ASEAN Roundup โปลิตบูโรเวียดนาม พลิกยุทธศาสตร์ FDI มุ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม เน้นคุณภาพมากกว่าเม็ดเงิน

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 7-13 มิถุนายน 2569

  • โปลิตบูโรเวียดนาม พลิกยุทธศาสตร์ FDI มุ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม เน้นคุณภาพมากกว่าเม็ดเงิน
  • Intel เวียดนามส่งออกสินค้ากว่า 4 พันล้านชิ้นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลล์ใน 20 ปี ก้าวสู่เครือข่ายใหญ่สุดของบริษัท
  • Foxconn จับมือ Brookfield พัฒนาพลังงานหมุนเวียนขนาด 1 GW ในเวียดนาม
  • อินโดนีเซียเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังปรับขึ้นราคาเบนซิน 32%
  • Danantara ยัน DSI ไม่ใช่ ‘นายหน้าส่งออก’ สินค้าโภคภัณฑ์
  • อินโดนีเซียตั้งเป้ากระบวนการทบทวนทางเทคนิคของ OECD เสร็จในปี 2573
  • มาเลเซียคาด”เอลนีโญ” อาจฉุดผลผลิตเกษตรลงร้อยละ 8-10 หวั่นกระทบเศรษฐกิจภาพรวม
  • มิน อ่อง หล่าย เตรียมพัฒนาเมืองตองอูเป็นเขตพัฒนาพิเศษ

โปลิตบูโรเวียดนาม พลิกยุทธศาสตร์ FDI มุ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม เน้นคุณภาพมากกว่าเม็ดเงิน

AI Generated

คณะกรรมการกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หรือ โปลิตบูโร (Politburo) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของเวียดนาม ได้ออกมติที่กำหนดแนวคิดใหม่ในการพัฒนาภาคส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายโต เลิม (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ลงนามในมติที่ 10-NQ/TW ว่าด้วย “การพัฒนาภาคส่วน FDI” ซึ่งเป็นการวางโครงร่างกลยุทธ์ระยะยาวของประเทศในการพัฒนาภาคส่วนนี้ หลังจากผ่านพ้นการดำเนินนโยบาย “โด่ย เหม่ย” (Doi Moi) หรือ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ มาเป็นเวลาร่วม 4 ทศวรรษ

มติดังกล่าวระบุว่า หลังผ่านพ้นการปฏิรูปและเปิดประเทศมาเป็นเวลาร่วม 40 ปี ภาคเศรษฐกิจที่มีการลงทุนจากต่างประเทศได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มทรัพยากรการลงทุนที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การสร้างสรรค์นวัตกรรมในโมเดลการเติบโต การสร้างอุตสาหกรรมหลักหลายประเภท การขยายตลาดส่งออก ตลอดจนการช่วยให้เวียดนามค่อย ๆ บูรณาการเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกได้ลึกยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเปิดรับเทคโนโลยีรวมถึงวิธีการบริหารจัดการที่ก้าวหน้า

อย่างไรก็ตาม คุณภาพและประสิทธิผลในการดึงดูด การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศนั้น ยังไม่สมกับศักยภาพและข้อได้เปรียบที่มี และยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการด้านการพัฒนาของประเทศในระยะใหม่นี้

สัดส่วนของโครงการที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น, ใช้ทรัพยากรสูง, ใช้ที่ดินมาก, ใช้พลังงานสูง รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปและการประกอบชิ้นส่วนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Localization rate) และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในเวียดนามยังคงต่ำ ส่วนการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจภายในประเทศก็ยังไม่สูงนัก และการถ่ายทอดเทคโนโลยียังมีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ในบางท้องถิ่นยังคงมีการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยเน้นที่ปริมาณเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนทางอ้อมยังคงมีขนาดเล็ก ซึ่งไม่สมกับศักยภาพของตลาด ส่วนกิจกรรมการลงทุน การควบรวม และการซื้อกิจการ (M&A) โดยกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระดับโลก สถาบันการเงิน และนักลงทุนต่างชาตินั้นก็ยังมีจำกัดและยังขาดกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด

ในบริบทที่เวียดนามกำลังสร้างโมเดลการเติบโตแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transformation) การเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียว (Green transformation) และการยกระดับความพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้น การดึงดูดและการพัฒนาวิสาหกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ จะต้องถูกจัดวางให้อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในภาพรวม

คณะกรรมการกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจึงได้ปรับเปลี่ยนกรอบความคิด จากการมุ่งเน้นการดึงดูดเม็ดเงินทุนอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนา “แพลตฟอร์มการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ” โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และเปลี่ยนจากการดึงดูดทุนตามขอบเขตการบริหารส่วนท้องถิ่น ไปสู่การดึงดูดตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry clusters) ห่วงโซ่มูลค่า และระบบนิเวศนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

หนึ่งในมาตรการปฏิรูปที่สำคัญที่สุด คือการพลิกโฉมกลไกจูงใจและการสนับสนุนการลงทุน โดยเวียดนามจะค่อย ๆ ยกเลิกมาตรการจูงใจแบบดั้งเดิมที่อิงตามปัจจัยนำเข้า (Input-based incentives) เช่น เงินลงทุนหรือขนาดโครงการ ไปสู่กลไกสนับสนุนที่ผูกโยงกับการบรรลุข้อผูกพันและผลการดำเนินงานจริงของโครงการ (Project performance) พร้อมทั้งจัดตั้งระบบตรวจสอบย้อนหลัง (Post-audit mechanism) เพื่อเพิกถอนสิทธิประโยชน์ทันทีหากนักลงทุนไม่ปฏิบัติตามคำมั่น

สำหรับเป้าหมายเฉพาะเจาะจงภายในปี 2573 โปลิตบูโรได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงในการผลักดันเวียดนามก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศผู้นำในอาเซียน ทั้งในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ขีดความสามารถการแข่งขัน และนวัตกรรม โดยในช่วงปี 2569–2573 เวียดนามตั้งเป้าดึงดูดเงินทุนจดทะเบียนต่างประเทศให้ได้ประมาณ 200,000–300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เฉลี่ย 40,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) และมีเม็ดเงินลงทุนที่นำมาใช้จริงประมาณ 150,000–200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ใหม่ยังมุ่งเป้าให้ร้อยละ 75 ของเงินทุนมาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนบรรษัทข้ามชาติที่ติดอันดับ Fortune 500 เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 โดยเน้นดึงดูดให้บริษัทระดับโลกเข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ศูนย์ข้อมูล (Data centers) และศูนย์ปฏิบัติการ โดยตั้งเป้าให้มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่างน้อย 3 แห่งเข้ามาปักหมุดตั้งสำนักงานและศูนย์ R&D ในประเทศ

ในมิติของซัพพลายเชนในประเทศ มตินี้ตั้งเป้าหมายให้อัตราการใช้ชิ้นส่วนในประเทศเฉลี่ยในอุตสาหกรรมหลักบรรลุร้อยละ 45–50 และจะผลักดันธุรกกิจท้องถิ่นของเวียดนามจำนวน 10,000 แห่งเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท FDI ซึ่งในจำนวนนี้ต้องเป็นซัพพลายเออร์ลำดับแรก (Tier 1 suppliers) ให้ได้ประมาณ 500–1,000 แห่ง นอกเหนือจากนี้ มติยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-industrial parks) ให้เป็นร้อยละ 10 ของนิคมฯ ทั้งหมด และขับเคลื่อนการยกระดับสถานะตลาดหุ้นโดยสถาบัน MSCI ก่อนปี 2573

เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว มติที่ 10-NQ/TW ได้จำแนกกลุ่มงานและแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นระบบ โดยระบุอุตสาหกรรมหลักสำคัญที่จะมุ่งดึงดูดทุนต่างชาติ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิ๊กดาต้า คลาวด์คอมพิวติ้ง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) บล็อกเชน เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง พลังงานและวัสดุขั้นสูง โลจิสติกส์สมัยใหม่ และบริการทางการเงินที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

รัฐบาลเวียดนามจะจัดตั้งกลไกสำหรับการคัดเลือกและสนับสนุน “นักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” โดยจะมีการคงบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open list) ที่ได้รับการทบทวนและอัปเดตเป็นระยะสำหรับเทคโนโลยีและบริการเกิดใหม่ที่มีข้อได้เปรียบสูง ขณะเดียวกัน จะเริ่มนำ “ขั้นตอนการลงทุนพิเศษ” และกลไกสิทธิประโยชน์เฉพาะมาใช้กับโครงการเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และมีศักยภาพนำห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือโครงการเหล่านั้นต้องมีข้อผูกพันในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่วิสาหกิจของเวียดนาม

ในเชิงพื้นที่ จะมีการทดลองนำร่องรูปแบบสถาบันและองค์กรที่ล้ำสมัย (Pilot superior institutional models) ในพื้นที่นำร่อง เช่น ศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ เขตการค้าเสรี เขตเศรษฐกิจ และเขตเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างพื้นที่การพัฒนาใหม่ๆ ในการเปิดรับกระแสเงินทุนคุณภาพสูงในยุคถัดไป (Next-generation capital flows) โดยภาครัฐยังคงสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม

สำหรับการบริหารงานภาครัฐ มติได้สั่งการให้ปฏิรูปขั้นตอนทางธุรการและเงื่อนไขธุรกิจอย่างจริงจัง โดยจะย้ายระบบบริหารจัดการด้านการลงทุนไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ดาต้า และระบบ AI ทั้งยังมุ่งพัฒนา “พอร์ทัลหน้าต่างเดียวการลงทุนแห่งชาติในรูปแบบดิจิทัล” ภายใต้หลักการ “ยื่นครั้งเดียว ใช้ได้หลายครั้ง” เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance costs) ของภาคเอกชน พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงานหลักและหัวหน้าหน่วยงานต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลลัพธ์การดึงดูดการลงทุน

ด้านการเข้าสู่ตลาด (Market Access) เวียดนามจะขยายการเปิดรับนักลงทุนต่างชาติตามแผนงานที่เหมาะสม บนหลักการโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ระบุข้อห้ามสำคัญคือ “ห้ามมิให้มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง (Retroactive application) ในลักษณะที่เป็นผลร้ายหรือสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ” เว้นแต่จะเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงแห่งชาติ สาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มติใหม่มุ่งเน้นการสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านการปรับนวัตกรรมการอาชีวศึกษาและการอุดมศึกษา ยกระดับทักษะ (Upskilling) และฝึกอบรมซ้ำ (Retraining) ในสาขาวิศวกรรม ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ และจะปรับโครงสร้างสถานศึกษาในท้องถิ่นให้กลายเป็น “ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพคุณภาพสูง” ในเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ

เพื่อสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้วิสาหกิจต่างชาติร่วมมือกับสถาบันและโรงเรียนในท้องถิ่นในการฝึกบุคลากร อีกทั้งยังมีกลไกพิเศษที่อนุญาตให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น” เพื่อช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายของบริษัท FDI ในการฝึกอบรมแรงงาน ณ สถานฝึกอบรมของตัววิสาหกิจเอง ทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการส่งมอบงานด้านเทคนิค การบริหารจัดการ และการวิจัยให้แก่ชาวเวียดนามเข้ามาทำหน้าที่แทนในอนาคต

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ เวียดนามจะเร่งลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งท่าเรือหลัก ท่าอากาศยานนานาชาติ ทางหลวงพิเศษ และรถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมให้คำมั่นว่าจะจัดหาไฟฟ้า น้ำประปา และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เสถียรและเพียงพอ โดยเฉพาะการเตรียม “ที่ดินที่พร้อมใช้งาน” (Clean land) เพื่อรองรับศูนย์ R&D และสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมทั่วประเทศ จะต้องได้รับการเร่งรัดให้พลิกโฉม (Transformation) ไปสู่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและนิคมฯ อัจฉริยะ ซึ่งมีการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานการผลิตเข้ากับระบบบริการโลจิสติกส์ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมรองรับคนทำงาน เช่น ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข และสถานศึกษา

สำหรับการลงทุนทางอ้อมและตลาดทุน โปลิตบูโรตั้งเป้าปรับปรุงกรอบสถาบันเพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรให้ทันสมัย โปร่งใส และปลอดภัย โดยจะเพิ่มอุปทานสินค้าในตลาดทุนด้วยการส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เชื่อมโยงกับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจะดำเนินโครงการนำร่องแบบมีการควบคุมสำหรับการพัฒนาตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเพิ่มความหลากหลาย

มติฉบับนี้ยังระบุถึงกลไกการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยจะเสริมสร้างมาตรการป้องกันและต่อต้านการโอนราคา (Transfer pricing) การฉ้อโกงทางการค้า และการแอบอ้างแหล่งกำเนิดสินค้า ผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงขั้นสุดท้ายอย่างละเอียด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พร้อมจะให้การยอมรับและมอบรางวัลอย่างทันการณ์แก่บริษัท FDI ที่ดำเนินธุรกิจระยะยาวและสร้างประโยชน์ต่อเป้าหมายการพัฒนาของประเทศ

มติที่ 10-NQ/TW ได้กำหนดกรอบความรับผิดชอบในการนำยุทธศาสตร์นี้ไปปฏิบัติอย่างเด็ดขาด โดยมอบหมายให้คณะกรรมการพรรคของรัฐบาล คณะกรรมการพรรคประจำกระทรวง และระดับจังหวัด จัดทำแผนปฏิบัติการและกำหนดเวลาที่ชัดเจน โดยมีคณะกรรมการพรรคของรัฐบาลเป็นประธานร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลต่อโปลิตบูโรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเวียดนามจะก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศในปี 2573 และ 2588 ได้อย่างยั่งยืน

Intel เวียดนามส่งออกสินค้ากว่า 4 พันล้านชิ้นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลล์ใน 20 ปี ก้าวสู่เครือข่ายใหญ่สุดของบริษัท

ที่มาภาพ: https://en.vneconomy.vn/intel-expects-to-invest-in-and-support-vietnam-in-technological-development.htm

Intel ได้เฉลองครบรอบ 20 ปีของโรงงาน Intel Products Vietnam (IPV) ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งปัจจุบันได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นโรงงานประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่ายทั่วโลกของ Intel

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา Intel ได้จัดงานฉลองครบรอบสองทศวรรษนับตั้งแต่เริ่มวางศิลาฤกษ์ที่นิคมไฮเทคไซง่อน (Saigon High-Tech Park: SHTP) ในปี 2006 ซึ่งในขณะนั้นมีพนักงานเพียงไม่กี่ร้อยคน โดยบริษัทฯ ระบุว่าการลงทุนในระยะแรกเริ่มนั้นถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ปัจจุบัน IPV มีการจ้างงานบุคลากรในภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงแล้วประมาณ 6,500 คน

Intel ได้ให้คำมั่นที่จะลงทุนในเวียดนามรวมเป็นมูลค่าสูงถึง 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โรงงานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเครือข่ายการผลิตของ Intel ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยอย่าง Intel Series 3 สำหรับคอมพิวเตอร์ AI เจเนอเรชันถัดไป (Next-gen AI PC) ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับ Intel 18A โดย IPV ได้ผลิตสินค้าไปแล้วมากกว่า 4 พันล้านชิ้น และสร้างมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว IPV มีมูลค่าการส่งออกถึง 1.167 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 57 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของนิคม SHTP และคิดเป็นประมาณร้อยละ 12 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของนครโฮจิมินห์

หนึ่งในการสนับสนุนที่ยั่งยืนที่สุดของ Intel ในเวียดนามคือการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent) ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเวียดนาม, มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา (Arizona State University), มหาวิทยาลัยชั้นนำในท้องถิ่น, สถาบันเทคนิค และพันธมิตรในชุมชน โดย IPV ได้ช่วยบุกเบิกโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนรายแรก ๆ ของประเทศที่มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมศาสตร์และการศึกษาด้าน STEM ผ่านโครงการ Higher Engineering Education Alliance Programme

โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยในการปรับปรุงระบบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ในเวียดนามให้ทันสมัย เสริมสร้างขีดความสามารถของคณาจารย์ และขยายโอกาสให้แก่พนักงานในอนาคตในสาขาเทคนิค นอกจากนี้ Intel ยังได้ช่วยวางรากฐานการศึกษาด้าน STEM โดยเน้นการส่งเสริมความหลากหลายในสาขานี้ ผ่านการฝึกอบรมศาสตราจารย์มากกว่า 9,000 คน ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามเป็นผู้หญิง และเพื่อเป็นการยกย่องความพยายามเหล่านี้ IPV จึงได้รับรางวัล Award for Corporate Excellence ประจำปี 2012 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น Intel ได้บริจาคเครื่องมือประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 30 ชุดให้แก่ SHTP และมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม ณ กรุงฮานอย เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ในเวียดนาม ในฐานะบริษัทแรกในประเทศที่นำอุปกรณ์การผลิตชิปมาปรับใช้ใหม่เพื่อการฝึกอบรมและการวิจัย IPV กำลังช่วยขยายโอกาสการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เสริมสร้างขีดความสามารถตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าเซมิคอนดักเตอร์ และสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวของเวียดนามในการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่มีทักษะสูง

มองไปข้างหน้าสู่ยุค AI ทาง IPV กำลังร่วมมือกับรัฐบาลและพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อขยายโครงการ Intel Digital Readiness Programme ตั้งแต่หลักสูตร AI for Leaders, AI for Citizens ไปจนถึง AI for Future Workforce และ AI for Youth เพื่อเร่งการนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมเร่งการเติบโตภายใต้ขอบข่ายยุคแห่ง AI ใหม่นี้

การเข้ามาของ Intel ในเวียดนามยังช่วยเร่งระบบนิเวศอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยสนับสนุนให้ซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และพันธมิตรในท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา IPV ได้ช่วยพัฒนาวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้นำเวียดนามเกือบ 10,000 คน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์มากกว่า 600 รายได้เข้าร่วมในการผลิตขั้นสูง และนำมาตรฐานระดับโลกด้านนวัตกรรม คุณภาพ และความเป็นเลิศในการดำเนินงานมาปรับใช้ ความพยายามทั้งหมดนี้ได้ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเวียดนามทั้งในฐานะฐานการผลิตและจุดหมายปลายทางด้านนวัตกรรม พร้อมทั้งตอบสนองวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ให้ได้ 50,000 คนภายในปี 2030

ความสำเร็จของโรงงาน IPV ได้รับการยอมรับทั้งภายในองค์กรและในระดับประเทศ โดยได้รับรางวัล Intel Quality Award ซึ่งเป็นรางวัลภายในองค์กรที่มอบให้แก่โรงงานที่เป็นตัวแทนและบุกเบิกค่านิยมที่ Intel ให้ความสำคัญ ในปี 2016 และ 2022 ส่วนในระดับประเทศ โรงงาน IPV ได้รับเหรียญแรงงานชั้นตรี (Third-class Labour Medal) จากประธานาธิบดีในปี 2017 และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน Intel ก็ได้รับประกาศเกียรติคุณและธงแข่งขัน (Emulation Flag) จากประธานคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ รวมถึงประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) IPV มุ่งเน้นไปที่โครงการความร่วมมือและพันธมิตรเชิงนวัตกรรมเพื่อสร้างผลเชิงบวกต่อชุมชน โดยที่โรงงาน IPV มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้โรงงานสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 60 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) มีการใช้ไฟฟ้าสีเขียว 3.2 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิได้มากกว่า 16,400 ตัน บำบัดและรีไซเคิลขยะอันตรายได้แบบ 100% รีไซเคิลขยะทั่วไปได้ร้อยละ 99 รวมถึงประหยัดและรีไซเคิลน้ำได้มากกว่า 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ IPV ยังได้ลงทุนเงินประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการสนับสนุนด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขภาพทั่วเวียดนาม ซึ่งรวมถึงเงินช่วยเหลือมูลค่า 1 หมื่นล้านด่อง (ประมาณ 384,615 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนเวียดนามในการฝ่าฟันวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน พนักงานของ Intel ก็มีความมุ่งมั่นในส่วนนี้เช่นกัน โดยพนักงานมากกว่าร้อยละ 60 ได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และสละเวลาทำงานเพื่อบริการชุมชนรวมแล้วมากกว่า 256,000 ชั่วโมง

ทั้งนี้ โรงงาน IPV ถือเป็นหนึ่งในสามโรงงานผลิตของ Intel ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ซึ่งเครือบริษัทจะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อนำนวัตกรรมเข้าใกล้ผู้คนมากขึ้น และทลายขีดจำกัดเดิม ๆ ด้วยพลังแห่งเทคโนโลยี

Foxconn จับมือ Brookfield พัฒนาพลังงานหมุนเวียนขนาด 1 GW ในเวียดนาม

โรงงาน Foxxconn ในเวียดนาม ที่มาภาพ: https://www.foxconn.com/en-us/press-center/press-releases/latest-news/1438

บริษัท Foxconn และ Brookfield จะร่วมกันพัฒนาโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวมกำลังการผลิตสูงสุดถึง 1 จิกะวัตต์ (GW) ในเวียดนามโดยได้รับการสนับสนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระยะยาว (PPA)

Foxconn (Hon Hai Technology Group) ได้ประกาศจัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ Brookfield บริษัทการลงทุนสัญชาติอเมริกันที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale) ในประเทศเวียดนาม

ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่โรงงานผลิตและเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ผลิตสัญชาติไต้หวันรายนี้ในเวียดนาม

ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันพัฒนาพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยมีกำลังการผลิตรวมกันสูงสุดถึง 1 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระยะยาว (PPAs) โดย เจมส์ ตู (James Tu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Foxconn กล่าวว่า

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Brookfield เพื่อสร้างความมั่นคงในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในระยะยาวสำหรับการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานของเราในเวียดนาม ความคิดริเริ่มนี้ ซึ่งเราได้ร่วมลงทุนและบริหารจัดการร่วมกับ Brookfield จะช่วยเป็นหลักประกันว่าเราจะมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่มั่นคงและคุ้มค่ากับต้นทุน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเราในภูมิภาคนี้”

แม้ว่า Foxconn จะไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขและมูลค่าทางการเงินของข้อตกลงนี้ แต่ได้รับการยืนยันว่าโครงการดังกล่าวจะมีการรวมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่และโครงสร้างการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchasing Arrangements) เข้าไว้ด้วยกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันรับผิดชอบในการตัดสินใจลงทุนและการบริหารจัดการสินทรัพย์ในโครงการเป้าหมายทั้งหมด

ในส่วนของเงินทุน Brookfield จะจัดสรรเงินทุนผ่านกองทุน Catalytic Transition Fund ซึ่งเป็นกลไกการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่โซลูชันพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั้งนี้ คาดว่าความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกับกรอบข้อบังคับด้านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ที่กำลังพัฒนาและปรับปรุงอยู่ในเวียดนาม

Foxconn ระบุเพิ่มเติมว่า กำลังการผลิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากทั้งฝั่งการผลิตของบริษัทเอง และจากพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเวียดนามด้วย

แดเนียล เฉิง (Daniel Cheng) หัวหน้าฝ่ายพลังงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Brookfield กล่าวว่า “การเป็นพันธมิตรร่วมกับ Foxconn ในครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงขนาดความต้องการที่มหาศาลของภาคองค์กรต่อพลังงานหมุนเวียนในเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย”

“การที่ผู้ผลิตระดับโลกเริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาด และประโยชน์ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เราจึงเห็นความต้องการที่แข็งแกร่งและเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับอุปทานพลังงานในระยะยาวจากทั่วทั้งภูมิภาคนี้” แดเนียล กล่าว

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความเคลื่อนไหวเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งประเทศเวียดนามและญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ 6 ฉบับ ครอบคลุมทั้งในเรื่องการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และข้อมูลอวกาศ

ข้อตกลงเหล่านั้นรวมถึงข้อตกลงเงินกู้ 2 ฉบับระหว่างรัฐบาลเวียดนามและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยฉบับหนึ่งจัดทำขึ้นเพื่อการพัฒนาชนบทให้มีความสามาาถในการรับมือต่อภัยพิบัติ และอีกฉบับหนึ่งเพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสำหรับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแถบภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม

อินโดนีเซียเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังปรับขึ้นราคาเบนซิน 32%

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ ที่มาภาพ:เพจ Facebook Airlangga Hartarto

อินโดนีเซียกำลังเตรียมแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทไม่ได้รับเงินอุดหนุนอย่างรุนแรง หลังจากราคาน้ำมันเบนซินเพอร์ตามักซ์ (Pertamax) พุ่งสูงขึ้นกว่า 32% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนเป็นต้นไป

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะรายงานแผนดังกล่าวต่อประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ก่อนที่จะมีการประกาศต่อสาธารณชน

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ เมื่อมีการตัดสินใจแล้ว เราจะประกาศให้ทราบ แต่เราต้องรายงานเรื่องนี้ต่อท่านประธานาธิบดีก่อน” นายแอร์ลังกากล่าวที่สำนักงานของเขาในกรุงจาการ์ตาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

รัฐบาลได้ดำเนินการปรับราคาสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทไม่ได้รับเงินอุดหนุนหลายประเภท หลังจากที่บริษัท เพอร์ตามินา (Pertamina) บริษัทพลังงานของรัฐ ผ่านหน่วยงานกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง เพอร์ตามินา ปาตรา เนียกา (Pertamina Patra Niaga) ได้ประกาศขึ้นราคาอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน

การปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่สุดจากน้ำมันเพอร์ตามักซ์ (Pertamax) ซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินค่าออกเทน RON 92 ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย โดยราคาพุ่งขึ้นถึง 32.1% จาก 12,300 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 0.75 ดอลลาร์สหรัฐ) เป็น 16,250 รูเปียะฮ์ต่อลิตร ส่วนน้ำมันเพอร์ตามักซ์ กรีน 95 (Pertamax Green 95) ปรับตัวสูงขึ้น 31.8% จาก 12,900 รูเปียะฮ์ เป็น 17,000 รูเปียะฮ์ต่อลิตร

ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทไม่ได้รับเงินอุดหนุนอื่น ๆ รวมถึง เพอร์ตามักซ์ เทอร์โบ (Pertamax Turbo), เดกซ์ไลต์ (Dexlite) และเพอร์ตามินา เดกซ์ (Pertamina Dex) ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

การปรับขึ้นราคาอย่างก้าวกระโดดนี้มีขึ้นในขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการสร้างความสมดุลระหว่างการปฏิรูประบบราคาพลังงาน กับความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน อินโดนีเซียพึ่งพาการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อควบคุมค่าครองชีพมาเป็นเวลานาน แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นบวกกับความกดดันทางการคลัง ได้ทำให้ความพยายามในการรักษาเสถียรภาพของราคาในประเทศยุ่งยากยิ่งขึ้น

นายแอร์ลังกากล่าวว่า รัฐบาลยังคงประเมินผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากการปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

“เรากำลังติดตามสถานการณ์การขนส่งและการพัฒนาการของราคาก่อนเป็นอันดับแรก” นายแอร์ลังกากล่าว

ด้านนายมูคามัด มิสบาคุน ประธานคณะกรรมาธิการชุดที่ 11 ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำกับดูแลด้านการเงินและการธนาคาร เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับรูปแบบการช่วยเหลือที่หลากหลายสำหรับภาคส่วนและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาครั้งนี้

นายมิสบาคุนระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาว่าความช่วยเหลือประเภทใดจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้เพอร์ตามักซ์ไปใช้น้ำมันประเภทที่ได้รับเงินอุดหนุนอย่าง เพอร์ตาไลต์ (Pertalite) แทน เนื่องจากส่วนต่างราคาที่ถ่างขึ้น

“ผู้บริโภคที่ใช้เพอร์ตามักซ์มักจะมีฐานที่ใกล้เคียงกับกลุ่มผู้ใช้เพอร์ตาไลต์ เราต้องการให้แน่ใจว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภทใดที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับจริง ๆ” นายมิสบาคุนกล่าว

นายมิสบาคุนยอมรับว่าการขึ้นราคาน้ำมันโดยทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ แม้ว่ารัฐบาลยังคงอยู่ระหว่างการคำนวณผลกระทบทั้งหมดจากการปรับเปลี่ยนครั้งล่าสุดนี้ก็ตาม

“เพอร์ตามักซ์เป็นน้ำมันที่ประชาชนทั่วไปบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปกติน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรมจะสร้างแรงกดดันที่หนักที่สุด แต่กรณีนี้คือน้ำมันที่ผู้บริโภคใช้งานโดยตรง” นายมิสบาคุนกล่าว

นอกจากนี้ นายมิสบาคุนยังเตือนถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะหันไปใช้น้ำมันประเภทที่มีเงินอุดหนุนแทนน้ำมันที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนหลังจากการปรับขึ้นราคา

นายมิสบาคุนกล่าวอีกา ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชะลอการปรับราคาเพอร์ตามักซ์ แม้ว่าจะมีการขึ้นราคน้ำมันเกรดที่สูงกว่าอย่าง เพอร์ตามักซ์ พลัส และเพอร์ตามักซ์ เทอร์โบ ไปแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากการขึ้นราคาครั้งล่าสุดอย่างใกล้ชิด

“เราจะรอดูว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชะลอการปรับราคาเพอร์ตามักซ์ในขณะที่เพอร์ตามักซ์ พลัส และเพอร์ตามักซ์ เทอร์โบ ถูกปรับขึ้นไปแล้ว และในที่สุดตอนนี้เพอร์ตามักซ์ก็ได้ปรับราคาตาม” นายมิสบาคุนกล่าว

อัคมัด นูร์ ฮิดายัต (Achmad Nur Hidayat) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากมหาวิทยาลัย UPN Veteran Jakarta กล่าวว่า กลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับแรงกดดันเป็นทวีคูณ ในขณะที่รายได้เท่าเดิม แต่กลับต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเงินผ่อนค่างวดต่าง ๆ แพงขึ้นด้วย

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลกระทบแบบโดมิโนต่อระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง บริการ และสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันอาจกำลังตามมา โดยครอบครัวที่ใช้น้ำมันสัปดาห์ละ 30 ลิตร จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกือบ 474,000 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 26.39 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปจ่ายค่าไฟฟ้าและซื้อของชำสำหรับกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างได้เลย

กลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียมีจำนวนลดลงอยู่ก่อนแล้วก่อนที่จะเกิดวิกฤติราคาครั้งล่าสุดนี้ โดยตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2567 มีประชาชนเกือบ 9.5 ล้านคน ที่ต้องหลุดออกจากกลุ่มชนชั้นกลาง

“เพียงเพราะเพอร์ตามักซ์เป็นน้ำมันที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน รัฐบาลจึงคิดเอาเองว่าลูกค้าที่ใช้ล้วนเป็นคนมีฐานะมั่งคั่ง” อัคมัดกล่าว

ระบบขนส่งสาธารณะที่ย่ำแย่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทำงานจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หันมาใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยอัคมัดระบุว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และเจ้าของรถยนต์ราคาประหยัดจำนวนมากเลือกใช้เพอร์ตามักซ์ เนื่องจากหาซื้อง่าย ช่วยเรื่องสมรรถนะของเครื่องยนต์ หรือเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อคิวยาว

ทางด้าน เซลิออส (Celios) สถาบันคลังสมอง ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับผลกระทบของการขึ้นราคาที่มีต่อกำลังซื้อของชนชั้นกลาง โดยระบุว่าจะสร้างแรงกดดันต่อกลุ่ม “ชนชั้นกลางที่กำลังสร้างตัว” (aspiring middle class) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนจนแต่ยังไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และอาจส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะทำให้ประชาชนเหลือทางเลือกเพียงสองทาง คือ ยอมจ่ายเงินแพงขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้น้ำมันประเภทได้รับเงินอุดหนุนอย่าง เพอร์ตาไลต์ (Pertalite) แทน

“หากนโยบายดังกล่าวไม่ได้มาพร้อมกับการปรับขึ้นราคาเพอร์ตาไลต์ ความต้องการใช้เพอร์ตาไลต์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่หมายถึงโควตาที่ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เงินงบประมาณอุดหนุนค่าน้ำมันก็จะโป่งตามไปด้วยในที่สุด” ไนลุล ฮูดา (Nailul Huda) นักเศรษฐศาสตร์จาก Celios กล่าว

ส่วนการใช้คิวอาร์โค้ด (QR codes) เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ซื้อเพอร์ตาไลต์นั้น “จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อไม่มีการรั่วไหลในทางปฏิบัติเท่านั้น” เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังคงสามารถหาซื้อเพอร์ตาไลต์ได้จากภายนอกสถานีบริการน้ำมันแบบดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงตามร้านขายของชำริมทาง

ในปีนี้ อินโดนีเซียได้กำหนดโควตาเพอร์ตาไลต์ไว้ที่ 29.27 ล้านกิโลลิตร และได้แจกจ่ายไปแล้วประมาณ 23.52% ณ เดือนมีนาคม

Danantara ยัน DSI ไม่ใช่ ‘นายหน้าส่งออก’ สินค้าโภคภัณฑ์

ที่มาภาพ: https://asianews.network/indonesian-government-starts-shifting-state-owned-enterprises-shares-to-sovereign-wealth-fund-holding/

Danantara เน้นย้ำว่า บริษัทส่งออกที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในชื่อ บริษัท พีที ดานันตารา ซุมเบอร์ดายา อินโดนีเซีย หรือ ดีเอสไอ (PT Danantara Sumberdaya Indonesia – DSI) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “นายหน้าส่งออก” (Export broker) สินค้าโภคภัณฑ์

“มันอาจจะดูเหมือนว่าเรากำลังทำหน้าที่เป็นนายหน้าและหักกำไรส่วนต่างจากการส่งออก (Export margins) แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น” นายโดนี ออสคาเรีย (Dony Oskaria) หัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (BP BUMN) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของดานันตารา (Danatara) กล่าวภายหลังการแถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ ( 8 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา

นายออสคาเรียแถลงเพื่อชี้แจงต่อข้อกำหนดที่อนุญาตให้ DSI สามารถกำหนดส่วนต่างกำไรได้ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 วรรค (4) ของกฎระเบียบรัฐบาล (PP) ฉบับที่ 24 ประจำปี พ.ศ. 2569 ว่าด้วยการบริหารจัดการการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ

กฎระเบียบดังกล่าวระบุว่า “รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกในการดำเนินการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ตามที่อ้างถึงในวรรค (1) อาจกำหนดส่วนต่างกำไรในระดับที่เหมาะสม โดยเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ”

นายออสคาเรียอธิบายว่า DSI จะไม่แสวงหากำไรจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ แต่จะเรียกเก็บเป็น “ค่าธรรมเนียมการบริการ” (Service fees) จากผู้ประกอบการธุรกิจแทน

นายออสคาเรียยกตัวอย่างว่า รัฐบาลอาจมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตรวจสอบการส่งออกและกระบวนการทวนสอบ (Verification) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นบริการที่จัดหาให้แก่ผู้ส่งออก

“สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกมีความมั่นใจและมีความชัดเจนทางกฎหมาย เพราะสินค้าที่พวกเขาจะส่งออกนั้นได้รับการทวนสอบอย่างถูกต้องแล้ว ทั้งในเรื่องของราคาและปริมาณ” นายออสคาเรียกล่าว

นายออสคาเรียย้ำอีกครั้งว่า DSI ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายหน้าส่งออก และค่าใช้จ่าย ที่เรียกเก็บนั้นเป็นเพียงค่าบริการเท่านั้น

“เราไม่เคยมีเจตนาที่จะเข้าไปเป็นนายหน้าด้วยการซื้อมาในราคาหนึ่ง บวกกำไรส่วนต่างเข้าไป แล้วนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น เพราะการทำแบบนั้นจะไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีราคากลางอ้างอิงในตลาดสากลอยู่แล้ว” ออสคาเรียกล่าว

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดจะต้องรายงานกิจกรรมการส่งออกต่อ พีที ดีเอสไอ (PT DSI) โดยในระยะแรกจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

กระบวนการรายงานนี้จะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มระบบสารสนเทศและระบบอัตโนมัติของกรมศุลกากร (CEISA) 4.0 ซึ่งบริหารจัดการโดยกระทรวงการคลัง

นายแอร์ลังกาอธิบายว่า ระยะแรกของนโยบายการส่งออกผ่านช่องทางเดียวนี้นั้น ครอบคลุมถึง ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และเฟอร์โรอัลลอย (Ferroalloys) โดยจะมีการประเมินผลของนโยบายหลังจาก 3 เดือน ก่อนที่จะเข้าสู่การบังคับใช้แบบเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2570

นายแอร์ลังกากล่าวอีกว่า ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาคธุรกิจและผู้ส่งออกมีเวลาเพียงพอในการปรับตัวเข้ากับกลไกการรายงานรูปแบบใหม่นี้

ทั้งนี้ รัฐบาลมีมติแต่งตั้งให้ DSI เป็นหน่วยงานเพียงหนึ่งเดียวที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการและกำกับดูแลการรายงานข้อมูลการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ

นายออสคาเรียยังยืนยันว่า DSI จะไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันอย่างแน่นอน

“เราจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติตามสัญญาที่ทุกบริษัทถือครองอยู่ต่อไป” นายออสคาเรีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวและยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้อตกลงที่มีอยู่เดิมจะยังคงดำเนินไปตามปกติ ตราบใดที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม เช่น การสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoicing) หรือการตั้งราคาโอน (Transfer pricing)

นอกจากนี้นายออสคาเรียยังย้ำในรายการพอดแคสต์ท้องถิ่น ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานสื่อสารของรัฐบาล ว่า DSI ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแลการจัดส่งถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และเฟอร์โรอัลลอย จะทำหน้าที่เพียงแค่ดูแลให้มั่นใจว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะขายในราคาที่แท้จริงเท่านั้น โดยจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบราคาส่งออกวัตถุดิบหลัก มากกว่าการเข้ามาแทรกแซงการค้า

นายออสคาเรีย กล่าวว่า “เป้าหมายที่แท้จริงของเราคือการบอกว่า ‘คุณต้องขายมันในราคาที่ถูกต้อง นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของเรา ไม่ใช่การไปยึดสินค้าของพวกเขามาทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางแล้วนำไปขายต่อ”

เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ได้สร้างความกังวลให้กับบรรดาผู้ค้าและผู้ผลิต ด้วยการแถลงสุนทรพจน์ที่เผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเข้าควบคุมวัตถุดิบหลัก 3 ชนิดของอินโดนีเซียอย่างเบ็ดเสร็จ

คำชี้แจงของนายออสคาเรียถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการลดระดับความเข้มงวดจากแผนการเดิมที่ปราโบโวได้วางเอาไว้ ด้วยการระบุว่าเป็นมาตรการปราบปรามการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoicing) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีการขายสินค้าไปยังต่างประเทศในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงเพื่อเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ของอินโดนีเซียได้เผยแพร่ข้อกำหนดของรัฐ (technical regulations)เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ผ่านมา ซึ่งระบุให้รัฐบาลกลางมีอำนาจควบคุมการส่งออกถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และเฟอร์โรอัลลอยมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่จะเพิ่มรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ของประเทศ

กฎการส่งออกใหม่สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน โดยในระยะแรกผู้ส่งออกมีหน้าที่ต้องรายงานกิจกรรมการส่งออกทั้งหมดของตนต่อบริษัทของรัฐที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น

ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ใบอนุญาตส่งออกที่มีอยู่เดิมจะยังคงมีผลบังคับใช้ และบริษัทต่าง ๆ ยังคงสามารถส่งออกได้ด้วยตนเอง จนกว่าใบอนุญาตจะหมดอายุ หรือจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 แล้วแต่ว่าวันใดจะถึงก่อนกัน

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป จะมีเพียงบริษัทของรัฐที่รัฐบาลแต่งตั้งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ ทั้งนี้ กระทรวงเลขาธิการรัฐได้ออกกฎระเบียบในวงกว้างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยระบุว่าการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญทั้งหมดจะต้องดำเนินการผ่านบริษัทของรัฐดังกล่าว

รายละเอียดสำคัญบางส่วนของข้อกำหนด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์ม คือ

  • ผลิตภัณฑ์ที่ได้ข้อกำหนดนี้มีผลบังคับ ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบ (CPO), น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ผ่านกรรมวิธีเติมสารฟอกสีและกำจัดกลิ่น , น้ำมันปาล์มโอเลอินบริสุทธิ์ และกากน้ำมันปาล์ม
  • ใบอนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มจะได้รับการอนุมัติก็ต่อเมื่อผู้ส่งออกปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตลาดภายในประเทศ ซึ่งกำหนดให้ต้องจัดส่งน้ำมันปาล์มให้แก่โครงการน้ำมันพืชราคาถูกที่ดำเนินงานโดยรัฐบาล
  • สิทธิ์ในการส่งออกสามารถโอนไปยังบริษัทของรัฐที่ได้รับแต่งตั้ง หรือโอนไปยังบริษัทอื่น ๆ ได้ โดยการกรอกรายละเอียดทั้งหมดที่จำเป็นบนเว็บไซต์ของระบบ Single Window แห่งชาติของอินโดนีเซีย (Indonesia National Single Window)
  • การส่งออกจะต้องอยู่ภายใต้ภาษีศุลกากรขาออก ตามที่กำหนดโดยกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในการอนุมัติการส่งออก บริษัทของรัฐที่ได้รับแต่งตั้งจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและความสอดคล้องตามข้อกำหนดของเอกสารที่ยื่นโดยบริษัทที่เกี่ยวข้อง
  • บริษัทของรัฐหรือผู้ส่งออกที่มีใบอนุญาตส่งออกอยู่แล้ว จะต้องส่งรายงานผลการดำเนินงาน (Realisation reports) ทุกเดือนต่อกระทรวงพาณิชย์ และต้องระบุข้อมูลเกี่ยวกับประเภท ปริมาณ มูลค่าการส่งออก ประเทศปลายทาง และพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของผลิตภัณฑ์ของตน
  • หากไม่มีการยื่นรายงานผลการดำเนินงาน จะมีการส่งหนังสือเตือนไปยังบริษัท และหากยังคงไม่มีการยื่นรายงานภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับการแจ้งเตือน ใบอนุญาตส่งออกอาจถูกระงับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
  • ใบอนุญาตส่งออกเดิมที่มีอยู่ซึ่งออกให้ก่อนที่จะมีกฎระเบียบนี้ จะยังคงมีผลใช้ได้จนกว่าจะหมดอายุ

รายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบการส่งออกถ่านหิน

  • กฎระเบียบนี้มีผลกับผลิตภัณฑ์ถ่านหินภายใต้รหัสระบบฮาร์โมไนซ์ (HS codes) 8 รหัส ซึ่งรวมถึงถ่านหินอัดแท่ง (Coal briquettes) และถ่านหินลิกไนต์ (Lignite)
  • ใบอนุญาตส่งออกสามารถโอนไปยังบริษัทของรัฐได้ก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ธันวาคม
  • บริษัทต่าง ๆ ต้องส่งรายงานผลการดำเนินงานส่งออกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะเผชิญกับบทลงโทษทางปกครอง แต่กฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมไว้

รายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับกฎระเบียบการส่งออกเฟอร์โรอัลลอย

  • กฎระเบียบนี้มีผลกับผลิตภัณฑ์เฟอร์โรอัลลอยภายใต้รหัส HS codes 12 รหัส ซึ่งรวมถึงเหล็กแท่งเฟอร์โรนิกเกิล (Ferronickel ingots) ที่มีส่วนประกอบของนิกเกิลตั้งแต่ร้อยละ 8 ขึ้นไป
  • ผู้ส่งออกเฟอร์โรอัลลอยที่มีสัญญาหรือข้อตกลงกับรัฐบาล ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงทุน การถอนทุน การแปรรูป และ/หรือการทำบริสุทธิ์ภายในประเทศ อาจได้รับการยกเว้นจากกฎระเบียบนี้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะค่าเงินรูเปียะฮ์และตลาดหุ้นที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง จนส่งผลให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนอกรอบในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ก็กำลังรับมือกับการประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยมีกำลังตำรวจและทหารหลายพันนายเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยตามท้องถนน

อินโดนีเซียตั้งเป้ากระบวนการทบทวนทางเทคนิคของ OECD เสร็จในปี 2573

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจอินโดนีเซีย (ซ้าย) เข้าพบปะหารือกับ มาเทียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นอกรอบการประชุมสภารัฐมนตรี OECD ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/418077/indonesia-aims-to-finish-oecd-technical-review-by-2030

อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะให้ขั้นตอนการทบทวนทางเทคนิค (Technical review) สำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปีข้างหน้า

เป้าหมายดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่อินโดนีเซียซึ่งประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวหน้าผ่านขั้นตอนเริ่มต้นของความพยายามในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปารีส ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจก้าวหน้าจำนวนมากของโลก

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังการประชุมร่วมกับนายมาเทียส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD นอกรอบการประชุมสภารัฐมนตรี OECD (MCM) ในกรุงปารีส ว่า อินโดนีเซียสามารถรักษาแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้นับตั้งแต่มีการรับรองแผนงานการเข้าเป็นสมาชิก (Accession roadmap) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024

“บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum) ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายของ OECD จำนวน 240 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่นโยบาย 26 ด้าน ได้ถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงลำดับความสำคัญในการปฏิรูปของเราในภาคเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล” นายแอร์ลังกากล่าว

จนถึงปัจจุบัน อินโดนีเซียได้รับแบบสอบถามจาก OECD แล้วจำนวน 20 ชุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก และได้ผ่านภารกิจแสวงหาข้อเท็จจริง (Fact-Finding Missions) เพื่อทบทวนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและกรอบการทำงานด้านการบริหารธรรมาภิบาลสาธารณะ

นายแอร์ลังกาได้เน้นย้ำถึงผลลัพธ์ที่เป็นบวกจากการนำเสนอรายงานการทบทวนการเข้าเป็นสมาชิกครั้งแรกของอินโดนีเซีย ต่อคณะกรรมการนโยบายสิ่งแวดล้อมของ OECD เมื่อเดือนเมษายน 2569โดยรัฐมนตรีระบุว่า ผลการประเมินพบว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซียประมาณร้อยละ 60 มีความสอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายของ OECD อยู่ก่อนแล้ว

นายแอร์ลังกากล่าวว่า อินโดนีเซียพร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะของ OECD ซึ่งรวมถึงการขยายแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และมลพิษข้ามพรมแดน

เพื่อสนับสนุนการนำนโยบายไปปฏิบัติ รัฐบาลได้ยกระดับความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคเอกชนและภาคประชาสังคม รวมถึงหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งอินโดนีเซีย (Kadin) ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจใน OECD (BIAC) และสมาพันธ์สหภาพแรงงานอินโดนีเซีย (KSBSI) ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะที่ปรึกษาสหภาพแรงงาน

มาเลเซียคาด”เอลนีโญ” อาจฉุดผลผลิตเกษตรลงร้อยละ 8-10 หวั่นกระทบเศรษฐกิจภาพรวม

ที่มาภาพ: https://disaster.marufish.com/2026/04/05/el-nino-piod-impact-malaysia-agriculture-2026/

มาเลเซียกำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับการกลับมาของปรากฏการณ์สภาพอากาศ “เอลนีโญ” (El Niño) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 และอาจลากยาวไปจนถึงอย่างน้อยช่วงกลางปี 2570

ดาโต๊ะ สรี อัคมัล นัสรุลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาเซอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้อากาศร้อนจัดขึ้น และทำให้ปริมาณน้ำฝนในหลายรัฐลดลงอย่างรวดเร็วระหว่างร้อยละ 40 ถึง 60

“เราต้องไม่ประเมินความเสี่ยงนี้ต่ำเกินไป เนื่องจากมันอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา เพิ่มความเสี่ยงเกิดปัญหาหมอกควัน สร้างความกดดันต่อระบบสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจ ดันความต้องการใช้พลังงานให้สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวม” รัฐมนตรีฯ กล่าวระหว่างการบรรยายสรุป

ดาโต๊ะ อัคมัล นัสรุลเลาะห์กล่าวอีกว่า เหตุการณ์เอลนีโญในอดีตได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและการบริการสาธารณะออนไลน์เกี่ยวกับวิกฤติห่วงโซ่อุปทานโลกในวันนี้

โดยในช่วงปี 2558 และ 2559 อุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 37 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ต้องสั่งปิดโรงเรียนถึง 250 แห่งทางตอนเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยังบันทึกสถิติยอดผลผลิตลดลงประมาณร้อยละ 16 ถึง 18 ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

“ในภาพรวม ภาคสินค้าโภคภัณฑ์หลัก ๆ อาจเผชิญกับผลผลิตที่ลดลงประมาณร้อยละ 8 ถึง 10 ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ” ดาโต๊ะอัคมัล นัสรุลเลาะห์ กล่าว

เมื่อวันอังคาร(9 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา เมออร์ อิสมาอิล เมออร์ อากิม (Meor Ismail Meor Akim) เลขาธิการสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Management Agency:Nadma) ) เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมระดับชาติ เพื่อตอบรับกับรายงานพยากรณ์อากาศที่ระบุว่าสภาพอากาศจะร้อนและแห้งแล้งขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ

Nadma ระบุว่า แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์จะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมรับมือกับแนวโน้มนี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มความพร้อมขั้นสูงสุดและดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะเริ่มต้นทันที

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของความพยายามในการเข้าจัดการล่วงหน้า รัฐบาลได้วางแผนดำเนินปฏิบัติการทำฝนเทียม จำนวน 3 รอบในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อช่วยเพิ่มการกระจายตัวของฝนและรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

มิน อ่อง หล่าย เตรียมพัฒนาเมืองตองอูเป็นเขตพัฒนาพิเศษ

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตรวจเยี่ยมโครงการเพื่อการพัฒนาในเมืองตองอู ที่มาภาพ: https://www.moi.gov.mm/moi%3Aeng/index.php/news/21177

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการเพื่อการพัฒนาในเมืองตองอู (Toungoo) โดยย้ำว่า เมืองตองอูอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็น “เขตพัฒนาพิเศษ” (Special Development Zone) ควบคู่กับกรุงเนปยีดอ (Nay Pyi Taw) ยาเมทิน (Yamethin) และเมกติลา (Meiktila) เพื่อเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและขยายผลการพัฒนาไปยังพื้นที่อื่นในอนาคตโดยใช้ประโยชน์ของตำแหน่งที่ตั้งของเมืองดังกล่าวซึ่งอยู่ใจกลางประเทศ

ณ หอประชุมของฐานทัพอากาศในพื้นที่ ประธานาธิบดีได้ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระดับอำเภอของตองอู โดยมีมุขมนตรีภาคหงสาวดี (Bago Region Chief Minister) เป็นผู้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในภาคหงสาวดี ความพยายามในการเพิ่มความเข้มข้นของการเพาะปลูกและขยายขีดความสามารถของพื้นที่เพาะปลูก มาตรการผลักดันให้ผลผลิตต่อไร่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ การป้องกันอุทกภัย แผนการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการปลูกข้าวสายพันธุ์เยซินปอซาน (Yezin Pawsan) การเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำมันเพื่อการบริโภค รวมถึงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

ประธานาธิบดีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนให้เกษตรกรในท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่โดยการนำเครื่องจักรกลมาใช้ พร้อมกล่าวเสริมว่า ควรส่งเสริมการปลูกและการผลิตกาแฟให้เป็นผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ของประเทศ

ด้าน อู มโย ทันท์ (U Myo Thant) รัฐมนตรีสหภาพ ได้รายงานเกี่ยวกับแผนผังเมืองสำหรับการสร้างเมืองตองอูแห่งใหม่ ตลอดจนการเตรียมการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ภายในผังเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยที่ทำการรัฐบาล โรงพยาบาล โรงเรียน สถานบริการสาธารณะ รีสอร์ตพักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่สีเขียว

ประธานาธิบดีได้กล่าวในที่ประชุมว่า อำเภอตองอูกำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ โดยมีการส่งเสริมโครงการพัฒนาส่วนภูมิภาคในลักษณะที่เชื่อมโยงกับกรุงเนปีดอ แม้ว่าเกษตรกรรมและปศุสัตว์จะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ตองอู แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมฐานการผลิตและธุรกิจ MSME (วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) ที่ต่อยอดมาจากภาคเกษตรและปศุสัตว์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังต้องเร่งพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรเพื่อขับเคลื่อนและบรรลุการพัฒนาในภาพรวมของภูมิภาค

ประธานาธิบดีกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากภูมิภาคตองอูสามารถพึ่งพาตนเองด้านผลผลิตข้าวได้แล้ว จึงสามารถนำรำข้าวและปลายข้าวไปใช้ประโยชน์ในการผลิตอาหารสัตว์และน้ำมันรำข้าวได้ และด้วยการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ จึงสามารถส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ประสบความสำเร็จในพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมได้ จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในภูมิภาคให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ประธานาธิบดีระบุเน้นย้ำว่า ภูมิภาคตองอู เนปีดอ ยาเมทิน (Yamethin) และเมกทิลา (Meiktila) กำลังได้รับการก่อตั้งให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ ซึ่งความพยายามเหล่านี้จะขยายผลการพัฒนาพิเศษไปยังเมืองอื่น ๆ ในลักษณะเป็นทอด ๆ (Cascading manner) ต่อไป เนื่องจากภูมิภาคเหล่านี้ตั้งอยู่ใจกลางประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของแถบภาคกลางที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จึงมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยและมีข้อได้เปรียบทางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาให้ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีได้ย้ำว่า การรวบรวมและนำเสนอข้อมูลขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้องแม่นยำมีความสำคัญอย่างมากเพื่อให้รัฐบาลสามารถนำข้อมูลสถิติพื้นฐานเหล่านั้นไปใช้ในการกำหนดแผนงานและโครงการต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในส่วนของการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรนั้น แทนที่จะมุ่งขยายพื้นที่เพาะปลูก ควรเปลี่ยนมาเน้นความพยายามในการเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายจากพื้นที่เกษตรที่มีอยู่เดิม และบริหารจัดการพื้นที่ให้การเพาะปลูกอย่างเต็มที่มากขึ้น

ประธานาธิบดีกล่าวอีกว่า รัฐบาลกำลังใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาความยากลำบากในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถขับเคลื่อนการทำงานและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

ประธานาธิบดีและคณะได้เดินทางโดยรถไฟพิเศษ RBE เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการปรับปรุงเส้นทางรถไฟช่วงเนปีดอ–ตองอู รวมถึงการดูแลรักษาความสะอาดและการปรับภูมิทัศน์พื้นที่สีเขียวตลอดแนวเส้นทาง โดยประธานาธิบดีได้มอบแนวทางปฏิบัติว่า การให้บริการรถไฟต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย และต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการปรับปรุงทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งทางราง

เมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟตองอู ประธานาธิบดีและคณะได้รับการต้อนรับจาก อู มโย ฉ่วย วิน (U Myo Swe Win) มุขมนตรีภาคหงสาวดี และพลตรี โซ จอ เทต (Maj-Gen Soe Kyaw Htet) ผู้บัญชาการภาคทหารใต้

จากนั้น ประธานาธิบดีได้ตรวจเยี่ยมเส้นทางรถไฟสายเลี่ยงเมืองตองอู และพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับการก่อสร้างสถานีรถไฟตองอูแห่งใหม่ โดยมี อู เมียะ ตุน โอ (U Mya Tun Oo) รัฐมนตรีสหภาพกระทรวงคมนาคมและการพัฒนาทางดิจิทัลและการสื่อสาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมชี้แจงรายละเอียดของโครงการ

ประธานาธิบดีได้ให้คำแนะนำว่า ในการก่อสร้างทางรถไฟเลี่ยงเมือง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการสร้างทางระบายน้ำและคันดินรถไฟอย่างถูกต้อง เพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและทนทาน ส่วนการสร้างสถานีรถไฟแห่งใหม่นั้น ควรประเมินและนำปัจจัยเรื่องการเพิ่มขึ้นของเที่ยวขบวนรถไฟและจำนวนผู้โดยสารในอนาคตมาร่วมพิจารณาในกระบวนการวางแผนและก่อสร้างด้วย

ต่อมา ณ สนามกีฬาอำเภอตองอู ประธานาธิบดีได้รับฟังรายงานแผนการปรับปรุงยกระดับสนามกีฬาจากมุขมนตรีภาคหงสาวดีและเจ้าหน้าที่ โดยประธานาธิบดีได้ให้ความเห็นว่า อัฒจันทร์ของสนามกีฬาจะต้องได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรของเมืองและจำนวนผู้ชม และต้องคำนึงถึงแนวโน้มการเติบโตของประชากรและการพัฒนาของพื้นที่เมืองในอนาคตด้วย ก่อนที่จะเดินตรวจเยี่ยมภายในสนามกีฬาและอัฒจันทร์

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีได้เข้าเยี่ยมชมการเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังในแปลงสาธิตของกรมวิชาการเกษตร ใกล้กับหมู่บ้านนาซองเมียง (Hnasaungmyaing Village) ในเขตตองอู พร้อมทั้งดูการเตรียมดินโดยใช้สารกำจัดศัตรูพืชราคาประหยัดและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนกระบวนการผลิตถ่านแกลบ