิวแถลงข่าวของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ-ดีเอสไอ ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม-พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ กรณีมีนักการเมืองฝ่ายค้านมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทช่องทางการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงลงทุนเงินตราต่างประเทศ (Forex) พร้อมระบุชื่อบุคคลที่อาจเกี่ยวข้อง คือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้เป็นหัวหอกตรวจสอบไชยชนก ชิดชอบ ในกระทรวงดีอี
อีกแนวรบที่ภูเก็ต ที่มีทั้งคดีนอมินีธุรกิจ-การส่งส่วยของธุรกิจผิดกฎหมาย หัวหน้ารัฐบาล ต้องส่ง 2 รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และพลพีร์ สุวรรณฉวี ลงสแกนพื้นที่ทั้งการทำธุรกิจที่ส่อผิดกฎหมาย เกลี่ยกระแส “โยกย้ายข้าราชการนอกฤดู”
ตามด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เดินหน้ารุกแจ้งข่าวความคืบหน้าเตรียมรื้อถอนรีสอร์ตที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติในจังหวัดภูเก็ต
ไม่เพียงเท่านั้น ข่าวการประกันตัวทนายตั้ม-ษิทรา เบี้ยบังเกิด ออกจากคุก “คดีเจ้อ้อย น.ส.จตุพร อุบลเลิศ 71 ล้าน” ทันทีที่พ้นการจองจำ ทนายตั้ม เปิดประเด็นใหม่ โยงไฟไปที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ที่อาจเกี่ยวข้องกับ “ฝ่ายแค้น” ของพรรคภูมิใจไทย
ต่อมา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แถลงข่าว ระบุว่า “ถูกใส่ความว่าฮั้วประมูลงาน AOT”
และแม้ว่าการ “ลาจอ” อย่างปัจจุบันทันด่วน ของรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ดำเนินรายการโดย “หมาแก่-แมวสาว” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์-อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ขอยุติบทบาท ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จะถูกแจ้งหน้าฉากว่าไม่มีปัญหาการเมือง แต่ข่าวที่กระจายออกมากลับกลายเป็นกรณีตีบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เป็นเหตุพ้นจอช่อง 9 ที่กำกับโดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โควต้าพรรคภูมิใจไทย
พร้อมทั้งเบิกตัว นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความซึ่งเคยทำคดีเครือข่าย “ดิไอคอน” นำพยาน 2 ราย เข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน กรณีอ้างว่าเคยเข้าร่วมเรียนการเทรด Forex กับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “โค้ชเจมส์ All in” ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอเคยแถลงว่าอยู่ในกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่าย Forex ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุดมีนักบัญชีสาธารณะ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ พุ่งตัวไปที่ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นคำร้องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบบัญชีพรรคประชาชน และเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับ Forex โดยมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินบริจาค การหักค่าธรรมเนียม และความโปร่งใสของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเงินที่มาจากบริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเทรด Forex ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังสอบสวนอยู่ ว่ามีการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 90 (3) ประกอบมาตรา 72 หรือไม่ และจะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป หากเงินนั้นมาโดยไม่ชอบ กกต. จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรตต่อไป
ความหมายของคำร้องนี้ สอดคล้องกับแกนนำพรรครายหนึ่งยืนยันว่า เป็นคำร้องที่ปักธงสุดท้าย คือ “คดียุบพรรค” หวังปิดฉากพรรคส้ม อีกครั้ง
แผนเศรษฐกิจใหม่-คลี่แพรห่มข่าวร้าย
แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย แผนรัฐบาลระยะถัดจาก 100 วัน หลังปูพรมเคลียร์ข่าวการซุ่มโจมตีจากทุกฝ่ายแล้วว่า จะมีการขึ้น “แผนเศรษฐกิจใหม่” ของรัฐบาล เพื่อสร้างพื้นที่ข่าวดี คลี่แพรดำห่มข่าวร้าย
รัฐมนตรีสายตรงบุรีรัมย์ ผู้กวาดคะแนน สส. เข้าพรรคนับสิบ ระบุว่า แผนเศรษฐกิจใหม่ จะล้ำกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการขึ้นแผนที่ 14 และจะถอดสลักบางส่วนในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ออกไป เพื่อให้เกิดโครงการที่ปฏิบัติได้-เห็นผล สร้างคะแนนนิยมการเมืองได้
ไม่ทันสิ้นคำแกนนำ วาระนัดหมายประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) นัดแรก 22 มิถุนายน 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เริ่มต้นทันที
“จากนี้จะมีทั้งแผนใหญ่ และแผนปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ 4 ปีของรัฐบาล โดยใช้นโยบายพรรค มาร่วมกับเอกชนทุกเซกเตอร์ ตั้งเป้าให้เห็นผลงานภายใน 4 ปี” แหล่งข่าวระดับเสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลระบุวาระใหม่
ขึ้นเค้าโครงเศรษฐกิจรัฐบาล 4 ปี
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวดี-ข่าวใหญ่ ในทำเนียบรัฐบาลถึงเค้าโครงเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ว่า “เป้าหมายที่เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี”
เป้าหมายนี้มาจากการที่ประเทศไทยทำงานร่วมกันกับธนาคารโลก ที่ระบุว่าหากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อน 7 สาขาเศรษฐกิจหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้
1. เกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยน้นการใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป
2. ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ก้าวสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่
3. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ
4. ยาและสุขภาพ ยกระดับอุตสาหกรรมยาและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ
5. การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง
6. การค้า จะใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่ดีของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก
7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยต่อยอดจากทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ
ตั้งเป้า GDP ใหม่ต้อง 3% Plus
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจที่สุด ขยายความหมายของเค้าโครงเศรษฐกิจใหม่ว่า ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดตามการจัดอันดับของ IMD รวมทั้งการตั้งเป้าหมายในเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจให้มากกว่า 3% หรือ 3% Plus ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มจากระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2.7%
เขาเปรียบเปรยว่า “การทำงานในครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก ที่อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา”
ขายไอเดีย “4 เสาเศรษฐกิจ”
เค้าโครงเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลสีน้ำเงินจะขับเคลื่อน มี 4 เสาหลัก หลักการคือ ปักธงการลงทุนใหม่ ภายใน 4 ปี ตั้งเป้าใกล้เคียง 30% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนการลงทุน 22 %
1. การลงทุนใหม่ (New Investment) โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่าน Future Investment Hub และโครงการ Fast Plus เน้นการเป็น AI & Digital Hub และ Financial Hub ของภูมิภาค รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และยานยนต์สมัยใหม่ (Smart Automotive) เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ SME
2. การท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Wellness) ด้วยการยกระดับท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง เช่น Wellness Tourism และ Medical Hub ผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creativity Hub) โดยเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ เช่น ยุโรป อเมริกา และอังกฤษ
3. ทุนมนุษย์ (Human Capital) โดยยกระดับทักษะแรงงานให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยเน้นการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ และสร้างความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่
4. เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) โดยลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อน นำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และป้องกันการทุจริต ปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง
ชงปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า นอกจากพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวก ที่รอประกาศราชในกิจจานุเบกษา แก้ล็อกเส้นทางค่าน้ำร้อนน้ำชา ที่ผ่านมาเป็นบ่อ-หลุมดำทุจริตในการออกใบอนุญาต การทำธุรกิจ ด้วยการออกแบบ Super License เอกสารใบเดียวจบ ซึ่งจะบังคับใช้หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา
รัฐบาลมีแผนและไอเดีย ที่จะปรับโครงสร้างระดับกระทรวง และควบรวมส่วนราชการใหม่ เช่น การควบรวมกระทรวงท่องเที่ยวเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อตอบโจทย์แผนการเคลื่อนเศรษฐกิจใน 4 เสาหลัก รวมทั้งการจัดส่วนราชการระดับกรม ที่มีภารกิจคล้ายกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน เช่น กรมทางหลวงชนบท กับกรมทางหลวง ให้เข้าอยู่ในส่วนราชการเดียวกัน
นอกจากนี้ ในกระทรวงมหาดไทย เช่น กรมพัฒนาชุมชน กับส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ OTOP ในกระทรวงอื่น ให้จัดภารกิจใหม่ กลุ่มงานในองค์กรมหาชนที่ภารกิจไม่ชัดเจนก็ควรจะยุติ เช่น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.
นอกจากนี้ กลุ่มงานรัฐวิสาหกิจ ที่ภารกิจไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจสมัยใหม่ ให้ค่อยๆ ยกเลิกตามวาระ เช่น องค์การสะพานปลา, องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นเค้าโครงเศรษฐกิจ ที่นักการเมืองสีน้ำเงิน ตั้งเป้าเล็งผลเลิศ ให้เฉลี่ยพื้นที่ข่าวร้ายทางการเมืองให้ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ


