ASEAN Roundup ประจำวันที่ 12-18 เมษายน 2569
- เวียดนาม-จีน ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านในยุคใหม่
- เวียดนาม-จีน ลงนามเอกสารความร่วมมือ 32 ฉบับ
- PETRONAS มาเลเซีย เตรียมเจรจาดีลน้ำมันกับรัสเซีย
- เวียดนามสั่งลดภาษีน้ำมันทุกชนิดเป็นศูนย์จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน
- มาเลเซียบริโภคน้ำมันวันละ 700,000 บาร์เรล สูงกว่ากำลังการผลิตถึงสองเท่า
- มาเลเซียเดินหน้ามุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค
- เรือบรรทุกน้ำมันอินโดนีเซียเตรียมพร้อมสัญจร หลังช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง
- อินโดนีเซียยันความมั่นคงทางอาหารแข็งแกร่ง
- สหรัฐฯ วางแผนสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานโลก
- สปป.ลาวเปิดตัวสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ ขยายโอกาส MSME เข้าถึงแหล่งทุน
เวียดนาม-จีน ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านในยุคใหม่

เวียดนามและจีนร่วมออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือยุทธศาสตร์รอบด้านให้ลึกยิ่งขึ้น และผลักดันการสร้าง “ประชาคมเวียดนาม-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน” ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นในยุคใหม่
แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งรัฐ ตามคำเชิญของ นายสี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดี ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2569
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์ของพรรคและประเทศ รวมถึงประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยบรรลุความเข้าใจร่วมกันในวงกว้าง ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่าการรักษาและเสริมสร้างการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสองเป็นหลักประกันพื้นฐานในการขับเคลื่อนลัทธิสังคมนิยมและความมั่นคงในระยะยาว
ทั้งสองประเทศให้คำมั่นที่จะผลักดันเป้าหมาย “6 ทิศทางหลัก” (Six Major Orientations) ได้แก่
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น
- ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
- ความร่วมมือในทางปฏิบัติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- รากฐานทางสังคมที่มั่นคงยิ่งขึ้น
- การประสานงานในกรอบพหุภาคีที่ใกล้ชิดขึ้น
- การจัดการและแก้ไขความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เวียดนามยืนยันนโยบาย “จีนเดียว” โดยยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่สามารถแยกออกได้ และสนับสนุนการรวมชาติของจีนอย่างสันติ ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันสนับสนุนเวียดนามในการรักษาเสถียรภาพทางสังคม และความมั่นคงของชาติ
ในด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ
- เพิ่มการแลกเปลี่ยนในระดับสูงระหว่างกองทัพ
- ร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การพนันออนไลน์ และการค้ายาเสพติด
- จัดตั้ง “สายด่วนระดับรัฐมนตรี” ระหว่างกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของทั้งสองประเทศ
เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ทั้งสองประเทศประกาศให้ปี2569–2530 เป็น “ปีแห่งความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเวียดนาม-จีน” นอกจากนี้ จีนยังให้คำมั่นที่จะมอบทุนการศึกษาเพิ่มเติมแก่นักศึกษาเวียดนาม และขยายความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา
ในระดับท้องถิ่น ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนความร่วมมือตามแนวชายแดน โดยเฉพาะระหว่างจังหวัดของเวียดนาม (เช่น หล่าวกาย, กว๋างนิญ) กับมณฑลของจีน (เช่น ยูนนาน, กวางสี) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
ในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ ทั้งเวียดนามและจีนได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจในภูมิภาค
- RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ทั้งสองประเทศตกลงที่จะผลักดันการบังคับใช้ความตกลง RCEP อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เวียดนามและจีนยังแสดงความยินดีต่อการที่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ยื่นความจำนงขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกในความตกลงนี้ด้วย
- CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership ความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า) ฝ่ายเวียดนามได้แสดงการสนับสนุนอย่างชัดเจนต่อการที่ จีน ยื่นขอเข้าเป็นสมาชิก CPTPP โดยระบุว่าพร้อมสนับสนุนให้จีนเข้าร่วมตามมาตรฐานและขั้นตอนที่ความตกลงกำหนดไว้
นอกจากประเด็นเรื่องข้อตกลงทางการค้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญอื่น ๆ ดังนี้:
- APEC เวียดนามให้การสนับสนุนจีนในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC ในปี 2026 (พ.ศ. 2569) ในขณะที่จีนก็ยืนยันพร้อมสนับสนุนเวียดนามในการเป็นเจ้าภาพ APEC ในปี 2027 (พ.ศ. 2570) เช่นกัน
- กรอบความร่วมมืออื่น ๆ ทั้งสองประเทศให้คำมั่นที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในเวทีสหประชาชาติ (UN), องค์การการค้าโลก (WTO), กลุ่ม BRICS, การประชุมเอเชีย-ยุโรป (ASEM) รวมถึงกลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC)
- SCO (Shanghai Cooperation Organization องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้) ฝ่ายเวียดนามกล่าวชื่นชมบทบาทของ SCO ในการรักษาเสถียรภาพภูมิภาค และแสดงความสนใจที่จะเข้าเป็นพันธมิตร (Partner) ขององค์กรในอนาคต
ในประเด็นทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดการความเห็นที่แตกต่างอย่างสันติ โดยยึดตาม:
- กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982)
- ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC)
- เร่งหาข้อสรุปใน ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) ที่มีเนื้อหาสาระและมีประสิทธิภาพ
การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการกระชับมิตรภาพดั้งเดิมแบบ “สหายและพี่น้อง” โดยในตอนท้ายของการเยือน นายโต เลิม ได้เชิญนายสี จิ้นผิง เดินทางไปเยือนเวียดนามในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งผู้นำจีนได้ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี
เวียดนาม-จีน ลงนามเอกสารความร่วมมือ 32 ฉบับ

ในกรอบการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2569 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในเอกสารความร่วมมือรวมทั้งสิ้น 32 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในหลากหลายมิติ
เอกสารสำคัญประกอบด้วยแผนความร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและพรรคคอมมิวนิสต์จีนสำหรับปี 2569 – 2530, บันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านการจัดตั้งองค์กรระหว่างสองพรรค และข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามกับฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ความร่วมมือด้านความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และศุลกากร
รัฐบาลทั้งสองประเทศได้ลงนาม MoU ว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กรอบข้อริเริ่มด้านความมั่นคงโลก (Global Security Initiative), หนังสือรับรองการส่งมอบเอกสารโครงการสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถไฟสาย หล่าวกาย – ฮานอย – ไฮฟอง และข้อตกลงความร่วมมือและการช่วยเหลือบริหารจัดการด้านศุลกากร
ด้านการศึกษา สาธารณสุข และเทคโนโลยี
- สาธารณสุข โครงการก่อสร้างวิทยาเขตแห่งที่ 2 ของสถาบันแพทยศาสตร์ดั้งเดิมเวียดนาม (ระยะแรก) โดยใช้เงินช่วยเหลือแบบเปล่าจากรัฐบาลจีน
- การรถไฟ MoU ระหว่างกระทรวงก่อสร้างของเวียดนามและคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เพื่อฝึกอบรมและเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการรถไฟของเวียดนาม
- การศึกษา MoU ด้านอาชีวศึกษา และความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโครงการวิจัยร่วม รวมถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
ด้านความมั่นคงภายใน กระบวนการยุติธรรม และการท่องเที่ยว
- กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของทั้งสองประเทศได้ลงนามในโปรโตคอลการจัดตั้งและดำเนินการ “สายด่วนระดับรัฐมนตรี” และความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยในกิจกรรมการท่องเที่ยว
- กระทรวงยุติธรรมลงนามความร่วมมือในการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางแพ่งและทางพาณิชย์ระหว่างผู้อยู่อาศัยตามแนวชายแดน
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าชายแดน
- จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาและผลักดันการสร้าง เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน และคณะทำงานด้านห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
- ลงนามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออก ส้มโอและมะนาว ไปยังประเทศจีน
ด้านสื่อสารมวลชนและวัฒนธรรม
- มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งเวียดนาม (VOV), สำนักข่าวเวียดนาม (VNA) และสถานีโทรทัศน์เวียดนาม (VTV) กับหน่วยงานสื่อหลักของจีน เช่น สำนักข่าวซินหัว และสถานีโทรทัศน์ส่วนกลางจีน (CCTV) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ความร่วมมือระดับท้องถิ่น
- ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรุงฮานอยและกรุงปักกิ่ง รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระดับจังหวัด (จังหวัดฟู้เถาะ กับ มณฑลชานซี)
- จุดผ่านแดน: จังหวัดหล่าวกายและเขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง บรรลุข้อตกลงในการยกระดับจุดผ่านแดน จีหม่า(เวียดนาม) – อ้ายเตี้ยน (จีน) ให้เป็นจุดผ่านแดนสากล พร้อมกำหนดประเภทและเวลาทำการร่วมกัน
เวียดนามสั่งลดภาษีน้ำมันทุกชนิดเป็นศูนย์จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

สมัชชาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly:NA) ได้อนุมัติมาตรการปรับลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันทุกประเภทลงเหลือ 0% จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากราคาสินค้า สร้างเสถียรภาพในตลาด และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ภายใต้มติที่ผ่านการเห็นชอบ ภาษีทุกประเภทที่จัดเก็บจากน้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันอากาศยาน ซึ่งรวมถึง ภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิต(special consumption tax) จะลดลงเหลือศูนย์ทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ปรับลดเหลือ 0 ด่อง สำหรับน้ำมันเบนซิน (ยกเว้นเอทานอล) ดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และน้ำมันเตา
- ภาษีสรรพสามิต ปรับลดเหลือ 0% สำหรับน้ำมันเบนซิน
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยกเว้นการสำแดงและชำระภาษีสำหรับน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยาน (อย่างไรก็ตาม ภาษีซื้อยังคงสามารถนำไปหักภาษีได้ตามปกติ)
นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยผู้ประกอบการและผู้นำเข้าน้ำมันไม่ต้องสำแดงหรือชำระ VAT ทั้งในขั้นตอนการนำเข้าและการขาย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้รับอำนาจในการปรับเปลี่ยนระยะเวลาของนโยบายให้สั้นลงหรือขยายออกไปได้ตามสถานการณ์ฉุกเฉิน
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ระบุว่าสัดส่วนภาษีในโครงสร้างราคาน้ำมันพื้นฐานนั้นค่อนข้างสูง โดย VAT คิดเป็นประมาณ 7.4%, ภาษีคุ้มครองสิ่งแวดล้อม 2.7–6% และภาษีสรรพสามิตประมาณ 6.7% ดังนั้นการยกเลิกภาษีเหล่านี้จึงเป็นมาตรการสำคัญในการคุมเงินเฟ้อ
รัฐบาลรายงานว่าการลดภาษีสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวจะทำให้รายได้งบประมาณรัฐลดลงเฉลี่ย 7.3 ล้านล้านดอง (ประมาณ 2.77 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลย้ำว่านี่คือ “มาตรการทางการคลังพิเศษที่ใช้ในสถานการณ์ไม่ปกติ” เพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางสังคม
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาพลังงานในเวียดนามพุ่งสูงขึ้น โดยตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาขายปลีกในประเทศมีการปรับเปลี่ยนไปแล้วถึง 15 ครั้ง โดยน้ำมันเบนซิน RON 95-IIIปัจจุบันอยู่ที่ 23,540 ด่องต่อลิตร (เคยพุ่งสูงสุดเกือบ 34,000 ด่อง) น้ำมันดีเซล ปัจจุบันอยู่ที่ 32,960 ด่องต่อลิตร (เคยพุ่งสูงสุดที่ 45,000 ด่อง)
นอกจากการลดภาษีแล้ว รัฐบาลยังได้สมทบเงินงบประมาณอีก 8 ล้านล้านด่อง เข้าสู่กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเพื่อช่วยพยุงราคาและช่วยเหลือผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย
PETRONAS มาเลเซีย เตรียมเจรจาดีลน้ำมันกับรัสเซีย

ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) จะดำเนินการเจรจากับประเทศรัสเซียเพื่อจัดซื้อน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีอุปทานเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรีชี้ว่า ในขณะนี้หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาที่เคยใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อซื้อน้ำมันจากรัสเซียเช่นกัน
“นับเป็นโชคดีที่ความสัมพันธ์ของเรากับรัสเซียยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ดังนั้น ทีมงานของ PETRONAS จึงสามารถเจรจากับพวกเขาได้” นายอันวาร์กล่าวกับสื่อ Sinar Harian ระหว่างพิธีเปิดอาคารผู้โดยสารใหม่ของสนามบินสุลต่านอิสมาอิล เปตรา (LTSIP) ในเมืองเปิงกาลันชีปา เมื่อวันเสาร์ (18 เมษายน 2569)
นายอันวาร์ยังเปิดเผยด้วยว่า ความพยายามทางการทูตในระยะเริ่มแรกช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันของมาเลเซียเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอยู่ในสภาวะวิกฤติได้สำเร็จ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานพลังงานของชาติ
นายอันวาร์อธิบายว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สหรัฐฯ และยุโรป ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งทั่วโลก ราคาน้ำมัน และอุปทานปุ๋ย
“เรือบรรทุกน้ำมันของ PETRONAS เดินทางถึงศูนย์รวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรเปงเงรัง (Pengerang Integrated Complex) อย่างปลอดภัยแล้ว การจัดส่งครั้งนี้มีความสำคัญมากเนื่องจากกระบวนการกลั่นน้ำมันสามารถทำได้ที่นั่นเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีระบุ
ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ประสานงานกับผู้นำอิหร่านล่วงหน้า ทำให้ได้รับอนุญาตให้เรือผ่านทางได้ ในขณะที่การเจรจาระดับนานาชาติเหนือช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
อย่างไรก็ตาม นายอันวาร์ยอมรับว่ายังมีเรือลำอื่น ๆ ของมาเลเซียที่ยังประสบปัญหา รวมถึงความล่าช้าและความเสียหาย แต่กำลังอยู่ระหว่างความพยายามในการเร่งแก้ไข
นอกจากนี้ นายอันวาร์กล่าวอีกว่าวิกฤตการณ์ระดับโลกทำให้ประเทศอื่น ๆ เข้ามาแสวงหาความร่วมมือจากมาเลเซีย รวมถึงนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ที่เพิ่งเดินทางมาเยือนเพื่อหารือเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันเบนซิน ดีเซล และปุ๋ย
“เรายังคงให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการภายในประเทศ หากมีส่วนเกินเราจะช่วยเหลือประเทศพันธมิตร แต่หากไม่มี เราต้องมุ่งเน้นที่ประชาชนของเราก่อนเป็นอันดับแรก” นายอันวาร์ย้ำอย่างหนักแน่น
มาเลเซียบริโภคน้ำมันวันละ 700,000 บาร์เรล สูงกว่ากำลังการผลิตถึงสองเท่า

กระทรวงการคลังมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียยังคงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบแม้ว่าจะมีแหล่งผลิตน้ำมันของตนเอง เนื่องจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศสูงถึงประมาณ700,000 บาร์เรลต่อวันซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้เองในประเทศเพียง 350,000 บาร์เรลต่อวันถึงสองเท่า
กระทรวงฯ อธิบายว่า ความขัดแย้งในเอเชียตะวันตกได้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ทั้งในด้านการขนส่งและการส่งมอบ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“อุปทานน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงกำลังเผชิญกับภาวะหยุดชะงักและความล่าช้า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 40% พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าประกันภัย” กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์วันที่ 18 เมษายน
ข้อมูลจากกระทรวงฯ ระบุว่า อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของมาเลเซีย 48% กลั่นโดยบริษัท Petroliam Nasional Bhd (Petronas) ในขณะที่อีก 52% มาจากบริษัทน้ำมันอื่น ๆ ในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการระบุรายละเอียดแหล่งที่มาของน้ำมันดิบในมาเลเซีย ว่า 48% ผลิตได้ภายในประเทศ 38% นำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 7% มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาตะวันตก และอื่น ๆ ส่วนอีก 7% มาจากพื้นที่ส่วนอื่นของเอเชียตะวันตกและแหล่งอื่น ๆ
กระทรวงการคลังอธิบายว่า น้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงกลั่นยังคงต้องนำเข้า เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาติ
“เกือบ 40% ของการนำเข้าต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่กำลังได้รับผลกระทบในขณะนี้”
กระทรวงฯ ระบุ พร้อมเสริมว่าการพึ่งพาการนำเข้านั้นจำเป็นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และน้ำมันเครื่องบินภายในประเทศ
ในขณะเดียวกัน Petronas ยืนยันว่า เรือ Ocean Thunder ได้เดินทางมาถึงมาเลเซียพร้อมน้ำมันดิบจำนวนหนึ่งล้านบาร์เรลจากเมืองบาสรา ประเทศอิรัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการรักษาเสถียรภาพของอุปทานเชื้อเพลิงภายในประเทศ
มาเลเซียเดินหน้ามุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค

ดาโต๊ะ สรี อามีร์ ฮัมซาห์ อาซีซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียจะยังคงเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (RE) ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าพื้นฐาน เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศในอนาคต
ในการเสวนาหัวข้อ “อนาคตของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในโลกที่แตกแยก” ณ การประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) นายอามีร์ ฮัมซาห์ กล่าวว่า มาเลเซียยังโชคดีที่มีแหล่งพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ
“ในด้านก๊าซธรรมชาติ เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้นในแง่ของการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ เราจึงสามารถรับประกันความมั่นคงของอุปทานได้ แต่สำหรับเชื้อเพลิงเหลว เรายังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าและต้องบริหารจัดการผ่านจุดนั้นไปให้ได้”
นายอามีร์ ฮัมซาห์ ระบุว่าบทเรียนสำคัญสำหรับมาเลเซียในฐานะระบบเศรษฐกิจกำลังพัฒนา คือความจำเป็นในการส่งสัญญาณตลาดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะผ่านการปฏิรูปเงินอุดหนุน
ในอดีต มาเลเซียใช้เงินอุดหนุนจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนมีภาระค่าครองชีพต่ำ แต่นายอามีร์ ฮัมซาห์ ชี้ว่าแนวทางนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้น จนสร้างความตึงเครียดให้กับสถานะทางการเงินของรัฐบาล
“สิ่งที่เราต้องทำคือการปฏิรูป เราต้องปรับโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลที่ยุติธรรมกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนั้น หัวใจสำคัญคือเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นจุดที่เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้”
นายอามีร์ ฮัมซาห์ กล่าวอีกว่า การรักษาวินัยทางการคลังจะช่วยให้กลไกตลาดสามารถจัดการด้านอุปสงค์และอุปทานได้ด้วยตัวเอง และทำให้สามารถนำมาตรการที่มีประสิทธิภาพต่าง ๆ ไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น
สำหรับการดำเนินงานในอนาคต มาเลเซียยืนยันความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และจะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน รวมถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ นอกจากนี้ นายอามีร์ ฮัมซาห์ ยังเน้นย้ำถึงบทความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่าน โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)
“หนึ่งในโครงการหลักที่เรากำลังผลักดันคือ โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หากเราสามารถกระจายพลังงานได้ดีขึ้น ทุกฝ่ายย่อมมีแรงจูงใจที่จะร่วมกันรักษาเสถียรภาพของระบบ โครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันในภูมิภาคจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในระบบ และในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ประเทศในภูมิภาคมีความพึ่งพากันและกันมากขึ้นด้วย”
อินโดนีเซียยันความมั่นคงทางอาหารแข็งแกร่ง
สำนักงานอาหารแห่งชาติ (National Food Agency :Bapanas) อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ความมั่นคงด้านอาหารหลักทางยุทธศาสตร์ของอินโดนีเซียยังคงอยู่ในสภาวะปกติ แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยได้รับแรงหนุนจากการผลิตภายในประเทศที่แข็งแกร่ง
“ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลผลิตภายในประเทศสามารถตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชนได้” นายอิกุสตี เกตุต อัสตาวา (I Gusti Ketut Astawa) รองประธานฝ่ายความพร้อมและเสถียรภาพทางอาหารของ Bapanas กล่าว
นายอัสตาวาอ้างประมาณการสมดุลอาหารแห่งชาติปี 2569 ของ Bapanas ซึ่งระบุว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ทางยุทธศาสตร์เพียง 3 รายการจากทั้งหมด 10 รายการเท่านั้น โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตในประเทศจะเพียงพอต่อความต้องการในครัวเรือนสำหรับ ข้าว, ข้าวโพด, พริก, เนื้อไก่, ไข่ และน้ำตาล
นายอัสตาวายังชี้ถึงแนวโน้มเชิงบวกของการผลิตข้าวในประเทศ โดยปีที่ผ่านมามีผลผลิตประมาณ 34.7 ล้านตัน และมีปริมาณข้าวคงเหลือยกยอดมายังปีนี้อีกประมาณ 12 ล้านตัน
จากตัวเลขดังกล่าว รัฐบาลคาดการณ์ว่าสต็อกข้าวของชาติจะสูงถึงประมาณ 16 ล้านตันภายในสิ้นปี 2569 ภายใต้สมมติฐานที่ว่าการผลิตยังคงอยู่ที่ 34.7 ล้านตัน ขณะที่การบริโภคอยู่ที่ 31.1 ล้านตัน
นายอัสตาวากล่าวอีกว่า หน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐ (Bulog) ได้รับมอบหมายให้ความสำคัญกับการจัดซื้อข้าวจากเกษตรกรในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก เพื่อสนับสนุนวาระการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ส่งผลให้อินโดนีเซียระงับการนำเข้าข้าวมาตั้งแต่ปี 2568
“ปัจจุบันข้าวสำรองที่ดูแลโดย Bulog มีมากกว่า 4 ล้านตัน และเราตั้งเป้าที่จะจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 4 ล้านตัน” นายอัสตาวากล่าว พร้อมย้ำถึงความสามารถในการแข่งขันของข้าวที่ผลิตในประเทศ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความคืบหน้าในการพึ่งพาตนเองด้านข้าวโพดอย่างเต็มรูปแบบ โดยระบุว่าการนำเข้าข้าวโพดเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ยุติลงตั้งแต่ปีที่แล้ว
สำหรับการนำเข้าสินค้าอาหารหลักในปัจจุบันจะจำกัดอยู่เพียง ถั่วเหลือง, กระเทียม และเนื้อวัว เท่านั้น ในขณะที่รัฐบาลยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มผลผลิตในประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ นายอันดี อัมราน สุไลมาน ประธาน Bapanas และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาว่า อินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการพึ่งพาตนเองสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการที่รองรับการบริโภคโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สหรัฐฯ วางแผนสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกในฟิลิปปินส์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานโลก

สหรัฐฯ ประกาศแผนสนับสนุนการสร้างนิคมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่แห่งแรกในฟิลิปปินส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบและส่วนประกอบสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เมษายน 2569) ที่ผ่านมาว่า นิคมอุตสาหกรรมขนาด 4,000 เอเคอร์ นี้ ถูกวางตัวให้เป็น “แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตของกลุ่มพันธมิตร” และเป็น “ศูนย์กลางเร่งการลงทุนที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางอุตสาหกรรมตามความต้องการของตลาด”
โครงการนี้ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะ “เขตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” จะตั้งอยู่ภายในระเบียงเศรษฐกิจลูซอน ( Luzon Economic Corridor) ซึ่งเป็นโครงการเศรษฐกิจเรือธงบนเกาะหลักของฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
โครงการนี้ยังถือว่าเป็น “ศูนย์กลางเร่งอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-native) แห่งแรก” ภายใต้ข้อริเริ่ม Pax Silica Initiative ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ และมีพันธมิตรประกอบด้วยออสเตรเลีย อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ 13 ที่เข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือนี้ ภายใต้ความพยายามหลักของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในด้าน AI และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่พยายามใช้ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอันยาวนานกับสหรัฐฯ มาต่อยอดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
โดยมาร์กอสได้กระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ โดยอนุญาตให้เข้าถึงฐานทัพเพิ่มขึ้น ท่ามกลางข้อพิพาทดินแดนกับจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ตอบแทนด้วยการช่วยดึงดูดนักลงทุนและขยายเงินทุนสนับสนุนโครงการรถไฟ
สหรัฐฯ มองว่าฟิลิปปินส์มีข้อได้เปรียบทั้งทำเลที่ตั้งใจกลางภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และมีประชากรวัยแรงงานที่มีทักษะทางเทคนิค ที่สำคัญคือฟิลิปปินส์มีแหล่งแร่ธาตุสำรองจำนวนมาก เช่น นิกเกิล, ทองแดง, โครไมต์ และโคบอลต์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่
ก่อนหน้านี้ มะนิลาและวอชิงตันได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านแร่ธาตุที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ (Critical Minerals) ไปแล้ว
สปป.ลาวเปิดตัวสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ ขยายโอกาส MSME เข้าถึงแหล่งทุน

รัฐบาล สปป.ลาว เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการเงินของประเทศ ด้วยการเปิดตัว “บริษัท ลาว เครดิต การันตี โซล จำกัด” (Lao Credit Guarantee Sole Company Limited: LCGC) อย่างเป็นทางการ สถาบันใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
พิธีเปิดจัดขึ้นโดยมีนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรีลาว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงแรงสนับสนุนร่วมกันในการยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อ และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงในประเทศ
หัวใจสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่แนวคิดเรียบง่ายแต่มีพลัง นั่นคือ ธุรกิจจำนวนมากในลาวมีศักยภาพที่จะเติบโต แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางผู้ประกอบการจำนวนมากจากการขยายกิจการ สร้างงาน และมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจประเทศได้เต็มศักยภาพ
นายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กล่าวในงานเปิดตัวว่า ภาคธุรกิจถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ และควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต โดย LCGC ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ในอดีต
LCGC จะทำหน้าที่ค้ำประกันส่วนหนึ่งของเงินกู้ที่ธนาคารปล่อยให้แก่ธุรกิจ เป็นการแบ่งเบาความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงิน แนวทางนี้ช่วยให้ธนาคารสามารถลดการพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบดั้งเดิม และหันมาประเมินศักยภาพของธุรกิจจากโมเดลธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้มากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็เข้าถึงเงินทุนที่เคยอยู่ไกลเกินเอื้อม
แนวคิดจัดตั้ง LCGC ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 และจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ปัจจุบันดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่ง สปป.ลาว และกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด สะท้อนถึงการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า สถาบันใหม่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุนให้ MSMEs จะช่วยหนุนการขยายธุรกิจ การสร้างงาน และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ในระยะยาวยังคาดว่าจะช่วยเสริมการผลิตภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมการส่งออก
ภายในงานเปิดตัว มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง LCGC กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการดำเนินงานจริงของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยธนาคารที่เข้าร่วมประกอบด้วย Banque pour le Commerce Extérieur Lao, Agriculture Promotion Bank, BIC Bank, Canadia Bank Lao, Maruhan Japan Bank Lao และ RHB Bank Lao
ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่เป็นรูปธรรมของภาคการเงินในการสนับสนุน MSMEs และขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ เมื่อความเสี่ยงได้รับการแบ่งเบาผ่าน LCGC ธนาคารจึงมีความพร้อมมากขึ้นในการปล่อยกู้แก่ธุรกิจที่มีแนวคิดแข็งแกร่งแต่ขาดทรัพย์สินค้ำประกัน ขณะที่ผู้ประกอบการก็ได้รับแรงสนับสนุนทางการเงินเพื่อขยายกิจการ
ในทางปฏิบัติ โครงการนี้จะช่วยให้ระบบการเงินของลาวมีความครอบคลุมและคล่องตัวมากขึ้น เปิดทางสู่โอกาสสินเชื่อใหม่ ๆ เสริมพลังให้เจ้าของธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน
ในระยะต่อไป LCGC มีแผนขยายการดำเนินงาน สร้างพันธมิตรเพิ่มเติมกับสถาบันการเงิน และเพิ่มการรับรู้ในหมู่ผู้ประกอบการรายย่อยเกี่ยวกับโอกาสใหม่ที่เปิดขึ้นจากโครงการนี้ ซึ่งเมื่อมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากขึ้น ผลกระทบเชิงบวกจะขยายวงกว้างไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
การทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างธนาคารกับภาคธุรกิจ ทำให้ LCGC กลายเป็นก้าวสำคัญเชิงเปลี่ยนแปลงของลาว ที่อาจปลดล็อกนวัตกรรม เร่งการเติบโต และสร้างอนาคตเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและทั่วถึงยิ่งขึ้นสำหรับประเทศ




